https://ufanance.com Lockdown168 hydra888 lotto432 KINGDOM66 panama888 NEWYORK888 LONDON168 UFA1919 SAGAME66 sexygame66 ssgame666 sa168vip lotto77 SAGAME1688 SEXYGAME1688 Casino ออนไลน์ Casino ออนไลน์ MAHAGAME88

ตอนที่ 186.2 เฝ้าคืน

ufac4

บทที่ 186.2 เฝ้าคืน
โดย

เฉินผิงอันกล่าวอย่างเดือดดาล “หลังจากนี้ข้าจะลงเขาไปสร้างสุสานให้พ่อแม่ข้า ช่วงเวลานี้พวกเราพักรบกันชั่วคราว ตกลงไหม?”

ตัวอ่อนกระบี่ที่เดิมทีทำท่าจะพุ่งชนช่องโพรงลมปราณแห่งหนึ่งอีกครั้งค่อยๆ กลับคืนสู่ความสงบนิ่ง คล้ายยอมรับข้อเรียกร้องของเฉินผิงอัน

หลังจากนั้นเฉินผิงอันก็ลงจากเขาไปเพียงลำพัง ด้านหลังสะพายตะกร้าไม้ไผ่ บรรจุของส่วนใหญ่ที่ตนมีไปหาหร่วนซิ่วที่ร้านตีเหล็ก ต้องรบกวนขอให้นางช่วยเอาของของเขาไปเก็บไว้ในกระท่อมดินเหนียวหลังนั้นอีกครั้ง

ได้ยินว่าเฉินผิงอันจะสร้างสุสาน หร่วนซิ่วคิดจะช่วย แต่เฉินผิงอันกลับส่ายหน้า บอกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เขาแค่จ่ายเงินจ้างช่างมาสร้างให้ก็พอ อีกอย่างเงินก้อนนี้เขามีก็จ่าย

หร่วนซิ่วไม่ได้ยืนกราน แค่บอกว่าหากต้องการความช่วยเหลือก็มาบอกนางสักคำ ไม่ต้องเกรงใจ

เฉินผิงอันยิ้มเจื่อนพูดว่า หากเกรงใจนางจริงๆ ตอนนี้เขาคงไม่มาหานางอีกรอบ

เด็กสาวคลี่ยิ้ม

เมื่อไม่เหลือเรื่องให้ต้องพะวงหลังแล้ว เฉินผิงอันก็พกเงินไปที่เมืองเล็ก เพียงไม่นานก็เจอตัวคน หลังจากนั้นจึงถามช่างเก่าแก่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และมารยาทพิธีในการสร้างสุสาน ตกลงเรื่องราคาเรียบร้อยก็เลือกวันฤกษ์งามยามดี แล้วจึงเริ่มลงมือ เฉินผิงอันคอยจับตามองตั้งแต่ต้นจนจบ อะไรที่ช่วยได้ก็ช่วย อะไรที่ไม่ควรยุ่มย่ามก็จะไม่ยื่นมือไปก้าวก่ายเด็ดขาด ทุกอย่างล้วนฟังคำสั่งจากพวกช่างฝีมือเก่าแก่

น่าจะเป็นเพราะเงินของเด็กหนุ่มมีมากพอ อีกทั้งการอยู่ช่วยทำงานอย่างละนิดอย่างละหน่อยของเด็กหนุ่มทำให้พวกช่างรู้สึกว่าเขาจริงใจมากพอ ทุกอย่างจึงราบรื่นไร้อุปสรรค

สดุท้ายสุสานที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตบรรจง ระมัดระวังก็แล้วเสร็จ ไม่ได้ดีไปกว่าของคนอื่น และยิ่งพูดไม่ได้ว่าหรูหราอลังการ อีกทั้งตัวอักษรทั้งหมดบนป้ายหน้าหลุมศพยังเป็นฝีมือของเฉินผิงอันที่แกะสลักเองหามรุ่งหามค่ำ

