ข้าสามารถตรวจสอบได้ทุกสรรพสิ่ง I Can Track Everything – ตอนที่ 70: ฝากฝังเด็กคนนึง

“หื้อ?” จางจีถาม เขาตกตะลึงมาก
 
“ผู้อาวุโสและข้าได้คืนดีกันแล้ว มันไม่มีอะไรผิดหรอก ถ้าเจ้าจะกลายเป็นศิษย์ของเขา เจ้าไม่รู้หรือไงว่าผู้อาวุโสนักแปรธาตุเป็นคนที่รวยอันดับสองรองจากเจ้าสำนัก แม้แต่ผู้อาวุโสสูงสุดบางคนยังเทียบกับเขาไม่ได้เลย เขายังมีตำแหน่งที่สูงมากด้วย ซึ่งแม้แต่เจ้าสำนักยังนับถือเลย”
 
เฉินเฉินอธิบาย เขาต้องการให้จางจีได้รับสิ่งดีๆไป
 
“แต่ว่า…”
 
“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น รีบกลับไปขอโทษอาจารย์ของเจ้าซะ”
 
หลังจากมึนงงไปสักพักใหญ่ จางจีดูเหมือนคิดอะไรบางอย่างอยู่ สายตาของเขาแสดงให้เห็นว่าเขานั้นเต็มไปด้วยความตื้นตันใจ
 
“พี่ ข้าจะฝึกตนอย่างดีๆและไม่เป็นภาระแก่พี่เอง!”
 
หลังจากพูดจบ จางจีเดินจากสวนไปอย่างเต็มไปด้วยความแน่วแน่
 
“เจ้าเด็กนี่ดูฉลาดขึ้นมาเล็กน้อยแล้วแหะ”
 
เขาจ้องไปที่แผ่นหลังของจางจีและส่ายหัวเล็กน้อย สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโกรธเคือง เขาหันกลับไปมองเจ้าผักบุ้งน้อยในสวนสมุนไพร
 
“เจ้าตัวน้อย เจ้าต้องได้รับการสั่งสอนด้วยเช่นกัน ระวังตัวไว้ให้ดี ข้าอาจจะขายเจ้าเข้าสักวันก็ได้!”
 
เจ้าผักบุ้งน้อยในสวนเข้าใจสิ่งที่เฉินพูดพูด ก้านของมันหดลงทันที
 
“ฮึ่ม!”
 
เฉินเฉินพ่นลมหายใจออกมาอย่างเย็นชา ก่อนที่จะหันเดินกลับไปในห้องฝึกตน เขายังต้องเรียนรู้เกี่ยวกับขั้นสร้างรากฐานและเขายังไม่มีเวลามากพอที่จะสั่งสอนเจ้าผักบุ้งน้อย
 
เมื่อกลับเข้าไปในห้องฝึกตน เฉินเฉินก็หยิบหนังสือที่เกี่ยวข้องกับขั้นสร้างรากฐานออกมาอ่านทันที
 

 
“ความยากของการเลื่อนขั้นไปสู่ขั้นสร้างรากฐานนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนพลังปราณที่อยู่ในร่างกายของผู้ฝึก ยิ่งระดับการฝึกพลังปราณสูงมากเพียงใด ความยากในการขึ้นไปสู่ขั้นสร้างรากฐานก็จะยากมากเท่านั้น”
 

 
“น้ำอมฤตขั้นสร้างรากฐานนั้นเต็มไปด้วยพลังปราณจำนวนมาก ซึ่งด้วยการช่วยเหลือของมันแล้ว พลังปราณในจุดตันเถียนของผู้ใช้จะเข้าสู่สถานะพิเศษในช่วงเวลาอันสั้น มันทำให้ผู้ฝึกตนสามารถสร้างรากฐานได้”
 

เมื่อเห็นรายละเอียเดเกี่ยวกับขั้นสร้างรากฐานแล้ว เฉินเฉินขมวดคิ้ว
 
ขั้นสร้างรากฐานแตกต่างไปจากขั้นอื่น ยิ่งมีพรสวรรค์สูงมากเพียงใด มันยิ่งเป็นเรื่องยากที่จะก้าวข้ามเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานและขั้นอื่น ด้วยพรสวรรค์ของเขาแล้วมันคงยากเทียบเท่ากับการก้าวขึ้นไปเหยียบย่างบนสรวงสวรรค์
 
