คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด – ตอนที่ 213 อ้อนวอน

“คุณหนูอวี้โม่ ข้าทราบดีว่าก่อนหน้านี้สมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูรของเราสร้างเรื่องบาดหมางต่อเจ้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นตัวข้า น้องชายข้า หรือผู้อาวุโสชวี่เซียวต่างก็ทำให้เจ้าขุ่นเคืองหลายครั้ง แต่เรื่องครั้งนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตของท่านปู่ของข้า ข้าอยากขอร้องเจ้าให้ช่วยชีวิตเขาสักครั้ง ขอเพียงเจ้ายอมช่วยชีวิตท่านปู่ พวกเราสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูรขอยอมทำทุกอย่าง”

แม้จะคิดว่าความเป็นไปได้ที่ฉินอวี้โม่จะยอมช่วยเหลือมีอยู่เพียงน้อยนิด แต่หวังรั่วอีกลับกล่าวคำขอร้องโดยไม่ลังเล นางคุกเข่าลงตรงหน้าฉินอวี้โม่ สายตาเต็มไปด้วยแววอ้อนวอน

เมื่อเห็นการกระทำของคุณหนูใหญ่จากสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูร ฉินอวี้โม่ก็ตกใจไม่น้อย คราแรกนางไม่คิดว่ามันเป็นที่เรื่องร้ายแรงมากนัก ทว่าเมื่อหวังรั่วอียอมทำถึงเพียงนี้ นั่นก็แสดงว่าผู้เฒ่าประธานสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูรคงจะตกอยู่ในสภาวะวิกฤตอย่างแท้จริง

“ลุกขึ้นเถอะ” ฉินอวี้โม่เอ่ย

แม้จะไม่ได้มีจิตใจงดงามบริสุทธิ์ดุจพระโพธิสัตว์ แต่คุณหนูสี่ตระกูลฉินก็มิใช่คนใจทมิฬที่ถึงกับสามารถเพิกเฉยต่อความเป็นความตายของผู้อื่นได้ ยิ่งกว่านั้น หวังเหลียงผู้นี้แม้จะดูเห็นแก่ตัวไปบ้างแต่ก็นับเป็นคนบริสุทธิ์ผู้หนึ่ง ถึงก่อนหน้านี้นางและสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูรจะมีความสัมพันธ์อันย่ำแย่ต่อกันแค่ไหนแต่ก็ไม่ได้เป็นศัตรูคู่อาฆาตที่หมายเอาชีวิต และในเมื่อเป็นเรื่องที่ถึงแก่ชีวิตผู้คน นางก็ไม่อาจทนอยู่เฉยได้

อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่นางอยากจะเห็นก่อนจะไปยังสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูร

“หวังรั่วอี ในเมื่อเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตปู่ของเจ้าแล้วไหนเลยข้าจะไม่ช่วยได้”

เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนั้นของฉินอวี้โม่ สีหน้าของหวังรั่วอีก็ดูผ่อนคลายขึ้น

“แต่เจ้าจำได้หรือไม่ ครั้งล่าสุดที่ข้าไปเยือนสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูร ที่หน้าประตูสมาคมของเจ้า ข้าเคยกล่าวว่าอย่างไร”

ฉินอวี้โม่จ้องมองผู้ที่นางให้ฉายาว่าเป็นสตรีดอกบัวขาวก่อนจะกล่าวต่อ “ข้าบอกไว้ว่าหากอยากจะให้ข้าเหยียบเข้าไปในสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูรอีกครั้ง ต้องให้หวังรั่วจวินและชวี่เซียวมาคุกเข่าขอขมาต่อหน้าข้า ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่มีวันไปที่นั่นอีก”

แม้ว่าฉินอวี้โม่จะอยากช่วยหวังเหลียง แต่นางก็ยังไม่ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นครั้งนั้น โดยเฉพาะสิ่งที่นางได้ลั่นวาจาไว้ที่หน้าประตูสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูร

หญิงสาวอดีตนักฆ่าไม่ได้ใจอ่อนมากมายนัก ในเมื่อนางเคยลั่นวาจาไว้แล้วก็ต้องเป็นตามนั้น มิเช่นนั้นก็ถือว่านางผิดคำที่พูดไว้ เสมือนเป็นคนกลืนน้ำลายตัวเอง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่นางไม่อาจยอมรับได้

หวังรั่วอีจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นหน้าประตูทางเข้าสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูรได้เช่นกัน และยังจดจำคำพูดของคนตรงหน้าได้เป็นอย่างดี

คุณหนูตระกูลหวังรีบตอบกลับโดยไม่ลังเล “ข้าจะรีบกลับไปที่สมาคมเพื่อตามตัวน้องชายและผู้อาวุโสชวี่เซียวมาที่นี่เดี๋ยวนี้เลย เจ้ารอสักครู่นะ”

หลังจากกล่าวจบ หวังรั่วอีก็รีบวิ่งออกไปด้วยความรีบเร่ง ท่าทางของนางดูโล่งใจและกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก

ณ สมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูร

ขณะนี้ จงหัวและเหล่าผู้อาวุโสในสมาคมคนอื่น ๆ ยืนอยู่กันอย่างพร้อมหน้า ใบหน้าของทุกคนล้วนแต่เป็นสีดำคล้ำ ความเคร่งเครียดและความกังวลฉายชัดไม่ปิดบัง

เบื้องหน้าของพวกเขานั้น ผู้เฒ่าหวังเหลียงกำลังสยบมังกรตัวหนึ่งด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวและซีดเซียว

มังกรตัวนั้นถูกขังอยู่ในกรง ทว่ามันก็ยังดูดุร้ายและอาละวาดอย่างหนักราวกับจะทำลายกรงออกมาได้ทุกเวลา

“ท่านประธาน หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปท่านจะต้องตายเนื่องจากจิตวิญญาณแตกสลาย ให้ข้าช่วยท่านเถอะ อย่างน้อยก็น่าจะเพิ่มโอกาสได้บ้าง”

จงหัวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรนอย่างยิ่ง

“ไม่ได้เด็ดขาด !”

