การปะทะกันของคนตีสองหน้า ตอนที่ 3 ประคำหยกเขียว

3 : ประคำหยกเขียว

เจียงอิ๋งลังเลเล็กน้อยก่อนเอ่ยปากกล่าวว่า “วันนั้นหลังจากลูกหายตัวไป ก็มีคนฝากข้อความมาถึงพ่อลูกว่า ถ้าอยากให้ลูกปลอดภัยกลับมา ก็ให้เขายกเลิกตารางงานในวันพรุ่งนี้ทั้งหมด…เดิมทีวันรุ่งขึ้นพ่อของลูกต้องไปเข้าร่วมประชุมระดมทุนของภาคเอกชนที่สำคัญมากๆ เขาไม่กล้าเอาความปลอดภัยของลูกไปเสี่ยง คืนนั้นที่เกิดเรื่องก็รีบหยุดการประชุมทั้งหมดทันที พวกเราทำทุกวิถีทางเพื่อตามหาลูก แต่ก็ไม่ได้อะไรกลับมา จนกระทั่งห้าโมงเย็นวันต่อมา ตำรวจเพิ่งบอกเราว่ามีพลเมืองดีแจ้งความว่าเจอลูกในโรงงานพลาสติกร้างที่ชานเมืองทางตอนเหนือ”
ชีอวี่ถาม “เป็นคุณอาคนนั้นหรือเปล่าครับ”
เจียงอิ๋งพยักหน้า “เขาเจอโจรลักพาตัวที่ไปซื้อของข้างนอก ได้ยินพวกมันคุยโทรศัพท์กัน รู้สึกว่าน่าสงสัยก็เลยสะกดรอยตามมาถึงโรงงานพลาสติก แล้วก็แจ้งตำรวจ แต่กว่าพวกเราจะไปถึง คนที่ลักพาตัวลูกก็หนีไปแล้ว หลังจากนั้นคุณอาคนนั้นก็อุ้มลูกออกมาจากข้างใน พาขึ้นรถพยาบาล”
เรื่องที่ชีอวี่จำได้ นอกจากโรงงานร้างนั้นแล้ว ก็คือช่วงเหตุการณ์นี้ แต่อาจจะเป็นเพราะผลข้างเคียงของยาสลบ หรือเพราะผ่านมานานมากแล้ว เขาก็เลยจำหน้าตาของคุณอาคนนั้นไม่ได้ จำได้แค่ว่าอีกฝ่ายใส่ประคำหยกไว้บนข้อมือ
สีของประคำเส้นนั้นเหมือนชามกระเบื้องเคลือบสีเขียวหมึกที่บ้านคุณย่า พื้นผิวมันวาวเนียนใส ร้อยด้วยเส้นด้ายสีแดงเข้ม คล้ายกับประคำเส้นนั้นที่เขาเห็นบนข้อมือของฟู่เหยียนเซิงในวันนี้ยิ่งนัก…
ชีอวี่ได้สติคืนมา เอ่ยถามว่า “ภายหลังจับโจรลักพาตัวพวกนั้นได้หรือยังครับ”
เจียงอิ๋งส่ายหน้าอย่างเสียดาย “ที่จริงครึ่งชั่วโมงหลังจากคนคนนั้นแจ้งตำรวจ พ่อของลูกก็ได้รับข้อความตำแหน่งที่ลูกอยู่ เป้าหมายของพวกเขาบรรลุแล้ว และไม่อยากให้เรื่องใหญ่ขึ้น ก็เลยหนีไปก่อนที่ตำรวจจะมาถึง แต่ได้ยินตำรวจบอกว่าตอนที่โจรลักพาตัวออกมา รู้ตัวว่าคนคนนั้นสะกดรอยตามพวกมันอยู่ สองฝ่ายมีการปะทะกันเกิดขึ้น คนคนนั้นยังบาดเจ็บอีกด้วย…”