สำหรับน้ำระฆังวิญญาณสวรรค์และสมบัติอย่างอื่นแล้ว…พลังปราณที่อยู่ในพวกมันต่างน้อยเกินไปที่จะทำให้ไปอยู่ในระดับขั้นสร้างรากฐานได้
 
ถ้าเขาต้องการที่จะสร้างรากฐานแล้ว เขาจำเป็นต้องปรุงน้ำอมฤตขั้นสร้างรากฐานพิเศษขึ้นมาหรือไม่อย่างงั้นก็ไปหาสมบัติสวรรค์ที่มีพลังปราณจำนวนมากเก็บกักไว้
 
“การฝึกตนนั้นเริ่มสร้างภาระให้กับข้าแล้วสินะ ช่างยากจนเสียจริงตัวข้า…”
 
เฉินเฉินถอนหายใจ ตาของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย
 

 
เวลาผ่านไปดุจดั่งสายน้ำที่ไหลผ่าน ครึ่งเดือนได้ผ่านไปราวกับชั่วพริบตา
 
ในวันหนึ่ง เฉินเฉินกำลังจะออกไปข้างนอก ก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงของเซี่ยวอู่โยวที่ดังมาจากตำหนักของเจ้าสำนัก
 
“ลูกศิษย์ เจ้ามาตำหนักหลักได้แล้ว”
 
เมื่อได้ยินคำพูดของอาจารย์ เฉินเฉินรีบหมุนตัวกลับและมุ่งตรงไปยังตำหนักเจ้าสำนัก เพียงเวลาไม่นานเขาก็ได้มาถึง
 
เซี่ยวอู่โยวที่อยู่ในตำหนักก็แต่งตัวแตกต่างไปจากปกติ
 
“เจ้าเป็นยังไงบ้าง? เจ้ามีอะไรก้าวหน้าในการขึ้นไปสู่ขั้นสร้างรากฐานไหม?”
 
“ไม่ครับ ข้าเหมือนว่าข้าจะก้าวขึ้นสู่ขั้น 21 ของขั้นฝึกปราณเสียมากกว่า”
 
เฉินเฉินมีสีหน้าที่ขมขื่น ในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาได้ตามหาสมบัติอย่างต่อเนื่องและไม่มีเวลาที่จะฝึกตนเลยสักนิด ยังไงก็ตาม เนื่องจากว่าเขามีพรสวรรค์สูงมาก สถานการณ์ฝึกตนของเขาจึงพัฒนาขึ้นมาโดยอัตโนมัติ มันไม่จำเป็นต้องฝึกเลยด้วยซ้ำ
 
เซี่ยวอู่โยวอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
 
‘คนที่มีพรสวรรค์ก็มีปัญหาของตัวเองเหมือนกัน มันทำให้ข้ารู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง’
 
“เส้นทางการฝึกตนมันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายเลย ยิ่งระดับการฝึกตนสูงมากขึ้นเพียงใด มันยิ่งยากมากขึ้นเพียงนั้น ก่อนหน้านี้ เจ้าได้ทำตัวสบายๆมามากเกินพอแล้ว”
 
“อาจารย์ ท่านพูดถูก แต่ทำไมท่านถึงเรียกข้ามาในวันนี้กันครับ?” เฉินเฉินถาม
 
“ข้าต้องการพาเจ้าออกไปดูโลกภายนอก ในเวลาเดียวกันมันอาจจะช่วยเจ้าแก้ไขปัญหาในการสร้างรากฐาน”
 
หลังจากพูดเสร็จ เซี่ยวอู่โยวไม่รอการตอบกลับของเฉินเฉิน ก่อนที่จะลากเขาออกไปด้านนอก
 
ทันทีที่เขาออกมาจากตำหนักเจ้าสำนัก ดาบยักษ์ก็ปรากฏขึ้น
 
เมื่อเฉินเฉินเห็นมันลอยมา เขาก็กระโดดขึ้นไปบนนั้นอย่างคล่องแคล่ว
 
“อาจารย์ครับ พวกเราจะไปที่ไหนกัน?”
 
