คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด – ตอนที่ 156 ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

เมื่อเห็นการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของหลินซิวหยา องค์ชายสามฉีอวี้และหนี้ป่าชี่ก็ผงะไป ไม่ไกลจากจุดที่พวกเขาอยู่นัก สือซานและพี่น้องของเขาอีกสองคนก็กำลังขัดขวางสมาชิกที่เหลือในกลุ่มหนี้ป่าชี่เพื่อปกป้องลั่วอวิ๋น เห็นได้ชัดว่าบุตรชายเจ้าเมืองเยว่กวางกำลังได้รับบาดเจ็บ บนใบหน้าหล่อเหลาขาวซีดไร้สีเลือดและดูอ่อนแรงคล้ายจะล้มพับไปได้ทุกเมื่อ

“พี่ใหญ่ เราจะต้านต่อไปไม่ไหวแล้ว !”

สือโถ่วหนึ่งในพี่น้องของสือซานส่งเสียงร้องออกมา ร่างกายของสือโถ่วผู้นี้เต็มไปด้วยบาดแผลไม่ต่างจากลั่วอวิ๋นที่อยู่ด้านหลัง หากแต่ว่าสีหน้าของเขายังดูดีกว่าลั่วอวิ๋นมาก

“ยังไงก็ต้องต้านให้ได้ น้องลั่วอวิ๋นบาดเจ็บและกำลังอยู่ระหว่างฟื้นฟูร่างกาย ถ้าพวกเจ้าปล่อยให้ไอ้ลูกสุนัขพวกนี้เข้าไปทำร้ายเขาได้ พลังยุทธ์ของเขาจะถูกทำลาย”

สือซานกัดฟัน แม้ว่าความแข็งแกร่งของเขาจะเป็นรองฝ่ายที่กำลังจู่โจมเข้ามา ทว่าในด้านของคุณธรรมและจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ พวกเขาทั้งกลุ่มนับว่าเหนือชั้นกว่าอีกฝ่ายอย่างชัดเจน

“ใช่ต้องต้านเอาไว้ก่อน พวกมันทำร้ายลั่วอวิ๋นยังไม่พอ ตอนนี้ยังตั้งใจจะฆ่าเขาอีก ต่อให้ต้องตายก็จะปล่อยพวกมันผ่านไปไม่ได้ !”

สืออวิ๋นพี่น้องอีกคนของสือซานประกาศกร้าวด้วยใบหน้าแน่วแน่

“เช่นนั้นข้าก็ขอสู้ตายกับพวกมันเช่นกัน !”

ด้วยวาจาของพี่น้อง สือโถ่วที่รู้สึกหมดหวังในตอนแรกก็เกิดแรงฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง ความเด็ดเดี่ยวอย่างองอาจฉายชัดอยู่บนใบหน้าเขา

— ปัง ! —

ทันใดนั้น พลังอันมหาศาลกระแสหนึ่งก็พุ่งตรงเข้ามายังจุดที่พวกเขาอยู่ สือซานเห็นกลุ่มคนที่กำลังโจมตีพวกเขาถูกใครบางคนซัดจนกระเด็นออกไปในพริบตา

ในลมหายใจถัดมา ร่างบางของฉินอวี้โม่ก็ปรากฏตัวขึ้นข้างกายพวกเขา

“อวี้โม่ !”

เมื่อเห็นการปรากฎตัวอย่างกะทันหันของสหายสาวโฉมงาม สามพี่น้องแซ่สือก็ขยี้ตาตัวเองด้วยความรู้สึกประหลาดใจและเหลือเชื่อ ในทันทีที่รู้ตัวว่าไม่ได้มองผิดไป พวกเขาก็อุทานออกมาอย่างอดไม่ได้ ความดีใจฉายชัดบนใบหน้าบุรุษทั้งสาม

ฉินอวี่โม่พยักหน้าและเดินเข้าไปหาลั่วอวิ๋นที่ยังคงหลับตาเพื่อตั้งสมาธิ เขากำลังพยายามควบคุมลมหายใจมั่นคงที่สุดพร้อมกับไหลเวียนปราณในร่างกาย

คุณหนูสี่ตระกูลฉินวางฝ่ามือลงไปบนแผ่นหลังของสหาย ก่อนจะเร่งเร้าพลังมายาและส่งมันเข้าไปในร่างกายของบุรุษตรงหน้าเพื่อช่วยเขาฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ

“เกิดอะไรขึ้น ?”

ขณะกำลังถ่ายเทพลัง ฉินอวี้โม่ก็เอ่ยถามหาความเป็นมาของเรื่องราวที่เกิด น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยแรงอาฆาตแค้นไม่อาจปกปิด

“อวี้โม่ ทั้งหมดเป็นฝีมือของกลุ่มหนี้ป่าชี่ พวกมันไม่เพียงชิงแผ่นป้ายของเราไปแต่มันยังทำร้ายลั่วอวิ๋นในตอนที่เขากำลังสยบอสูรมายาจนทำให้จิตวิญญาณของเขาได้รับความเสียหาย ตอนนี้เขาบาดเจ็บหนักมาก”

สือโถ่วบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวบรัด น้ำเสียงทุ้มเข้มนั้นเต็มไปด้วยเจตนาสังหารอันแรงกล้าไม่ต่างกัน

เดิมทีกลุ่มของพวกเขากำลังใช้ประโยชน์จากโอกาสที่ได้มาถึงยังป่าเหมันต์แห่งนี้ค่อย ๆ ฝึกฝนและมุ่งเข้าสู่ศูนย์กลางของป่า หลังจากเดินทางกันอยู่เนิ่นนานในที่สุดก็มาถึงตรงจุดนี้ ซึ่งในตอนนั้นเองที่พวกเขาเห็นยักษ์ศิลาเหมันต์ อสูรระดับเทวะราชันดาราสูง

ลั่วอวิ๋นเองก็เป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรคนหนึ่ง แม้ว่าจะเพิ่งฝึกฝนมาได้ไม่นานและยังมีระดับไม่สูงมาก แต่หากมีเหล่าสหายเป็นกำลังสนับสนุน เขาก็พอจะสามารถสยบอสูรเทวะราชันได้แม้ว่าจะต้องใช้เวลามากสักหน่อยก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ทำให้สมาชิกในกลุ่มฉีอวี้ทั้งสี่ต้องช่วยกันคุ้มกันลั่วอวิ๋นและรอให้เขาสยบอสูรมายาสำเร็จ

หลังจากใช้เวลาต่อกรกับอสูรมายาไปกว่าหนึ่งวันเต็ม ๆ พลังวิญญาณของลั่วอวิ๋นจึงเหือดแห้งและใกล้จะหมดลงเต็มทีแล้ว ในตอนนั้นเองที่กลุ่มของหนี้ป่าชี่ปรากฏตัวอย่างกะทันหัน

ไม่ทราบเช่นกันว่าเพราะเหตุใด แต่หลังจากชิงแผ่นป้ายไปจากฉีอวี้ได้พวกเขาก็พุ่งเข้าไปโจมตีลั่วอวิ๋นที่กำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการสยบอสูรมายาในทันที

ฉีอวี้และคนอื่น ๆ ไม่มีเวลาพอจะช่วยเหลือเขาได้ทัน แม้ว่าลั่วอวิ๋นจะได้รับการปกป้องจากอสูรมายาของตัวเอง แต่เขาก็ยังได้รับผลจากการโจมตีจนเป็นเหตุให้ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณของเขาบาดเจ็บอย่างหนักหน่วง

แต่ก็นับว่ายังมีโชคดีอยู่บ้างที่ในตอนนั้น ลั่วอวิ๋นสยบยักษ์ศิลาเหมันต์และทำพันธสัญญากับมันเสร็จสิ้นสมบูรณ์พอดิบพอดี อสูรเทวะราชันตัวใหม่จึงช่วยป้องกันเขาได้ทัน ทว่าการจู่โจมนั้นก็ส่งผลให้เจ้าตัวยักษ์มีอาการบาดเจ็บไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ลั่วอวิ๋นไม่มีพลังเพียงพอที่จะส่งมันเข้าไปในมิติเชื่อมอสูรของเขาได้ เป็นโอกาสให้หนี้ป่าชี่และพรรคพวกที่หมายใจจะมาเอาตัวยักษ์ศิลาเหมันต์ไปแต่เดิมอยู่แล้ว ได้ทีจับมันขังไว้ในกรงขังอสูร