หวังเหลียงที่หน้าซีดเผือดและชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อตวาดเสียงดังเพื่อหยุดความคิดของจงหัวทันที

“ผู้อาวุโสจงหัว ท่านน่าจะรู้จักพลังของอสูรสวรรค์ดีไม่น้อยไปกว่าข้า ถ้าท่านเข้ามาแทรกแซง นอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้ว ตัวท่านเองก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย”

ที่ประธานสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูรกล่าวมานั้นไม่ผิด ตอนนี้เขากำลังใช้พลังจิตวิญญาณยุดยื้อและต้านทานพลังของอสูรสวรรค์อยู่ ผู้ฝึกสัตว์อสูรอาวุโสไม่สามารถถอนพลังกลับมาได้ เพราะถ้าหากทำเช่นนั้นตัวเขาจะได้รับผลสะท้อนทางจิตวิญญาณที่รุนแรงซึ่งนั่นอาจทำให้ถึงแก่ชีวิต แต่ถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไป ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นมีอยู่สองทาง หนึ่งคือเขาสามารถเอาชนะพลังของเจ้ามังกรได้ หรือสองคือพลังของเขาเหือดแห้งหมดสิ้นจนวิญญาณแตกสลาย ทว่าขณะนี้ความหวังที่ผลจะเป็นอย่างข้อแรกนั้นเรียกได้ว่าเท่ากับศูนย์แล้ว ในตอนนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หนทางที่จะช่วยชีวิตประธานสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูรได้มีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือต้องอาศัยพลังจากผู้ฝึกสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมากพอ และต้องให้คนผู้นั้นทำการสยบอสูรสวรรค์ตัวนี้ลงให้ได้ในชั่วพริบตาก่อนที่หวังเหลียงจะต้านทานไม่ไหว มิเช่นนั้นแล้วผู้ที่เข้ามาช่วยก็จะได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน

ทว่าทั่วทั้งสมาคมแห่งนี้นั้นกลับไม่มียอดฝีมือที่ว่าเลย

หลังจากหยุดไปชั่วครู่ ผู้เฒ่าหวังเหลียงก็กล่าวต่อ “หากวันนี้ข้าตายไป จงหัว ประธานสมาคมคนต่อไปคือเจ้า ต่อไปคงต้องฝากฝังสมาคมของเราไว้กับเจ้าแล้ว ขอจงดูแลทุกคนให้ดีด้วย”

แม้จะหยิ่งยโสและเห็นแก่ตัว แต่ผู้เฒ่าหวังเหลียงก็เป็นผู้นำที่ดีคนหนึ่ง เขาเข้าใจสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ดีที่สุดจึงกล่าววาจาสั่งเสียไว้ล่วงหน้า บัดนี้ใบหน้าของผู้ฝึกสัตว์อสูรเฒ่าซีดเซียวไร้สี เลือดอย่างสมบูรณ์ ร่างกายชราเริ่มอ่อนล้ามากขึ้นจนไม่อาจจะขยับตัวต่อไปได้อีกแล้ว

“ท่านประธานสมาคม ท่านต้องไม่เป็นอะไร ได้โปรดอดทนไว้ก่อนนะขอรับ”

เมื่อได้ยินคำสั่งเสียจากผู้นำสูงสุดของตน จงหัวก็โศกเศร้าเป็นอย่างมาก

ในฐานะผู้อาวุโสคนสำคัญของสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูร ผู้อาวุโสจงหัวมีความแข็งแกร่งและมีทักษะในด้านการฝึกสัตว์อสูรเป็นรองเพียงหวังเหลียงผู้เดียว จะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้ และถ้าหากไม่สามารถหายอดฝีมือมาช่วยสยบมังกรตัวนั้นได้ทันเวลา ผู้นำชราของพวกเขาจะต้องตายอย่างแน่นอน

“ท่านปู่อย่ากล่าวเช่นนั้นเลยนะขอรับ ตอนนี้พี่ใหญ่กำลังไปขอความช่วยเหลืออยู่ ข้าเชื่อว่านางจะหาคนมาช่วยท่านได้แน่”

หวังรั่วจวินกล่าวอย่างเป็นกังวล

“หึ ๆ ๆ เจ้าเด็กไม่รู้ความ เจ้าคิดหรือว่าในนครไป๋อวิ๋นแห่งนี้นอกจากข้าแล้วจะมีคนที่สยบอสูรสวรรค์ได้อีก ?”

หวังเหลียงหัวเราะเสียงอิดโรย เขาไม่คิดว่าจะมีผู้ใดในเมืองนี้ที่มีทักษะด้านการสยบอสูรที่เหนือชั้นกว่าตน

“มีคนผู้นั้นอยู่จริง ๆ และเป็นคนที่ท่านประธานรู้จักด้วย”

จงหัวโพล่งวาจา ในหัวเขากำลังนึกถึงคุณหนูตระกูลฉินที่เคยพบกันเมื่อครั้งก่อน

ถึงแม้ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าความสามารถด้านการสยบอสูรของนางอยู่ในระดับใด แต่อย่างน้อย ๆ นางไม่ด้อยกว่าผู้เฒ่าหวังเหลียงเป็นแน่ หรือบางทีอาจจะเหนือกว่าเสียด้วยซ้ำ เพราะไม่นานมานี้ในที่สุดเขาก็สืบจนได้รู้ว่าผู้ที่นำอสูรมายาระดับสูงจำนวนมากมายไปร่วมประมูลที่งานประมูลใหญ่ในวันนั้นก็คือฉินอวี้โม่

“จริงรึ ? จงหัว ท่านอย่าหลอกคนแก่จะดีกว่า”

ผู้เฒ่าหวังเหลียงถามด้วยความสงสัยก่อนจะส่ายศีรษะ ถ้าหากว่ามียอดฝีมือเช่นนั้นอยู่จริง มีหรือที่เขาจะไม่รู้

“ข้าไม่ได้หลอกท่าน ท่านประธานยังจำฉินอวี้โม่ได้หรือไม่ ?”

จงหัวเอ่ยชื่อบุคคลในความคิดเพื่อย้ำการมีตัวตนอยู่ของนาง

“หึ ๆ แน่นอนว่าจำได้ ถึงจะแก่แต่ข้าไม่ได้เลอะเลือน ข้าไม่มีทางลืมเรื่องนังเด็กโอหังคนนั้นหรอก”

บุรุษชราผู้โรยแรงยิ้มแล้วตอบ ภาพของสตรีน่าหงุดหงิดในวันนั้นยังอยู่ในความทรงจำของเขา

“แต่ความแข็งแกร่งในด้านการฝึกสัตว์อสูรของฉินอวี้โม่ดูเหมือนจะไม่ด้อยไปกว่าท่านประธานเลยนะขอรับ”

จงหัวยิ้มก่อนจะกล่าวต่อ “ก่อนหน้านี้ในงานประมูลใหญ่ประจำปีของโรงประมูลไป๋อวิ๋น นางได้จับอสูรมายาระดับสูงหลายตัวส่งเข้าประมูลในคราเดียว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าตกใจเพราะอย่าว่าแต่ในเวลาแค่ไม่กี่วันเลยเพราะต่อให้มีเวลานานเป็นปีก็ยากจะมีคนทำได้เช่นนั้น”

เมื่อได้ยินคำบอกเล่าของจงหัว หวังเหลียงก็นิ่งอึ้งไปด้วยความรู้สึกตื่นตะลึง เรื่องราวเช่นนี้เป็นสิ่งเหลือเชื่อมากเกินไป