หลังจากจ่ายเงินเรียบร้อย เฉินผิงอันก็โค้งตัวขอบคุณคนทั้งกลุ่ม

สุดท้ายเขาเอาของเซ่นไหว้ย้อนกลับมาที่หลุมศพเพียงลำพัง ตอนที่เฉินผิงอันจัดวางของเซ่นไหว้ เขาเกิดลังเลเล็กน้อย เพราะเขาเอาสุราชั้นดีมาด้วยหนึ่งกา ตอนยกเหล้าคารวะบิดาที่หน้าหลุมศพ เขาหันมองไปทางหลุมศพของมารดา เกาหัวพูดว่า “ท่านแม่ ดูเหมือนว่าท่านพ่อจะไม่เคยดื่มเหล้า ท่านอนุญาตให้เขาดื่มสักครั้งเถอะนะ”

จากนั้นก็ผินหน้ากลับมายิ้มให้กับหลุมศพที่อยู่เคียงกันอีกหลุมหนึ่ง “ท่านพ่อ หากท่านไม่ชอบดื่ม หรือดื่มแล้วทำให้ท่านแม่ไม่พอใจก็มาเข้าฝันข้านะ ครั้งหน้าข้าจะได้ไม่เหล้าเอามาให้ท่านอีก”

เฉินผิงอันเทเหล้ากานั้นจนหมดแล้วเอามือลูบใบหน้าตัวเอง ยิ้มกว้างพูดว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ ในเมื่อพวกท่านไม่พูด ข้าก็จะคิดว่าพวกท่านตอบรับแล้วนะ”

……

หลังจากนั้นเฉินผิงอันก็ไปที่สุสานเทพเซียนรอบหนึ่ง เขาไปกราบไหว้เทวรูปหลายองค์ที่เคยกราบอย่างคุ้นเคย

เฉินผิงอันไม่ได้ทำอะไรใหญ่โตถึงขั้นซ่อมถนนสร้างสะพาน แต่เลือกที่จะใช้นามของหร่วนซิ่วจ้างช่างมาซ่อมเทวรูปผุพังที่เกลื่อนระเกะระกะอยู่ในสุสานเทพเซียนแห่งนี้ให้ดีขึ้น เขาออกเงิน นางออกหน้า หร่วนซิ่วไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้เอาความ เพียงแค่พยักหน้าตกลง หลังจากผ่านหายนะครั้งนั้นมาได้ ค่ำคืนนั้นชาวบ้านในเมืองเล็กทุกคนต่างก็ได้ยินเสียงระเบิดแตกจากในสุสานเทพเซียน ซึ่งไม่ต่างจากเสียงไม้ไผ่ระเบิด เทวรูปลดน้อยลงไปเรื่อยๆ และสภาพก็ยิ่งแตกบิ่นเสียหาย เฉินผิงอันทำตามคำแนะนำของหร่วนซิ่ว นั่นคือพยายามซ่อมของเก่าให้เหมือนของเก่า พยายามรักษาสภาพเดิมของเทวรูปเหล่านั้นไว้ให้ได้มากที่สุด หากไม่สามารถคงสภาพเดิมได้ก็แค่ทำให้แน่ใจว่าเทวรูปจะสามารถกลับมาตั้งตรงได้ใหม่อีกครั้ง ไม่ล้มลง ไม่เปลี่ยนสภาพไปอีกก็พอ ดังนั้นจึงต้องสร้างเพิงไม้ไผ่ขึ้นมากันลมกันฝนชั่วคราว

บางครั้งเฉินผิงอันก็จะไปนั่งอยู่ที่ร้านทั้งสองในตรอกฉีหลงพักหนึ่ง จากนั้นก็ยุ่งวุ่นวายอยู่อย่างนี้มาตลอด ก่อนถึงวันที่สามสิบ เฉินผิงอันเดินทางขึ้นเขาลั่วพั่วเพื่อไปหาเด็กชายชุดเขียวกับเด็กหญิงชุดกระโปรงชมพูโดยเฉพาะ

พอหร่วนซิ่วรู้ข่าวก็บอกว่าตัวเองกำลังจะไปดูงานการสร้างจวนที่ภูเขาเสินซิ่วอยู่พอดี จึงขึ้นเขามาพร้อมกับเฉินผิงอัน แต่หลังจากนั้นนางไม่ได้แยกทางไป บอกแต่ว่าเปลี่ยนใจกะทันหัน อยากไปดูเรือนไม้ไผ่ของเฉินผิงอันสักหน่อย คราวก่อนแค่ดูผ่านๆ จึงอยากจะไปดูอีกสักครั้ง แน่นอนว่าเฉินผิงอันย่อมไม่ปฏิเสธ

