https://ufanance.com Lockdown168 hydra888 lotto432 KINGDOM66 panama888 NEWYORK888 LONDON168 UFA1919 SAGAME66 sexygame66 ssgame666 sa168vip lotto77 SAGAME1688 SEXYGAME1688 Casino ออนไลน์ Casino ออนไลน์ MAHAGAME88

ตอนที่ 169.1 เอาคนที่สู้เป็นมา

ufac4

บทที่ 169.1 เอาคนที่สู้เป็นมา
โดย

หนึ่งคนเดินนำ หนึ่งคนเดินตามขึ้นไปบนยอดเขา เหมาเสี่ยวตงยืนอยู่นอกศาลาลมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ทั่วทั้งบุรพแจกันสมบัติทวีป เมื่อเทียบกันแล้ว ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเก้ามีน้อยกว่าผู้ฝึกลมปราณขอบเขตสิบอยู่มาก นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมการที่ต้าหลีมีซ่งจ่างจิ้งปรากฎถึงได้สร้างความสะท้านสะเทือนไปทั่วทิศ

ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตเก้าแทบจะหล่อหลอมเรือนกายและจิตวิญญาณได้ถึงขั้นสูงสุดของโลกมนุษย์ ถูกขนานนามว่าหมื่นอาคมไม่อาจรุกราน แม้เหมาเสี่ยวตงจะรู้ว่าไม่ได้เกินจริงอย่างที่เล่าลือกันภายนอก แต่จะอย่างไรซะนักพรตห้าขอบเขตบนก็ยังมีวิชาอภินิหารที่ยิ่งใหญ่ มีพละกำลังมากจนสามารถย้ายภูเขา โกรธที่ก็สามารถพลิกคว่ำมหาสมุทร ทว่าหากดูแค่การต่อสู้ร้ายแรงถึงตายระหว่างซ่งจ่างจิ้งอ๋องเจ้าแคว้นที่เลื่อนสู่ขอบเขตกับบรรดานักพรตยอดฝีมือแล้ว เขาเหมาะกับคำเรียกขานนี้อย่างแท้จริง เพราะอย่างไรซะนักพรตห้าขอบเขตบนที่ทำตัวเหมือนมังกรเทพซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆก็หาตัวจับได้ยากยิ่ง

ชุยตงซานหัวเราะเฮอๆ พลางเอ่ยแนะนำ “อาจารย์เฒ่าผู้นี้มีชื่อว่าเหมาเสี่ยวตง อดีตศิษย์น้องของฉีจิ้งชุน ตอนนี้คือรองเจ้าขุนเขาที่จัดการเรื่องราวต่างๆ ในสำนักศึกษาซานหยา”

เดิมทีหลี่เอ้อร์ไม่คิดจะปรายตามองผู้เฒ่าร่างสูงใหญ่ที่ตรงเอวห้อยไม้บรรทัดไว้ แต่พอได้ยินประโยคนี้ก็รีบคลี่ยิ้มทันที “อาจารย์เหมา ข้าคือบิดาของหลี่ไหว”

ผู้เฒ่าตะลึงงัน ชุยตงซานเองก็ประหลาดใจเหมือนกัน ด้วยนิสัยประหลาดโผงผางหัวแข็งของหลี่เอ้อร์ ต่อให้ปากไม่เอ่ยตำหนิสำนักศึกษาซานหยา แต่ในท้องย่อมต้องมีความไม่พอใจกักเก็บเอาไว้ เพราะอย่างไรซะทางสำนักศึกษาก็ไม่ได้ทำอะไรสักอย่างกับมรสุมครั้งนี้ มองดูเหมือนเป็นคนกลางที่ไม่เข้าข้างใคร แต่แท้จริงแล้วค่อนไปทางไม่มีน้ำใจเสียมากกว่า อย่าว่าแต่คนในเหตุการณ์อย่างพวกหลี่เป่าผิงเลย แม้แต่นักเรียนของสำนักศึกษาเดิมในต้าหลีที่ติดตามเหมาเสี่ยวตงมาด้วยในเวลานั้นก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดอาจารย์เฒ่าถึงไม่ออกหน้าทวงความเป็นธรรม ขอคำอธิบายจากราชสำนักต้าสุย