“ท่านปู่ สิ่งที่ผู้อาวุโสจงกล่าวเป็นความจริงขอรับ แต่ปัญหาคือพวกเรา…ไม่สิ… ตัวข้ามีเรื่องบาดหมางกับฉินอวี้โม่มาตลอด ข้าไม่รู้ว่านางจะยอมช่วยเราหรือไม่”

หวังรั่วจวินกล่าวสนับสนุนจงหัวเสียงหนักแน่น ทว่าในตอนท้ายของประโยค เสียงที่เขากล่าวกลับแผ่วเบาราวกับรู้สึกผิด

อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้เขาเอ่ยถึงนาม ‘ฉินอวี้โม่’ ขึ้นมาด้วยสีหน้าที่ผิดกับทุกครั้ง

เรื่องที่เกิดขึ้นในป่าเหมันต์ทำให้ทัศนคติที่หวังรั่วจวินมีต่อสตรีคุณหนูสี่ตระกูลฉินเปลี่ยนไปจากเดิมมาก

เดิมทีฉินอวี้โม่ถือเป็นเป้าหมายหนึ่งในการเล่นสนุกของเขา ไม่ว่าจะพบเจอกันที่ใด ขอเพียงสบโอกาสดี ๆ เขาก็จะต้องราวีนางเสมอ เหตุผลสำคัญที่เขาเฝ้าหาเรื่องคนผู้นี้ก็เป็นเพราะความริษยา เขาอิจฉาที่สตรีผู้มาจากบ้านนอกโดดเด่นกว่าในทุกด้าน ทว่าหลังจากที่ถูกนางช่วยชีวิตไว้ในครั้งนั้น หวังรั่วจวินก็เริ่มคิดได้ เมื่อทบทวนความคิดของตัวเองอีกครั้ง จากความอิจฉาที่มีก็เปลี่ยนมาเป็นความชื่นชมและชมชอบ ฉินอวี้โม่นั้นคือบุคคลที่เป็นเลิศ และมีพรสวรรค์สูงส่งเกินกว่าที่เขาจะเทียบได้อย่างแท้จริง

ในระหว่างบทสนทนากึ่ง ๆ จะสิ้นหวังนั้นเอง คุณหนูใหญ่ของสมาคมก็วิ่งเข้ามา

“ท่านพี่เป็นอย่างไรบ้าง ?”

ทันทีที่เห็นหวังรั่วอีกลับมาเพียงลำพัง หวังรั่วจวินก็รีบเดินเข้าไปถามอย่างวิตกกังวล

“ฉินอวี้โม่รับปากว่าจะช่วยท่านปู่ แต่นางปฏิเสธที่จะเข้ามาในสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูร”

หวังรั่วอีมองหวังรั่วจวินแล้วหันไปมองชวี่เซียวก่อนจะกล่าวต่อ “นางบอกว่าถ้าอยากจะให้นางเข้ามาในสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูร ทั้งเจ้าและผู้อาวุโสชวี่เซียวจะต้องไปคุกเข่าขอขมานาง ไม่เช่นนั้นนางจะไม่มีวันเหยียบเข้ามาในสมาคมเราอีก”

เมื่อได้ยินสิ่งที่หวังรั่วอีกล่าว หวังรั่วจวินและชวี่เซียวก็เข้าใจในทันที จนถึงตอนนี้ฉินอวี้โม่ยังคงฝังใจกับเรื่องราวในวันนั้น

บัดนี้ใบหน้าของชวี่เซียวปั้นยากถึงขีดสุด ความอึดอัดใจแสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน บุรุษผู้เห็นแก่ตัวพยายามหลบเลี่ยงสายตาเสมองไปทางอื่น ไม่มีใครทราบว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่

หวังรั่วจวินกัดฟันแน่นก่อนจะกล่าวขึ้นมาอย่างไม่ลังเล “ไม่มีปัญหา ข้าจะคุกเข่าแล้วคลานเข้าไปในตระกูลฉินเพื่อขอขมานาง ขอเพียงนางยอมช่วยท่านปู่ ข้ายอมทำทุกอย่าง”

ดูเหมือนว่าการรอดพ้นจากความตายในวันนั้นจะทำให้คุณชายผู้ไม่รู้จักโตเติบโตขึ้นได้ไม่น้อย แม้ว่าจะยังเหลือความหยิ่งยโสอยู่มาก แต่หวังรั่วจวินก็ยังคิดถึงตระกูลเป็นอันดับแรก

ขอเพียงช่วยท่านปู่ของเขาได้ ไม่ว่าจะให้ทำอะไรเขาก็ยอม แค่เรื่องขอขมาเท่านี้ย่อมไม่มีปัญหา

“ผู้อาวุโสชวี่ แล้วท่านล่ะ ?”

หวังรั่วอีมองชวี่เซียวด้วยคิ้วที่ขมวดแน่น

“เหอะ ! ฝันไปเถอะ ข้าไม่มีทางไปคุกเข่าขอขมานังเด็กจองหองนั่นเด็ดขาด”

ชวี่เซียวแค่นเสียงตอบโดยไม่ลังเล การจะให้ผู้อาวุโสเช่นเขาไปคุกเข่าต่อหน้านังเด็กน่าชังผู้นั้นเขาไม่มีวันทำได้

“ผู้อาวุโสชวี่ เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตท่านปู่ ได้โปรดเห็นแก่สมาคมและวางทิฐิที่มีลงก่อนได้หรือไม่ ?”

เมื่อได้ยินวาจาของชวี่เซียว สีหน้าของหวังรั่วอีและหวังรั่วจวินก็เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม เพื่อช่วยชีวิตผู้เฒ่าหวังเหลียงให้ได้ พวกเขาจึงไม่กล้าตำหนิผู้อาวุโสท่านนี้แต่พยายามเอ่ยคำอ้อนวอนเขาแทน

“ฮ่า ๆ ๆ ในเมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องของปู่เจ้า แล้วเกี่ยวอะไรกับข้าด้วยเล่า เขาเป็นประธานสมาคมแล้วอย่างไร ? เขาตายไปวันหน้าก็มีคนใหม่ขึ้นรับตำแหน่งแทน ที่สำคัญตาเฒ่านั่นก็ไม่เคยเห็นหัวข้า พวกเขาอยากจะทำอะไรก็เชิญตามสบาย ข้าไม่ขอข้องเกี่ยว”

ชวี่เซียวหัวเราะเย้ยหยันแล้วหันหลังเพื่อก้าวเดินออกไปจากห้อง ก่อนย่างเท้าพ้นธรณีประตู อดีตผู้อาวุโสก็หันมาฝากคำอำลา

“นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าไม่ใช่คนของสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูร ลาล่ะ”

สิ้นเสียงนั้น บุรุษนามชวี่เซียวก็หายตัวไปจากสมาคมใหญ่ที่เคยสังกัดอยู่ตลอดกาล

“ชวี่เซียว เจ้าคนชั่วช้า ไม่คิดเลยว่าจะเป็นคนนิสัยแย่แบบนี้ !”

