ข้าสามารถตรวจสอบได้ทุกสรรพสิ่ง I Can Track Everything – ตอนที่ 13: ขี้วัวเป็นเหตุถึงแก่ความตาย

 
ดวงตาของเจ้าหน้าที่โจวกระตุกอย่างไม่สามารถควบคุมได้ในขณะที่เขามองดูฉากที่เกิดขึ้น
 
พ่อบ้านหวังไม่ได้แค่ดวงซวยธรรมดาแล้ว มันเหมือนกับว่าเขาก้าวขาผิดข้างออกจากบ้านและเจอเรื่องซวยซ้ำซวยซ้อน
 
ด้วยการกระแอม โจวก็แนะนำพวกเขา “พาพ่อบ้านหวังขึ้นหลังม้าแล้วพาเขาไปดูอาการที่มณฑล”
 
เมื่อได้ฟังคำสั่ง เจ้าหน้าที่ก็เข้าไปหาหวังเอ้อแล้วอุ้มเขาขึ้นม้าในทันที
 
หวังเอ้อที่ถูกพาดเอาไว้บนหลังม้ามีแต่จะรู้สึกโกรธขึ้นเรื่อยๆ เป้าหมายความโกรธของเขายังคงเป็นครอบครัวของเฉินเฉิน
 
ถ้าพวกเขาสามคนไม่วิ่งหนีไป เขาก็คงจะไม่ได้มาอยู่ในสภาพแบบนี้
 
เมื่อคิดเช่นนี้ ดวงตาที่ไม่ได้รับบาดเจ็บของเขาก็จ้องไปที่เฉินเฉินอย่างต่อเนื่องด้วยความโกรธถึงขีดสุด
 
เฉินเฉินตัวสั่นระริก
 
นี่มันน่าขนลุกชะมัด
 
หวังเอ้อถูกพาดเอาไว้บนหลังม้าตัวนึง ศีรษะที่บวมปูดทำให้เขาดูเหมือนสัตว์ประหลาด ความเป็นมนุษย์เดียวที่หลงเหลืออยู่บนหน้าของเขาก็คือดวงตา และเขาก็ยังคงจ้องมาที่เฉินเฉิน!
 
สภาพแบบนี้มัน…
 
ถ้าเอาไปทิ้งไว้ในบ้านผีสิงในชีวิตก่อนของเขา พวกเด็กๆได้ร้องไห้โฮแน่
 
“พ่อบ้านหวัง ไหวไหมครับ?” เจ้าหน้าที่โจวถามในขณะที่เข้าไปใกล้
 
ความหมายที่แท้จริงของเขานั้นชัดเจน “จะตายรึเปล่า?”
 
ถ้าเขาตาย โดยไม่มีพยายานหลักฐานในที่รกร้างเช่นนี้ เขาจะได้เงินกลับมาหลังจากที่เสร็จงานแล้วได้ยังไง?
 
“อั๊กกก…”
 
หวังเอ้อพยายามพูดแต่ปากของเขาปูดจนมีขนาดใหญ่พอๆกับหม้อ ดังนั้น เขาจึงทำได้แค่ส่งเสียงงึมงำโดยที่ไม่สามารถทำความเข้าใจได้เลย
 
เขาจ้องเฉินเฉินอีกครั้งอย่างโกรธเคือง จากนั้นก็หันกลับมามองเจ้าหน้าที่โจวเพื่อสร้างความมั่นใจ
 
เฉินเฉินค่อนข้างประหลาดใจกับภาพนี้ในขณะที่เขาสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้น พ่อบ้านหวังนี่สมกับเป็นพ่อบ้านของตระกูลใหญ่จริงๆ แม้ว่าจะใช้ได้แค่ดวงตา เขาก็ยังแผ่เจตนาของเขาออกมาได้
 
ช่างเป็นคนที่น่าประทับใจจริงๆ
 
เมื่อเห็นเช่นนี้ เจ้าหน้าที่โจวก็ลังเล ณ ตอนนี้ เขากำลังรู้สึกสองจิตสองใจ
 
จากนั้น จู่ๆพวกม้าก็แตกตื่นขึ้นมา ก่อนที่จะมีใครตอบสนองได้ทัน พวกม้าก็วิ่งลึกเข้าไปในป่า ราวกับว่าพวกมันเป็นบ้าไปแล้ว
 