ชีอวี่รู้สึกหัวใจบีบวูบ “บาดเจ็บสาหัสหรือเปล่าครับ”
เจียงอิ๋ง “ไม่เป็นอะไรมาก บนหัวเขาถูกอะไรบางอย่างกระแทกจนเลือดไหล ที่แขนก็มีแผลด้วย ตอนหลังไปตรวจที่โรงพยาบาลด้วยกัน โชคดีที่เป็นแค่บาดแผลภายนอก”
ชีอวี่โล่งอก “คุณอาคนนั้นตอนนี้เป็นยังไงบ้างครับ เรายังติดต่อกับเขาอยู่หรือเปล่า”
เจียงอิ๋ง “หลังจากนั้นพ่อของลูกเอาเงินสดหนึ่งแสนไปให้เขาเป็นการตอบแทน แต่เขาไม่เอา แถมยังบอกอีกว่าเด็กปลอดภัยก็พอแล้ว”
ชีอวี่นิ่งอึ้งไป “ไม่เอาเหรอครับ”
“อืม ตอนแรกพ่อของลูกคิดว่าเขาดูถูกเงินแค่นี้ เลยไหว้วานให้คนไปสืบประวัติเขา สุดท้ายพบว่า เขาเป็นแค่ครูคณิตศาสตร์ของโรงเรียนมัธยมธรรมดาๆ…” เจียงอิ๋งแย้มยิ้ม กล่าวต่อว่า “พ่อของลูกก็เลยส่งธงเกียรติยศ ‘พบเรื่องชอบธรรม กล้าหาญดำเนิน’ ไปยังโรงเรียนที่เขาสอน สองปีแรกยังคอยส่งของขวัญไปให้ หลังจากนั้นพ่อของลูกไปสหรัฐอเมริกา แม่กับพ่อก็งานยุ่งมากๆ จึงค่อยๆ ขาดการติดต่อกันไป ตอนนั้นพวกเรายังทิ้งช่องทางติดต่อไว้ให้เขา บอกว่าถ้ามีเรื่องด่วนอะไรให้มาหาเราได้เลย แต่ผ่านไปตั้งหลายปีแล้ว เขาก็ยังไม่เคยมาขอความช่วยเหลืออะไรจากเรา”
ชีอวี่รู้สึกตื้นตันใจ ปัจจุบันคนดีแบบนี้ถือโคมไฟส่องหาก็คงหายากแล้ว
เจียงอิ๋งเงยหน้ามองลูกชายที่สูงกว่าตัวเองอยู่ช่วงหนึ่ง กล่าวว่า “เรื่องนี้พ่อกับแม่ไม่ได้เล่าให้ลูกฟังละเอียด เพราะกลัวลูกจะกดดัน ตอนนี้ลูกโตขึ้นแล้ว แม่ก็ไม่อยากปิดบังลูก แต่ว่าลูกฟังแล้วอย่าคิดมาก เรื่องมันผ่านไปแล้ว”
“ครับ ผมรู้” ชีอวี่วางแก้วน้ำ
ความทรงจำของเขาค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา หากไม่ใช่เพราะวันนี้ได้เห็นประคำหยกเส้นนั้นบนข้อมือฟู่เหยียนเซิง เขาก็ไม่ได้คิดจะถาม
ทว่านับตั้งแต่เรื่องนั้นเกิดขึ้น เขาก็ดูเหมือนจะให้ความสนใจกับผู้ชายที่สวมประคำหยกบนมือโดยไม่รู้ตัว
เสียดายก็แต่คนเหล่านั้นที่ได้พบล้วนไม่ใช่พระสงฆ์ แต่เป็นพวกเพื่อนในวงการธุรกิจของพ่อที่ปลิ้นปล้อนตลบตะแลง…ประคำที่พวกเขาใส่ก็เป็นเม็ดใหญ่และหยาบกระด้าง ส่วนใหญ่เอาไว้เรียกทรัพย์ไม่ก็ขจัดสิ่งชั่วร้าย ดูไปแล้วไร้รสนิยมอย่างรุนแรง