ทันทีที่ชวี่เซียวหันหลังเดินออกไปจากสมาคม หวังรั่วอีก็ด่าทอไล่หลังอย่างไม่สบอารมณ์ ตอนนี้สองพี่สองน้องตระกูลหวังรู้สึกขยะแขยงบุรุษที่เคยนับถือและเรียกขานเป็นผู้อาวุโสคนนี้อย่างมาก

เมื่อผู้เฒ่าหวังเหลียงเห็นการตัดสินใจของชวี่เซียว ใบหน้าของเขาก็ปรากฏแววโกรธแค้นและเจ็บปวด ทว่าเขาก็ทำได้เพียงถอนหายใจ “เป็นข้าเองที่ดูคนผิดไป”

เมื่อได้ยินวาจาอ่อนล้าของประธานสมาคมผู้เฒ่า พร้อมกับมองเห็นใบหน้าชราที่ซีดลงเรื่อย ๆ ทุกคนก็ยิ่งรู้สึกเศร้าหมองมากขึ้นไปอีก

“ไม่เป็นไร ถึงเจ้าชวี่เซียวนั่นจะไปแล้ว แต่ข้าจะไปขอขมาฉินอวี้โม่เอง ไม่ว่าโอกาสมีน้อยแค่ไหน ข้าก็จะขอลองดู ข้าสัญญาจะไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ แน่”

หวังรั่วจวินส่ายศีรษะแต่ก็ยังเอ่ยออกมาอย่างมุ่งมั่น หลังจากกล่าวจบเขาก็เตรียมตัวเดินทางไปยังจวนตระกูลฉิน

“นายน้อย ข้ากับฉินอวี้โม่พอจะมีความรู้สึกที่ดีต่อกันอยู่บ้าง ข้าเองก็จะไปกับท่านด้วย บางทีข้าอาจจะช่วยขอร้องนางได้”

จงหัวเอ่ย กล่าวจบเขาก็รีบวิ่งตามหวังรั่วจวินออกไป

เขากับฉินอวี้โม่เคยมีไมตรีต่อกัน เขาหวังว่าความสัมพันธ์ที่ดีนี้จะพอช่วยได้

ณ จวนตระกูลฉิน

ฉินอี้เพ่ยที่เห็นเหตุการณ์หน้าจวนวิ่งเข้ามาบอกเล่าเรื่องราวให้ผู้เป็นน้องสาวฟัง “เสี่ยวโม่เอ๋อร์ หวังรั่วจวินคลานเข่าเข้ามาในตระกูลเราก่อนจะก้มหัวอยู่หน้าเรือนรับรอง แต่ข้าไม่เห็นชวี่เซียว คนที่มาแทนคือจงหัว”

คุณหนูสามตระกูลฉินเป็นผู้หนึ่งที่ทราบเรื่องราวความบาดหมางของน้องสาวและสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูร และก็รู้เงื่อนไขกับเรื่องราวที่หวังรั่วอีมาอ้อนวอนให้ช่วยเหลือ เมื่อเห็นหวังรั่วจวินคลานเข้ามาในตระกูลฉิน นางก็รีบมาแจ้งข่าว ทว่าที่นางเห็นมีเพียงนายน้อยแห่งสมาคมเห็นแก่ตัว แต่ชวี่เซียวผู้น่ารังเกียจไม่มีผู้ใดเห็นแม้แต่เงา

เมื่อได้ยินคำบอกเล่าของฉินอี้เพ่ย ฉินอวี้โม่ก็ผงะไป อดีตนักฆ่าในร่างคุณหนูไม่คิดว่าหวังรั่วจวินคุณชายจองหองผู้ไม่เคยยอมเสียหน้าจะยอมลงทุนทำถึงขนาดนี้

นางเพิ่งจะตัดสินใจว่าถ้าหวังรั่วจวินและชวี่เซียวไม่มา นางจะเสนอเงื่อนไขอื่นแล้วเข้าไปช่วยเหลือพวกเขาก่อน

“เสี่ยวโม่เอ๋อร์ ตอนนี้ชีวิตของหวังเหลียงอยู่ในวิกฤต แม้ว่าความสัมพันธ์ของเรากับสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูรจะไม่ดี แต่เจ้าก็ไปช่วยเขาก่อนเถอะ”

แต่ไหนแต่ไรมา ผู้เฒ่าฉินเฟินไม่เคยแทรกแซงการตัดสินใจของหลานสาว แต่ครั้งนี้เขาอดจะกล่าวท้วงติงออกมาไม่ได้จริง ๆ

“ความเป็นความตายคือเรื่องใหญ่ ชีวิตคนสำคัญเหนือทิฐิมานะทั้งหลาย ปัญหาอื่น ๆ ไว้ค่อยว่ากันทีหลัง ไม่ว่าความบาดหมางจะร้ายแรงเพียงใดแต่ก็ไม่ควรไร้เมตตาไม่คิดช่วยเหลือชีวิตคนทั้ง ๆ ที่เจ้าทำได้”

“ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะท่านปู่ ข้าเองก็ตัดสินใจไว้เช่นนั้นอยู่แล้ว”

ฉินอวี้โม่ยิ้มรับคำผู้เป็นปู่ ก่อนจะลุกเดินออกจากเรือนหลักไป

ฉินอี้เพ่ยตามน้องสาวไปด้วย พวกนางทั้งสองเดินตรงไปยังจุดที่หวังรั่วจวินคุกเข่าอยู่อย่างรวดเร็ว

ในตอนนี้หน้าผากของหวังรั่วจวินเต็มไปด้วยรอยแดงและบวมช้ำ ดูเหมือนว่าเขาจะเอาศีรษะโขกพื้นเพื่อขอขมานางอยู่หลายครั้ง และทำอย่างจริงจังมากเสียด้วย

ถึงแม้หลังจากที่ทำอยู่นานจะยังไม่มีคนออกมา แต่เขาก็ยังไม่คิดที่จะยอมแพ้และยังคงโขกศีรษะอย่างต่อเนื่องเพื่อร้องขอความเมตตา

การกระทำของหวังรั่วจวินทำให้ผู้คนในตระกูลฉินจำนวนมากเข้ามามุงดู

หลายคนรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นที่สมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูรอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว ทว่าก็ยังมีหลายคนเช่นกันที่งุนงงว่าเหตุใดนายน้อยแห่งสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูรถึงมาทำเรื่องประหลาดอยู่หน้าเรือนรับรอง

ขณะนี้แม้แต่หวังรั่วอีที่ตามมาสมทบทีหลังก็คุกเข่าลงด้วยเช่นกัน แต่ในตอนที่นางกำลังจะยืนขึ้นกลับเห็นเงาคนผู้หนึ่งมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเสียก่อน

.

คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด – ตอนที่ 213 อ้อนวอน

คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด – ตอนที่ 213 อ้อนวอน

“คุณหนูอวี้โม่ ข้าทราบดีว่าก่อนหน้านี้สมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูรของเราสร้างเรื่องบาดหมางต่อเจ้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นตัวข้า น้องชายข้า หรือผู้อาวุโสชวี่เซียวต่างก็ทำให้เจ้าขุ่นเคืองหลายครั้ง แต่เรื่องครั้งนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตของท่านปู่ของข้า ข้าอยากขอร้องเจ้าให้ช่วยชีวิตเขาสักครั้ง ขอเพียงเจ้ายอมช่วยชีวิตท่านปู่ พวกเราสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูรขอยอมทำทุกอย่าง”

แม้จะคิดว่าความเป็นไปได้ที่ฉินอวี้โม่จะยอมช่วยเหลือมีอยู่เพียงน้อยนิด แต่หวังรั่วอีกลับกล่าวคำขอร้องโดยไม่ลังเล นางคุกเข่าลงตรงหน้าฉินอวี้โม่ สายตาเต็มไปด้วยแววอ้อนวอน

เมื่อเห็นการกระทำของคุณหนูใหญ่จากสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูร ฉินอวี้โม่ก็ตกใจไม่น้อย คราแรกนางไม่คิดว่ามันเป็นที่เรื่องร้ายแรงมากนัก ทว่าเมื่อหวังรั่วอียอมทำถึงเพียงนี้ นั่นก็แสดงว่าผู้เฒ่าประธานสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูรคงจะตกอยู่ในสภาวะวิกฤตอย่างแท้จริง

“ลุกขึ้นเถอะ” ฉินอวี้โม่เอ่ย

แม้จะไม่ได้มีจิตใจงดงามบริสุทธิ์ดุจพระโพธิสัตว์ แต่คุณหนูสี่ตระกูลฉินก็มิใช่คนใจทมิฬที่ถึงกับสามารถเพิกเฉยต่อความเป็นความตายของผู้อื่นได้ ยิ่งกว่านั้น หวังเหลียงผู้นี้แม้จะดูเห็นแก่ตัวไปบ้างแต่ก็นับเป็นคนบริสุทธิ์ผู้หนึ่ง ถึงก่อนหน้านี้นางและสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูรจะมีความสัมพันธ์อันย่ำแย่ต่อกันแค่ไหนแต่ก็ไม่ได้เป็นศัตรูคู่อาฆาตที่หมายเอาชีวิต และในเมื่อเป็นเรื่องที่ถึงแก่ชีวิตผู้คน นางก็ไม่อาจทนอยู่เฉยได้

อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่นางอยากจะเห็นก่อนจะไปยังสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูร

“หวังรั่วอี ในเมื่อเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตปู่ของเจ้าแล้วไหนเลยข้าจะไม่ช่วยได้”

เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนั้นของฉินอวี้โม่ สีหน้าของหวังรั่วอีก็ดูผ่อนคลายขึ้น

“แต่เจ้าจำได้หรือไม่ ครั้งล่าสุดที่ข้าไปเยือนสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูร ที่หน้าประตูสมาคมของเจ้า ข้าเคยกล่าวว่าอย่างไร”

ฉินอวี้โม่จ้องมองผู้ที่นางให้ฉายาว่าเป็นสตรีดอกบัวขาวก่อนจะกล่าวต่อ “ข้าบอกไว้ว่าหากอยากจะให้ข้าเหยียบเข้าไปในสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูรอีกครั้ง ต้องให้หวังรั่วจวินและชวี่เซียวมาคุกเข่าขอขมาต่อหน้าข้า ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่มีวันไปที่นั่นอีก”

แม้ว่าฉินอวี้โม่จะอยากช่วยหวังเหลียง แต่นางก็ยังไม่ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นครั้งนั้น โดยเฉพาะสิ่งที่นางได้ลั่นวาจาไว้ที่หน้าประตูสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูร

หญิงสาวอดีตนักฆ่าไม่ได้ใจอ่อนมากมายนัก ในเมื่อนางเคยลั่นวาจาไว้แล้วก็ต้องเป็นตามนั้น มิเช่นนั้นก็ถือว่านางผิดคำที่พูดไว้ เสมือนเป็นคนกลืนน้ำลายตัวเอง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่นางไม่อาจยอมรับได้

หวังรั่วอีจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นหน้าประตูทางเข้าสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูรได้เช่นกัน และยังจดจำคำพูดของคนตรงหน้าได้เป็นอย่างดี

คุณหนูตระกูลหวังรีบตอบกลับโดยไม่ลังเล “ข้าจะรีบกลับไปที่สมาคมเพื่อตามตัวน้องชายและผู้อาวุโสชวี่เซียวมาที่นี่เดี๋ยวนี้เลย เจ้ารอสักครู่นะ”

หลังจากกล่าวจบ หวังรั่วอีก็รีบวิ่งออกไปด้วยความรีบเร่ง ท่าทางของนางดูโล่งใจและกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก

ณ สมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูร

ขณะนี้ จงหัวและเหล่าผู้อาวุโสในสมาคมคนอื่น ๆ ยืนอยู่กันอย่างพร้อมหน้า ใบหน้าของทุกคนล้วนแต่เป็นสีดำคล้ำ ความเคร่งเครียดและความกังวลฉายชัดไม่ปิดบัง

เบื้องหน้าของพวกเขานั้น ผู้เฒ่าหวังเหลียงกำลังสยบมังกรตัวหนึ่งด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวและซีดเซียว

มังกรตัวนั้นถูกขังอยู่ในกรง ทว่ามันก็ยังดูดุร้ายและอาละวาดอย่างหนักราวกับจะทำลายกรงออกมาได้ทุกเวลา

“ท่านประธาน หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปท่านจะต้องตายเนื่องจากจิตวิญญาณแตกสลาย ให้ข้าช่วยท่านเถอะ อย่างน้อยก็น่าจะเพิ่มโอกาสได้บ้าง”

จงหัวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรนอย่างยิ่ง

“ไม่ได้เด็ดขาด !”