ในขณะที่ถูกพาดเอาไว้บนหลังม้า ใบหน้าของหวังเอ้อนั้นบวมปูดเกินกว่าที่จะอ่านอารมณ์ของเขาได้ แต่ดวงตาของเขานั้นแสดงให้เห็นถึงความตกใจ ความสับสน และความสิ้นหวังอันไร้ที่สิ้นสุด
 
เหมือนกับเด็กที่ถูกลากไปโรงเรียนในวันแรกของการเปิดเทอม หวังเอ้อได้หายเข้าไปในป่า
 
“พ่อบ้านหวังถูกม้าลักพาตัวไปแล้ว”
 
เฉินเฉินมองจากที่ไกลๆ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ
 
ในที่สุดเจ้าหน้าที่โจวก็เข้าใจสถานการณ์ แล้วตะโกนออกมา “วิ่ง!”
 

 
หลายนาทีต่อมา
 
กลุ่มพวกเขาก็ได้เจอกับพวกม้าที่กำลังเพลิดเพลินกับหญ้าสดๆที่อยู่ลึกเข้ามาในป่า
 
ในขณะเดียวกันนั้นเอง หวังเอ้อกำลังนอนอยู่ใต้ม้าตัวนึง คอของเขาบิดเบี้ยว และลมหายใจก็หายไปแล้ว
 
ดวงตาที่เป็นส่วนเดียวที่ใช้การได้ของเขาก็เต็มไปด้วยความว่างเปล่า
 
“เขาคอหักตายหรอ?”
 
ความตกใจของเจ้าหน้าที่โจวนั้นไม่มีใครเทียบเท่าได้
 
คนที่มีทักษะการต่อสู้ติดตัวซึ่งเดินทางมากับเขาหลายกิโลเมตรได้ถูกฆ่าจากการถูกม้าสลัดหลุดหลังจากที่เจออุบัติเหตุมามากมายเนี่ยนะ?
 
ใครมันจะไปทำใจเชื่อลงกัน!?
 
แต่ความจริงอยู่ตรงนี้แล้ว! ศพยังอุ่นอยู่เลยด้วย
 
เฉินเฉินนั่งยองๆด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความเห็นใจ แล้วปิดตาของหวังเอ้อพร้อมกับถอนหายใจออกมา “พ่อบ้านหวังเป็นคนที่เก่งรอบด้าน เว้นเสียแต่เรื่องการทำตัวเป็นคนดี เขาได้ทำเรื่องไม่ดีมามากเกินไป นี่คงเป็นผลกรรมของเขาสินะ โถ่…”
 
เมื่อได้รับรู้ถึงคำพูดของเฉินเฉิน สีหน้าของเจ้าหน้าที่โจวก็แสดงความหวาดกลัวออกมา
 
การที่พ่อบ้านหวังเจอเรื่องโชคร้ายแบบนี้นั้นเขาคิดอย่างอื่นไม่ออกแล้วจริงๆนอกจากมันเป็นเพราะผลกรรม
 
“พ่อบ้านหวัง เกิดชาติหน้าก็อย่าคิดเรื่องฆ่าแกงให้มากนักหล่ะครับ เห็นไหม? แม้แต่สวรรค์ก็ยังรับไม่ได้เลย แล้วถ้าสวรรค์ยังรับไม่ได้แบบนี้ ถึงจะฝึกฝนศิลปะการต่อสู้มามากแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์หรอก”
 
คำพูดที่ดูเหมือนจะไม่ได้ตั้งใจของเฉินเฉินนั้นมีแต่จะเรียกเหงื่อจากใบหน้าของเจ้าหน้าที่โจว
 
เขาเคยทำงานลอบสังหารสำเร็จมาไม่ใช่น้อย แต่ในแง่ของศิลปะการต่อสู้นั้น เขาไม่ได้เก่งไปกว่าพ่อบ้านหวังเท่าไหร่นัก
 
เมื่อเห็นสภาพการตายที่น่าสมเพชของพ่อบ้านหวัง เขาก็รู้สึกเหมือนกับถูกฟ้าผ่า
 
ผลกรรมมันมีจริงๆหรอ?
 