ตอนที่เฉินผิงอันกับหร่วนซิ่วมาปรากฏตัวตรงตีนเขา เด็กชายชุดเขียวที่ยืนอยู่บนราวระเบียงจุ๊ปากพูด “สองยอดเขายิ่งใหญ่ประจัญหน้า ทัศนียภาพงดงามตระการตา”

เด็กหญิงชุดกระโปรงชมพูเขย่งปลายเท้ามองไปยังทิศใต้ กล่าวอย่างไม่เข้าใจ “ทางทิศใต้ของภูเขาลั่วพั่วไม่เห็นมียอดเขาอะไรอยู่เลยนี่นา”

เด็กชายชุดเขียวหันมาปรายตามองนางแล้วหัวเราะชั่วร้าย “ก็เจ้ายังเด็กนี่นา”

เขายกสองมือกุมท้ายทอย สองเท้าตรึงแน่นอยู่บนราวระเบียง โยกร่างไปข้างหน้าและข้างหลังเหมือนโล้ชิงช้า ปากก็งึมงำไปด้วย “แม่นางดีๆ แบบนี้จะไปหาที่ไหนได้อีก? เห็นชัดๆ ว่ามีอยู่เพียงคนเดียวในโลก! นายท่านหากท่านไม่รู้จักรักและถนอมนางต้องโดนสวรรค์ลงโทษแน่ จริงๆ นะ นี่ข้าพูดมาจากใจจริงล้วนๆ”

เด็กหญิงชุดกระโปรงชมพูเห็นด้วยอย่างยิ่ง “แม่นางซิ่วซิ่วดีมากจริงๆ”

เฉินผิงอันกับหร่วนซิ่วเดินขึ้นเขามาช้าๆ หร่วนซิ่วบอกว่าก่อนหน้านี้นางได้รับจดหมายที่ส่งมาจากจุดพักม้าเจิ่นโถว และหลังจากนั้นก็มีนักพรตเต๋าตาบอดพาเด็กหนุ่มขาเป๋กับแม่นางน้อยหน้ากลมเข้ามาในเมืองเล็ก มาหานางที่ร้านในตรอกฉีหลงจริงๆ แต่เพียงไม่นานอาจารย์และศิษย์สามคนก็เดินทางขึ้นเหนือต่อ บอกว่าลองจะไปเสี่ยงโชคที่เมืองหลวงต้าหลีดู

เฉินผิงอันนึกถึงนักพรตเฒ่าที่เคยร่วมทุกข์กันมาผู้นั้นก็ให้นึกถึงหลินโส่วอี และ ‘เหนือเมฆพร่างพราว’ ที่เขาใช้ในการฝึกตน จึงสอบถามนางเกี่ยวกับวิชาห้าอสนี น่าเสียดายที่หร่วนซิ่วไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้จึงรู้ไม่มาก บอกแต่ว่าตัวเองแค่เคยได้ยินมาบ้างเท่านั้น

ระหว่างที่พูดคุยกัน เฉินผิงอันได้รู้ว่าปีนี้ช่างหร่วนรับลูกศิษย์ในนามไว้สามคน คนหนึ่งคือเด็กหนุ่มคิ้วยาวแซ่เซี่ย แม้ว่าจะพักอาศัยอยู่ในตรอกเถาเย่มาทุกยุคทุกสมัย แต่พอมาถึงรุ่นของเขา สภาพการณ์ของครอบครัวกลับตกต่ำ หากไม่ได้เข้ามาอยู่ในร้านตีเหล็กก็คงต้องขายบ้านบรรพบุรุษ ย้ายไปอยู่ที่ตรอกอื่นแทนแล้ว เขายังมีพี่สาวหนึ่งคนและน้องชายอีกหนึ่งคน

อีกคนหนึ่งคือชายหนุ่มที่ไม่ชอบพูด ซึ่งเขาเป็นลูกศิษย์ในนามของบิดาหร่วนซิ่วช้ากว่าคนอื่น

วันที่หิมะใหญ่ครั้งแรกตกลงมาเมื่อครั้งเข้าสู่ฤดูหนาว เขาคุกเข่าอยู่ข้างบ่อน้ำหนึ่งวันหนึ่งคืน ขอร้องให้หร่วนฉงรับเป็นลูกศิษย์ เขานั่งนิ่งไม่ยอมขยับจนหิมะขาวเกาะเต็มร่าง

