กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ – ตอนที่ 160 นัดหมายขององค์ชายสี่ (2)

ซูหลีถอนหายใจ “องค์ชายสี่เสี่ยงอันตรายลักพาตัวคน ทว่ากลับดูแลหม่อมฉันเป็นพิเศษ คนขององค์ชายแค่สะเพร่าไปเล็กน้อย องค์ชายสี่กลับบันดาลโทสะถึงเพียงนั้น หากไม่รู้จักกับหม่อมฉัน เกรงว่าคงจะไม่…ระวังถึงขนาดนั้น” นางครุ่นคิด เดิมทีอยากใช้คำว่าใส่ใจ ทว่ากลับรู้สึกไม่ค่อยเหมาะสม จึงเปลี่ยนไปใช้คำว่าระวังแทน
หยางเซียวสายตาไหวระริก หัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า “แค่เรื่องนี้หรือ? เจ้างามถึงเพียงนี้ ยากรับประกันว่าจะไม่มีผู้ใดหลงรักเจ้าตั้งแต่แรกเห็น!”
ซูหลีแย้มยิ้มสดใส “ขอบพระทัยองค์ชายสี่ที่ทรงชมเพคะ แต่ซูหลีมิได้งามถึงขนาดทำให้โจรลักพาตัวหลงรักตั้งแต่แรกเห็น! ความจริงแล้วลักพาตัวหม่อมฉันมิใช่เรื่องแปลก พวกท่านควบคุมตัวหม่อมฉัน ย่อมต้องมีสิ่งที่ต้องการ ฉะนั้น…หม่อมฉันจึงไม่ร้อนใจเพคะ”
หยางเซียวเผยรอยยิ้มชื่นชม “ไม่เลว แล้วอย่างไรต่อ”
ซูหลียิ้มบาง กล่าวต่อว่า “ทว่า…องค์ชายสี่ปราดเปรื่องถึงเพียงนี้ ก็ยังทำเรื่องผิดพลาดอันโง่เขลา!”
หยางเซียวสีหน้าพลันเปลี่ยน
ซูหลีแสร้งทำเป็นไม่เห็น เพียงกล่าวต่อไป “ในเมื่อองค์ชายมาจับตัวหม่อมฉัน เหตุใดจึงต้องให้คนแปลงโฉมเป็นพระชายาในเซ่อเจิ้งอ๋องมาล่อลวงหม่อมฉันเล่าเพคะ? อีกทั้งในเมื่อจับตัวหม่อมฉันไปแล้ว ก็ยังไม่กล้าเปิดปากเอ่ยวาจา ต้องให้คนของพระองค์มาสอบถามหม่อมฉันแทนตนเอง นั่นแสดงว่าองค์ชายทรงกลัวหม่อมฉันจำเสียงได้ และรู้ว่าพระองค์เป็นใคร! นอกจากคนที่หม่อมฉันรู้จัก ไม่มีใครทำตัวลับๆ ล่อๆ เช่นนี้แน่นอน เริ่มแรกหม่อมฉันยังนึกว่าองค์ชายเป็นใบ้…”
ครั้นได้ยินวาจานี้ หยางเซียวเบิกตากว้างทันที เขาเป็นถึงบุรุษรูปงาม เพียงโบกมือก็ทำให้หญิงสาวมากมายหลงเสน่ห์ นางกลับคิดว่าเขาเป็นใบ้?
“ต่อมาพอเห็นองค์ชายกระซิบกับคนของพระองค์ หม่อมฉันจึงล้มเลิกความคิดนั้นไป ท่าทีของพระองค์ที่มีต่อหม่อมฉัน ระวังตัว แต่ก็ใส่ใจด้วย แม้แต่ยามที่ศีรษะหม่อมฉันเกือบกระแทกกำแพง องค์ชายก็ยังยื่นมือมาขวางไว้ เริ่มแรกหม่อมฉันก็ยังไม่เข้าใจจริงๆ กระทั่งถึงตอนนั้น พระองค์อยู่ใกล้หม่อมฉันมาก หม่อมฉันจึงมั่นใจว่าเป็นพระองค์ เพราะว่าวิชาแปลงโฉมอันยอดเยี่ยมสามารถเปลี่ยนโฉมคนผู้หนึ่งได้ทั้งหน้าตา รูปร่าง กระทั่งเสียงพูด ทว่าแต่ละคนล้วนมีบุคลิกและความรู้สึกเฉพาะตัว นั่นเป็นสิ่งที่มิอาจปิดบังได้”
หยางเซียวจ้องหน้าซูหลีตาไม่กะพริบ คล้ายใส่ใจคำวิจารณ์ของนางที่มีต่อตนเองมาก
“แคว้นเปี้ยนมียอดอาชามากมาย บนกายของพระองค์มีกลิ่นหญ้าและแสงแดดติดอยู่ เมื่ออยู่กับมันนานๆ พระองค์ก็เคยชินจนไม่รู้ตัว แต่สำหรับคนต่างแคว้น กลิ่นอายแบบนี้มันแปลกใหม่และพิเศษมาก”