ยักษ์ศิลาเหมันต์ได้รับบาดเจ็บหนักจึงไม่เหลือพลังมากพอจะต่อต้านได้ หนี้ป่าชี่เองก็เป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรเช่นกัน แถมระดับยังสูงส่งกว่าลั่วอวิ๋นมาก เขาใช้พลังวิญญาณทำลายพันธสัญญาของลั่วอวิ๋นลงและทำพันธสัญญาใหม่กับยักษ์ศิลาเหมันต์

เมื่อเห็นลั่วอวิ๋นได้รับบาดเจ็บก็เป็นธรรมดาที่ฉีอวี้และคนอื่น ๆ จะรู้สึกโกรธแค้น ไม่ต้องบอกก็พอจะทราบว่าพวกเขาเข้าไปปะทะกับพวกของหนี้ป่าชี่อย่างไม่ลังเล แต่ถึงแม้จะขัดขวางอย่างสุดกำลังก็ไม่สามารถปกป้องอสูรมายาตัวใหม่ของลั่วอวิ๋นได้

เพราะจำนวนสี่ต่อห้าและระดับพลังที่ด้อยกว่า หลังจากสู้กันได้ครู่เดียวกลุ่มของฉีอวี้ก็กลายเป็นฝ่ายที่ตกเป็นรอง ในเมื่อไม่สามารถปกป้องเจ้าตัวยักษ์ได้แล้ว ทุกคนก็จำเป็นต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ ฉีอวี้ตรงเข้ารับมือกับหนี้ป่าชี่ ส่วนสามพี่น้องแซ่สือถอยกลับมาป้องกันลั่วอวิ๋นไว้เพื่อให้เขามีเวลาได้พักฟื้นจิตวิญญาณ

ไม่ทราบว่าเพราะความคึกคะนองหรือสาเหตุอื่นใดแต่เห็นชัดว่าคนเหล่านี้มีเจตนาจะสังหารลั่วอวิ๋นให้ตายไปจริง ๆ สือซานและพี่น้องจึงต้องคอยปกป้องผู้เป็นสหายเพื่อซื้อเวลาให้เขาได้ฟื้นฟูพลังจนเพียงพอจะเอาตัวรอดได้ กระนั้นเพราะความแข็งแกร่งที่เป็นรองทำให้บุรุษแซ่สือทั้งสามมีสภาพย่ำแย่อย่างหนัก

ด้านฉีอวี้นั้น แม้ว่าจะไม่แข็งแกร่งเท่ากับหนี้ป่าชี่ แต่ด้วยความที่สู้แบบเลือดขึ้นหน้าก็ทำให้เขาพอจะทำให้หนี้ป่าชี่ตกที่นั่งลำบากได้บ้าง เขาอาศัยจังหวะเหมาะเจาะช่วงชิงแผ่นป้ายกลับคืนมาได้อยู่หลายครั้งแม้จะถูกยื้อแย่งคืนไปหลายคราก็ตาม การต่อสู้นั้นดุเดือดเป็นอย่างยิ่ง แม้เวลาจะผ่านไปพักใหญ่แต่ก็ยังไม่มีฝ่ายใดเผด็จศึกอีกฝ่ายลงได้ กระนั้นฉีอวี้และพี่น้องแซ่สือทั้งสามก็ตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่เต็มทน จนกระทั่งกลุ่มของฉินอวี้โม่มาถึง

หลังจากฟังสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบ ฉินอวี้โม่ก็โกรธจนตัวสั่น รังสีสังหารสาดกระจายออกมาจากดวงตาของนาง ใบหน้างดงามมีแต่แววของความอำมหิตจนชวนให้ขนหัวลุก ‘พวกน่ารังเกียจทำตัวเหมือนโจร อีกทั้งยังทำร้ายผู้อื่น เท่านั้นไม่พอยังเกือบทำลายจิตวิญญาณของคนผู้หนึ่งไปอย่างไม่นึกละอายแม้แต่น้อย ช่างต่ำช้ายิ่งนัก’

ต้องทราบก่อนว่าจิตวิญญาณเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของมนุษย์ โดยเฉพาะเหล่ายอดฝีมือ หากจิตวิญญาณเสียหายก็ไม่ต่างจากคนพิการที่ไม่อาจดำรงชีวิตเช่นปกติได้ มีสภาพอยู่ไม่สู้ตาย ซ้ำร้ายบางคนอาจกลายเป็นคนวิปลาสไปเสียด้วยซ้ำ

“รุ่นพี่หลินซิวหยา นี่คือเรื่องส่วนตัวของพวกเรา ข้าหวังว่ารุ่นพี่จะไม่เข้ามายุ่งเรื่องนี้ !”

หนี้ป่าชี่กล่าว ในตอนนี้เมื่อถูกบุรุษร่างใหญ่อย่างหลินซิวหยาขวางหน้าไว้ทำให้ตัวเขามองไม่เห็นเหตุการณ์ในอีกด้านหนึ่งที่ซึ่งสมาชิกคนอื่น ๆ ในกลุ่มอยู่

ทันทีที่หลิวซิวหยาปรากฏตัว หนี้ป่าชี่ก็ขมวดคิ้วมุ่น

“น่าเสียดาย บังเอิญข้าดันชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านด้วยสิ อีกอย่างเจ้าไม่รู้หรือว่าหัวหน้ากลุ่มของข้าคือใคร ?”

เมื่อได้ยินวาจาของหนี้ป่าชี่ หลินซิวหยาก็อดยิ้มเย้ยหยันออกมาไม่ได้ ฉีอวี้คือสหายของฉินอวี้โม่ หัวหน้ากลุ่มของเขาก็คือฉินอวี้โม่ แล้วจะบอกว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเขาได้อย่างไร

“ใครคือหัวหน้ากลุ่มของรุ่นพี่ ?”

หนี้ป่าชี่ไม่ทราบจริง ๆ ว่าหัวหน้ากลุ่มที่หลิวซิวหยากล่าวถึงคือผู้ใด และเหตุใดบุรุษรุ่นพี่จึงยกเอาคนผู้นั้นมาเอ่ยอ้าง ผู้ฝึกสัตว์อสูรที่ทำพฤติกรรมเยี่ยงโจรถ่อยจึงอดถามออกมาอย่างใคร่รู้ไม่ได้

“หัวหน้าของเราก็คือฉินอวี้โม่ ข้าคิดว่าเจ้าคงจะรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างฉินอวี้โม่กับองค์ชายฉีอวี้ดี”

หลินซิวหยาบอกกล่าวไปตรง ๆ

ทันทีที่สิ้นเสียงของเขา บุรุษผู้คลั่งไคล้การต่อสู้แต่ก็รักความยุติธรรมอยู่ไม่น้อยก็ได้ยินสิ่งที่สือซานเล่าเกี่ยวกับพฤติการณ์อันชั่วช้าของกลุ่มหนี้ป่าชี่ ซึ่งนั่นก็ทำให้เขารู้สึกโกรธเคืองอย่างมาก

“ฮึ่ย ! ไม่คิดเลยว่ากลุ่มของพวกเขาจะต่ำช้าถึงเพียงนี้ ดูเหมือนว่าข้าจะปล่อยเจ้าไว้ไม่ได้แล้ว เรื่องวันนี้อย่างไรก็ต้องชำระความกับพวกเจ้า !”