อาจเป็นเพราะความจริงใจตั้งใจของคนสามารถสั่นสะเทือนให้หินแกร่งแตกแยก หร่วนฉงจึงตอบรับให้เขาเข้ามาหลอมกระบี่ตีเหล็กอยู่ในร้าน

หลังจากเด็กหนุ่มแซ่เซี่ยก็คือเด็กสาวคนหนึ่งจากศาลลมหิมะที่ได้กลายเป็นลูกศิษย์คนที่สอง ตามคำบอกของหร่วนซิ่ว พรสวรรค์ของแม่นางคนนั้น หากอยู่ในศาลลมหิมะถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ และดูเหมือนว่าจะเคยทำความผิดมหันต์จึงถูกขับไล่ออกมาจากสำนัก เลยมาหาอาจารย์หร่วนที่ก่อตั้งสำนักด้วยตัวเอง

หร่วนฉงเคยบอกว่าอันที่จริงปณิธานของนางไม่มั่นคงมากพอ ไม่ว่าทำเรื่องอะไรจะต้องหาทางถอยไว้ก่อนเสมอ นางสามารถอยู่ที่นี่ต่อได้ และเขาอาจจะยังชี้แนะวิชากระบี่ให้แก่นาง แต่จะไม่มีทางรับนางเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดเด็ดขาด

นางทำงานใช้แรงงานอยู่ในร้านตีเหล็กมานานแล้ว มีวันหนึ่งดันตัดนิ้วหัวแม่มือของมือข้างที่จับกระบี่ตัวเอง

นางมาหาหร่วนฉงด้วยสีหน้าซีดขาว บอกว่านับจากวันนี้ไปนางจะเริ่มฝึกกระบี่ด้วยมือซ้าย เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

ตอนที่พูดถึงเรื่องพวกนี้ หร่วนซิ่วสีหน้าเรียบเฉย คล้ายกำลังพูดถึงแม่ไก่และลูกเจี๊ยบขนฟูฝูงนั้น

เฉินผิงอันเหมือนเส้นผมบังภูเขา ไม่ได้ตระหนักถึงข้อนี้ เพราะในความทรงจำของเขา แม่นางคนนี้เป็นคนดีมาก มากจนคนอื่นไม่อาจหาข้อตำหนินางได้

ตอนนั้นเฉินผิงอันกำลังคิดเรื่องที่เกี่ยวกับ ‘บนภูเขา’ เสียมากกว่า

เฉินผิงอันรู้ว่า ขอแค่กลายเป็นผู้ฝึกตนได้ก็ไม่มีใครที่ธรรมดา

ข้างกายตนมีหลินโส่วอี

อวี๋ลู่ เซี่ยหลิงเยว่ก็ยิ่งเป็นลูกรักของสวรรค์

แต่พอเอาคำพูดของชุยตงซานมาประติดประต่อ รวมไปถึงคำพูดของหร่วนซิ่วจากที่ได้คุยเล่นกัน เฉินผิงอันก็พอจะทราบเรื่องหนึ่งคร่าวๆ นั่นคือต่อให้กลายเป็นเทพเซียนบนภูเขาในสายตาของชาวบ้านได้สำเร็จ แต่ในความเป็นจริงแล้วก็ยังมีการแบ่งระดับสามหกเก้า ฯลฯ มีระดับชั้นที่เข้มงวดอย่างมาก

ที่แท้การฝึกตนนั้นเริ่มแรกยาก ตรงกลางยาก แล้วก็ยังจะยากไปจนถึงช่วงท้าย

สำหรับเรื่องนี้เฉินผิงอันพอจะมีความเข้าใจบ้างเล็กน้อยจากประสบการณ์ในช่วงที่ผ่านมา

เพราะพอสร้างสุสานเสร็จ ตัวอ่อนกระบี่ก็เริ่มออกฤทธิ์อีกครั้ง

มันดุร้ายมากกว่าเดิม เวลาที่พุ่งชนอยู่ในช่องโพรงลมปราณของเฉินผิงอันก็เรียกได้ว่าบุกราบทำลายทุกอย่างให้พังพินาศเป็นหน้ากลอง

ดังนั้นในเมืองเล็กจึงมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มักจะเดินโซซัดโซเซคล้ายคนเมาเหล้ากลางตรอกหนีผิง หรือไม่ก็นั่งไออย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ตรงสุสานเทพเซียน บ้างก็ปิดประตูเก็บตัวเงียบอยู่ในบ้านบรรพบุรุษ นอนกลิ้งดิ้นปัดๆ อยู่บนเตียงไม้

ขณะที่เข้าไปใกล้เรือนไม้ไผ่ หร่วนซิ่วก็ถามว่า “วันที่สามสิบของสิ้นปี เจ้าก็จะอยู่บนภูเขาหรือ?”