ในดวงตาของหยางเซียวมีแววสับสนพาดผ่าน ครุ่นคิดแล้วครุ่นคิดอีก ไม่เคยคาดคิดว่าสุดท้ายสิ่งที่หักหลังตนเอง กลับเป็นบุคลิกที่มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ นางฉลาดปราดเปรื่องถึงเพียงนี้ สังเกตผู้คนได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน หากเป็นผู้อื่น อาจไม่สังเกตเห็น อย่างนี้ถือว่าเป็น…เจตจำนงของสวรรค์ได้หรือไม่
“ฉะนั้นยามที่ข้าถามเจ้าว่าแหวนอยู่ที่ใด เจ้าก็วางแผนจะล่อข้าให้เผยตัวตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว?” เขากล่าวอย่างเกียจคร้าน
ซูหลีพยักหน้า “ถูกต้องเพคะ แต่หม่อมฉันก็มิได้พูดปด แหวนวงนั้นอยู่ในมือเจิ้นหนิงอ๋องจริงๆ ในเมื่อพระองค์อยากได้ ย่อมต้องนัดหมายเขาออกมา”
“เจ้าช่างมีความคิดลึกล้ำ ถึงกับแฝงรหัสลับไปกับจดหมายฉบับนั้น” หยางเซียวมองหน้านางคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
ซูหลีกระตุกกลีบปากเล็กน้อย เหล่มองเขาก่อนกล่าวว่า “พูดถึงเรื่องความคิด ผู้ใดจะเทียบกับองค์ชายได้เล่าเพคะ? แผนการส่งมอบของยอดเยี่ยมถึงเพียงนั้น กลับส่งคนของพระองค์มาทำการแลกเปลี่ยนแทน”
“หึๆ ข้าฐานะไม่ธรรมดา ย่อมต้องระวังตัวเป็นธรรมดา” เขาเม้มปากอย่างไม่ยี่หระ เดินไปนั่งอีกด้านหนึ่ง สีหน้าเหลาะแหละไม่เอาไหนยามปกติกลับมาอีกครั้ง “แต่ข้าชื่นชมพวกเจ้าสองคนยิ่งนักที่รู้ใจกันถึงเพียงนั้น หลังจากแผนการล้มเหลว ข้าคิดใคร่ครวญอยู่นาน ข้าวางแผนขนาดนี้ ถือได้ว่าไร้ซึ่งช่องโหว่ อย่างไรปัญหาก็ต้องอยู่ที่จดหมายฉบับนั้นแน่ๆ ฉะนั้นข้าจึงกลับไปคิดทบทวนเกี่ยวกับคำพูดในจดหมายฉบับนั้น จนคิดออกในที่สุด!”
เขาหัวเราะพลางเหล่มองนาง “อาหลีน้อย เจ้าความคิดลึกล้ำซับซ้อนเช่นนี้ ร่วมมือกับเจิ้นหนิงอ๋องได้อย่างไร้ที่ติจริงๆ!”
“องค์ชายปราดเปรื่องเกินผู้ใดตามคาด” ซูหลีเอ่ยชมอย่างจริงใจ ประชากรแคว้นเปี้ยนเป็นนักรบผู้กล้า ให้ความสำคัญกับการต่อสู้มากกว่าวิชาการ ไม่มีผู้ใดบอกใบ้ แต่หยางเซียวกลับคาดเดาความลับที่ซ่อนอยู่ออก ถือว่าไม่ธรรมดา
“ฉะนั้นพวกเจ้าจึงวางแผนนี้ขึ้นมา ปล่อยข่าวเรื่องแหวนเพื่อล่อให้ข้าลงมือ แผนการนี้ยอดเยี่ยมมากจริงๆ เช่นนั้นคนที่ช่วงชิงแหวนไป ก็คงเป็นเจิ้นหนิงอ๋อง?” หยางเซียวกล่าวอย่างครุ่นคิด
ซูหลีเพียงยิ้มเล็กน้อย ไม่ได้ตอบ
หยางเซียวยิ้มเย็น “นึกไม่ถึงว่าเขาจะสวมบทโจรแสร้งร้องจับโจรได้เนียนถึงขนาดนั้น”
ซูหลีถอนใจ กล่าวว่า “หากองค์ชายไม่คิดจะล่อลวงหม่อมฉันตั้งแต่คราแรกที่พบหน้า หากองค์ชายไม่ได้ตอบคำถามแรกในพิธีคัดเลือกพระสวามีถูก หม่อมฉันอาจไม่มีทางคาดคิดว่าองค์ชายสี่ผู้สูงส่งแห่งแคว้นเปี้ยนเป็นประมุขแห่งลัทธิธิดาเทพ…” กล่าวถึงตรงนี้ น้ำเสียงของนางเริ่มเย็นชา มองหน้าหยางเซียวด้วยสายตาราบเรียบ