เมื่อฟังคำบอกเล่าของสือซาน หลินซิวหยาก็ตวาดลั่นอย่างเดือดดาล ขณะเดียวกันเขาก็พุ่งเข้าไปขวางทางหนีของหนี้ป่าชี่และหมายจะโจมตีเขาในฉับพลัน

ทันทีที่หลินซิวหยาออกไปจากจุดเดิมที่เคยปิดกั้นสายตาอยู่ หนี้ป่าชี่ก็เห็นฉินอวี้โม่ ในตอนนี้สมาชิกกลุ่มของเขาหลายคนถูกซัดหมอบลงไปกับพื้นเรียบร้อยแล้ว ภาพนั้นเองทำให้เขาเบิกตากว้าง

เมื่อเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี เมื่อเห็นใบหน้าของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มฉินอวี้โม่ หนี้ป่าชี่ก็กะพริบตาส่งสัญญาณให้สหายของตนหนีเอาตัวรอดก่อน พร้อมกันนั้นตัวเขาเองก็รีบหลบหลีกการโจมตีอันรุนแรงของหลินซิวหยาไปด้วย

จากจุดนั้น เขาสัมผัสได้ถึงจิตสังหารซึ่งทำให้เขารู้สึกหวาดหวั่น หากไม่รีบหนีไปตอนนี้ วันนี้พวกเขาทุกคนอาจจะถึงตายเลยก็ได้

“ฮ่า ๆ ๆ ข้าว่าอย่าคิดหนีจะดีกว่า !”

เมื่อเห็นคนผู้หนึ่งในกลุ่มศัตรูกำลังคิดจะหลบหนี เจียงหลิวเยว่ก็พุ่งเข้าขัดขวางพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นชา กลุ่มของฉินอวี้โม่ล้วนมีแต่นักเรียนระดับแนวหน้าของโรงเรียน คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายยังคงมีความจะคิดที่จะหนีต่อหน้าพวกนางได้ สมาชิกทั้งหมดของกลุ่มของฉินอวี้โม่ตัดสินใจแล้วว่าจะคอยขัดขวางไม่ให้คนต่ำทรามพวกนี้หนีรอดไปได้ โจรในคราบนักเรียนกลุ่มนี้สมควรถูกฉินอวี้โม่สั่งสอนให้สำนึกเสียก่อน

ฉินอวี้โม่รู้สึกว่าร่างกายของลั่วอวิ๋นค่อย ๆ ฟื้นฟูสภาพกลับมาทีละเล็กทีละน้อย อาการบาดเจ็บของเขาค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อยตามลำดับ นางจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

ทันใดนั้นร่างบอบบางของโฉมงามผู้กำลังเคืองแค้นก็หายวับไป ก่อนจะปรากฏตัวอีกครั้งต่อหน้าหนี้ป่าชี่ในชั่วพริบตา

“เจ้าใช่ไหมที่เป็นคนลงมือทำร้ายเขา ?”

ฉินอวี้โม่เอ่ยคำถามน้ำเสียงเย็นชา แม้ใบหน้างามจะเย็นชืดไร้อารมณ์แต่รังสีสังหารอันน่าหวาดหวั่นก็บ่งบอกอารมณ์ของนางได้ชัดแจ้ง

“ใช่ เจ้ามีปัญหาอะไร นี่คือการแข่งขันของโรงเรียน การบาดเจ็บก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา ที่ข้าทำร้ายพวกเขาได้ก็เป็นเพราะว่าพวกเขาไม่แข็งแกร่งเอง ผู้อ่อนแอกว่าก็ย่อมต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้”

เมื่อเห็นฉินอวี้โม่ หนี้ป่าชี่ก็รู้สึกหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก ทว่าเขาก็รีบปัดความคิดนั้นออกไปทันที ก่อนจะกล่าวตอบโต้ด้วยท่าทางโอหัง สิ่งที่เขาพูดออกไปเป็นความจริงทุกประการ ‘ในเมื่อเกิดมาอ่อนแอนักก็จงตกเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่งเสีย’

“จริงอยู่ที่พวกเขาอาจจะไม่แข็งแกร่งเท่าพวกเจ้า แต่คนดี ๆ เขาไม่เข้าไปเล่นงานศิษย์ร่วมสถาบันในระหว่างสยบอสูรมายาเป็นแน่ พวกเจ้าไม่เพียงชิงแผ่นป้ายของพวกเขาไปแต่ยังตั้งใจทำร้ายพวกเขาเพื่อหวังชิงเอาอสูรมายาที่ไม่ใช่ของตัวเอง

หนี้ป่าชี่ คนที่เจ้ารังแกล้วนเป็นสหายที่ดีของข้า ในเมื่อเจ้ากล่าวว่าพวกเขาไม่แข็งแกร่งพอ งั้นข้าผู้นี้ก็จะขอเอาคืนให้เอง ลองดูสักหน่อยดีหรือไม่ ที่เจ้ากล่าวว่าผู้อ่อนแอกว่าก็ต้องพ่ายแพ้ผู้แข็งแกร่งนั้นแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร”

ฉินอวี้โม่กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ขณะเดียวกันท่าทางของนางก็ยังคงชวนให้รู้สึกหวาดกลัว ดูเหมือนหนี้ป่าชี่จะไม่สำนึกเลยสักนิดที่ลงมือกับนักเรียนในโรงเรียนเดียวกันอย่างต่ำช้า เมื่อเป็นเช่นนี้นางก็จะไม่ใจอ่อนอีก

หนี้ป่าชี่เถียงไม่ออก เมื่อครู่เขาบอกเองว่าที่อีกฝ่ายถูกเล่นงานเพราะไม่แข็งแกร่ง ตอนนี้เขาเองก็กำลังรู้สึกว่าตนเองไม่แข็งแกร่งพอที่จะต่อกรกับสตรีตรงหน้าได้เช่นกัน การเผชิญหน้ากับนางเช่นนี้ปลุกทุกความหวาดหวั่นในใจเขา สัญชาตญาณแห่งการระวังภัยร้องเตือนดังลั่น ในหัวของเขาเอาแต่คิดซ้ำ ๆ ว่า วันนี้ตัวเขาเองคงจะโชคร้ายเสียแล้ว

อย่างไรก็ตาม หนี้ป่าชี่ก็พยายามสลัดความกลัวดังกล่าวออกไป นี่อาจจะเป็นเพียงพลังมายาที่ทำให้สับสนก็เป็นได้ ไม่มีสตรีมนุษย์แท้ ๆ คนใดที่จะสั่นประสาทมนุษย์ด้วยกันได้เพียงแค่สบตาเช่นนี้ บุรุษผู้ฝึกสัตว์อสูรที่เพิ่งปล้นเอาอสูรมายาของผู้อื่นมายืดอกขึ้นและกัดฟันมองสบตาสตรีงดงามตรงหน้าอย่างท้าทาย

ด้วยท่าทีท้าทายไม่รู้สำนึกของบุรุษน่ารังเกียจ ฉินอวี้โม่จึงไม่คิดลังเลอีก กล้ามาทำร้ายสหายของนาง คนผู้นั้นก็ต้องชดใช้อย่างสาสม ! พลันร่างบางแต่น่าเกรงขามก็พุ่งเข้าโจมตีหนี้ป่าชี่อย่างรวดเร็ว

หนี้ป่าชี่ขมวดคิ้ว ในตอนนั้นเองที่เขาได้ประจักษ์แจ้งกับตัวเองว่าความแข็งแกร่งของฉินอวี้โม่เหนือชั้นกว่าเขามาก ทว่าในเสี้ยวลมหายใจที่ความคิดอยากจะหนีแล่นเข้ามาในหัว ตัวเขาก็พบว่าร่างกายแข็งค้างราวกับถูกพันธนาการไว้จนไม่อาจเคลื่อนไหวได้

ในตอนนั้นเองสีหน้าของบุรุษแซ่หนี้ก็เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

— ปัง ! —

ร่างของหนี้ป่าชี่ถูกฉินอวี้โม่ซัดฝ่ามือเข้าใส่อย่างจังจนกระเด็นออกไปไกล ร่างแข็งแกร่งกระแทกเข้ากับต้นไม้ขนาดใหญ่ก่อนจะร่วงลงมากองอยู่บนพื้นแล้วกระอักเลือดออกมาคำโต ความรุนแรงจากแรงปะทะนั้นทำให้กิ่งไม้ไร้ใบกว่าครึ่งต้นหักโค่น หิมะทั้งหมดตกลงมาทับถมบุรุษผู้นอนเจ็บอยู่ข้างใต้

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันที่เขาจะได้ขุดตัวเองขึ้นจากหิมะกองหนา ฉินอวี้โม่ก็ทำหน้าที่นั้นเสียก่อน มือบางของนางกระชากคอเสื้อก่อนจะฉุดร่างเขาออกจากพื้นหิมะ

เสี้ยวลมหายใจต่อมา หนี้ป่าชี่ก็พบว่าร่างของตนถูกกดลงกับต้นไม้ ขณะเดียวกันฝ่ามืออ่อนนุ่มแต่แข็งแกร่งกับกรงเล็บที่คล้ายจะแหลมคมก็กดบีบอยู่บนลำคอของเขาอย่างน่าหวาดหวั่น

“ ‘หนี้ป่าชี่’* คือชื่อที่ดี แต่วันนี้ข้าจะทำให้เจ้ากลายเป็น ‘หนี้จาจา’*(กากเดนมนุษย์แซ่หนี้) เจ้าจะได้รู้ว่าการมารังแกสหายของข้าจะได้รับผลอย่างไร !”