ในขณะที่คิดเช่นนี้ เขาก็ตัดสินใจว่าเขาจะเป็นคนดีนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
 
“น..น้องชาย ไปกันเถอะ พอถึงที่ว่าการแล้วช่วยเป็นพยานให้พวกเราด้วยนะ ที่พ่อบ้านหวังตายก็เพราะความดวงซวยของเขา ไม่ได้เป็นเพราะความตั้งใจของพวกเรา”
 
เจ้าหน้าที่โจวเดินมาหาเฉินเฉิน น้ำเสียงของเขาสั่นเครือและคำพูดของเขาก็เป็นมิตรกว่าเดิมมาก
 
เฉินเฉินลุกขึ้นในขณะที่เขาตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้วครับ พลเมืองดีอย่างพวกเราไม่เคยโกหกหรอก”
 
เจ้าหน้าที่โจวทิ้งขว้างแผนการที่จะลอบสังหารครอบครัวของเฉินเฉินไปแล้ว ในขณะที่เหงื่อกำลังไหลพรากเขาก็พยักหน้า
 
เฉินชานและฉินโหลวเองก็กำลังมองหน้ากัน แล้วพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่พวกเขาเห็นด้วยความไม่อยากเชื่อ
 
หวังเอ้อ ที่สนุกกับการใช้อำนาจของตัวเองและเอาเปรียบคนอื่นมาเป็นสิบๆปีพึ่งจะมาตายโดยไม่มีเหตุผลที่แน่ชัดเนี่ยนะ?
 
ในโลกมันมีเหตุการณ์แบบนี้อยู่ด้วยหรอ?
 

 
หลังจากนั้น ทั้งกลุ่มก็เดินทางไปยังที่ว่าการต่อ ตอนนี้มีศพบนหลังม้าเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งศพแล้ว
 
สำหรับการเดินทางที่เหลือนั้น เจ้าหน้าที่ทุกคนได้ระวังตัวอย่างเต็มที่ ถ้ามีคนมาเห็นท่าทีของพวกเขา อาจจะนึกว่าเจ้าหน้าที่กลุ่มนี้กำลังถูกอาชญากรที่มีค่าหัวเพ่งเล็งอยู่ก็ได้
 
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการเดินทางนั้นไม่ได้เจอเหตุการณ์อะไรอีก
 
ทุกคนไปถึงที่ว่าการโดยที่ไม่มีปัญหาอะไรเพิ่มเติม
 
เจ้าเมืองเป็นคนที่อยู่ในระดับการฝึกตน เขาคงจะไม่โผล่มาถ้าไม่มีธุระสำคัญ
 
ปัญหาเล็กๆอย่างเรื่องพวกนี้จึงถูกส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในที่ว่าการ
 
ด้วยการตายของหวังเอ้อ จึงไม่มีใครยอมจ่ายเงินให้กับการลอบสังหารตระกูลเฉินอีก แรงจูงใจของเจ้าหน้าที่โจวก็เลยถูกกำจัดไป
 
นอกจากนี้ เมื่อเห็นการตายของหวังเอ้อแล้ว เขาก็ตัดสินว่าจะเป็นคนที่ดีขึ้น ดังนั้น เขาจึงไม่สร้างความยากลำบากให้กับครอบครัวของเฉินเฉินอีก
 
หลังจากยืนยันได้แล้วว่าเว่ยเหลาซานเป็นนักฆ่า เขาก็ถึงกับมอบรางวัลให้พวกเขาเป็นธงสามเหลี่ยมที่อ่านได้ว่า “กำจัดอันตรายเพื่อปวงชน” และกล่าวชื่นชมพวกเขาเพิ่มเติมในระหว่างทาง
 
ครอบครัวของเฉินเฉินได้กลับไปที่หมู่บ้านหินอย่างมีความสุขพร้อมธงสามเหลี่ยมนี้
 

 
ในอีกด้านนึง สีหน้าของหวังหู่นั้นบึ้งตึงในขณะที่เขามองหวังเอ้อ ที่ใบหน้าเละจนจำไม่ได้แล้ว
 
ด้วยการขอให้หวังเอ้อไปกำจัดครอบครัวนั่น ก็ถือว่าเขาได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษแล้ว
 
แต่แล้วยังไงหล่ะ?
 