ประคำหยกเส้นนั้นบนข้อมือของฟู่เหยียนเซิงกลับแลดูภูมิฐานสง่างาม
ตอนที่ขึ้นห้องอาบน้ำ ชีอวี่ล้วงกระเป๋ากางเกงเจอนามบัตรใบนั้นที่ฟู่เหยียนเซิงให้มา
เขามองดูเล็กน้อย เดิมคิดจะโยนทิ้ง แต่พอมือเพิ่งเคลื่อนไปถึงถังขยะก็หยุดชะงัก ก่อนหันมาดึงลิ้นชักที่ไม่ค่อยใช้ใต้โต๊ะเขียนหนังสือ แล้วยัดกระดาษแผ่นนั้นเข้าไป
พวกเขาน่าจะไม่ได้ติดต่อกันอีกแล้ว…
เพราะประสบการณ์แบบนี้ครั้งเดียวก็เกินพอ
เดิมทีชีอวี่วางแผนว่าจะอยู่ที่ไห่เฉิงสองสัปดาห์ แต่ในเมื่อเรื่องของน้องชายคลี่คลายลงแล้ว เขาก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องอยู่ต่อ จึงได้ให้สวี่จิ้งซื้อตั๋วเครื่องบินขากลับให้ตนเองล่วงหน้า
ก่อนออกเดินทางก็ยังส่งข้อมูลเที่ยวบินไปให้เสี่ยวเฟิง ตอนแรกไม่คิดว่าเขาจะมาส่งตน เพราะวันนั้นไม่ใช่วันหยุด แต่สุดท้ายน้องชายก็มา แถมยังพาหลิงเข่อมาด้วย…ส่งคนขึ้นเครื่องบินก็ยังไม่วายพลอดรักกัน
ชีอวี่จงใจเสี้ยมพวกเขาเล็กน้อย และยั่วให้น้องชายหึงอีกครั้ง ก่อนหัวเราะอย่างถึงอกถึงใจ
ก่อนแยกกัน จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้สั่งเสียเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง จึงเรียกชีเฟิงไว้แล้วกำชับว่า “เฮ้อ ตอนนี้นายมีแฟนแล้ว ก็อย่าเที่ยวไปหว่านเสน่ห์ใครต่อใครอีก รู้ไหม”
ชีเฟิงโวยวายอย่างไม่ยินยอม “ฉันไปหว่านเสน่ห์ตอนไหนมิทราบ!?”
หลิงเข่อเหล่ตามองเขา…
ชีอวี่เลิกคิ้ว “ต่อให้นายไม่ได้หว่านเสน่ห์ แต่เรือนร่างอันน่าเย้ายวนของนายก็คงจะเลี่ยงไม่ได้หรอกมั้ง”
ชีเฟิงจนคำพูด พี่ชายพูดอย่างกับว่าตัวเองไม่มีเรือนร่างเหมือนกันอย่างงั้นแหละ…
ชีอวี่กล่าวอีกว่า “นายอย่าเล่นคิวคิว วีแชท แอดคนที่เข้ามาจีบมั่วไปหมดเหมือนเมื่อก่อน ต้องรู้จักวางตัวปฏิเสธบ้าง”
“ไม่ได้เล่นแอ็กเคานต์เดียวกับนายเหมือนแต่ก่อนสักหน่อย ฉันจะแอดคนพวกนั้นหาเรื่องใส่ตัวเองเหรอ” ชีเฟิงกลอกตาใส่ ก่อนโบกมือไล่เขา “รีบไปได้แล้วๆ นายขี้บ่นขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