เหมือนกับฉีจิ้งชุนที่เคยเป็นผู้บัญชาการณ์ถ้ำสวรรค์หลีจูที่ตกอยู่ในทางตัน ไม่มีความเป็นไปได้ที่เขาจะจากมาโดยที่ยังมีชีวิตอยู่ แม้ฮ่องเต้สกุลซ่งต้าหลีจะไม่ได้ซ้ำเติมฉีจิ้งชุน แต่ก็ไม่กล้าเสนอความคิดเห็นใดๆ ต่อขั้วอำนาจเหล่านั้น หลังจบเรื่องจึงทำให้เหล่าบัณฑิตที่จบไปจากอดีตสำนักศึกษาซานหยารู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง

หลี่เอ้อร์ยิ้มอย่างสง่างาม “ตอนอยู่เมืองเล็ก มีครั้งหนึ่งอาจารย์ฉีไปดื่มเหล้ากับข้า แล้วพูดถึงอาจารย์เหมา บัณฑิตที่อาจารย์ฉีให้การยอมรับ ข้าหลี่เอ้อร์จึงรู้สึกว่าต้องเป็นบัณฑิตที่แท้จริง ดังนั้นเรื่องในครั้งนี้ ข้าเชื่อว่าท่านอาจารย์ผู้เฒ่าที่ต้องดูแลสำนักศึกษาขนาดใหญ่แบบนี้ต้องมีความลำบากใจของตัวเอง ข้าหลี่เอ้อร์ไม่เคยเรียนหนังสือมาก่อน แต่เหตุผลเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ก็ยังพอจะเข้าใจอยู่บ้าง”

ดูท่าเวลาอยู่นอกบ้าน ชายฉกรรจ์ท่าทางกระด้างเรียบง่ายคนนี้จะไม่ใช่น้ำเต้าตันที่แท้จริง

น่าจะเป็นเพราะคนนอกที่สามารถทำให้เขาเปิดปากพูดได้จะมีไม่มากก็เท่านั้น

และเห็นได้ชัดว่าเหมาเสี่ยวตงได้พึ่งใบบุญของฉีจิ้งชุนศิษย์พี่ของเขา

ผู้เฒ่าร่างสูงใหญ่ถอนหายใจหนึ่งที กล่าวอย่างจนใจ “ข้าละอายใจมิกล้ารับคำชม”

หลี่เอ้อร์กล่าวตามมารยาทจบก็เริ่มหันมองไปรอบด้าน สายตาแหลมคมเหมือนกระแสน้ำขึ้นที่ไหลทะลักออกไป เมื่อกระแสน้ำทะลักทลาย บางจุดจึงมีลูกคลื่นโถมตัวขึ้น มองคล้ายเสาหินที่ตั้งอยู่กลางแม่น้ำ ทว่าไม่นานก็ลดตัวลงต่ำด้วยความหวาดหวั่นอย่างรวดเร็ว เพื่อหลบเลี่ยงประกายคมกริบ ผู้ฝึกลมปราณขอบเขตสิบนามว่าไช่จิงเสินที่อยู่ใกล้กับภูเขาตงหัวมากที่สุดก็เป็นคนหนึ่งในนั้น

หลี่เอ้อร์พบสิ่งปลูกสร้างโอ่อ่ากินอาณาบริเวณกว้างขวาง กำแพงแดงหลังคากระเบื้องสีเขียว ปราณมังกรเข้มข้น มีกลิ่นอายตามแบบฉบับของที่พักเชื้อพระวงศ์

เหมาเสี่ยวตงเอ่ยถาม “เจ้าคิดจะหาคนมาพูดคุยเหตุผล?”

เดิมทีหลี่เอ้อร์กำลังจะไปจากภูเขาลูกนี้แล้ว แต่พอผู้เฒ่าเปิดปาก เขาก็หยุดการโคจรลมปราณในร่างกาย พยักหน้ารับ “จะไปหาฮ่องเต้ต้าสุยโดยตรงเลย หากเขาพูดง่ายก็จะบอกให้เขาเชิญพวกตระกูลฉู่หนานซี ตระกูลพลเอกหัน ฮวายหย่วนโหวอะไรพวกนั้นออกมา ข้าไม่รังแกคนอื่น ยังจะรับปากให้พวกเขาส่งคนที่สู้เก่งที่สุดในตระกูลออกมา จะมาทีละคนหรือมาพร้อมกันก็เอาตามที่พวกเขาสบายใจ”