ในเวลาแค่วันเดียว หวังเอ้อก็มานอนตายอยู่ตรงหน้าเขา แถมอยู่ในสภาพที่แม้แต่แม่ของเขาก็คงจะจำหน้าไม่ได้ด้วยซ้ำ!
 
“ท่านพ่อ พ่อบ้านหวังตายได้ยังไง? เขากลายเป็นแบบนี้ได้ยังไง!” หวังซูฉินถามอย่างโกรธเคือง
 
หวังหู่มีแต่จะรู้สึกหงุดหงิดขึ้นในตอนที่ได้ฟังคำถาม แล้วโยนหนังสือผ้าไหมเล่มนึงให้หวังซูฉิน
 
“ดูเอาเองและกัน! นี่คือสิ่งที่เจ้าหน้าที่ทางการเขียนยืนยันการตายของเขา!”
 
หวังซูฉินรับหนังสือผ้าไหม แล้วเธอก็อ่านต่อ ความโกรธในดวงตาของเธอนั้นแทบจะกักเก็บเอาไว้ไม่ได้แล้ว
 
“ในระหว่างการเดินทาง พ่อบ้านหวังได้พลาดไปเหยียบขี้วัวเข้ากองนึง
 
“จากนั้น เนื่องจากอุบัติเหตุดังกล่าว ทำให้เขาเกิดลื่นขึ้นมา ซึ่งพ่อบ้านหวังได้กระโดดตีลังกากลางอากาศ 360 องศา และในตอนที่เขาลงมาเหยียบพื้น เขาก็ไปเหยียบเข้ากับก้อนหินคมๆทำให้บาดเจ็บที่ฝ่าเท้า
 
“ในภายหลัง ข้างในป่า เขาได้เจอกับฝูงผึ้ง เนื่องจากอาการบาดเจ็บดังกล่าว พ่อบ้านหวังจึงไม่สามารถหนีตามคนอื่นได้ทัน ดังนั้นจึงโดนผึ้งต่อยจนได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง
 
“หลังจากอาการบาดเจ็บเหล่านี้ เจ้าหน้าที่ได้อุ้มพ่อบ้านหวังขึ้นหลังม้าด้วยความตั้งใจจะจะแบกเขาไปทำการรักษาที่มณฑล อย่างไรก็ตาม จู่ๆม้าก็แตกตื่นขึ้นมา แล้ววิ่งหายลึกเข้าไปในป่าพร้อมกับพ่อบ้านหวัง
 
“พ่อบ้านหวังตกจากหลังม้าและคอหักในระหว่างทาง ส่งผลให้เขาถึงแก่ความตาย”
 
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย! คนในที่ว่าการมัวทำอะไรอยู่? พวกเขาคิดว่าตระกูลหวังเป็นคนโง่รึไง? แม้แต่นักเล่าเรื่องก็คงไม่กล้ากุเรื่องแบบนี้ขึ้นมาด้วยซ้ำ!
 
หวังซูฉินฉีกหนังสือผ้าไหมเป็นชิ้นๆในขณะที่ตะโกนโหวกเหวก
 
หวังหู่ได้ฟังคำพูดเหล่านี้แล้วยิ้มแหยๆออกมา
 
“พวกนั้นต้องใช้โอกาสนี้เพื่อเตือนตระกูลของเราแน่ๆ เห้อ หวังเอ้อตายเพราะขี้วัวหรอ พวกนั้นเก่งเรื่องการดูถูกซะจริง”
 
การแสดงออกทางสีหน้าของหวังซูฉินยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีกในตอนที่เธอได้ฟังเช่นนี้
 