หยางเซียวสายตาไหวระริก ผ่านไปครู่หนึ่ง จึงหัวเราะร่วน “ข้าอยู่ในราชวัง เป็นตัวแทนของราชวงศ์ จะไปเป็นประมุขของกองกำลังกระจอกๆ ในยุทธภพเช่นนั้นได้อย่างไรกัน?! ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อก็ดี ไม่เชื่อก็ดี ถึงแม้ข้าหมายตาแหวน แต่ข้าไม่มีทางเป็นประมุขแห่งลัทธิธิดาเทพนั่นแน่นอน”
ซูหลีกระดกคิ้ว สีหน้าคลางแคลงบ่งบอกว่าไม่เชื่อ “แหวนเป็นของของลัทธิธิดาเทพ ท่านไม่ใช่คนในลัทธิ เหตุใดจึงต้องอยากได้มันถึงเพียงนี้?”
หยางเซียวถอนหายใจ “เรื่องมากมายที่ข้าทำลงไปก่อนหน้านี้ เป็นเพราะอยากครอบครองแหวนนั้นจริงๆ แต่เรื่องลัทธิธิดาเทพ ข้ากลับรู้ไม่มาก”
สำหรับท่าน สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่แหวนนี้แน่ ซูหลีลอบคิดในใจ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เกรงว่าจะเป็นบุคคลที่ท่านต้องการตามหา และแหวนนี้ก็เป็นของของคนผู้นั้น! ฉะนั้นท่านถึงได้สั่งให้คนปลอมตัวเป็นเสด็จแม่หรงซีจินมาหลอกให้ข้าติดกับดัก!
ซูหลีจ้องเขาเขม็ง ถามเสียงนุ่มนวล “แหวนนั่น มีความหมายอย่างไรกันแน่?”
หยางเซียวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ลุกขึ้นเอามือไพล่หลังมองดูแม่น้ำปี้กูสายใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้า กล่าวเสียงขรึมว่า “มันเป็นของดูต่างหน้าของสหายเก่าของเสด็จพ่อข้าท่านหนึ่ง แม้ผ่านไปนานหลายปี เรื่องนี้ก็ยังติดอยู่ในใจพระองค์ ทุ่มเทกำลังคนกำลังทรัพย์ ก็ยังไม่พบเบาะแส กระทั่งครานี้ฮูเอ่อร์ตูไปแคว้นเฉิง บังเอิญ…ได้พบเจ้า”
“หม่อมฉัน?” ซูหลีสายตาเคร่งเครียด
“ใช่แล้ว เจ้า เหมือนกับคนที่เสด็จพ่อกำลังตามหามาก” เขาจ้องนางไม่วางตา สีหน้าไม่เหลาะแหละดังเช่นยามปกติ ดูจริงจังขึ้นมาอีกหนึ่งส่วน
ซูหลีนิ่งเงียบครู่หนึ่ง “เหมือน? เหมือนเพียงไหนเพคะ?”
หยางเซียวเอียงคอมองนาง รอยยิ้มผุดพราย “อืม หากเทียบกับภาพเหมือน น่าจะเหมือนเจ็ดถึงแปดส่วน เพียงแต่สหายเก่าที่เสด็จพ่อตามหา อายุมากกว่าเจ้านัก”
ซูหลีตกใจ ทว่ากลับไม่พูดอะไร เบือนหน้าหนี แล้วกล่าวว่า “ขุนพลฮูเอ่อร์ตูรู้ว่าไม่อาจพาข้าไปด้วยได้ จึงฉวยโอกาสใช้พิธีคัดเลือกพระสวามีเปิดโอกาสให้พระองค์เดินทางมาแคว้นเฉิง”
หยางเซียวพยักหน้า “ข้าไม่ได้สนใจพิธีคัดเลือกพระสวามี เพียงต้องการเติมเต็มความปรารถนานี้ของเสด็จพ่อ ตามหาแหวนให้เจอ”
“มิน่าเล่าพบกันคราแรก ท่านก็ใช้ศิลาลึกลับนั่นสะกดจิตหม่อมฉัน หมายจะใช้วิธีนั้นหลอกถามว่าแหวนอยู่ที่ใด? ยามนั้นท่านมั่นใจได้เช่นไรว่าแหวนอยู่กับหม่อมฉัน? เพียงเพราะหม่อมฉันหน้าเหมือนสหายเก่าที่ท่านพูดถึงมาก?”
หยางเซียวไม่ตอบ
“ครั้งแรกที่ฮูเอ่อร์ตูพบหม่อมฉัน ก็เคยกล่าวว่าหม่อมฉันเหมือนสหายเก่าที่กำลังตามหา เขาเองก็ได้รับพระบัญชามาจากฮ่องเต้แคว้นเปี้ยนกระมัง? คนผู้นั้นเป็นใครกันแน่เพคะ?” ซูหลีอยากรู้ เสด็จแม่หรงซีจินมีความเกี่ยวข้องกับราชวงศ์แคว้นเปี้ยนอย่างไรกันแน่
……………………………………………..

กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ

กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ

นิยายโรแมนติก-ย้อนยุค ดราม่าเผ็ดร้อน กับนางเอกผู้ใช้ความงามแก้แค้นจนสะเทือนเลือนลั่น! หลีซู โฉมสะคราญอันดับหนึ่งในนครหลวงแห่งแคว้นเฉิง กลายเป็นที่อิจฉาของหญิงสาวทั้งแผ่นดิน เมื่อได้รับพระราชทานอนุญาตให้แต่งงานกับจิ้นอันอ๋อง โอรสฮองเฮา ผู้มีรูปโฉมงดงาม ทว่า วันแต่งงานที่ควรจะชื่นมื่นกลับเป็นโศกนาฏกรรม เมื่อนางเป็นลมหมดสติในวันแต่งงาน หมอหลวงทั้งแปดคนวินิจฉัยตรงกันว่า ตรวจเจอชีพจรตั้งครรภ์ในกายนาง! พริบตาเดียวนางก็ถูกทอดทิ้ง ซ้ำยังถูกลอบสังหารอย่างลึกลับ ทุกอย่างดูเหมือนแผนการที่ถูกจัดฉากมาอย่างดี! แต่แล้วนางกลับลืมตาตื่นขึ้นมาและมีชีวิตอีกครั้งในร่างของซูหลี บุตรีภรรยารองแห่งจวนอัครเสนาบดี ทว่า ด้วยปานสีแดงบนแก้มซ้าย ทำให้นางถูกตราหน้าว่าเป็นตัวซวย ทั้งยังฐานะในจวนตกต่ำ หากหลีซูต้องการลบล้างมลทินให้ตนเองและแก้แค้นเขาคนนั้น นางจำต้องยืมร่างของซูหลีคนนี้เพื่อหาหนทางสืบคดีการตายของตนเอง แต่ก่อนจะทำอย่างนั้นได้ นางจะต้องหาทางยกระดับฐานะของซูหลีในจวนอัครเสนาบดีแห่งนี้ให้ได้ ด้วยดวงหน้างามล่มเมืองที่เหมือนแต่ก่อนทุกประการเป็นที่เลื่องลือทั่วทั้งราชสำนักนี้ แม้นอ๋องจากสามแคว้นจะมอบใจให้นางอย่างลึกซึ้ง นางก็เพียงแค่นยิ้มเย็นชา ‘หากผู้ใดดูหมิ่นข้า ข้าก็จะดูหมิ่นผู้นั้น หากผู้ใดทำลายข้า ข้าก็จะทำลายผู้นั้น! เพราะข้าจะไม่มีวันเชื่อใจบุรุษคนใดในโลกนี้อีก!’

Comment

Options

not work with dark mode
Reset