สีหน้าของชายฉกรรจ์ร่างเล็กเตี้ยกำยำนิ่งขรึม น้ำเสียงราบเรียบอย่างถึงที่สุด

ชุยตงซานจุ๊ปากไม่หยุด เห็นได้ชัดว่าเขารอชมเรื่องสนุก ไม่กลัวว่าท้องฟ้าจะถูกเจาะให้เป็นรู

เหมาเสี่ยวตงปวดหัวแปลบ คิดจะพูดเกลี้ยกล่อม แต่ชายฉกรรจ์กลับแสยะยิ้มเผยฟันขาวสะอาดราวหิมะ “หากฮ่องเต้ต้าสุยพูดยาก นั่นก็ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ อธิบายเหตุผลก็มีวิธีของการต่อยตีแบบมีเหตุผล ไม่อธิบายเหตุผลก็มีวิธีต่อยตีแบบไร้เหตุผล วันนี้ข้าหลี่เอ้อร์ไม่รื้อวังหลวงต้าสุยครึ่งหนึ่ง วันหน้าก็จะเปลี่ยนแซ่ตามฮ่องเต้สกุลเกา”

น้ำชั่วร้ายในท้อง (เปรียบเปรยกับความคิดที่ไม่ดี ความคิดที่ชั่วร้าย) ของชุยตงซานกระเพื่อมรัว เอ่ย “เตือนด้วยความหวังดี” อย่างมีเจตนาแอบแฝงอยู่ข้างๆ “แม้ว่าค่ายกลปกป้องเมืองของเมืองหลวงต้าสุยจะสามารถป้องกันศัตรูภายนอกรุกรานเมืองหลวงได้อย่างแข็งแกร่ง แต่กับภายในแล้วกลับธรรมดามาก อานุภาพก็ห่างชั้นเกินกว่าจะเทียบเคียงกับหอป๋ายอวี้จิงของต้าหลีที่ได้ทั้งรุกและรับได้ แต่จะอย่างไรซะที่นี่ก็คือใจกลางของต้าสุย วังหลวงก็ยิ่งเป็นสถานที่ที่สำคัญในสถานที่ที่สำคัญ ต่อให้เจ้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์เต็มตัวที่มีขอบเขตเก้าขั้นสูงสุด แต่หากบุกเข้าไปในวงล้อมก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะสามารถถอยออกมาได้อย่างปลอดภัย”

หลี่เอ้อร์กระตุกมุมปาก จ้องมองเด็กหนุ่มชุดขาวด้วยสายตามืดทะมึน “นั่นเป็นเรื่องที่ข้าควรเป็นกังวล เจ้าไม่ต้องเป่าลมชั่วร้ายพวกนี้ใส่หูข้าหลี่เอ้อร์ เจ้าไม่ใช่เมียข้าเสียหน่อย นางสามารถเป่าหูอยู่ข้างหมอนข้า แต่เจ้าล่ะเป็นตัวอะไร คำพูดไม่น่าฟังเอามาเอ่ยกันก่อน ข้าไม่สนใจแผนการไร้ยางอายของพวกเจ้า แต่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะเห็นข้าเป็นคนโง่ได้”

ชุยตงซานยิ้มตาหยี “ปัดโธ่ ใจหวังดีกลับถูกมองเป็นตับลาเสียได้ นายท่านใหญ่หลี่เอ้อร์จะอารมณ์ดียังไง จะทำแบบไหน ข้าไม่สนแล้วก็ได้”

หลี่เอ้อร์กล่าวยิ้มๆ “แต่ว่ายังต้องรบกวนให้เจ้าบอกหลี่ไหวสักคำ บอกว่าบิดาของเขาออกไปซื้อของให้พวกเขาสามแม่ลูก ดึกหน่อยถึงจะกลับมาสำนักศึกษา”

เหมาเสี่ยวตงกล่าวอย่างเป็นกังวล “ช้าก่อน บอกตามตรง มรสุมในครั้งนี้ ข้ามีจุดประสงค์แอบแฝง โดยหวังว่าจะใช้โอกาสนี้มอบสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้เด็กๆ เล่าเรียนอย่างสบายใจได้อย่างแท้จริง ไม่ต้องการให้ความขัดแย้งระหว่างต้าหลีและต้าสุยเกี่ยวพันมาถึงสำนักศึกษาซานหยา ใจคนแปรเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เดิมทีข้าวางแผนไว้ว่าอีกไม่นานจะเดินทางไปวังหลวงด้วยตัวเองสักรอบ เพื่อขอฟังคำตัดสินสุดท้ายจากฮ่องเต้สกุลเกา…”