เฉินผิงอันส่ายหน้า “ไม่หรอก ต้องไปรอข้ามปีที่ตรอกหนีผิงอยู่แล้ว วันนั้นข้าจะไปที่สุสานก่อน แล้วค่อยกลับมาแปะกลอนปีใหม่ ตัวอักษรฝู เทพทวารบาล และกินข้าวมื้อดึกข้ามปี หรือก็คือเฝ้าคืนที่บ้านบรรพบุรุษ พอตอนเช้าตรู่จะเริ่มจุดประทัด อีกอย่างสองร้านในตรอกฉีหลงก็ต้องแปะกลอนด้วย มีเรื่องมากมายให้ทำ ถึงเวลานั้นต้องยุ่งมากแน่ๆ”

หร่วนซิ่วถาม “ให้ข้าช่วยไหม?”

เฉินผิงอันส่ายหน้ายิ้มๆ “ไม่ต้องๆ แค่ฟังดูเหมือนจะยุ่ง เอาเข้าจริงก็มีแต่เรื่องง่ายๆ”

 เด็กชายชุดเขียวกับเด็กหญิงชุดกระโปรงชมพูได้ยินว่าจะต้องลงไปฉลองปีใหม่ที่ตรอกหนีผิงก็ไม่มีความเห็นอะไร

ตอนที่เฉินผิงอันเก็บสัมภาระพลันถามขึ้นว่า “ถ้าจะติดภาพเทพทวารบาลกับกลอนคู่ที่เรือนไม้ไผ่หลังนี้จะน่าเกลียดหรือเปล่า?”

เด็กชายชุดเขียวตอบอย่างเด็ดเดี่ยว “ต้องน่าเกลียดอยู่แล้ว! แดงกับเขียว บ้านนอกเกินจะทน นายท่าน เรื่องนี้ข้ายืนกรานว่าทำไม่ได้เด็ดขาด!”

เด็กหญิงชุดกระโปรงชมพูเองก็พยักหน้ารับเบาๆ เห็นด้วยกับความคิดของเด็กชายชุดเขียว

เฉินผิงอันกล่าวอย่างจนใจ “ข้าก็แค่พูดถึงไปอย่างนั้น พวกเจ้าไม่ชอบก็ช่างเถอะ”

เด็กชายชุดเขียวลองถามหยั่งเชิง “อย่างมากก็ติดอักษรตัวชุน (春หมายถึงฤดูใบไม้ผลิ อุปมาถึงความมีชีวิตชีวาหรือพลังชีวิต) หรือไม่ก็ตัวฝูกลับหัว (เป็นการเล่นคำของจีน อักษรฝูหมายถึงสิริมงคล โชคดี การติดตัวอักษรฝูกลับหัวเป็นการบอกว่าความสิริมงคลมาถึงแล้ว)

เฉินผิงอันยิ้ม “ช่างเถอะ”

เด็กชายชุดเขียวรู้สึกเหมือนวัวสันหลังหวะ “นายท่านคงไม่ได้จดจำความแค้นข้าครั้งนี้ไว้หรอกนะ? หากอยากจะทำอะไรที่ให้ได้บรรยากาศของปีใหม่ พวกเราสามารถปรึกษากันได้ ยกตัวอย่างเช่นว่า ขอแค่นายท่านยอมมอบหินดีงูที่ไม่ค่อยจะธรรมดาให้ข้าสักก้อนหนึ่ง ข้าจะช่วยท่านติดกลอนปีใหม่เอง จะให้ติดทั่วทั้งบนและร่าง ทั้งนอกและในเต็มเรือนไม้ไผ่ก็ไม่มีปัญหา!”