“ไปยังชายแดนของจี่โจวและโยวโจว จำที่ข้าบอกเจ้าเมื่อเดือนก่อนได้ไหม? มันมีมังกรอสูรที่อยู่ในขั้นแก่นทองคำระดับสูงสุดที่อยู่ชายแดนของจี่โจวและโยวโจว”
 
ในขณะที่นึกถึงเรื่องนี้ ตาของเฉินเฉินโตขึ้น ก่อนที่จะถามออกมา “พวกเราจะไปสังหารมังกรกันหรือครับ?”
 
พูดตามจริงแล้ว เฉินเฉินไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตอย่างอสูรมังกรในโลกนี้มาก่อน แต่เขาก็เคยกินปลาคาร์พที่กำลังจะมีสติปัญญาไปแล้ว
 
“อืม เจ้าอสูรมังกรตัวนั้นมีน้ำอมฤตภายในที่เป็นรู้จักกันในชื่อ ไข่มุกมังกรและพลังปราณที่อยู่ภายในนั้นมันมีมหาศาลมาก มันอาจจะทำให้เจ้าเลื่อนขั้นไปสู่ขั้นรากฐานได้”
 
คำพูดของเซี่ยวอู่โยวดูไม่ชัดเจนและดูเหมือนเขาซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้ เฉินเฉินไม่ได้ตั้งคำถามอะไรต่อ เขาเพียงแค่จดจำความใจกว้างของอาจารย์ของเขาเอาไว้
 

 
ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในขั้นแก่นทองคำระดับสูงุสดนั้นสามารถบินได้อย่างรวดเร็วมาก ในเวลาไม่ถึงชั่วโมง เซี่ยวอู่โยวได้พาเฉินเฉินมายังแม่น้ำสายใหญ่
 
แม่น้ำแห่งนี้เป็นที่รักจักกันในที่ชื่อแม่น้ำโยวและมันทอดยาวไปนับพันกิโลเมตร มันเป็นที่แบ่งระหว่างจี๋โจวและโยวโจว ตั้งแต่อดีตกาล มันได้สร้างมังกรเจียหลองขึ้นมาอยู่เสมอ
 
เพียงเวลาไม่นานที่ทั้งสองคนลงบนพื้น เสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจก็ดังขึ้นด้านข้างพวกเขา
 
“อู่โยว เจ้ามาถึงแล้วสินะ ทำไมเจ้าถึงพาเด็กมากับเจ้าด้วยกัน? สิ่งที่พวกเราจะทำกันในวันนี้คือเรื่องชี้เป็นชี้ตายเลยนะ คนยิ่งรู้น้อยยิ่งดีนะ”
 
เมื่อได้ยินน้ำเสียงนี้ เฉินเฉินเงยหน้าขึ้นมามองก่อนที่จะเห็นผู้หญิงที่แต่งตัวในชุดขาวที่มีหน้าตาอ่อนหวาน แต่สายตาของเธอกลับเต็มไปด้วยเย็นชาเสียอย่างงั้น
 
“หลัวฉุย เฉินเฉินคือลูกศิษย์ส่วนตัวของข้าและจะกลายเป็นเจ้าสำนักเทียนหยุนในอนาคตด้วย ไม่จำเป็นต้องซ่อนอะไรกับเขาหลอก”
 
เซี่ยวอู่โยวแข็งทื่อ แต่น้ำเสียงของเขาทั้งอ่อนนุ่มและอ่อนโยนมาก
 
เฉินเฉินที่ยืนมองอยู่ด้านข้างคอยฟังบทสนทนาของทั้งสองคน
 
จากวิธีการเรียกของทั้งสองคน เฉินเฉินก็คาดเดาได้แล้วว่าทั้งสองคนน่าจะมีความชื่นชอบของกันและกัน
 
ยิ่งไปกว่านั้น การแสดงออกของเซี่ยวอู่โยวยังดูแข็งทื่ออีกด้วย..
 
มันเหมือนกับว่าทั้งสองคนกำลังเดทกันอยู่เลย!
 