หลี่เอ้อร์โบกมือ “อาจารย์ผู้เฒ่า นั่นเป็นเรื่องของสำนักศึกษาพวกเจ้า ข้าไม่สน ข้าไปวังหลวงครั้งนี้เป็นเรื่องในครอบครัวของข้าหลี่เอ้อร์ เอาเป็นว่าข้ารับปากว่าจะไม่นำปัญหามาให้สำนักศึกษา ข้อนี้อาจารย์ผู้เฒ่าวางใจได้”

เหมาเสี่ยวตงยิ้มเจื่อน “คำพูดนี้อาจไม่น่าฟัง แต่ยิ่งเจ้าก่อเรื่องวุ่นวายในวังหลวงได้ใหญ่โตเท่าไหร่ อันที่จริงกลับยิ่งเป็นการดีต่อสำนักศึกษามากเท่านั้น ทว่าเจ้าบุกเข้าไปในวังหลวงของราชวงศ์แห่งหนึ่งเพียงลำพัง มันอันตรายเกินไป หากไม่จำเป็นก็ไม่ควรใช้วิธีที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเช่นนี้ หากเป็นไปได้ก็ให้รองเจ้าขุนเขาของสำนักศึกษาอย่างข้าไปพูดคุยกับฮ่องเต้ต้าสุยให้รู้เรื่องด้วยตัวเอง ให้เขากำราบตระกูลเหล่านั้น ถ้าถึงเวลานั้นแล้วเจ้าหลี่เอ้อร์ยังไม่พอใจค่อยลงมือก็ยังไม่สาย ตกลงไหม?”

หลี่เอ้อร์ส่ายหน้า “ความหวังดีของอาจารย์ผู้เฒ่า ข้าหลี่เอ้อร์รับไว้แล้ว แต่เมื่อครู่นี้ข้าก็บอกแล้วว่านี่เป็นเรื่องในบ้านของข้า ในฐานะของผู้นำครอบครัว…”

หลี่เอ้อร์รีบหยุดปาก เปลี่ยนมาพูดว่า “ในฐานะผู้ชายในบ้าน บิดาของหลี่ไหว เรื่องที่ข้าสามารถแก้ไขได้โดยอาศัยหมัด ข้าก็จะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ไม่คิดถึงอะไรมากมายขนาดนั้น”

เหมาเสี่ยวตงจำต้องหันไปขยิบตาให้เด็กหนุ่มชุดขาว หวังว่าคนที่เจ้าสำนวนโวหารผู้นี้จะช่วยกันบ้าง ไม่ปล่อยให้สถานการณ์ตกอยู่ในสภาวะยากลำบากชวนประดักประเดิด น่าเสียดายก็แต่ไอ้หมอนั่นตัดสินใจแล้วว่าจะนั่งภูดูสายน้ำ ผู้เฒ่าร่างสูงใหญ่จึงถอนหายใจ ได้แต่เปลี่ยนหัวข้อถามคำถามที่เขาใคร่รู้มาโดยตลอด “ฉีจิ้งชุนสอนหนังสืออยู่ในเมืองเล็ก วันๆ อยู่กับเด็กประถมศึกษากลุ่มหนึ่ง เขามีชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง?”

หลี่เอ้อร์อึ้งตะลึง คงคิดไม่ถึงว่าผู้เฒ่าจะถามคำถามข้อนี้ เขาต้องหยุดคิดชั่วขณะ “ก็พอได้ อาจารย์ฉีเคยไปที่บ้านข้าครั้งหนึ่ง ไม่ได้คุยอะไรกันมากนัก แต่ข้านับถืออาจารย์ฉีอย่างมาก ต่อให้เป็นผู้หญิงปากร้ายอย่างเมียข้า…ต่อให้เป็นคนที่พูดจาไม่ค่อยเป็นก็ยังชื่นชมอาจารย์ฉีไม่ขาดปาก พูดเล่นว่าหากนางเด็กกว่านี้สักยี่สิบปี รับรองว่าจะแต่งงานใหม่แน่นอน ภายหลังยังรู้สึกเสียดายที่ลูกสาวข้าอายุน้อยเกินไป”

