คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด – ตอนที่ 301 แผนที่ซากปรักหักพัง

ณ ลานจัตุรัส การหารือของทุกคนเกี่ยวกับตัวตนของฉินอวี้โม่ไม่ได้หยุดลงเพราะนางเดินจากไป

หลายคนมองไปในทิศทางที่นางมุ่งหน้าออกไปด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้ พวกเขาต่างก็อยากรู้ว่า ‘บุรุษหนุ่ม’ ผู้เจิดจรัสและมากฝีมือนี้มาจากที่ใด

ช่างหลอมระดับเชี่ยวชาญอายุเพียงสิบเก้าปีซึ่งมีเพลิงจักรพรรดิและได้เป็นถึงผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของสมาคมช่างหลอม หลังจากผ่านงานชุมนุมช่างหลอมครั้งนี้ไป ทุกคนมั่นใจว่าฉินอวี้โม่จะเป็นที่สนใจและเป็นที่จับตามองของผู้คนมากมายหลายตา อีกทั้งขุมกำลังมากมายทั้งน้อยใหญ่ทั่วดินแดนก็จะพยายามผูกมิตรกับเขาเช่นกัน

“เหอะ เราไปกันเถอะ!”

เฟิงอู๋แค่นเสียงอย่างหงุดหงิดใจ เขาไม่คิดเลยว่าฉินอวี้โม่จะบรรลุความสำเร็จได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นนี้ ‘บุรุษหนุ่ม’ ที่มีเรื่องบาดหมางกับเขามาก่อนหยามเกียรติช่างหลอมระดับปรมาจารย์จากตระกูลเฟิงจนแทบจมดินและกลายเป็นผู้เลื่องชื่อในการแข่งขันครั้งนี้

สีหน้าของหวังซั่วบิดเบี้ยวอย่างมากและเขาไม่คาดคิดว่ายอดฝีมืออย่างตนเองจะพ่ายแพ้ต่อเด็กเมื่อวานซืนอย่างฉินอวี้โม่

เขาไม่ใช่คนใจกว้างเอื้อเฟื้อ ฝีมือและผลงานที่โดดเด่นของฉินอวี้โม่ก่อนหน้านี้ทำให้เขาขุ่นเคืองใจเป็นที่สุด หากเป็นไปได้ เขาก็ไม่รังเกียจที่จะสั่งสอนอีกฝ่ายให้รู้สำนึกกับการที่กล้ากระตุกหนวดเสือของเขา

แต่ทว่า.. ไม่ว่าจะเป็นความสนใจจากสายตาผู้คนหรือสถานะของฉินอวี้โม่ในปัจจุบัน ต่อให้เขาอยากจะสั่งสอนนาง เขาก็ยังไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามออกไป

“ปรมาจารย์หวังซั่ว ข้าจะรายงานผู้นำตระกูลเกี่ยวกับผลงานของท่านในงานชุมนุมครั้งนี้ ท่านแสดงฝีมือได้อย่างเต็มที่แล้ว เพียงแต่อวี๋โม่ผู้นั้นเหนือมนุษย์เกินไป”

เฟิงอู๋สังเกตเห็นสีหน้าไม่สบอารมณ์ของหวังซั่วและกล่าวขึ้นเบาๆ

ว่ากันตามตรง ความสัมพันธ์ของเขาและหวังซั่วไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมกันเท่าไหร่นัก หวังซั่วผู้นี้ทะนงตนเกินไปและไม่ได้สนใจตัวเขาแม้แต่น้อยตอนอยู่ในจวนตระกูลเฟิง หลังจากงานชุมนุมครั้งนี้ผ่านไป เขาจะต้องเอาชนะใจปรมาจารย์ตรงหน้าให้ได้

ในฐานะปรมาจารย์อันดับหนึ่งของตระกูลเฟิง สถานะของเขาไม่ด้อยไปกว่าผู้อาวุโสของตระกูล หากว่าหวังซั่วยินดีอยู่ฝ่ายเดียวกับเขาและสนับสนุนเขาในการชิงตำแหน่งผู้นำตระกูล เฟิงอู๋ก็จะมีโอกาสและมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น

เมื่อได้ยินวาจาของเฟิงอู๋ หวังซั่วก็กล่าวตอบ “ครั้งนี้ข้าประมาทไปเอง ข้าเชื่อว่าถ้าผู้นำตระกูลรู้สถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นที่นี่ เขาก็คงจะไม่ว่าอะไร แต่ก็ขอบคุณสำหรับความหวังดีของท่าน”