ป่าชี่ (霸气) แปลว่าอยู่เหนือผู้คน ,จา (渣) แปลว่ากาก

เมื่อกล่าวจบฉินอวี้โม่ก็ไม่รอช้า นางใช้หนึ่งกระบวนท่าโจมตีหนี้ป่าชี่ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บไปถึงอวัยวะภายในและสูญเสียพลังในการต่อสู้ไปจนหมด

หนี้ป่าชี่ที่กระเด็นไปอีกครั้งพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะลุกขึ้นมา ความเจ็บปวดอันแสนทุกข์ทรมานฉายชัดบนใบหน้า

“ฉินอวี้โม่ เจ้าคิดจะทำอะไร ?!”

หลังจากอวัยวะภายในถูกทำลายจนขยับร่างกายได้อย่างยากลำบาก ในตอนนี้สีหน้าของบุรุษแซ่หนี้เหลือเพียงความหวาดกลัวโดยสมบูรณ์ เขาเริ่มจะเสียใจอย่างแท้จริงแล้วที่ไปยั่วยุกลุ่มขององค์ชายฉีอวี้ อันที่จริงแค่ชิงแผ่นป้ายของพวกเขาไปก็น่าจะเพียงพอ เป็นเพราะเขาโลภที่ต้องการจะชิงอสูรมายาจากลั่วอวิ๋นจึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

“กฎของโรงเรียนบอกเอาไว้ว่าห้ามฆ่านักเรียนในโรงเรียน !”

หนี้ป่าชี่ได้แต่มองดูฉินอวี้โม่ค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้ทีละก้าว ๆ หัวใจของเขาเต้นรัวคล้ายจะหลุดออกจากอก เมื่อนึกถึงกฎของโรงเรียนได้เขาจึงรีบโพล่งออกไปด้วยความกระวนกระวาย

“ฮ่า ๆ ๆ ข้าจะไม่ฆ่าเจ้าหรอก ฆ่าเจ้าไปก็ทำให้มือข้าสกปรกเปล่า ๆ ที่สำคัญนั่นทำให้เจ้าสบายเกินไปด้วย การจะจัดการกับคนอย่างเจ้ามีแต่ต้องใช้วิธี ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’ (以牙还牙) เท่านั้น !”

ฉินอวี้โม่ยิ้มอย่างเย็นชา การฆ่าคนผู้นี้ยังไม่เพียงพอจะระบายโทสะและความโกรธแค้นทั้งหมดของนางได้ วิธีที่ดีที่สุดที่อดีตนักฆ่าสาวคิดออกก็คือจัดการแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน

สีหน้าของหนี้ป่าชี่เปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง เขาอยากจะหนีแต่ก็ไม่สามารถขยับตัวหนีไปได้เลย ผู้ฝึกสัตว์อสูรที่ริอ่านเป็นโจรได้แต่มองฉินอวี้โม่ด้วยสายตาที่หวาดกลัว

“ในเมื่อเจ้าทำให้จิตวิญญาณของสหายข้าได้รับความเสียหาย ข้าก็จะทำเช่นนั้นกับเจ้าเช่นกันและข้าก็จะชิงอสูรมายาของเจ้าไปด้วยเพื่อให้เท่าเทียม ยิ่งกว่านั้น ‘ในเมื่อเจ้าอ่อนแอกว่าข้าก็จงตกเป็นเหยื่อของข้าเสีย’ ข้าจะขอรับเอาแหวนมิติของเจ้าไว้เป็นของกำนัลด้วย”

ฉินอวี้โม่เอ่ยวจีที่ตรงกับสิ่งที่หนี้ป่าชี่คิดอยู่ในใจก่อนหน้านี้ออกมาอย่างไม่ผิดเพี้ยน…สตรีผู้นี้ไม่ใช่คนนางจะต้องเป็นปีศาจ เป็นมารร้ายที่น่าหวาดกลัว เป็นแน่ ! บุรุษผู้ชื่นชอบการรังแกผู้อ่อนแอกว่าได้แต่เบิกตากว้างจ้องมองนางมารร้ายตรงหน้าเขา

ในตอนนั้นเอง หญิงสาวแสนงามที่ถูกมองว่าเป็นปีศาจร้ายก็ยื่นสองนิ้วชี้ออกไปแตะกับหน้าผากของหนี้ป่าชี่ก่อนจะถ่ายเทพลังวิญญาณอันเข้มข้นเข้าไปสู่ห้วงจิตของบุรุษผู้สมควรถูกลงโทษ

— ปัง ! —

เกิดเสียงดังขั้น จิตวิญญาณของหนี้ป่าชี่ถูกฉินอวี้โม่ทำให้เสียหายไปหลายส่วน ในตอนนี้เขาแทบจะกลายเป็นคนไร้ค่าไปโดยปริยาย ต่อไปนี้ไม่ว่าจะได้หมอมือดีคนใดมารักษาก็ยากจะทำให้เขากลับมาฝึกยุทธ์ได้อีก

หลังจากที่จิตวิญญาณได้รับความเสียหาย มิติเชื่อมอสูรของหนี้ป่าชี่ก็ถูกทำลายลงไปเช่นกัน อสูรทั้งสองของเขาปรากฏตัวขึ้นมาตรงหน้าของฉินอวี้โม่

ฉินอวี้โม่แย้มยิ้มอำมหิต ก่อนจะสยบอสูรมายาของหนี้ป่าชี่และยักษ์ศิลาเหมันต์อสูรมายาของลั่วอวิ๋นที่ถูกหนี้ป่าชี่ชิงเอาไปอย่างใจเย็น

ในเวลานี้ หนี้ป่าชี่ไม่ต่างจากคนตายเลยแม้แต่น้อย เมื่อคิดถึงเรื่องที่จะกลายเป็นคนไร้ค่าและไม่อาจจะฝึกฝนได้ เขาก็ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว

หากเขารู้ว่าผลลัพธ์มันจะเป็นเช่นนี้ เขาจะไม่มีวันก่อเรื่องในวันนี้ขึ้นมาแน่ ทว่าเมื่อมาคิดได้ในยามนี้ก็นับว่าสายเกินไปมากเสียแล้ว

“ส่วนพวกเจ้า ทางที่ดีรีบส่งอสูรมายาและแหวนมิติมาซะ ไม่เช่นนั้นพวกเจ้าจะมีสภาพเหมือนหนี้จาจา ไม่สิ หนี้ป่าชี่ผู้นี้”

ฉินอวี้โม่กวาดตามองคนในกลุ่มของหนี้ป่าชี่ด้วยสายตาดุดันพลางกล่าวอย่างเย็นชา อดีตนักฆ่าในร่างคุณหนูยังไม่ลืมที่จะเรียกร้องค่าทำขวัญให้กับสหาย

คนพวกนั้นไม่กล้าจะโอ้เอ้หรือลังเลแม้แต่น้อย พวกเขารีบส่งสมบัติทั้งหมดที่มีให้สตรีผู้น่าหวาดหวั่นทันที

ฉินอวี้โม่รับพวกมันมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน

ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องดังมาจากด้านของสือซาน ฉินอวี้โม่ชะงักค้างก่อนจะรีบหันไปมองด้วยความตกใจ

คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด – ตอนที่ 156 ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด – ตอนที่ 156 ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

เมื่อเห็นการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของหลินซิวหยา องค์ชายสามฉีอวี้และหนี้ป่าชี่ก็ผงะไป ไม่ไกลจากจุดที่พวกเขาอยู่นัก สือซานและพี่น้องของเขาอีกสองคนก็กำลังขัดขวางสมาชิกที่เหลือในกลุ่มหนี้ป่าชี่เพื่อปกป้องลั่วอวิ๋น เห็นได้ชัดว่าบุตรชายเจ้าเมืองเยว่กวางกำลังได้รับบาดเจ็บ บนใบหน้าหล่อเหลาขาวซีดไร้สีเลือดและดูอ่อนแรงคล้ายจะล้มพับไปได้ทุกเมื่อ

“พี่ใหญ่ เราจะต้านต่อไปไม่ไหวแล้ว !”