พูดถึงเรื่องหยุมหยิมพวกนี้ ชายฉกรรจ์กลับหัวเราะอย่างมีความสุข ยังเอ่ยแถมอีกหนึ่งประโยคว่า “ข้ารู้สึกว่าหลี่ไหวมีอาจารย์อย่างอาจารย์ฉีต่างหากถึงจะเป็นวาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา”

นี่แสดงให้เห็นว่าหลี่เอ้อร์เคารพเลื่อมใสบัณฑิตอย่างฉีจิ้งชุนจากใจจริง

คราวนั้นภรรยาถูกข่วนจนเลือดอาบหน้า และตระกูลนั้นก็มีบรรพบุรุษที่เป็นเทพเซียนอยู่บนภูเขาข้างนอกพอดี ด้วยความเดือดดาล หลี่เอ้อร์หันหลังให้คนในครอบครัวแอบออกไปนอกถ้ำสวรรค์หลีจู เขาบุกรื้อจากตีนเขาไปตลอดทางจนถึงศาลบรรพชนของอีกฝ่าย แม้แต่ศาลบรรพชนก็ยังถูกเขารื้อจนเละเทะไม่เหลือชิ้นดี สุดท้ายเจ้าคนบ้าที่ไม่พูดอะไรสักคำตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่บอกแม้แต่ว่าชื่อแซ่อะไรก็ทะยานร่างจากไปไกล การต่อสู้ครั้งนั้นทำเอาคนครึ่งหนึ่งของแจกันสมบัติทวีปปากอ้าตาค้าง

พอหลี่เอ้อร์กลับมาถึงเมืองเล็ก ฉีจิ้งชุนก็มาเยือนถึงบ้าน

เพราะหากคิดจะออกไปจากถ้ำสวรรค์หลีจูจำเป็นต้องได้รับการอนุญาตจากอริยะอย่างฉีจิ้งชุนเสียก่อน ในฐานะอาจารย์ของหลี่ไหว เดิมทีหลี่เอ้อร์ก็ให้ความเคารพฉีจิ้งชุนอยู่แล้ว ดังนั้นก่อนจะเกิดเรื่องเขาจึงได้ไปบอกกล่าวอีกฝ่ายก่อนแล้ว หลังจบเรื่องฉีจิ้งชุนมาเยี่ยมถึงบ้าน หลี่เอ้อร์จึงทำตัวไม่ถูกสักเท่าไหร่ กลัวว่านับแต่นี้ไปอาจารย์ในโรงเรียนท่านนี้จะเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อหลี่ไหว ตอนนั้นในบ้านมีเหล้าซ่านจิ่วเหลืออยู่อีกเล็กน้อย รสชาติย่ำแย่มากถึงขนาดที่หลี่เอ้อร์ไม่กล้าเอาออกมาให้ขายหน้าตัวเอง

ผลกลับกลายเป็นว่าฉีจิ้งชุนเรียกร้องว่าอยากดื่มเหล้าด้วยตัวเอง คนทั้งสองจึงดื่มกันคนละถ้วยอยู่ในลานบ้าน ต่างคนต่างนั่งบนม้านั่งตัวเล็ก ส่วนที่เรียกว่า “โต๊ะ” นั้น แท้จริงก็คือเก้าอี้ตัวหนึ่ง ด้านบนวางผักดองที่ทำเองหนึ่งจานและถั่วลิสงโรยเกลืออีกหนึ่งจาน

ฉีจิ้งชุนคุยเรื่องการเรียนของหลี่ไหวด้วยรอยยิ้ม “ผู้แข็งแกร่งชักดาบเข้าใส่ผู้ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า เจ้าเหมือนสหายที่เป็นดั่งพี่ชายคนหนึ่งของข้ามาก”

ชายฉกรรจ์คุยไม่เก่ง จึงตอบไปทื่อๆ “ข้าไม่มีดาบ”

ฉีจิ้งชุนดื่มเหล้าหนึ่งอึก แล้วกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ผู้แข็งแกร่งเหวี่ยงหมัดเข้าใส่ผู้ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า?”