“ไม่สงสัยเลยที่อาจารย์เปลี่ยนชุดก่อนออกมา มันกลับกลายเป็นว่าเขาออกมาหาคนรักของเขานี่เอง”
 
เฉินเฉินพึมพำกับตัวเอง ในอีกด้านหนึ่ง เซี่ยวอู่โยวได้แนะนำ “ลูกศิษย์ นี่คือเจ้าสำนักโยวฉุยในโยวโจว เธอคือเพื่อนเก่าของข้า เจ้าสามารถเรียกเธอว่าศิษย์พี่โยวได้เลย”
 
“เพื่อนเก่างั้นเหรอ? ฮึ่ม! เซี่ยวอู่โยว เจ้ารู้จักใช้คำพูดดีนะ! บอกข้ามาสิว่าเจ้าต้องการที่จะก้าวขึ้นไปสู่ขั้นก่อกำเนิดวิญญาณอยู่ไหม?”
 
โยวหลัวฉุยได้พูดขัดเซี่ยวอู่โยวขึ้นทันที
 
“หลัวฉุย ตามรายงานที่ข้าได้รับมา สำนักอู๋ซิ่นวางแผนการที่จะเตรียมทำอะไรบางอย่างในเดือนนี้ ถ้าข้าไม่ได้ก้าวข้ามไปสู่ขั้นก่อกำเนิดวิญญาณ สำนักเทียนหยุนของข้าคงไม่มีโอกาสที่จะต้านทานได้เลย”
 
น้ำเสียงของเซี่ยวอู่โยวเคร่งเครียด เขาดูเหมือนเตรียมพร้อมที่จะสู้สุดกำลังโดยที่ไม่หวั่นเกรงต่อความตายเลยทีเดียว
 
เมื่อเห็นดังนั้น สายตาที่เย็นชาของโยวหลัวฉุยก็อ่อนโยนมากขึ้น เธอพูดออกมา “เจ้าจำสำนักดาบยักษ์ได้ไหม? ก่อนหน้านี้ เจ้าสำนักดาบยักษ์ก็ได้เข้าสู่ขั้นก่อกำเนิดวิญญาณและปฏิเสธที่จะเข้าร่วมสำนักอู๋ซิ่น มันเกิดอะไรขึ้นกันละ? พวกเขาถูกบดขยี้ในชั่วข้ามคืนและสำนักดาบยักษ์ก็ล่มสลายลงและถูกแทนที่โดยสำนักดาบศักดิ์สิทธิ์ เจ้า…”
 
“มันไม่สำคัญหรอก ข้ามาที่นี่เพื่อล่ามังกร เพื่อที่จะได้ซ่อนความจริงที่ข้าได้เข้าสู่ขั้นก่อกำเนิดวิญญาณยังไงละ มันจะไม่มีใครสำนักอู๋ซิ่นค้นพบเกี่ยวกับเรื่องนี้”
 
น้ำเสียงของเซี่ยวอู่โยวดูใจเย็นมาก
 
เฉินเฉินตกใจที่ได้ยินว่าการล่ามังกรมันมีเรื่องราวที่ซ่อนไว้อยู่แบบนั้น
 
ยิ่งไปกว่านั้นแล้วสำนักอู๋ซิ่นยังเคยสังหารสำนักที่มีคนที่อยู่ในระดับก่อกำเนิดวิญญาณไปแล้วอีกด้วย
 
มันเห็นได้เด่นชัดว่า วิธีการพัฒนาของสำนักอู๋ซิ่นนั้นคือการขับไล่กองกำลังด้านนอกออกไปและมุ่งมั่นที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งในสำนักภายใน แม้ว่าพวกเขาจะต้องทำให้กองกำลังของพวกเขาอ่อนแอลงกับการรับมือสำนักอสูรก็ตาม พวกเขายังคงเลือกที่จะทำให้มั่นใจว่าสำนักอู๋ซิ่นจะเป็นผู้ที่ปกครองรัฐจินแบบนี้
 
“ตั้งแต่ที่เจ้าได้ตัดสินใจแล้ว ข้าจะไม่บังคับอะไรเจ้าอีก ข้าจะไปล่อให้มังกรอสูรออกมาก่อนละ” โยวหลัวฉุยพูด เธอมองไปที่แม่น้ำที่สงบนิ่งด้วยออร่าที่เริ่มทรงพลังมากขึ้น
 