หลังจากนั้นไม่นานเธอก็เยาะเย้ยแล้วพูดออกมา “เมื่อคืนก่อน คุณชายจากตระกูลจางเกือบจะถูกฆ่าในการพยายามลอบสังหาร สองตระกูลที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลกำลังต่อสู้กันอย่างหนักหน่วง พวกนั้นคงมีเรื่องเยอะแยะให้ยุ่งจนหัวหมุนหล่ะสิ”
 
“ด้วยการเตือนตระกูลของเราถึงขนาดนี้ ดูเหมือนว่าพวกนั้นจะอยากกันไม่ให้พวกเราเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยสินะคะ”
 
หวังหู่พยักหน้า หลังจากที่มาคิดดูดีๆแล้ว เขาก็รู้สึกว่าทฤษฎีนี้น่าเชื่อถือ
 
“แล้วจะเอายังไงกับครอบครัวของเฉินชานดีหล่ะ?” หวังหู่ถาม
 
“พรุ่งนี้ก็เป็นวันเก็บค่าเช่าแล้ว ข้าจะไปเยี่ยมหมู่บ้านนั้นด้วยตัวเอง ในอีกไม่นานนี้ที่ว่าการคงตกอยู่ในความวุ่นวาย จากการที่ต้องไปคอยระงับเรื่องของอีกสองตระกูล ไม่มีใครมาหยุดพวกเราได้หรอกค่ะ” หวังซูฉินพูดอย่างเย็นชา
 
ในอดีต ถ้าพวกเขาอยากฆ่าพลเรือนซักคน พวกเขาก็ต้องเตรียมการระดับนึงถึงจะจัดการเรื่องนั้นได้
 
แต่ด้วยความที่มณฑลเสฉวนใกล้จะตกอยู่ในความวุ่นวายแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้น
 
 