สือโถ่วหนึ่งในพี่น้องของสือซานส่งเสียงร้องออกมา ร่างกายของสือโถ่วผู้นี้เต็มไปด้วยบาดแผลไม่ต่างจากลั่วอวิ๋นที่อยู่ด้านหลัง หากแต่ว่าสีหน้าของเขายังดูดีกว่าลั่วอวิ๋นมาก

“ยังไงก็ต้องต้านให้ได้ น้องลั่วอวิ๋นบาดเจ็บและกำลังอยู่ระหว่างฟื้นฟูร่างกาย ถ้าพวกเจ้าปล่อยให้ไอ้ลูกสุนัขพวกนี้เข้าไปทำร้ายเขาได้ พลังยุทธ์ของเขาจะถูกทำลาย”

สือซานกัดฟัน แม้ว่าความแข็งแกร่งของเขาจะเป็นรองฝ่ายที่กำลังจู่โจมเข้ามา ทว่าในด้านของคุณธรรมและจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ พวกเขาทั้งกลุ่มนับว่าเหนือชั้นกว่าอีกฝ่ายอย่างชัดเจน

“ใช่ต้องต้านเอาไว้ก่อน พวกมันทำร้ายลั่วอวิ๋นยังไม่พอ ตอนนี้ยังตั้งใจจะฆ่าเขาอีก ต่อให้ต้องตายก็จะปล่อยพวกมันผ่านไปไม่ได้ !”

สืออวิ๋นพี่น้องอีกคนของสือซานประกาศกร้าวด้วยใบหน้าแน่วแน่

“เช่นนั้นข้าก็ขอสู้ตายกับพวกมันเช่นกัน !”

ด้วยวาจาของพี่น้อง สือโถ่วที่รู้สึกหมดหวังในตอนแรกก็เกิดแรงฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง ความเด็ดเดี่ยวอย่างองอาจฉายชัดอยู่บนใบหน้าเขา

— ปัง ! —

ทันใดนั้น พลังอันมหาศาลกระแสหนึ่งก็พุ่งตรงเข้ามายังจุดที่พวกเขาอยู่ สือซานเห็นกลุ่มคนที่กำลังโจมตีพวกเขาถูกใครบางคนซัดจนกระเด็นออกไปในพริบตา

ในลมหายใจถัดมา ร่างบางของฉินอวี้โม่ก็ปรากฏตัวขึ้นข้างกายพวกเขา

“อวี้โม่ !”

เมื่อเห็นการปรากฎตัวอย่างกะทันหันของสหายสาวโฉมงาม สามพี่น้องแซ่สือก็ขยี้ตาตัวเองด้วยความรู้สึกประหลาดใจและเหลือเชื่อ ในทันทีที่รู้ตัวว่าไม่ได้มองผิดไป พวกเขาก็อุทานออกมาอย่างอดไม่ได้ ความดีใจฉายชัดบนใบหน้าบุรุษทั้งสาม

ฉินอวี่โม่พยักหน้าและเดินเข้าไปหาลั่วอวิ๋นที่ยังคงหลับตาเพื่อตั้งสมาธิ เขากำลังพยายามควบคุมลมหายใจมั่นคงที่สุดพร้อมกับไหลเวียนปราณในร่างกาย

คุณหนูสี่ตระกูลฉินวางฝ่ามือลงไปบนแผ่นหลังของสหาย ก่อนจะเร่งเร้าพลังมายาและส่งมันเข้าไปในร่างกายของบุรุษตรงหน้าเพื่อช่วยเขาฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ

“เกิดอะไรขึ้น ?”

ขณะกำลังถ่ายเทพลัง ฉินอวี้โม่ก็เอ่ยถามหาความเป็นมาของเรื่องราวที่เกิด น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยแรงอาฆาตแค้นไม่อาจปกปิด

“อวี้โม่ ทั้งหมดเป็นฝีมือของกลุ่มหนี้ป่าชี่ พวกมันไม่เพียงชิงแผ่นป้ายของเราไปแต่มันยังทำร้ายลั่วอวิ๋นในตอนที่เขากำลังสยบอสูรมายาจนทำให้จิตวิญญาณของเขาได้รับความเสียหาย ตอนนี้เขาบาดเจ็บหนักมาก”

สือโถ่วบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวบรัด น้ำเสียงทุ้มเข้มนั้นเต็มไปด้วยเจตนาสังหารอันแรงกล้าไม่ต่างกัน

เดิมทีกลุ่มของพวกเขากำลังใช้ประโยชน์จากโอกาสที่ได้มาถึงยังป่าเหมันต์แห่งนี้ค่อย ๆ ฝึกฝนและมุ่งเข้าสู่ศูนย์กลางของป่า หลังจากเดินทางกันอยู่เนิ่นนานในที่สุดก็มาถึงตรงจุดนี้ ซึ่งในตอนนั้นเองที่พวกเขาเห็นยักษ์ศิลาเหมันต์ อสูรระดับเทวะราชันดาราสูง

ลั่วอวิ๋นเองก็เป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรคนหนึ่ง แม้ว่าจะเพิ่งฝึกฝนมาได้ไม่นานและยังมีระดับไม่สูงมาก แต่หากมีเหล่าสหายเป็นกำลังสนับสนุน เขาก็พอจะสามารถสยบอสูรเทวะราชันได้แม้ว่าจะต้องใช้เวลามากสักหน่อยก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ทำให้สมาชิกในกลุ่มฉีอวี้ทั้งสี่ต้องช่วยกันคุ้มกันลั่วอวิ๋นและรอให้เขาสยบอสูรมายาสำเร็จ

หลังจากใช้เวลาต่อกรกับอสูรมายาไปกว่าหนึ่งวันเต็ม ๆ พลังวิญญาณของลั่วอวิ๋นจึงเหือดแห้งและใกล้จะหมดลงเต็มทีแล้ว ในตอนนั้นเองที่กลุ่มของหนี้ป่าชี่ปรากฏตัวอย่างกะทันหัน

ไม่ทราบเช่นกันว่าเพราะเหตุใด แต่หลังจากชิงแผ่นป้ายไปจากฉีอวี้ได้พวกเขาก็พุ่งเข้าไปโจมตีลั่วอวิ๋นที่กำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการสยบอสูรมายาในทันที

ฉีอวี้และคนอื่น ๆ ไม่มีเวลาพอจะช่วยเหลือเขาได้ทัน แม้ว่าลั่วอวิ๋นจะได้รับการปกป้องจากอสูรมายาของตัวเอง แต่เขาก็ยังได้รับผลจากการโจมตีจนเป็นเหตุให้ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณของเขาบาดเจ็บอย่างหนักหน่วง

แต่ก็นับว่ายังมีโชคดีอยู่บ้างที่ในตอนนั้น ลั่วอวิ๋นสยบยักษ์ศิลาเหมันต์และทำพันธสัญญากับมันเสร็จสิ้นสมบูรณ์พอดิบพอดี อสูรเทวะราชันตัวใหม่จึงช่วยป้องกันเขาได้ทัน ทว่าการจู่โจมนั้นก็ส่งผลให้เจ้าตัวยักษ์มีอาการบาดเจ็บไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ลั่วอวิ๋นไม่มีพลังเพียงพอที่จะส่งมันเข้าไปในมิติเชื่อมอสูรของเขาได้ เป็นโอกาสให้หนี้ป่าชี่และพรรคพวกที่หมายใจจะมาเอาตัวยักษ์ศิลาเหมันต์ไปแต่เดิมอยู่แล้ว ได้ทีจับมันขังไว้ในกรงขังอสูร