หลังจากส่งพี่ชายเข้าด่านตรวจแล้ว ชีเฟิงก็ถอนหายใจ “ส่งพระท่าน[1]ไปสักที”
หลิงเข่อหัวเราะ “ฉันเห็นนายดีใจจะตายที่พี่ชายมา”
“ดีใจกับผีน่ะสิ หมอนั่นรู้จักแต่สร้างเรื่องให้ฉัน กลับไปแล้วจะได้สบายใจ!” ชีเฟิงหยิบมือถือขึ้นมา ปากก็บ่นแต่ยังส่งข้อความ “เดินทางโดยสวัสดิภาพ” ให้พี่ชายอยู่ดี
ปรากฏว่าส่งเสร็จ เขาก็เห็นจุดสีแดงเด้งขึ้นตรงไอคอน ‘เพื่อนใหม่’
ข้อความขอเป็นเพื่อน… “ผมชื่อฟู่เหยียนเซิง”
…ใคร
ชีเฟิงไม่รู้จักคนชื่อนี้ ก็เลยกดไม่สนใจไปโดยไม่คิดอะไร
ทั้งสองเดินทางกลับมหาวิทยาลัยทันเวลาอาหารค่ำของโรงอาหารอาคารสามอย่างเบิกบานใจ กินดื่มจนพอใจจึงค่อยกลับหอพัก ชีเฟิงจับมือถือ พบว่าตรงไอคอน ‘เพื่อนใหม่’ มีจุดแดงปรากฏขึ้นอีกแล้ว
เขากดเปิดดูก็ยังเป็นคนเดิม แต่ข้อความขอเป็นเพื่อนเปลี่ยนไป
… “ชีเฟิง?”
เอ๋? เขารู้จักฉันเหรอ
ชีเฟิงกดเปิดดูรูปโปรไฟล์ของอีกฝ่ายด้วยความอยากรู้ เห็นรูปแว่นขยายส่องแกนพิกัด XY
ภาควิชาคณิตศาสตร์งั้นเหรอ
สัญลักษณ์เพศก็ยังเป็นตัวคนจิ๋วสีฟ้า[2]
แต่เขาคิดยังไงก็คิดไม่ออกว่าตัวเองรู้จักผู้ชายแซ่ฟู่ที่เรียนภาควิชาคณิตศาสตร์คนไหน จึงกดไม่สนใจอีกครั้ง

เวลาเที่ยงตรงสองวันต่อมา มีเบอร์แปลกโทรหาชีเฟิง
“คุณใช่ชีเฟิงหรือเปล่าครับ” ในสายเป็นเสียงผู้ชายกังวานใส
ตอนนั้นชีเฟิงเพิ่งเรียนคลาส ‘วรรณคดีเบื้องต้น’ เสร็จ นักศึกษาหนึ่งโขยงทยอยกันออกจากห้องเรียน ชีเฟิงล้อเล่นกับหลิงเข่อไปพลาง ตอบไปพลาง “อืม ผมเอง เรียนสายใครอยู่ครับ”
คนนั้นพูดว่า “ผมคือฟู่เหยียนเซิง”
ชีเฟิงชะงักงัน คนที่แอดวีแชทเขามาสองรอบเหรอ
ฟังเสียงของอีกฝ่ายก็ดูจริงจังมากด้วย ชีเฟิงกล่าวอย่างมีมารยาท “ขอโทษด้วยครับ ผมจำคุณไม่ได้ คุณช่วยแนะนำตัวหน่อยได้ไหม”
ฝ่ายนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าว “พวกเราเคยพบกันที่บาร์เหล้าสกายไลน์บนตึกเฟิงเม่า”
“…หา?” ในสมองของชีเฟิงมีแต่เครื่องหมายคำถาม “ผมไม่เคยไปบาร์เหล้าอะไรเลยนะ”
คราวนี้อีกฝ่ายเงียบนานกว่าเดิม…
ชีเฟิงแนบมือถือชิดหูกว่าเดิม เร่งเร้าอีกฝ่ายอย่างรำคาญใจ “ฮัลโหล?”