เฉินผิงอันให้รางวัลเป็นมะเหงก “ข้าต้องขอบใจเจ้านะเนี่ย”

พอลงมาจากภูเขา หร่วนซิ่วก็บอกลากับพวกเขา มุ่งหน้าไปทางภูเขาเสินซิ่ว

ไม่ทันรู้ตัวก็ถึงวันที่สามสิบซึ่งเป็นวันสิ้นปีแล้ว (วันปีใหม่ของจีนคือวันตรุษจีน ไม่ใช่วันที่สามสิบเอ็ดเดือนธันวาคมตามสากล)

ไปที่สุสานด้วยกัน แล้วกลับมาที่ตรอกหนีผิง ตอนที่ติดกลอนปีใหม่หน้าประตู เด็กชายชุดเขียวกับเด็กหญิงชุดกระโปรงชมพูคนหนึ่งบอกติดเบี้ยว คนหนึ่งบอกไม่เบี้ยว ทำเอาเฉินผิงอันหัวหมุนไม่น้อย

ตอนที่กินอาหารมื้อดึก เฉินผิงอันที่ทำอาหารไว้เต็มโต๊ะไม่ลืมมอบหินดีงูธรรมดาให้พวกเขาคนละหนึ่งก้อน เด็กชายชุดเขียวไม่พูดพร่ำทำเพลงก็จับมันยัดเข้าปาก กัดเสียงดังกร้วมๆ แล้วคลี่ยิ้มราวกับดอกไม้ผลิบาน

เด็กหญิงชุดกระโปรงชมพูก้มหน้ากินอย่างสำรวม ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุข

ตอนกลางคืน ใต้โต๊ะวางเตาไฟขนาดเล็กที่มีถ่านและไม้อยู่เต็มแน่น คนทั้งสามวางขาไว้บนริมขอบเตาไฟ อีกทั้งทุกคนยังเปลี่ยนมาสวมชุดใหม่เอี่ยม

บนโต๊ะวางขนมของกินเล่นที่เอามาจากร้านตัวเองไว้กองโต ด้านหน้าเฉินผิงอันมีหนังสือหนึ่งเล่ม แผ่นไม้ไผ่และมีดแกะสลัก

เขาจะเฝ้าคืน

แต่ละปีที่ผ่านมาล้วนเป็นเช่นนี้ เพียงแต่ว่าปีนี้แตกต่างออกไป เฉินผิงอันไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกแล้ว

เด็กหญิงชุดกระโปรงชมพูแทะเมล็ดแตง เด็กชายชุดเขียวยกสองมือเท้าแก้มมองเฉินผิงอันแล้วถามยิ้มๆ “นายท่านๆ วันปีใหม่แล้ว ท่านจะใจดีมอบหินดีงูเป็นรางวัลให้ข้าอีกก้อนหรือไม่?”

เฉินผิงอันอาศัยแสงจากตะเกียงที่สว่างกว่าในอดีตอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ ตอบโดยไม่เงยหน้า “ไม่”

เด็กชายชุดเขียวไม่ได้หงุดหงิด กลับกันยังยิ้มอย่างอารมณ์ดี ถามอีกครั้งว่า “นายท่าน พรุ่งนี้จุดประทัดให้ข้าเป็นคนจุดนะ?”

เฉินผิงอันเงยหน้า พยักหน้ารับยิ้มๆ “ได้สิ”

เขาหันไปมองเด็กหญิงชุดกระโปรงชมพู นางรีบวางเมล็ดแตงในมือลง ยกสองมือขึ้นอุดหูอย่างซุกซน

เฉินผิงอันหันไปทำหน้าทะเล้นใส่นางก่อนจะก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือต่อ

เด็กน้อยสองคนหันมาส่งยิ้มให้กัน จากนั้นก็หันไปมองเหนือศีรษะของเด็กหนุ่มพร้อมกันอย่างคนที่มีสัมผัสเฉียบไว

ตรงนั้นมีปิ่นอันหนึ่งที่ไม่สะดุดตา สลักตัวอักษรเล็กๆ แปดตัว เนื้อหาเกี่ยวข้องกับบัณฑิต