ยักษ์ศิลาเหมันต์ได้รับบาดเจ็บหนักจึงไม่เหลือพลังมากพอจะต่อต้านได้ หนี้ป่าชี่เองก็เป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรเช่นกัน แถมระดับยังสูงส่งกว่าลั่วอวิ๋นมาก เขาใช้พลังวิญญาณทำลายพันธสัญญาของลั่วอวิ๋นลงและทำพันธสัญญาใหม่กับยักษ์ศิลาเหมันต์

เมื่อเห็นลั่วอวิ๋นได้รับบาดเจ็บก็เป็นธรรมดาที่ฉีอวี้และคนอื่น ๆ จะรู้สึกโกรธแค้น ไม่ต้องบอกก็พอจะทราบว่าพวกเขาเข้าไปปะทะกับพวกของหนี้ป่าชี่อย่างไม่ลังเล แต่ถึงแม้จะขัดขวางอย่างสุดกำลังก็ไม่สามารถปกป้องอสูรมายาตัวใหม่ของลั่วอวิ๋นได้

เพราะจำนวนสี่ต่อห้าและระดับพลังที่ด้อยกว่า หลังจากสู้กันได้ครู่เดียวกลุ่มของฉีอวี้ก็กลายเป็นฝ่ายที่ตกเป็นรอง ในเมื่อไม่สามารถปกป้องเจ้าตัวยักษ์ได้แล้ว ทุกคนก็จำเป็นต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ ฉีอวี้ตรงเข้ารับมือกับหนี้ป่าชี่ ส่วนสามพี่น้องแซ่สือถอยกลับมาป้องกันลั่วอวิ๋นไว้เพื่อให้เขามีเวลาได้พักฟื้นจิตวิญญาณ

ไม่ทราบว่าเพราะความคึกคะนองหรือสาเหตุอื่นใดแต่เห็นชัดว่าคนเหล่านี้มีเจตนาจะสังหารลั่วอวิ๋นให้ตายไปจริง ๆ สือซานและพี่น้องจึงต้องคอยปกป้องผู้เป็นสหายเพื่อซื้อเวลาให้เขาได้ฟื้นฟูพลังจนเพียงพอจะเอาตัวรอดได้ กระนั้นเพราะความแข็งแกร่งที่เป็นรองทำให้บุรุษแซ่สือทั้งสามมีสภาพย่ำแย่อย่างหนัก

ด้านฉีอวี้นั้น แม้ว่าจะไม่แข็งแกร่งเท่ากับหนี้ป่าชี่ แต่ด้วยความที่สู้แบบเลือดขึ้นหน้าก็ทำให้เขาพอจะทำให้หนี้ป่าชี่ตกที่นั่งลำบากได้บ้าง เขาอาศัยจังหวะเหมาะเจาะช่วงชิงแผ่นป้ายกลับคืนมาได้อยู่หลายครั้งแม้จะถูกยื้อแย่งคืนไปหลายคราก็ตาม การต่อสู้นั้นดุเดือดเป็นอย่างยิ่ง แม้เวลาจะผ่านไปพักใหญ่แต่ก็ยังไม่มีฝ่ายใดเผด็จศึกอีกฝ่ายลงได้ กระนั้นฉีอวี้และพี่น้องแซ่สือทั้งสามก็ตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่เต็มทน จนกระทั่งกลุ่มของฉินอวี้โม่มาถึง

หลังจากฟังสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบ ฉินอวี้โม่ก็โกรธจนตัวสั่น รังสีสังหารสาดกระจายออกมาจากดวงตาของนาง ใบหน้างดงามมีแต่แววของความอำมหิตจนชวนให้ขนหัวลุก ‘พวกน่ารังเกียจทำตัวเหมือนโจร อีกทั้งยังทำร้ายผู้อื่น เท่านั้นไม่พอยังเกือบทำลายจิตวิญญาณของคนผู้หนึ่งไปอย่างไม่นึกละอายแม้แต่น้อย ช่างต่ำช้ายิ่งนัก’

ต้องทราบก่อนว่าจิตวิญญาณเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของมนุษย์ โดยเฉพาะเหล่ายอดฝีมือ หากจิตวิญญาณเสียหายก็ไม่ต่างจากคนพิการที่ไม่อาจดำรงชีวิตเช่นปกติได้ มีสภาพอยู่ไม่สู้ตาย ซ้ำร้ายบางคนอาจกลายเป็นคนวิปลาสไปเสียด้วยซ้ำ

“รุ่นพี่หลินซิวหยา นี่คือเรื่องส่วนตัวของพวกเรา ข้าหวังว่ารุ่นพี่จะไม่เข้ามายุ่งเรื่องนี้ !”

หนี้ป่าชี่กล่าว ในตอนนี้เมื่อถูกบุรุษร่างใหญ่อย่างหลินซิวหยาขวางหน้าไว้ทำให้ตัวเขามองไม่เห็นเหตุการณ์ในอีกด้านหนึ่งที่ซึ่งสมาชิกคนอื่น ๆ ในกลุ่มอยู่

ทันทีที่หลิวซิวหยาปรากฏตัว หนี้ป่าชี่ก็ขมวดคิ้วมุ่น

“น่าเสียดาย บังเอิญข้าดันชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านด้วยสิ อีกอย่างเจ้าไม่รู้หรือว่าหัวหน้ากลุ่มของข้าคือใคร ?”

เมื่อได้ยินวาจาของหนี้ป่าชี่ หลินซิวหยาก็อดยิ้มเย้ยหยันออกมาไม่ได้ ฉีอวี้คือสหายของฉินอวี้โม่ หัวหน้ากลุ่มของเขาก็คือฉินอวี้โม่ แล้วจะบอกว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเขาได้อย่างไร

“ใครคือหัวหน้ากลุ่มของรุ่นพี่ ?”

หนี้ป่าชี่ไม่ทราบจริง ๆ ว่าหัวหน้ากลุ่มที่หลิวซิวหยากล่าวถึงคือผู้ใด และเหตุใดบุรุษรุ่นพี่จึงยกเอาคนผู้นั้นมาเอ่ยอ้าง ผู้ฝึกสัตว์อสูรที่ทำพฤติกรรมเยี่ยงโจรถ่อยจึงอดถามออกมาอย่างใคร่รู้ไม่ได้

“หัวหน้าของเราก็คือฉินอวี้โม่ ข้าคิดว่าเจ้าคงจะรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างฉินอวี้โม่กับองค์ชายฉีอวี้ดี”

หลินซิวหยาบอกกล่าวไปตรง ๆ

ทันทีที่สิ้นเสียงของเขา บุรุษผู้คลั่งไคล้การต่อสู้แต่ก็รักความยุติธรรมอยู่ไม่น้อยก็ได้ยินสิ่งที่สือซานเล่าเกี่ยวกับพฤติการณ์อันชั่วช้าของกลุ่มหนี้ป่าชี่ ซึ่งนั่นก็ทำให้เขารู้สึกโกรธเคืองอย่างมาก

“ฮึ่ย ! ไม่คิดเลยว่ากลุ่มของพวกเขาจะต่ำช้าถึงเพียงนี้ ดูเหมือนว่าข้าจะปล่อยเจ้าไว้ไม่ได้แล้ว เรื่องวันนี้อย่างไรก็ต้องชำระความกับพวกเจ้า !”