“คุณลองคิดดูอีกที” ฝ่ายนั้นพูดทีละคำราวกับกลัวชีเฟิงฟังไม่ชัด “ที่บาร์เหล้า คุณยังให้ผมจูบคุณ…”
ชีเฟิงรีบแก้ตัว “เดี๋ยวสิ คุณครับ ผมไปให้คุณจูบตั้งแต่เมื่อไหร่ คุณจำผิดแล้วมั้ง”
สายตาของหลิงเข่อที่อยู่ข้างๆ วาวโรจน์ เหล่ตามองชีเฟิง…
“คุณ…” อีกฝ่ายกำลังจะพูดอะไรต่อ
ตู๊ด…
ชีเฟิงวางสายใส่ ด่าใส่หน้าจอว่า “ประสาท” หนึ่งคำ ก่อนบล็อกเบอร์อีกฝ่ายอย่างเด็ดขาด
ชีอวี่นั่งเครื่องบินสิบชั่วโมงเศษกว่าจะถึงนิวยอร์ก พอถึงบ้านชีหยวนเฉิงก็ถามเขาว่า “น้องชายลูกเป็นยังไงบ้าง”
“เขาดีมากครับ” ชีอวี่คิดไม่ถึงว่าคุณพ่อของเขาจะใส่ใจเรื่องน้องชายขนาดนี้
“‘ดีมาก’ หมายความว่ายังไง” ชีหยวนเฉิงรีบถาม “‘แฟน’ ของเขาคนนั้นมีที่มาที่ไปยังไง ลูกสืบดูหรือยัง”
“สืบแล้วครับ” ชีอวี่สาธยายเรื่องของหลิงเข่ออย่างคร่าวๆ “ผู้ชายที่คบกับเขาการเรียนไม่เลว เล่นเปียโนเป็นเหมือนเสี่ยวเฟิง ผมได้ยินมาว่าเขารู้จักกับเสี่ยวเฟิงตอนจบประถมศึกษาแล้วไปสอบวัดระดับ”
ชีหยวนเฉิงหน้าถอดสี “ตั้งแต่เด็กก็…”
“ไม่ใช่” ชีอวี่รีบตัดบทความคิดเชื่อมโยงอันพิสดารของพ่อ “ตอนนั้นแค่เจอกันครั้งเดียว ให้หลังมาพวกเขาสอบเข้ามหา’ลัยเดียวกัน ได้มาเป็นเพื่อนร่วมชั้นก็เลยชอบพอกัน”
ชีหยวนเฉิงพูดด้วยสีหน้าคร่ำเคร่ง “เขาอยากมีแฟนทั้งทีหาคนอื่นไม่ได้เหรอ พ่อจำได้ว่าแต่ก่อนลูกสาวตระกูลสวี่ก็ไปเล่นกับน้องชายลูกประจำ ชื่อจู๋อะไรสักอย่าง คนนั้นก็ไม่เลวนี่นา ทำไมเขาถึงไปหาผู้ชายมาเป็นแฟนได้นะ”
ชีอวี่อับจนคำพูด รสนิยมทางเพศเรื่องพรรค์นี้คงจะอธิบายให้ผู้ชายที่แมนทั้งแท่งแบบพ่อของเขาฟังไม่เข้าใจ
เขาส่งเสื้อกับกระเป๋าสัมภาระให้แม่บ้านแอนน์ พลางกล่าวว่า “ผู้ชายแล้วทำไม ยังไงก็ดีกว่าไปทำผู้หญิงท้องแล้วให้พ่อคอยตามเช็ดก้น”
ชีหยวนเฉิงพูดด้วยความโมโห “ลูกพูดจายังไง”
ชีอวี่ทราบว่าคุณพ่อเป็นคนภายนอกแข็งกระด้าง แต่ภายในอ่อนโยน จึงกล่าวตามตรงว่า “ผมบอกตามตรงนะ เทียบกับเมิ่งเหวินฮุยแล้ว เสี่ยวเฟิงดีกว่าเขาเยอะ”
เมิ่งเหวินฮุยเป็นลูกชายของพาร์ทเนอร์ธุรกิจคนหนึ่งของคุณพ่อ อยู่ที่สหรัฐอเมริกาเช่นกัน ถือว่าเป็นรุ่นเดียวกับชีอวี่
สมัยเรียนมัธยม เนื่องเพราะความสัมพันธ์ของสองครอบครัว ชีอวี่เล่นกับเขาอยู่บ่อยครั้ง แต่ด้วยวัยที่โตขึ้น ชีวิตส่วนตัวของเมิ่งเหวินฮุยก็ยิ่งเหลวแหลกมากขึ้นทุกที อาศัยว่าที่บ้านมีเงิน จึงทำเรื่องเหลวไหลต่างๆ นานาตามอำเภอใจ
ขณะที่ตอนนั้นสวี่จิ้งซึ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยชื่อดังของไอวีลีก[3]มาทำงานกับชีหยวนเฉิง จึงดึงชีอวี่มาอีกเส้นทางนึงได้