สำหรับเรื่องนี้ก็เหมือนตอนที่ดูว่าติดกลอนปีใหม่เบี้ยวหรือไม่เบี้ยว พวกเขาสองคนมีการโต้เถียงกันเป็นการส่วนตัว เด็กชายชุดเขียวรู้สึกว่ามันไม่เหมาะกับนายท่านแม้แต่น้อย แต่เด็กหญิงชุดกระโปรงชมพูกลับรู้สึกว่าเหมาะจนไม่มีอะไรจะเหมาะไปมากกว่านี้อีกแล้ว

ผ่านยามจื่อไป (ช่วงห้าทุ่มถึงตีหนึ่ง) ก็จะเป็นวันปีใหม่แล้ว

เด็กชายชุดเขียวเดินไปล้มตัวลงนอนบนเตียงและหลับปุ๋ยไปนานแล้ว ส่วนเด็กหญิงชุดกระโปรงชมพูที่ถูกเฉินผิงอันเกลี้ยกล่อม ตอนหลังก็นอนฟุบหลับอยู่บนโต๊ะเช่นกัน

เฉินผิงอันจึงเฝ้าคืนอยู่คนเดียว ในห้องมีเพียงเสียงพลิกเปิดหน้าหนังสือดังแผ่วเบา

เมื่อแสงอรุโณทัยเสี้ยวแรกปรากฏอยู่ระหว่างฟ้าดิน

เฉินผิงอันก็ลุกขึ้นยืนเบาๆ เดินไปเปิดประตูห้อง เงยหน้ามองไปทางทิศตะวันออก

จู่ๆ เขาก็กระแอมเบาๆ หนึ่งทีอย่างอดไม่อยู่ จากนั้นเฉินผิงอันก็อ้าปากพ่นแสงสีขาวหิมะยาวประมาณชุ่นกว่าออกมา

ที่แท้นั่นคือกระบี่บินสีใสสว่างเล็กๆ เล่มหนึ่ง

มันลอยนิ่งๆ อยู่ในลานบ้าน

สาดประกายคมกริบ

 —————————–

Sword of Coming กระบี่จงมา

Sword of Coming กระบี่จงมา

ประเภท: ผู้แต่ง: , ,
อ่านนิยายเรื่อง Sword of Coming กระบี่จงมา ” หนึ่งโลกธาตุขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยความลี้ลับมหัศจรรย์ ใจกลางฟ้าดิน เคยมีปัญญาชนผู้หนึ่งใช้หนึ่งกระบี่ฟาดฟันให้เกิดน้ำตกธารสวรรค์ คือความภาคภูมิใจสูงสุดของโลกมนุษย์ หน้าผาทะเลบูรพา มีนักพรตไร้นามผู้หนึ่งที่ไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งใด หวังเพียงให้ลมเย็นโชยมาปะทะใบหน้า แดนสุขาวดีปัจฉิมทิศ มีหลวงจีนเฒ่าที่ชอบเล่าเรื่องราวให้ผู้คนฟัง เลี้ยงมังกรสวรรค์ไว้เก้าตัว พื้นที่กันดารแดนใต้ มีจิตรกรตาบอดควบคุมหุ่นเชิดเกราะทองสูงเท่าเนินเขาให้เคลื่อนย้ายภูเขาใหญ่หนึ่งแสนลูก ปูแผ่เป็นภาพลายปัก เมื่อวันหนึ่งเด็กหนุ่มยากจนที่เติบโตทางทิศเหนือได้พบกับเซียนที่เหนือศีรษะมีกระบี่บินนับพันนับหมื่นประดุจฝูงตั๊กแตน “ เขาจึงอยากจะไปเห็นปัญญาชนคนนั้น เห็นคลื่นยักษ์ที่โถมตัวเทียมฟ้าของทะเลบูรพา เห็นทะเลทรายสีเหลืองทองกว้างไกลนับหมื่นลี้ของแดนประจิม และอยากไปเห็นภูเขาลูกโอฬารของแดนกันดารทางใต้ที่นักเล่านิทานเอ่ยถึงกับตาตัวเอง ดังนั้น ในที่สุดวันหนึ่ง เด็กหนุ่มจึงสะพายกระบี่ไม้พาดหลัง มุ่งหน้าไปทางทิศใต้ –ข้ามีนามว่าเฉินผิงอัน ผิงอันที่แปลว่าสงบสุข สันติ ข้าคือมือกระบี่คนหนึ่ง–

คอมเม้นต์

Options

ใช้ไม่ได้กับโหมดมืด
คืนค่าเริ่มต้น