ตอนนั้นชายฉกรรจ์เครียดมากจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่เพราะสถานะอริยะลัทธิขงจื๊อที่ควบคุมสถานที่แห่งนี้ของฉีจิ้งชุน แล้วก็ไม่ใช่เพราะสถานะอาจารย์บุตรชายของอีกฝ่าย แต่เป็นเพราะคำวิจารณ์หกคำจากอาจารย์ของตน “มีหวังจะก่อตั้งลัทธิเรียกตัวเองเป็นบรรพบุรุษ” ความตื่นเต้นนั้นของหลี่เอ้อร์ไม่ได้เกิดจากความหวาดกลัว แต่เป็นความนับถือเลื่อมใสที่มาจากใจจริง ฟ้าดินกว้างใหญ่ วิถีวรยุทธ์ยิ่งสูงส่ง ตบะยิ่งเลิศล้ำก็จะยิ่งค้นพบว่าคนบางคนที่อยู่จุดสูง ก้าวเดินได้ร้ายกาจแค่ไหน สำหรับแผ่นหลังยิ่งใหญ่ที่อ้างว้างของคนเหล่านี้ ต่อให้หลี่เอ้อร์จะไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน แต่ก็ยังเต็มใจที่จะแสดงความเคารพนับถือที่มีน้ำหนักมากพอออกมา

ดังนั้นหลี่เอ้อร์ในเวลาได้แต่พูดทุกเรื่องออกไป “อันนี้พอจะถือว่าใช่อย่างกล้อมแกล้ม…ลูกทะเลาะกับคนอื่น ข้าไม่สามารถออกหน้าได้ แต่ไปงัดข้อกับบรรพบุรุษที่อยู่เบื้องหลังของพวกเขานั้นไม่ยาก”

ฉีจิ้งชุนชนถ้วยกับชายฉกรรจ์ ถามยิ้มๆ “ออกจากบ้านครั้งนี้รู้สึกอย่างไร?”

หลี่เอ้อร์ส่ายหน้า “ชื่อเสียงใหญ่โต ฟังดูแล้วน่าครั่นคร้าม ผลสุดท้ายกลับไม่มีใครที่ต่อสู้เป็นสักคน”

กล่าวมาถึงตรงนี้ หลี่เอ้อร์ก็ยิ้มประจบ “เหล้าไม่ดี อาจารย์ฉี ขอโทษด้วยนะ”

ฉีจิ้งชุนกลับยกซดเหล้าคุณภาพต่ำในถ้วยจนหมด ก่อนจะทอดสายตามองไกลไปยังฟ้าราตรี สีหน้าเลื่อนลอย ยิ้มตาหยี “อร่อย ตอนข้ายังหนุ่มมักจะดื่มเหล้าแบบนี้บ่อยๆ แถมนิสัยยังร้ายกาจกว่าเจ้าเยอะ”

สุดท้ายหลี่เอ้อร์รู้ว่า ต่อให้ฉีจิ้งชุนจะอยากดื่มเหล้าจริงๆ ก็ยังจงใจเหลือค้างไว้ให้เขาครึ่งกา ตอนที่ลุกขึ้นยืนได้พูดกับเขาว่า “ข้าไม่กล้าพูดว่าจะสั่งสอนให้หลี่ไหวมีความรู้มากมายเท่าไหร่ แต่จะต้องสอนให้เขาเป็นคนดี นิสัยไม่แย่ไปกว่าบิดาของเขาแน่นอน ข้อนี้เจ้าหลี่เอ้อร์วางใจได้”

หลี่เอ้อร์ลุกตาม “อาจารย์ฉี แค่นี้ก็พอแล้ว!”

หลี่เอ้อร์เดินไปส่งฉีจิ้งชุนที่หน้าประตูบ้าน ชายผู้สวมชุดลัทธิขงจื๊อเดินไปในตรอกเพียงลำพัง แผ่นหลังของเขาดูอ้างว้างเดียวดาย

ครั้งสุดท้ายที่ได้พบกับอาจารย์ฉีคือตอนที่หลี่เอ้อร์แอบหลบอยู่ห้องด้านข้างของร้านตระกูลหยาง วันนั้นฝนตกพรมลงมาบนตรอกเล็ก ฉีจิ้งชุนเดินถือร่มเดินเคียงไหล่ไปกับคนผู้หนึ่ง เดิมทีร่มก็ไม่ได้คันใหญ่อะไร แถมยังเอียงไปทางเด็กหนุ่มตรอกหนีผิงที่ชื่อเฉินผิงอันผู้นั้นเสียมากกว่า คนทั้งสองพูดคุยกัน เด็กหนุ่มเบี่ยงตัวเงยหน้ายิ้มกล่าวว่าตกลง อาจารย์กลับเบี่ยงตัวก้มหน้า ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