“หลัวฉุย รอก่อน”
 
“หือ?”โยวหลัวฉุยหันกลับมามอง
 
“ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับข้า ข้าขอฝากลูกศิษย์คนนี้เอาไว้กับเจ้าด้วย ไม่ว่าจะเป็นตอนข้าเลื่อนขั้นไปสู่ขั้นวิญญาณก่อกำเนิดหรือการเผชิญหน้ากับสำนักอู๋ซิ่นก็ตาม”
 
เซี่ยวอู่โยวพูดออกมาด้วยความจริงจัง
 
ในจุดนี้เอง อารมณ์ความรู้สึกของเฉินเฉินซับซ้อนมากขึ้นอย่างมาก อาจารย์ของเขาได้ฝากเขาไว้กับ…คนรักและเจ้าสำนักอีกสำนักหนึ่ง
 
มันเหมือนกับว่าสถานการณ์ภายในสำนักเทียนหยุนมันยุ่งยากกว่าที่เขาจินตนาการเอาไว้
 
หลังจากที่ได้ยินคำพูดของเขาแล้ว โยวหลัวฉุยเหลือบตามองไปที่เฉินเฉินก่อนที่จะหันกลับไปมองแม่น้ำ เธอก็พูกดขึ้น “ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า ข้าจะพาเจ้าเด็กนี่ไปยังสำนักอสูร ถ้าสำนักอู๋ซิ่นมันเหี้ยมโหดเกินไป พวกมันก็จะโทษข้าที่ทำตัวแบบนี้ไม่ได้อีก!”
 
โฮก!
 
ไม่กี่ชั่วขณะต่อมา เสียงคำรามดังกังวานออกมาจากใจกลางของแม่น้ำ เสียงของมันดังก้องไปทั้งผืนฟ้าและผืนปฐพี!