I Can Track Everything ข้าสามารถตรวจสอบได้ทุกสรรพสิ่ง

I Can Track Everything ข้าสามารถตรวจสอบได้ทุกสรรพสิ่ง

Type: Author:
โดย เรื่อง ข้าสามารถตรวจสอบได้ทุกสรรพสิ่ง I Can Track Everything “นักเดินทาง ระบบของท่านได้มาถึงแล้ว ยินดีด้วยสำหรับการได้รับระบบการตรวจสอบที่ทรงอำนาจ!” เฉินเฉินที่กำลังนั่งเบื่อหน่ายอยู่ตรงทางเข้าของหมู่บ้านหิน เพียงแค่เขากำลังรู้สึกหดหู่ เสียงก็ดังขึ้นมาในหัวของเขา เมื่อได้ยินเสียงนี้ เฉินเฉินรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาก เขากระโดดขึ้นจากก้อนหินที่อยู่เบื้องหน้าหมู่บ้านทันที “ระบบ? พึ่งจะเพิ่มเข้ามาช้าขนาดนี้เนี่ยนะ?” “ระบบตรวจสอบในปัจจุบันคือระดับหนึ่งค่ะ เจ้าของสามารถที่จะตรวจจับทุกสิ่งทุกอย่างได้ในระยะสิบเมตร!” เมื่อเสียงในหัวของเขาดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉินเฉินรู้สึกตื้นตันจนร้องไห้ออกมาได้เลย ด้วยเหตุนี้นี่เอง ประวัติศาสตร์ที่เขาเรียนรู้มาตอนมหาลัยมันไร้ประโยชน์และเขายังไม่สามารถกลายเป็นคนดังโดยการเขียนบทกลอนได้อีก เขาไม่ได้เก่งวิชาฟิสิกส์และเคมีสักเท่าไหร่ ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถที่จะคิดค้นหรือประดิษฐ์เทคโนโลยีได้ มีสิ่งเดียวที่เขาทำแล้วมันเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับคนอื่น อย่างเอ้อหยาที่อยู่ใกล้บ้านเขา นั่นคือการที่เขาทำสมุดบัญชีขึ้นมา แต่ไม่คาดคิดเลย วันนี้….ระบบมันก็ได้มาถึงแล้ว! เขาไม่ได้สนใจเกี่ยวกับเรื่องตรวจสอบหรืออะไรสักอย่าง ตราบเท่าที่มันเป็นระบบ มันก็คงเป็นเรื่องที่ดีแน่นอน เขาไม่ได้ทำอะไรมากว่าสิบปี แต่ตอนนี้เขาไม่สนใจแล้วว่ามันจะเป็นระบบอะไร ขอแค่มันเป็นระบบก็พอ! การเป็นคนมันจะต้องเป็นคนกตัญญู ยังไงมันก็เป็นเรื่องที่ดีที่สุดที่มีระบบ! ‘อะไรก็ตามในระยะสิบเมตร….มันมีข้อจำกัดจำนวนในการใช้ไหม?’ เฉินเฉินถามขึ้นในหัวตัวเอง “มันไม่มีข้อจำกัดในการใช้ค่ะ ระบบจะแจ้งภารกิจลับให้กับเจ้าของ เพื่อการอัพเกรดความสำเร็จลับ รวมทั้งยังให้รางวัลกับเจ้าของเป็นครั้งคราวด้วยค่ะ ดังนั้นได้โปรดขยันขันแข็งด้วยค่ะ!” หลังจากนั้นเสียงได้จางหายไปจากในหัวของเขา เฉินเฉินนั่งคิดอยู่เป็นเวลานาน เขามองออกไปยังทางเข้าหมู่บ้านที่โดดเดี่ยวนั่น แล้วรู้สึกสิ้นหวังเล็กน้อย ชาวบ้านทั้งหมดของหมู่บ้านหินต่างเป็นชาวนากันทั้งหมด ทุกคนต่างยากจน ดังนั้นเขาจะตรวจสอบอะไรได้กัน? ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านเหมือนจะมีเพชรนิลจิลดาที่มีราคาอยู่ แต่เขาจะต้องไปขโมยมัน หลังจากที่เขาตรวจพบงั้นเหรอ? เขาคงจะโดนกระทืบจนตาย ถ้าเขาทำมันอย่างแน่นอน แต่เขาไม่ได้รีบร้อนอะไร ตั้งแต่ที่มันเป็นระบบ มันก็มีความหมายในตัวของมันเอง เขาจะพัฒนาตัวเองอย่างเชื่องช้า เป้าหมายหลักของเขาในตอนนี้คือการกลับไปยังบ้านก่อน ดังนั้นเขาจะได้ไปลองใช้ระบบได้อย่างสบายใจ เมื่อเขาตัดสินใจได้แล้ว เฉินเฉินเดินกลับบ้าน ครอบครัวของเขาเป็นคนธรรมดาทั่วไปในหมู่บ้านหินและครอบครัวของเขาต่างเป็นชาวนากัน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้จน ครอบครัวของเขาก็อบอุ่นมากและเป็นครอบครัวที่มีความสุข เมื่อเขากลับมายังบ้าน พ่อแม่ของเขายังคงทำไร่นาอยู่ด้านนอกและยังไม่ได้กลับบ้าน เขาพูดขึ้นมาในหัวตัวเอง ‘ตรวจเงินในบ้านสิ’ “อยู่ในลิ้นชักที่ห่างออกไป 3 เมตรค่ะ ภายในลิ้นชักมีเงินจำนวน 120 ตำลึงทองแดง” นี่คือสถานที่ที่ครอบครัวของเขาเก็บเงินไว้ เฉินเฉินรู้มันดี เพราะว่าพ่อแม่ของเขาไม่ได้ปิดบังอะไรกับเขาไว้ “ใต้เตียงที่อยู่ห่างออกไป 4 เมตร ยังมีอีกสี่สิบตำลึงทองแดงค่ะ” อะไรนะ?! เฉินเฉินไม่รู้เกี่ยวกับเงินนี้เลยสักนิด มันเป็นห้องนอนของพ่อแม่เขา ซึ่งอยู่ห่างออกไปสี่เมตร มันอาจจะเป็นเงินเก็บของพ่อของเขา เฉินเฉินคิดและสรุปได้ว่ามันน่าจะเป็นไปได้ ดังนั้นเขาจึงเดินไปที่ห้องด้านข้างและก้มมองลงใต้เตียง หลังจากคว้านดูสักพักหนึ่ง เขาพบกับกระเป๋าหนังเล็กที่มีเงินอยู่สี่สิบตำลึง ‘มีเงินอยู่ด้านในจริงด้วย’ เฉินเฉินคิดกับตัวเอง หลังจากนั้นเขาก็เก็บกระเป๋าหนังกลับไปยังที่เดิม ระบบยังคงพูดอย่างต่อเนื่องขึ้นมาในหัวของเขา “ก้าวไปด้านหน้าห้าก้าวและขุดลงไปใต้ดินสิบเมตร มันมีเหรียญทองแดงขึ้นสนิมอยู่” เมื่อได้ยินการแจ้งเตือน เฉินเฉินรีบหยิบพลั่วมาขุดอย่างกระตือรือร้น มันไม่ได้ใช้เวลานานสักเท่าไหร่สำหรับการหาเหรียญทองแดงขึ้นสนิม หลังจากครุ่นคิดมาเป็นเวลานาน เขาจำได้ลางๆว่าเขาเคยทำเงินหายตอนยังเด็ก มันเป็นเงินที่เขาได้มาตอนปีใหม่ และเขาอารมณ์เสียที่เงินหายเป็นเวลานานเลย ‘ตั้งแต่ที่ฉันมีระบบนี่แล้ว บางทีฉันอาจจะไปยังมณฑลใกล้ๆ เพื่อไปเก็บเงินจากพื้นมาอาศัยอยู่ต่อ…’ เฉินเฉินอดที่จะคิดออกมาไม่ได้ แต่เขาแทบจะตบหน้าตัวเองทันที หลังจากที่มีความคิดแบบนี้โผล่ขึ้นมา เมื่อเป็นนักเดินทางย้อนเวลาที่มีระบบแบบนี้แล้วแท้ๆ ทำไมความคิดของเขาถึงน่าสมเพศขนาดนี้กัน? นี่มันเป็นเรื่องที่น่าอับอายมากสำหรับนักเดินทางที่ย้อนเวลากลับมาแบบนี้! ในเวลาเดียวกัน เสียงก็ดังขึ้นมาในหัวของเขา “รางวัลความสำเร็จ – เสร็จสมบูรณ์ : ใช้ระบบเป็นครั้งแรก รางวัลที่ได้รับ : โอกาสในการตรวจสอบทุกสิ่งทุกอย่างภายในมณฑลเสฉวนหนึ่งครั้งค่ะ” เมื่อเขาได้ยิน เฉินเฉินอดที่จะคิดเรื่องเดินไปหาเงินต่ออีกครั้งไม่ได้ ทั่วทั้งมณฑลเสฉวนคงจะมีเงินจำนวนมากอย่างแน่นอน… “เฮ้อออ! ทำไมฉันถึงเอาแต่อยากจะไปเก็บเงินกัน? ฉันมาที่โลกเซียนแห่งนี้ แน่นอนละว่าฉันมาเพื่อที่จะบ่มเพาะตนกลายเป็นเซียน!” เฉินเฉินตัดสินใจได้และไม่ได้ใช้รางวัลนี้ในทันที ใครจะไปรู้กันว่าเขาจะได้โอกาสตรวจสอบพื้นที่ขนาดกว้างแบบนี้อีกครั้งกัน? มันเป็นรางวัลที่ยอดเยี่ยม เขาไม่ต้องการที่จะเสียมันไปอย่างเปล่าประโยชน์ เขาจะรอจนกระทั่งเขาคุ้นเคยกับระบบ ก่อนที่จะตัดสินใจใช้มัน Traveling through the Xianxia world, Chen Chen got the strongest tracking system and was able to track everything ever since. Chen Chen, “System, I am short of money.” “Two meters away, your father has hidden some money under the bed. Five meters away, there is a rusty copper coin buried half a meter underground.” “There is a piece of silver in the grass ahead.” Chen Chen, “System, I need some luck.” “The sh*t in front of the pigsty is actually not ordinary.” “Go to Black Peak cliff twenty miles away to jump off the cliff.” “Somewhere hidden there is a fairy cave mansion. Please explore by yourself.”

Options

not work with dark mode
Reset