หลี่เอ้อร์ไม่เคยเห็นอาจารย์ฉีที่ไม่…เดียวดายแบบนั้นมาก่อน

ในเวลานี้ยืนอยู่บนยอดเขาตงหัวต่างบ้านต่างเมือง หลี่เอ้อร์มองเด็กหนุ่มข้างกายและอาจารย์ผู้เฒ่าก็คลี่ยิ้ม กล่าวว่า “บัณฑิตทั่วหล้า ไม่มีใครเทียบเคียงอาจารย์ฉีได้สักคน”

หลี่เอ้อร์นึกถึงฉีจิ้งฉุน นึกถึงเฉินผิงอัน สุดท้ายคิดถึงหลี่ไหวบุตรชายของตัวเอง

หัวใจของบุรุษผู้นี้กระเพื่อมไหวรุนแรง รู้สึกเพียงว่าคำพูดบางอย่างหากไม่เอ่ยออกมาไม่สาแก่ใจ แต่ก็บอกไม่ได้อีกว่าเพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น ในเมื่อเป็นอย่างนี้ก็สู้! ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไม แค่รู้สึกว่าเหล้าครึ่งกาที่ติดค้างอาจารย์ฉีในปีนั้น ต้องสู้กับคนอื่นให้สะใจสักครั้ง แล้วค่อยดื่ม!

เรือนกายที่ไม่สูงไม่ใหญ่ของหลี่เอ้อร์จึงทะยานจากยอดเขาตงหัวแหวกอากาศออกไป วาดเส้นโค้งขนาดใหญ่ยักษ์ที่พาดผ่านครึ่งเมืองหลวง ไปตกลงกลางวังหลวงต้าสุย!

—-

Sword of Coming กระบี่จงมา

Sword of Coming กระบี่จงมา

ประเภท: ผู้แต่ง: , ,
อ่านนิยายเรื่อง Sword of Coming กระบี่จงมา ” หนึ่งโลกธาตุขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยความลี้ลับมหัศจรรย์ ใจกลางฟ้าดิน เคยมีปัญญาชนผู้หนึ่งใช้หนึ่งกระบี่ฟาดฟันให้เกิดน้ำตกธารสวรรค์ คือความภาคภูมิใจสูงสุดของโลกมนุษย์ หน้าผาทะเลบูรพา มีนักพรตไร้นามผู้หนึ่งที่ไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งใด หวังเพียงให้ลมเย็นโชยมาปะทะใบหน้า แดนสุขาวดีปัจฉิมทิศ มีหลวงจีนเฒ่าที่ชอบเล่าเรื่องราวให้ผู้คนฟัง เลี้ยงมังกรสวรรค์ไว้เก้าตัว พื้นที่กันดารแดนใต้ มีจิตรกรตาบอดควบคุมหุ่นเชิดเกราะทองสูงเท่าเนินเขาให้เคลื่อนย้ายภูเขาใหญ่หนึ่งแสนลูก ปูแผ่เป็นภาพลายปัก เมื่อวันหนึ่งเด็กหนุ่มยากจนที่เติบโตทางทิศเหนือได้พบกับเซียนที่เหนือศีรษะมีกระบี่บินนับพันนับหมื่นประดุจฝูงตั๊กแตน “ เขาจึงอยากจะไปเห็นปัญญาชนคนนั้น เห็นคลื่นยักษ์ที่โถมตัวเทียมฟ้าของทะเลบูรพา เห็นทะเลทรายสีเหลืองทองกว้างไกลนับหมื่นลี้ของแดนประจิม และอยากไปเห็นภูเขาลูกโอฬารของแดนกันดารทางใต้ที่นักเล่านิทานเอ่ยถึงกับตาตัวเอง ดังนั้น ในที่สุดวันหนึ่ง เด็กหนุ่มจึงสะพายกระบี่ไม้พาดหลัง มุ่งหน้าไปทางทิศใต้ –ข้ามีนามว่าเฉินผิงอัน ผิงอันที่แปลว่าสงบสุข สันติ ข้าคือมือกระบี่คนหนึ่ง–

คอมเม้นต์

Options

ใช้ไม่ได้กับโหมดมืด
คืนค่าเริ่มต้น