หวังเหลียงที่หน้าซีดเผือดและชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อตวาดเสียงดังเพื่อหยุดความคิดของจงหัวทันที

“ผู้อาวุโสจงหัว ท่านน่าจะรู้จักพลังของอสูรสวรรค์ดีไม่น้อยไปกว่าข้า ถ้าท่านเข้ามาแทรกแซง นอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้ว ตัวท่านเองก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย”

ที่ประธานสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูรกล่าวมานั้นไม่ผิด ตอนนี้เขากำลังใช้พลังจิตวิญญาณยุดยื้อและต้านทานพลังของอสูรสวรรค์อยู่ ผู้ฝึกสัตว์อสูรอาวุโสไม่สามารถถอนพลังกลับมาได้ เพราะถ้าหากทำเช่นนั้นตัวเขาจะได้รับผลสะท้อนทางจิตวิญญาณที่รุนแรงซึ่งนั่นอาจทำให้ถึงแก่ชีวิต แต่ถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไป ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นมีอยู่สองทาง หนึ่งคือเขาสามารถเอาชนะพลังของเจ้ามังกรได้ หรือสองคือพลังของเขาเหือดแห้งหมดสิ้นจนวิญญาณแตกสลาย ทว่าขณะนี้ความหวังที่ผลจะเป็นอย่างข้อแรกนั้นเรียกได้ว่าเท่ากับศูนย์แล้ว ในตอนนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หนทางที่จะช่วยชีวิตประธานสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูรได้มีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือต้องอาศัยพลังจากผู้ฝึกสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมากพอ และต้องให้คนผู้นั้นทำการสยบอสูรสวรรค์ตัวนี้ลงให้ได้ในชั่วพริบตาก่อนที่หวังเหลียงจะต้านทานไม่ไหว มิเช่นนั้นแล้วผู้ที่เข้ามาช่วยก็จะได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน

ทว่าทั่วทั้งสมาคมแห่งนี้นั้นกลับไม่มียอดฝีมือที่ว่าเลย

หลังจากหยุดไปชั่วครู่ ผู้เฒ่าหวังเหลียงก็กล่าวต่อ “หากวันนี้ข้าตายไป จงหัว ประธานสมาคมคนต่อไปคือเจ้า ต่อไปคงต้องฝากฝังสมาคมของเราไว้กับเจ้าแล้ว ขอจงดูแลทุกคนให้ดีด้วย”

แม้จะหยิ่งยโสและเห็นแก่ตัว แต่ผู้เฒ่าหวังเหลียงก็เป็นผู้นำที่ดีคนหนึ่ง เขาเข้าใจสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ดีที่สุดจึงกล่าววาจาสั่งเสียไว้ล่วงหน้า บัดนี้ใบหน้าของผู้ฝึกสัตว์อสูรเฒ่าซีดเซียวไร้สี เลือดอย่างสมบูรณ์ ร่างกายชราเริ่มอ่อนล้ามากขึ้นจนไม่อาจจะขยับตัวต่อไปได้อีกแล้ว

“ท่านประธานสมาคม ท่านต้องไม่เป็นอะไร ได้โปรดอดทนไว้ก่อนนะขอรับ”

เมื่อได้ยินคำสั่งเสียจากผู้นำสูงสุดของตน จงหัวก็โศกเศร้าเป็นอย่างมาก

ในฐานะผู้อาวุโสคนสำคัญของสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูร ผู้อาวุโสจงหัวมีความแข็งแกร่งและมีทักษะในด้านการฝึกสัตว์อสูรเป็นรองเพียงหวังเหลียงผู้เดียว จะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้ และถ้าหากไม่สามารถหายอดฝีมือมาช่วยสยบมังกรตัวนั้นได้ทันเวลา ผู้นำชราของพวกเขาจะต้องตายอย่างแน่นอน

“ท่านปู่อย่ากล่าวเช่นนั้นเลยนะขอรับ ตอนนี้พี่ใหญ่กำลังไปขอความช่วยเหลืออยู่ ข้าเชื่อว่านางจะหาคนมาช่วยท่านได้แน่”

หวังรั่วจวินกล่าวอย่างเป็นกังวล

“หึ ๆ ๆ เจ้าเด็กไม่รู้ความ เจ้าคิดหรือว่าในนครไป๋อวิ๋นแห่งนี้นอกจากข้าแล้วจะมีคนที่สยบอสูรสวรรค์ได้อีก ?”

หวังเหลียงหัวเราะเสียงอิดโรย เขาไม่คิดว่าจะมีผู้ใดในเมืองนี้ที่มีทักษะด้านการสยบอสูรที่เหนือชั้นกว่าตน

“มีคนผู้นั้นอยู่จริง ๆ และเป็นคนที่ท่านประธานรู้จักด้วย”

จงหัวโพล่งวาจา ในหัวเขากำลังนึกถึงคุณหนูตระกูลฉินที่เคยพบกันเมื่อครั้งก่อน

ถึงแม้ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าความสามารถด้านการสยบอสูรของนางอยู่ในระดับใด แต่อย่างน้อย ๆ นางไม่ด้อยกว่าผู้เฒ่าหวังเหลียงเป็นแน่ หรือบางทีอาจจะเหนือกว่าเสียด้วยซ้ำ เพราะไม่นานมานี้ในที่สุดเขาก็สืบจนได้รู้ว่าผู้ที่นำอสูรมายาระดับสูงจำนวนมากมายไปร่วมประมูลที่งานประมูลใหญ่ในวันนั้นก็คือฉินอวี้โม่

“จริงรึ ? จงหัว ท่านอย่าหลอกคนแก่จะดีกว่า”

ผู้เฒ่าหวังเหลียงถามด้วยความสงสัยก่อนจะส่ายศีรษะ ถ้าหากว่ามียอดฝีมือเช่นนั้นอยู่จริง มีหรือที่เขาจะไม่รู้

“ข้าไม่ได้หลอกท่าน ท่านประธานยังจำฉินอวี้โม่ได้หรือไม่ ?”

จงหัวเอ่ยชื่อบุคคลในความคิดเพื่อย้ำการมีตัวตนอยู่ของนาง

“หึ ๆ แน่นอนว่าจำได้ ถึงจะแก่แต่ข้าไม่ได้เลอะเลือน ข้าไม่มีทางลืมเรื่องนังเด็กโอหังคนนั้นหรอก”

บุรุษชราผู้โรยแรงยิ้มแล้วตอบ ภาพของสตรีน่าหงุดหงิดในวันนั้นยังอยู่ในความทรงจำของเขา

“แต่ความแข็งแกร่งในด้านการฝึกสัตว์อสูรของฉินอวี้โม่ดูเหมือนจะไม่ด้อยไปกว่าท่านประธานเลยนะขอรับ”

จงหัวยิ้มก่อนจะกล่าวต่อ “ก่อนหน้านี้ในงานประมูลใหญ่ประจำปีของโรงประมูลไป๋อวิ๋น นางได้จับอสูรมายาระดับสูงหลายตัวส่งเข้าประมูลในคราเดียว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าตกใจเพราะอย่าว่าแต่ในเวลาแค่ไม่กี่วันเลยเพราะต่อให้มีเวลานานเป็นปีก็ยากจะมีคนทำได้เช่นนั้น”

เมื่อได้ยินคำบอกเล่าของจงหัว หวังเหลียงก็นิ่งอึ้งไปด้วยความรู้สึกตื่นตะลึง เรื่องราวเช่นนี้เป็นสิ่งเหลือเชื่อมากเกินไป