ผ่านไปนานเข้า ทั้งสองจึงห่างกันไปเอง
ปีที่แล้วเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ส่วนเมิ่งเหวินฮุยให้คุณอาจ่ายเงินเข้ามหาวิทยาลัยปลายแถวแห่งหนึ่ง แต่ก็ยังสำมะเลเทเมา ไม่เอาถ่านเหมือนเดิม
ไม่นานมานี้ยังได้ยินมาว่าหมอนั่นทำเด็กนั่งดริ๊งก์ในผับท้อง ผู้หญิงคนนั้นตรงไปขอให้ตระกูลเมิ่งรับผิดชอบ ทำเอาคุณอาเมิ่งโกรธจนแทบจะเป็นโรคหัวใจ
เห็นๆ อยู่ว่าชีหยวนเฉิงก็ทราบเรื่องเหล่านี้ แต่เขาไหนเลยจะยอมถูกเกลี้ยกล่อมง่ายๆ เงียบไปครู่หนึ่งก็ถามต่อว่า “แล้วแม่ของลูกว่ายังไงบ้าง”
ชีอวี่ตอบ “แม่ยอมรับได้แล้ว อีกทั้งแม่ยังชอบผู้ชายคนนั้นมากด้วย”
ชีหยวนเฉิงหน้าตึง บ่นพึมพำว่า “เธอก็ไม่จัดการสักหน่อย ใช้ไม่ได้จริงๆ…”
คุณพ่อตำหนิติเตียนน้องชายยังพอทำเนา แต่กลับโยนความผิดไปให้คุณแม่ ชีอวี่ทนฟังต่อไม่ไหว จึงเงยหน้ากล่าวว่า “พ่อ ตั้งแต่พ่อหย่ากับแม่มา ผมก็เพิ่งจะเห็นเสี่ยวเฟิงมีความสุขแบบนี้เป็นครั้งแรก”
คำพูดนี้ทำให้ชีหยวนเฉิงเงียบปากได้สำเร็จ เดิมทีการหย่าร้างเป็นความผิดของเขา เสี่ยวเฟิงบึ้งตึงใส่เขามาหลายปีก็สร้างความเจ็บปวดใจอย่างไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดแก่เขาเช่นกัน เขาทราบว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นใดๆ จึงได้แต่ถอนใจอย่างเป็นทุกข์
วันรุ่งขึ้นชีอวี่ต้องนั่งเครื่องบินกลับมหาวิทยาลัย ตอนบอกลาคุณพ่อ ชีหยวนเฉิงจึงค่อยเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมา
“ชีอวี่ เรื่องเสี่ยวเฟิง ไม่ใช่ว่าพ่อไม่เข้าใจ แต่ยังไงก็ไม่ใช่เรื่องที่สังคมจะยอมรับได้ พ่อแค่เป็นห่วงเขา…แต่หลายปีมานี้พ่อไม่ได้อยู่ข้างๆ เขา ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนไม่ดีพอ รู้สึกละอายใจจริงๆ” ชีหยวนเฉิงมองชีอวี่ พลางกล่าวคำพูดที่ออกมาจากใจ “แต่ลูกไม่เหมือนน้อง ลูกมีหน้าที่ความรับผิดชอบที่หนักหนากว่าเสี่ยวเฟิง คนที่พ่อพาลูกไปรู้จักก็เป็นบุคคลที่มีหน้ามีตาในสังคมทั้งนั้น ทุกการกระทำและคำพูดของลูกจะต้องรอบคอบสำรวมมากกว่าเสี่ยวเฟิง รู้ไหม”
ชีอวี่หลับตาลงเล็กน้อย กล่าวเสียงเรียบเฉย “ผมรู้ครับ”
ใบหน้าของชีหยวนเฉิงฉายแววปลาบปลื้มใจในที่สุด “จริงสิ ปิดเทอมฤดูร้อนปีนี้ถ้ายังไม่มีแพลนอะไรก็รีบกลับมาหน่อย พ่อว่าถึงเวลาให้ลูกเข้าบริษัทสัมผัสงานจริงแล้ว”
ชีอวี่ “ครับ”

ผู้เขียนมีเรื่องจะบอก:
“บทแทรก”

ฟู่เหยียนเซิง: คุณให้ผมจูบคุณที่บาร์เหล้า
ชีเฟิง: ผมเปล่านะ! คุณอย่าพูดไปเรื่อย!