เมื่อฟังคำบอกเล่าของสือซาน หลินซิวหยาก็ตวาดลั่นอย่างเดือดดาล ขณะเดียวกันเขาก็พุ่งเข้าไปขวางทางหนีของหนี้ป่าชี่และหมายจะโจมตีเขาในฉับพลัน

ทันทีที่หลินซิวหยาออกไปจากจุดเดิมที่เคยปิดกั้นสายตาอยู่ หนี้ป่าชี่ก็เห็นฉินอวี้โม่ ในตอนนี้สมาชิกกลุ่มของเขาหลายคนถูกซัดหมอบลงไปกับพื้นเรียบร้อยแล้ว ภาพนั้นเองทำให้เขาเบิกตากว้าง

เมื่อเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี เมื่อเห็นใบหน้าของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มฉินอวี้โม่ หนี้ป่าชี่ก็กะพริบตาส่งสัญญาณให้สหายของตนหนีเอาตัวรอดก่อน พร้อมกันนั้นตัวเขาเองก็รีบหลบหลีกการโจมตีอันรุนแรงของหลินซิวหยาไปด้วย

จากจุดนั้น เขาสัมผัสได้ถึงจิตสังหารซึ่งทำให้เขารู้สึกหวาดหวั่น หากไม่รีบหนีไปตอนนี้ วันนี้พวกเขาทุกคนอาจจะถึงตายเลยก็ได้

“ฮ่า ๆ ๆ ข้าว่าอย่าคิดหนีจะดีกว่า !”

เมื่อเห็นคนผู้หนึ่งในกลุ่มศัตรูกำลังคิดจะหลบหนี เจียงหลิวเยว่ก็พุ่งเข้าขัดขวางพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นชา กลุ่มของฉินอวี้โม่ล้วนมีแต่นักเรียนระดับแนวหน้าของโรงเรียน คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายยังคงมีความจะคิดที่จะหนีต่อหน้าพวกนางได้ สมาชิกทั้งหมดของกลุ่มของฉินอวี้โม่ตัดสินใจแล้วว่าจะคอยขัดขวางไม่ให้คนต่ำทรามพวกนี้หนีรอดไปได้ โจรในคราบนักเรียนกลุ่มนี้สมควรถูกฉินอวี้โม่สั่งสอนให้สำนึกเสียก่อน

ฉินอวี้โม่รู้สึกว่าร่างกายของลั่วอวิ๋นค่อย ๆ ฟื้นฟูสภาพกลับมาทีละเล็กทีละน้อย อาการบาดเจ็บของเขาค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อยตามลำดับ นางจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

ทันใดนั้นร่างบอบบางของโฉมงามผู้กำลังเคืองแค้นก็หายวับไป ก่อนจะปรากฏตัวอีกครั้งต่อหน้าหนี้ป่าชี่ในชั่วพริบตา

“เจ้าใช่ไหมที่เป็นคนลงมือทำร้ายเขา ?”

ฉินอวี้โม่เอ่ยคำถามน้ำเสียงเย็นชา แม้ใบหน้างามจะเย็นชืดไร้อารมณ์แต่รังสีสังหารอันน่าหวาดหวั่นก็บ่งบอกอารมณ์ของนางได้ชัดแจ้ง

“ใช่ เจ้ามีปัญหาอะไร นี่คือการแข่งขันของโรงเรียน การบาดเจ็บก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา ที่ข้าทำร้ายพวกเขาได้ก็เป็นเพราะว่าพวกเขาไม่แข็งแกร่งเอง ผู้อ่อนแอกว่าก็ย่อมต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้”

เมื่อเห็นฉินอวี้โม่ หนี้ป่าชี่ก็รู้สึกหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก ทว่าเขาก็รีบปัดความคิดนั้นออกไปทันที ก่อนจะกล่าวตอบโต้ด้วยท่าทางโอหัง สิ่งที่เขาพูดออกไปเป็นความจริงทุกประการ ‘ในเมื่อเกิดมาอ่อนแอนักก็จงตกเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่งเสีย’

“จริงอยู่ที่พวกเขาอาจจะไม่แข็งแกร่งเท่าพวกเจ้า แต่คนดี ๆ เขาไม่เข้าไปเล่นงานศิษย์ร่วมสถาบันในระหว่างสยบอสูรมายาเป็นแน่ พวกเจ้าไม่เพียงชิงแผ่นป้ายของพวกเขาไปแต่ยังตั้งใจทำร้ายพวกเขาเพื่อหวังชิงเอาอสูรมายาที่ไม่ใช่ของตัวเอง

หนี้ป่าชี่ คนที่เจ้ารังแกล้วนเป็นสหายที่ดีของข้า ในเมื่อเจ้ากล่าวว่าพวกเขาไม่แข็งแกร่งพอ งั้นข้าผู้นี้ก็จะขอเอาคืนให้เอง ลองดูสักหน่อยดีหรือไม่ ที่เจ้ากล่าวว่าผู้อ่อนแอกว่าก็ต้องพ่ายแพ้ผู้แข็งแกร่งนั้นแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร”

ฉินอวี้โม่กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ขณะเดียวกันท่าทางของนางก็ยังคงชวนให้รู้สึกหวาดกลัว ดูเหมือนหนี้ป่าชี่จะไม่สำนึกเลยสักนิดที่ลงมือกับนักเรียนในโรงเรียนเดียวกันอย่างต่ำช้า เมื่อเป็นเช่นนี้นางก็จะไม่ใจอ่อนอีก

หนี้ป่าชี่เถียงไม่ออก เมื่อครู่เขาบอกเองว่าที่อีกฝ่ายถูกเล่นงานเพราะไม่แข็งแกร่ง ตอนนี้เขาเองก็กำลังรู้สึกว่าตนเองไม่แข็งแกร่งพอที่จะต่อกรกับสตรีตรงหน้าได้เช่นกัน การเผชิญหน้ากับนางเช่นนี้ปลุกทุกความหวาดหวั่นในใจเขา สัญชาตญาณแห่งการระวังภัยร้องเตือนดังลั่น ในหัวของเขาเอาแต่คิดซ้ำ ๆ ว่า วันนี้ตัวเขาเองคงจะโชคร้ายเสียแล้ว

อย่างไรก็ตาม หนี้ป่าชี่ก็พยายามสลัดความกลัวดังกล่าวออกไป นี่อาจจะเป็นเพียงพลังมายาที่ทำให้สับสนก็เป็นได้ ไม่มีสตรีมนุษย์แท้ ๆ คนใดที่จะสั่นประสาทมนุษย์ด้วยกันได้เพียงแค่สบตาเช่นนี้ บุรุษผู้ฝึกสัตว์อสูรที่เพิ่งปล้นเอาอสูรมายาของผู้อื่นมายืดอกขึ้นและกัดฟันมองสบตาสตรีงดงามตรงหน้าอย่างท้าทาย

ด้วยท่าทีท้าทายไม่รู้สำนึกของบุรุษน่ารังเกียจ ฉินอวี้โม่จึงไม่คิดลังเลอีก กล้ามาทำร้ายสหายของนาง คนผู้นั้นก็ต้องชดใช้อย่างสาสม ! พลันร่างบางแต่น่าเกรงขามก็พุ่งเข้าโจมตีหนี้ป่าชี่อย่างรวดเร็ว

หนี้ป่าชี่ขมวดคิ้ว ในตอนนั้นเองที่เขาได้ประจักษ์แจ้งกับตัวเองว่าความแข็งแกร่งของฉินอวี้โม่เหนือชั้นกว่าเขามาก ทว่าในเสี้ยวลมหายใจที่ความคิดอยากจะหนีแล่นเข้ามาในหัว ตัวเขาก็พบว่าร่างกายแข็งค้างราวกับถูกพันธนาการไว้จนไม่อาจเคลื่อนไหวได้

ในตอนนั้นเองสีหน้าของบุรุษแซ่หนี้ก็เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

— ปัง ! —

ร่างของหนี้ป่าชี่ถูกฉินอวี้โม่ซัดฝ่ามือเข้าใส่อย่างจังจนกระเด็นออกไปไกล ร่างแข็งแกร่งกระแทกเข้ากับต้นไม้ขนาดใหญ่ก่อนจะร่วงลงมากองอยู่บนพื้นแล้วกระอักเลือดออกมาคำโต ความรุนแรงจากแรงปะทะนั้นทำให้กิ่งไม้ไร้ใบกว่าครึ่งต้นหักโค่น หิมะทั้งหมดตกลงมาทับถมบุรุษผู้นอนเจ็บอยู่ข้างใต้

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันที่เขาจะได้ขุดตัวเองขึ้นจากหิมะกองหนา ฉินอวี้โม่ก็ทำหน้าที่นั้นเสียก่อน มือบางของนางกระชากคอเสื้อก่อนจะฉุดร่างเขาออกจากพื้นหิมะ

เสี้ยวลมหายใจต่อมา หนี้ป่าชี่ก็พบว่าร่างของตนถูกกดลงกับต้นไม้ ขณะเดียวกันฝ่ามืออ่อนนุ่มแต่แข็งแกร่งกับกรงเล็บที่คล้ายจะแหลมคมก็กดบีบอยู่บนลำคอของเขาอย่างน่าหวาดหวั่น

“ ‘หนี้ป่าชี่’* คือชื่อที่ดี แต่วันนี้ข้าจะทำให้เจ้ากลายเป็น ‘หนี้จาจา’*(กากเดนมนุษย์แซ่หนี้) เจ้าจะได้รู้ว่าการมารังแกสหายของข้าจะได้รับผลอย่างไร !”