“ท่านปู่ สิ่งที่ผู้อาวุโสจงกล่าวเป็นความจริงขอรับ แต่ปัญหาคือพวกเรา…ไม่สิ… ตัวข้ามีเรื่องบาดหมางกับฉินอวี้โม่มาตลอด ข้าไม่รู้ว่านางจะยอมช่วยเราหรือไม่”

หวังรั่วจวินกล่าวสนับสนุนจงหัวเสียงหนักแน่น ทว่าในตอนท้ายของประโยค เสียงที่เขากล่าวกลับแผ่วเบาราวกับรู้สึกผิด

อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้เขาเอ่ยถึงนาม ‘ฉินอวี้โม่’ ขึ้นมาด้วยสีหน้าที่ผิดกับทุกครั้ง

เรื่องที่เกิดขึ้นในป่าเหมันต์ทำให้ทัศนคติที่หวังรั่วจวินมีต่อสตรีคุณหนูสี่ตระกูลฉินเปลี่ยนไปจากเดิมมาก

เดิมทีฉินอวี้โม่ถือเป็นเป้าหมายหนึ่งในการเล่นสนุกของเขา ไม่ว่าจะพบเจอกันที่ใด ขอเพียงสบโอกาสดี ๆ เขาก็จะต้องราวีนางเสมอ เหตุผลสำคัญที่เขาเฝ้าหาเรื่องคนผู้นี้ก็เป็นเพราะความริษยา เขาอิจฉาที่สตรีผู้มาจากบ้านนอกโดดเด่นกว่าในทุกด้าน ทว่าหลังจากที่ถูกนางช่วยชีวิตไว้ในครั้งนั้น หวังรั่วจวินก็เริ่มคิดได้ เมื่อทบทวนความคิดของตัวเองอีกครั้ง จากความอิจฉาที่มีก็เปลี่ยนมาเป็นความชื่นชมและชมชอบ ฉินอวี้โม่นั้นคือบุคคลที่เป็นเลิศ และมีพรสวรรค์สูงส่งเกินกว่าที่เขาจะเทียบได้อย่างแท้จริง

ในระหว่างบทสนทนากึ่ง ๆ จะสิ้นหวังนั้นเอง คุณหนูใหญ่ของสมาคมก็วิ่งเข้ามา

“ท่านพี่เป็นอย่างไรบ้าง ?”

ทันทีที่เห็นหวังรั่วอีกลับมาเพียงลำพัง หวังรั่วจวินก็รีบเดินเข้าไปถามอย่างวิตกกังวล

“ฉินอวี้โม่รับปากว่าจะช่วยท่านปู่ แต่นางปฏิเสธที่จะเข้ามาในสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูร”

หวังรั่วอีมองหวังรั่วจวินแล้วหันไปมองชวี่เซียวก่อนจะกล่าวต่อ “นางบอกว่าถ้าอยากจะให้นางเข้ามาในสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูร ทั้งเจ้าและผู้อาวุโสชวี่เซียวจะต้องไปคุกเข่าขอขมานาง ไม่เช่นนั้นนางจะไม่มีวันเหยียบเข้ามาในสมาคมเราอีก”

เมื่อได้ยินสิ่งที่หวังรั่วอีกล่าว หวังรั่วจวินและชวี่เซียวก็เข้าใจในทันที จนถึงตอนนี้ฉินอวี้โม่ยังคงฝังใจกับเรื่องราวในวันนั้น

บัดนี้ใบหน้าของชวี่เซียวปั้นยากถึงขีดสุด ความอึดอัดใจแสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน บุรุษผู้เห็นแก่ตัวพยายามหลบเลี่ยงสายตาเสมองไปทางอื่น ไม่มีใครทราบว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่

หวังรั่วจวินกัดฟันแน่นก่อนจะกล่าวขึ้นมาอย่างไม่ลังเล “ไม่มีปัญหา ข้าจะคุกเข่าแล้วคลานเข้าไปในตระกูลฉินเพื่อขอขมานาง ขอเพียงนางยอมช่วยท่านปู่ ข้ายอมทำทุกอย่าง”

ดูเหมือนว่าการรอดพ้นจากความตายในวันนั้นจะทำให้คุณชายผู้ไม่รู้จักโตเติบโตขึ้นได้ไม่น้อย แม้ว่าจะยังเหลือความหยิ่งยโสอยู่มาก แต่หวังรั่วจวินก็ยังคิดถึงตระกูลเป็นอันดับแรก

ขอเพียงช่วยท่านปู่ของเขาได้ ไม่ว่าจะให้ทำอะไรเขาก็ยอม แค่เรื่องขอขมาเท่านี้ย่อมไม่มีปัญหา

“ผู้อาวุโสชวี่ แล้วท่านล่ะ ?”

หวังรั่วอีมองชวี่เซียวด้วยคิ้วที่ขมวดแน่น

“เหอะ ! ฝันไปเถอะ ข้าไม่มีทางไปคุกเข่าขอขมานังเด็กจองหองนั่นเด็ดขาด”

ชวี่เซียวแค่นเสียงตอบโดยไม่ลังเล การจะให้ผู้อาวุโสเช่นเขาไปคุกเข่าต่อหน้านังเด็กน่าชังผู้นั้นเขาไม่มีวันทำได้

“ผู้อาวุโสชวี่ เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตท่านปู่ ได้โปรดเห็นแก่สมาคมและวางทิฐิที่มีลงก่อนได้หรือไม่ ?”

เมื่อได้ยินวาจาของชวี่เซียว สีหน้าของหวังรั่วอีและหวังรั่วจวินก็เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม เพื่อช่วยชีวิตผู้เฒ่าหวังเหลียงให้ได้ พวกเขาจึงไม่กล้าตำหนิผู้อาวุโสท่านนี้แต่พยายามเอ่ยคำอ้อนวอนเขาแทน

“ฮ่า ๆ ๆ ในเมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องของปู่เจ้า แล้วเกี่ยวอะไรกับข้าด้วยเล่า เขาเป็นประธานสมาคมแล้วอย่างไร ? เขาตายไปวันหน้าก็มีคนใหม่ขึ้นรับตำแหน่งแทน ที่สำคัญตาเฒ่านั่นก็ไม่เคยเห็นหัวข้า พวกเขาอยากจะทำอะไรก็เชิญตามสบาย ข้าไม่ขอข้องเกี่ยว”

ชวี่เซียวหัวเราะเย้ยหยันแล้วหันหลังเพื่อก้าวเดินออกไปจากห้อง ก่อนย่างเท้าพ้นธรณีประตู อดีตผู้อาวุโสก็หันมาฝากคำอำลา

“นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าไม่ใช่คนของสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูร ลาล่ะ”

สิ้นเสียงนั้น บุรุษนามชวี่เซียวก็หายตัวไปจากสมาคมใหญ่ที่เคยสังกัดอยู่ตลอดกาล

“ชวี่เซียว เจ้าคนชั่วช้า ไม่คิดเลยว่าจะเป็นคนนิสัยแย่แบบนี้ !”