I Can Track Everything ข้าสามารถตรวจสอบได้ทุกสรรพสิ่ง

I Can Track Everything ข้าสามารถตรวจสอบได้ทุกสรรพสิ่ง

Type: Author:
โดย เรื่อง ข้าสามารถตรวจสอบได้ทุกสรรพสิ่ง I Can Track Everything “นักเดินทาง ระบบของท่านได้มาถึงแล้ว ยินดีด้วยสำหรับการได้รับระบบการตรวจสอบที่ทรงอำนาจ!” เฉินเฉินที่กำลังนั่งเบื่อหน่ายอยู่ตรงทางเข้าของหมู่บ้านหิน เพียงแค่เขากำลังรู้สึกหดหู่ เสียงก็ดังขึ้นมาในหัวของเขา เมื่อได้ยินเสียงนี้ เฉินเฉินรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาก เขากระโดดขึ้นจากก้อนหินที่อยู่เบื้องหน้าหมู่บ้านทันที “ระบบ? พึ่งจะเพิ่มเข้ามาช้าขนาดนี้เนี่ยนะ?” “ระบบตรวจสอบในปัจจุบันคือระดับหนึ่งค่ะ เจ้าของสามารถที่จะตรวจจับทุกสิ่งทุกอย่างได้ในระยะสิบเมตร!” เมื่อเสียงในหัวของเขาดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉินเฉินรู้สึกตื้นตันจนร้องไห้ออกมาได้เลย ด้วยเหตุนี้นี่เอง ประวัติศาสตร์ที่เขาเรียนรู้มาตอนมหาลัยมันไร้ประโยชน์และเขายังไม่สามารถกลายเป็นคนดังโดยการเขียนบทกลอนได้อีก เขาไม่ได้เก่งวิชาฟิสิกส์และเคมีสักเท่าไหร่ ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถที่จะคิดค้นหรือประดิษฐ์เทคโนโลยีได้ มีสิ่งเดียวที่เขาทำแล้วมันเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับคนอื่น อย่างเอ้อหยาที่อยู่ใกล้บ้านเขา นั่นคือการที่เขาทำสมุดบัญชีขึ้นมา แต่ไม่คาดคิดเลย วันนี้….ระบบมันก็ได้มาถึงแล้ว! เขาไม่ได้สนใจเกี่ยวกับเรื่องตรวจสอบหรืออะไรสักอย่าง ตราบเท่าที่มันเป็นระบบ มันก็คงเป็นเรื่องที่ดีแน่นอน เขาไม่ได้ทำอะไรมากว่าสิบปี แต่ตอนนี้เขาไม่สนใจแล้วว่ามันจะเป็นระบบอะไร ขอแค่มันเป็นระบบก็พอ! การเป็นคนมันจะต้องเป็นคนกตัญญู ยังไงมันก็เป็นเรื่องที่ดีที่สุดที่มีระบบ! ‘อะไรก็ตามในระยะสิบเมตร….มันมีข้อจำกัดจำนวนในการใช้ไหม?’ เฉินเฉินถามขึ้นในหัวตัวเอง “มันไม่มีข้อจำกัดในการใช้ค่ะ ระบบจะแจ้งภารกิจลับให้กับเจ้าของ เพื่อการอัพเกรดความสำเร็จลับ รวมทั้งยังให้รางวัลกับเจ้าของเป็นครั้งคราวด้วยค่ะ ดังนั้นได้โปรดขยันขันแข็งด้วยค่ะ!” หลังจากนั้นเสียงได้จางหายไปจากในหัวของเขา เฉินเฉินนั่งคิดอยู่เป็นเวลานาน เขามองออกไปยังทางเข้าหมู่บ้านที่โดดเดี่ยวนั่น แล้วรู้สึกสิ้นหวังเล็กน้อย ชาวบ้านทั้งหมดของหมู่บ้านหินต่างเป็นชาวนากันทั้งหมด ทุกคนต่างยากจน ดังนั้นเขาจะตรวจสอบอะไรได้กัน? ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านเหมือนจะมีเพชรนิลจิลดาที่มีราคาอยู่ แต่เขาจะต้องไปขโมยมัน หลังจากที่เขาตรวจพบงั้นเหรอ? เขาคงจะโดนกระทืบจนตาย ถ้าเขาทำมันอย่างแน่นอน แต่เขาไม่ได้รีบร้อนอะไร ตั้งแต่ที่มันเป็นระบบ มันก็มีความหมายในตัวของมันเอง เขาจะพัฒนาตัวเองอย่างเชื่องช้า เป้าหมายหลักของเขาในตอนนี้คือการกลับไปยังบ้านก่อน ดังนั้นเขาจะได้ไปลองใช้ระบบได้อย่างสบายใจ เมื่อเขาตัดสินใจได้แล้ว เฉินเฉินเดินกลับบ้าน ครอบครัวของเขาเป็นคนธรรมดาทั่วไปในหมู่บ้านหินและครอบครัวของเขาต่างเป็นชาวนากัน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้จน ครอบครัวของเขาก็อบอุ่นมากและเป็นครอบครัวที่มีความสุข เมื่อเขากลับมายังบ้าน พ่อแม่ของเขายังคงทำไร่นาอยู่ด้านนอกและยังไม่ได้กลับบ้าน เขาพูดขึ้นมาในหัวตัวเอง ‘ตรวจเงินในบ้านสิ’ “อยู่ในลิ้นชักที่ห่างออกไป 3 เมตรค่ะ ภายในลิ้นชักมีเงินจำนวน 120 ตำลึงทองแดง” นี่คือสถานที่ที่ครอบครัวของเขาเก็บเงินไว้ เฉินเฉินรู้มันดี เพราะว่าพ่อแม่ของเขาไม่ได้ปิดบังอะไรกับเขาไว้ “ใต้เตียงที่อยู่ห่างออกไป 4 เมตร ยังมีอีกสี่สิบตำลึงทองแดงค่ะ” อะไรนะ?! เฉินเฉินไม่รู้เกี่ยวกับเงินนี้เลยสักนิด มันเป็นห้องนอนของพ่อแม่เขา ซึ่งอยู่ห่างออกไปสี่เมตร มันอาจจะเป็นเงินเก็บของพ่อของเขา เฉินเฉินคิดและสรุปได้ว่ามันน่าจะเป็นไปได้ ดังนั้นเขาจึงเดินไปที่ห้องด้านข้างและก้มมองลงใต้เตียง หลังจากคว้านดูสักพักหนึ่ง เขาพบกับกระเป๋าหนังเล็กที่มีเงินอยู่สี่สิบตำลึง ‘มีเงินอยู่ด้านในจริงด้วย’ เฉินเฉินคิดกับตัวเอง หลังจากนั้นเขาก็เก็บกระเป๋าหนังกลับไปยังที่เดิม ระบบยังคงพูดอย่างต่อเนื่องขึ้นมาในหัวของเขา “ก้าวไปด้านหน้าห้าก้าวและขุดลงไปใต้ดินสิบเมตร มันมีเหรียญทองแดงขึ้นสนิมอยู่” เมื่อได้ยินการแจ้งเตือน เฉินเฉินรีบหยิบพลั่วมาขุดอย่างกระตือรือร้น มันไม่ได้ใช้เวลานานสักเท่าไหร่สำหรับการหาเหรียญทองแดงขึ้นสนิม หลังจากครุ่นคิดมาเป็นเวลานาน เขาจำได้ลางๆว่าเขาเคยทำเงินหายตอนยังเด็ก มันเป็นเงินที่เขาได้มาตอนปีใหม่ และเขาอารมณ์เสียที่เงินหายเป็นเวลานานเลย ‘ตั้งแต่ที่ฉันมีระบบนี่แล้ว บางทีฉันอาจจะไปยังมณฑลใกล้ๆ เพื่อไปเก็บเงินจากพื้นมาอาศัยอยู่ต่อ…’ เฉินเฉินอดที่จะคิดออกมาไม่ได้ แต่เขาแทบจะตบหน้าตัวเองทันที หลังจากที่มีความคิดแบบนี้โผล่ขึ้นมา เมื่อเป็นนักเดินทางย้อนเวลาที่มีระบบแบบนี้แล้วแท้ๆ ทำไมความคิดของเขาถึงน่าสมเพศขนาดนี้กัน? นี่มันเป็นเรื่องที่น่าอับอายมากสำหรับนักเดินทางที่ย้อนเวลากลับมาแบบนี้! ในเวลาเดียวกัน เสียงก็ดังขึ้นมาในหัวของเขา “รางวัลความสำเร็จ – เสร็จสมบูรณ์ : ใช้ระบบเป็นครั้งแรก รางวัลที่ได้รับ : โอกาสในการตรวจสอบทุกสิ่งทุกอย่างภายในมณฑลเสฉวนหนึ่งครั้งค่ะ” เมื่อเขาได้ยิน เฉินเฉินอดที่จะคิดเรื่องเดินไปหาเงินต่ออีกครั้งไม่ได้ ทั่วทั้งมณฑลเสฉวนคงจะมีเงินจำนวนมากอย่างแน่นอน… “เฮ้อออ! ทำไมฉันถึงเอาแต่อยากจะไปเก็บเงินกัน? ฉันมาที่โลกเซียนแห่งนี้ แน่นอนละว่าฉันมาเพื่อที่จะบ่มเพาะตนกลายเป็นเซียน!” เฉินเฉินตัดสินใจได้และไม่ได้ใช้รางวัลนี้ในทันที ใครจะไปรู้กันว่าเขาจะได้โอกาสตรวจสอบพื้นที่ขนาดกว้างแบบนี้อีกครั้งกัน? มันเป็นรางวัลที่ยอดเยี่ยม เขาไม่ต้องการที่จะเสียมันไปอย่างเปล่าประโยชน์ เขาจะรอจนกระทั่งเขาคุ้นเคยกับระบบ ก่อนที่จะตัดสินใจใช้มัน Traveling through the Xianxia world, Chen Chen got the strongest tracking system and was able to track everything ever since. Chen Chen, “System, I am short of money.” “Two meters away, your father has hidden some money under the bed. Five meters away, there is a rusty copper coin buried half a meter underground.” “There is a piece of silver in the grass ahead.” Chen Chen, “System, I need some luck.” “The sh*t in front of the pigsty is actually not ordinary.” “Go to Black Peak cliff twenty miles away to jump off the cliff.” “Somewhere hidden there is a fairy cave mansion. Please explore by yourself.”

Options

not work with dark mode
Reset