หลิงเข่อ: →_→
ชีเฟิง: ไม่ใช่นะ ฉันไม่ได้ทำจริงๆ ไม่ใช่ฉัน ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนะเข่อเข่อ นายเชื่อฉันสิ! QAQ
หันมาด่าฟู่เหยียนเซิงเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง: “คุณเป็นบ้าเหรอ!”
ฟู่เหยียนเซิง: “คุณ…” Orz[4] เจ้าปีศาจน้อยได้คนอื่นแล้วทิ้ง นายรอฉันก่อนเถอะ!! (*  ̄︿ ̄)
ชีอวี่: อ่อยเสร็จก็หนี เร้าใจดีจัง! &lt( ̄︶ ̄)&gt
……
(2)
ชีหยวนเฉิงพูดด้วยน้ำเสียงที่ออกมาจากใจ: ชีอวี่ พ่อเลี้ยงลูกมากับมือ ลูกจะเป็นเหมือนน้องชายไม่ได้นะ!
ชีอวี่: ผมรู้ครับ
หลายปีผ่านไป…
ชีอวี่: ขอโทษครับพ่อ ผมก็เบี่ยงเบนเหมือนกัน
ชีหยวนเฉิง: ลูกจะทำแบบนี้กับปะป๊าไม่ได้นะ QAQ

________________________________________
[1] เปรียบเปรยถึงคนที่สูงส่ง ล่วงเกินไม่ได้
[2] สัญลักษณ์ที่แสดงว่าเป็นเพศชายในวีแชท
[3] กลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังทั้ง 8 แห่งในสหรัฐอเมริกา
[4] สัญลักษณ์รูปคนเข่าทรุด

การปะทะกันของคนตีสองหน้า

การปะทะกันของคนตีสองหน้า

การปะทะกันของคนตีสองหน้า
Status: Ongoing
อ่านนิยายการปะทะกันของคนตีสองหน้าเรื่องย่อ “ชีอวี่” ถูกชายหนุ่มแปลกหน้า เข้ามาขอเบอร์ติดต่อในบาร์เหล้า เพราะมั่นใจว่าคนตรงหน้าจะยอมล่าถอยกับข้อเสนอนี้ เขาจึงท้าให้อีกฝ่ายจูบตนเองเสียก่อน และจะยอมบอกเบอร์ติดต่อ ทว่าเมื่อเสียจูบแรกไปแล้ว อะไรที่สัญญาไว้จึงต้องทำตาม ชีอวี่ให้เบอร์ติดต่อของ “ชีเฟิง” น้องชายฝาแฝดไป แต่คนอย่าง “ฟู่เหยียนเซิง” เมื่อระบุเป้าหมายแล้ว ชีอวี่จะหนีไปไหนพ้น

Comment

Options

not work with dark mode
Reset