ทันทีที่ชวี่เซียวหันหลังเดินออกไปจากสมาคม หวังรั่วอีก็ด่าทอไล่หลังอย่างไม่สบอารมณ์ ตอนนี้สองพี่สองน้องตระกูลหวังรู้สึกขยะแขยงบุรุษที่เคยนับถือและเรียกขานเป็นผู้อาวุโสคนนี้อย่างมาก

เมื่อผู้เฒ่าหวังเหลียงเห็นการตัดสินใจของชวี่เซียว ใบหน้าของเขาก็ปรากฏแววโกรธแค้นและเจ็บปวด ทว่าเขาก็ทำได้เพียงถอนหายใจ “เป็นข้าเองที่ดูคนผิดไป”

เมื่อได้ยินวาจาอ่อนล้าของประธานสมาคมผู้เฒ่า พร้อมกับมองเห็นใบหน้าชราที่ซีดลงเรื่อย ๆ ทุกคนก็ยิ่งรู้สึกเศร้าหมองมากขึ้นไปอีก

“ไม่เป็นไร ถึงเจ้าชวี่เซียวนั่นจะไปแล้ว แต่ข้าจะไปขอขมาฉินอวี้โม่เอง ไม่ว่าโอกาสมีน้อยแค่ไหน ข้าก็จะขอลองดู ข้าสัญญาจะไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ แน่”

หวังรั่วจวินส่ายศีรษะแต่ก็ยังเอ่ยออกมาอย่างมุ่งมั่น หลังจากกล่าวจบเขาก็เตรียมตัวเดินทางไปยังจวนตระกูลฉิน

“นายน้อย ข้ากับฉินอวี้โม่พอจะมีความรู้สึกที่ดีต่อกันอยู่บ้าง ข้าเองก็จะไปกับท่านด้วย บางทีข้าอาจจะช่วยขอร้องนางได้”

จงหัวเอ่ย กล่าวจบเขาก็รีบวิ่งตามหวังรั่วจวินออกไป

เขากับฉินอวี้โม่เคยมีไมตรีต่อกัน เขาหวังว่าความสัมพันธ์ที่ดีนี้จะพอช่วยได้

ณ จวนตระกูลฉิน

ฉินอี้เพ่ยที่เห็นเหตุการณ์หน้าจวนวิ่งเข้ามาบอกเล่าเรื่องราวให้ผู้เป็นน้องสาวฟัง “เสี่ยวโม่เอ๋อร์ หวังรั่วจวินคลานเข่าเข้ามาในตระกูลเราก่อนจะก้มหัวอยู่หน้าเรือนรับรอง แต่ข้าไม่เห็นชวี่เซียว คนที่มาแทนคือจงหัว”

คุณหนูสามตระกูลฉินเป็นผู้หนึ่งที่ทราบเรื่องราวความบาดหมางของน้องสาวและสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูร และก็รู้เงื่อนไขกับเรื่องราวที่หวังรั่วอีมาอ้อนวอนให้ช่วยเหลือ เมื่อเห็นหวังรั่วจวินคลานเข้ามาในตระกูลฉิน นางก็รีบมาแจ้งข่าว ทว่าที่นางเห็นมีเพียงนายน้อยแห่งสมาคมเห็นแก่ตัว แต่ชวี่เซียวผู้น่ารังเกียจไม่มีผู้ใดเห็นแม้แต่เงา

เมื่อได้ยินคำบอกเล่าของฉินอี้เพ่ย ฉินอวี้โม่ก็ผงะไป อดีตนักฆ่าในร่างคุณหนูไม่คิดว่าหวังรั่วจวินคุณชายจองหองผู้ไม่เคยยอมเสียหน้าจะยอมลงทุนทำถึงขนาดนี้

นางเพิ่งจะตัดสินใจว่าถ้าหวังรั่วจวินและชวี่เซียวไม่มา นางจะเสนอเงื่อนไขอื่นแล้วเข้าไปช่วยเหลือพวกเขาก่อน

“เสี่ยวโม่เอ๋อร์ ตอนนี้ชีวิตของหวังเหลียงอยู่ในวิกฤต แม้ว่าความสัมพันธ์ของเรากับสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูรจะไม่ดี แต่เจ้าก็ไปช่วยเขาก่อนเถอะ”

แต่ไหนแต่ไรมา ผู้เฒ่าฉินเฟินไม่เคยแทรกแซงการตัดสินใจของหลานสาว แต่ครั้งนี้เขาอดจะกล่าวท้วงติงออกมาไม่ได้จริง ๆ

“ความเป็นความตายคือเรื่องใหญ่ ชีวิตคนสำคัญเหนือทิฐิมานะทั้งหลาย ปัญหาอื่น ๆ ไว้ค่อยว่ากันทีหลัง ไม่ว่าความบาดหมางจะร้ายแรงเพียงใดแต่ก็ไม่ควรไร้เมตตาไม่คิดช่วยเหลือชีวิตคนทั้ง ๆ ที่เจ้าทำได้”

“ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะท่านปู่ ข้าเองก็ตัดสินใจไว้เช่นนั้นอยู่แล้ว”

ฉินอวี้โม่ยิ้มรับคำผู้เป็นปู่ ก่อนจะลุกเดินออกจากเรือนหลักไป

ฉินอี้เพ่ยตามน้องสาวไปด้วย พวกนางทั้งสองเดินตรงไปยังจุดที่หวังรั่วจวินคุกเข่าอยู่อย่างรวดเร็ว

ในตอนนี้หน้าผากของหวังรั่วจวินเต็มไปด้วยรอยแดงและบวมช้ำ ดูเหมือนว่าเขาจะเอาศีรษะโขกพื้นเพื่อขอขมานางอยู่หลายครั้ง และทำอย่างจริงจังมากเสียด้วย

ถึงแม้หลังจากที่ทำอยู่นานจะยังไม่มีคนออกมา แต่เขาก็ยังไม่คิดที่จะยอมแพ้และยังคงโขกศีรษะอย่างต่อเนื่องเพื่อร้องขอความเมตตา

การกระทำของหวังรั่วจวินทำให้ผู้คนในตระกูลฉินจำนวนมากเข้ามามุงดู

หลายคนรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นที่สมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูรอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว ทว่าก็ยังมีหลายคนเช่นกันที่งุนงงว่าเหตุใดนายน้อยแห่งสมาคมผู้ฝึกสัตว์อสูรถึงมาทำเรื่องประหลาดอยู่หน้าเรือนรับรอง

ขณะนี้แม้แต่หวังรั่วอีที่ตามมาสมทบทีหลังก็คุกเข่าลงด้วยเช่นกัน แต่ในตอนที่นางกำลังจะยืนขึ้นกลับเห็นเงาคนผู้หนึ่งมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเสียก่อน

.

Options

not work with dark mode
Reset