ป่าชี่ (霸气) แปลว่าอยู่เหนือผู้คน ,จา (渣) แปลว่ากาก

เมื่อกล่าวจบฉินอวี้โม่ก็ไม่รอช้า นางใช้หนึ่งกระบวนท่าโจมตีหนี้ป่าชี่ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บไปถึงอวัยวะภายในและสูญเสียพลังในการต่อสู้ไปจนหมด

หนี้ป่าชี่ที่กระเด็นไปอีกครั้งพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะลุกขึ้นมา ความเจ็บปวดอันแสนทุกข์ทรมานฉายชัดบนใบหน้า

“ฉินอวี้โม่ เจ้าคิดจะทำอะไร ?!”

หลังจากอวัยวะภายในถูกทำลายจนขยับร่างกายได้อย่างยากลำบาก ในตอนนี้สีหน้าของบุรุษแซ่หนี้เหลือเพียงความหวาดกลัวโดยสมบูรณ์ เขาเริ่มจะเสียใจอย่างแท้จริงแล้วที่ไปยั่วยุกลุ่มขององค์ชายฉีอวี้ อันที่จริงแค่ชิงแผ่นป้ายของพวกเขาไปก็น่าจะเพียงพอ เป็นเพราะเขาโลภที่ต้องการจะชิงอสูรมายาจากลั่วอวิ๋นจึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

“กฎของโรงเรียนบอกเอาไว้ว่าห้ามฆ่านักเรียนในโรงเรียน !”

หนี้ป่าชี่ได้แต่มองดูฉินอวี้โม่ค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้ทีละก้าว ๆ หัวใจของเขาเต้นรัวคล้ายจะหลุดออกจากอก เมื่อนึกถึงกฎของโรงเรียนได้เขาจึงรีบโพล่งออกไปด้วยความกระวนกระวาย

“ฮ่า ๆ ๆ ข้าจะไม่ฆ่าเจ้าหรอก ฆ่าเจ้าไปก็ทำให้มือข้าสกปรกเปล่า ๆ ที่สำคัญนั่นทำให้เจ้าสบายเกินไปด้วย การจะจัดการกับคนอย่างเจ้ามีแต่ต้องใช้วิธี ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’ (以牙还牙) เท่านั้น !”

ฉินอวี้โม่ยิ้มอย่างเย็นชา การฆ่าคนผู้นี้ยังไม่เพียงพอจะระบายโทสะและความโกรธแค้นทั้งหมดของนางได้ วิธีที่ดีที่สุดที่อดีตนักฆ่าสาวคิดออกก็คือจัดการแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน

สีหน้าของหนี้ป่าชี่เปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง เขาอยากจะหนีแต่ก็ไม่สามารถขยับตัวหนีไปได้เลย ผู้ฝึกสัตว์อสูรที่ริอ่านเป็นโจรได้แต่มองฉินอวี้โม่ด้วยสายตาที่หวาดกลัว

“ในเมื่อเจ้าทำให้จิตวิญญาณของสหายข้าได้รับความเสียหาย ข้าก็จะทำเช่นนั้นกับเจ้าเช่นกันและข้าก็จะชิงอสูรมายาของเจ้าไปด้วยเพื่อให้เท่าเทียม ยิ่งกว่านั้น ‘ในเมื่อเจ้าอ่อนแอกว่าข้าก็จงตกเป็นเหยื่อของข้าเสีย’ ข้าจะขอรับเอาแหวนมิติของเจ้าไว้เป็นของกำนัลด้วย”

ฉินอวี้โม่เอ่ยวจีที่ตรงกับสิ่งที่หนี้ป่าชี่คิดอยู่ในใจก่อนหน้านี้ออกมาอย่างไม่ผิดเพี้ยน…สตรีผู้นี้ไม่ใช่คนนางจะต้องเป็นปีศาจ เป็นมารร้ายที่น่าหวาดกลัว เป็นแน่ ! บุรุษผู้ชื่นชอบการรังแกผู้อ่อนแอกว่าได้แต่เบิกตากว้างจ้องมองนางมารร้ายตรงหน้าเขา

ในตอนนั้นเอง หญิงสาวแสนงามที่ถูกมองว่าเป็นปีศาจร้ายก็ยื่นสองนิ้วชี้ออกไปแตะกับหน้าผากของหนี้ป่าชี่ก่อนจะถ่ายเทพลังวิญญาณอันเข้มข้นเข้าไปสู่ห้วงจิตของบุรุษผู้สมควรถูกลงโทษ

— ปัง ! —

เกิดเสียงดังขั้น จิตวิญญาณของหนี้ป่าชี่ถูกฉินอวี้โม่ทำให้เสียหายไปหลายส่วน ในตอนนี้เขาแทบจะกลายเป็นคนไร้ค่าไปโดยปริยาย ต่อไปนี้ไม่ว่าจะได้หมอมือดีคนใดมารักษาก็ยากจะทำให้เขากลับมาฝึกยุทธ์ได้อีก

หลังจากที่จิตวิญญาณได้รับความเสียหาย มิติเชื่อมอสูรของหนี้ป่าชี่ก็ถูกทำลายลงไปเช่นกัน อสูรทั้งสองของเขาปรากฏตัวขึ้นมาตรงหน้าของฉินอวี้โม่

ฉินอวี้โม่แย้มยิ้มอำมหิต ก่อนจะสยบอสูรมายาของหนี้ป่าชี่และยักษ์ศิลาเหมันต์อสูรมายาของลั่วอวิ๋นที่ถูกหนี้ป่าชี่ชิงเอาไปอย่างใจเย็น

ในเวลานี้ หนี้ป่าชี่ไม่ต่างจากคนตายเลยแม้แต่น้อย เมื่อคิดถึงเรื่องที่จะกลายเป็นคนไร้ค่าและไม่อาจจะฝึกฝนได้ เขาก็ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว

หากเขารู้ว่าผลลัพธ์มันจะเป็นเช่นนี้ เขาจะไม่มีวันก่อเรื่องในวันนี้ขึ้นมาแน่ ทว่าเมื่อมาคิดได้ในยามนี้ก็นับว่าสายเกินไปมากเสียแล้ว

“ส่วนพวกเจ้า ทางที่ดีรีบส่งอสูรมายาและแหวนมิติมาซะ ไม่เช่นนั้นพวกเจ้าจะมีสภาพเหมือนหนี้จาจา ไม่สิ หนี้ป่าชี่ผู้นี้”

ฉินอวี้โม่กวาดตามองคนในกลุ่มของหนี้ป่าชี่ด้วยสายตาดุดันพลางกล่าวอย่างเย็นชา อดีตนักฆ่าในร่างคุณหนูยังไม่ลืมที่จะเรียกร้องค่าทำขวัญให้กับสหาย

คนพวกนั้นไม่กล้าจะโอ้เอ้หรือลังเลแม้แต่น้อย พวกเขารีบส่งสมบัติทั้งหมดที่มีให้สตรีผู้น่าหวาดหวั่นทันที

ฉินอวี้โม่รับพวกมันมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน

ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องดังมาจากด้านของสือซาน ฉินอวี้โม่ชะงักค้างก่อนจะรีบหันไปมองด้วยความตกใจ

Options

not work with dark mode
Reset