แน่นอนว่าหวังซั่วเข้าใจความหมายของเฟิงอู๋เป็นอย่างดีทว่าเขาไม่ได้แสดงท่าทีสนใจหรือพอใจใดๆ

ในเมื่อต้องการเอาชนะใจเขา เฟิงอู๋ก็ต้องพยายามและลงทุนมากกว่านี้ ถึงอย่างไรแล้วสถานะของเขาในตระกูลเฟิงก็ไม่ใช่ต่ำต้อย หากว่าเขาออกเสียงสนับสนุนเฟิงอู๋ มันจะช่วยบุรุษหนุ่มได้เป็นอย่างมาก

แน่นอนว่าหากเฟิงอู่ชิงตำแหน่งมาได้และขึ้นเป็นผู้นำตระกูลเฟิงคนต่อไป สถานะของหวังซั่วก็อาจสูงส่งมากกว่าในตอนนี้

“ปรมาจารย์หวังซั่ว เรากลับด้วยกันเถอะ ข้าได้ยินมาว่าน้องสาวที่พลัดพรากของข้ากลับมาแล้ว ข้าอยากรู้นักว่านางจะเป็นอย่างไร”

เฟิงอู๋เข้าใจความหมายของหวังซั่วดีและยิ้มมุมปากเล็กน้อยเพื่อยับยั้งเจตนาของตนเองไว้โดยการเอ่ยถึงเรื่องอื่น

ตอนนี้เขายังไม่ได้เป็นผู้นำตระกูลเฟิง แม้ว่ามีหลายคนที่คอยสนับสนุนเขาอยู่ ทว่าก็มีบางส่วนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขา ด้วยเหตุนั้น เขาก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อคว้าตำแหน่งผู้นำตระกูลเฟิงคนต่อไปมาให้ได้

“ดีเลย ข้าก็คิดแบบนั้น”

หวังซั่วพยักศีรษะเห็นด้วย

“จะว่าไปแล้ว หากพอจะเป็นไปได้ ช่วยส่งคนไปสืบเรื่องของอวี๋โม่นั่นจะได้หรือไม่ ข้ารู้สึกตงิดใจอยู่ตลอดว่าเขามีอะไรไม่ชอบมาพากล”

หวังซั่วกล่าวเพื่อให้เฟิงอู๋สืบหาข้อมูลเรื่องตัวตนที่แท้จริงของฉินอวี้โม่

เฟิงอู๋พยักศีรษะตอบรับ ต่อให้หวังซั่วไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้ เขาก็ตั้งใจที่จะสืบเรื่องนี้อยู่แล้ว

แน่นอนว่าฉินอวี้โม่ไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นที่ลานจัตุรัส บัดนี้กลุ่มของนางกลับไปถึงสมาคมช่างหลอมแล้ว

“พี่อวี๋โม่ ไปหาประธานสมาคมเพื่อรับรางวัลเถอะ พี่ซื่อชู่กับข้าจะไปตรวจดูอันดับรางวัล”

ซูเสี่ยวจวิ้นยิ้มกว้างพลางกล่าวกับฉินอวี้โม่ นางทราบดีว่าฉินอวี้โม่ยังมีเรื่องที่ต้องจัดการให้เรียบร้อย ดังนั้นจึงไม่ต้องการกวนใจนางต่อไป

ฉินอวี้โม่ก็พยักศีรษะอย่างเป็นธรรมชาติก่อนที่จะเรียกเด็กรับใช้เข้ามาและให้เขานำทางไปหาประธานสมาคมเยว่ชิงทันที

เด็กรับใช้ก็รับรู้ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในงานชุมนุมช่างหลอมแล้วและรู้ดีว่าบัดนี้สถานะของ ‘อวี๋โม่’ แตกต่างไปจากเดิม เขาจึงแสดงท่าทีเคารพมากยิ่งขึ้น

“ท่านผู้อาวุโสอวี๋โม่ ท่านประธานอยู่ข้างในขอรับ เชิญท่านเข้าไปได้เลย”

เด็กหนุ่มนำทางฉินอวี้โม่มาถึงประตูห้องหนึ่งก่อนกล่าวกับนางและก้าวถอยหลังเพื่อแยกตัวออกไป

ฉินอวี้โม่เคาะประตูเบาๆและได้ยินเสียงของเยว่ชิงดังมาจากข้างใน

“ฮ่าๆๆ เสี่ยวอวี๋โม่นั่นเอง เข้ามาสิ เรารอเจ้ามาเป็นระยะหนึ่งแล้ว”

เมื่อได้ยินวาจาของอีกฝ่าย ฉินอวี้โม่ก็ยิ้มมุมปากเล็กน้อยและเปิดประตูก่อนเดินเข้าไปข้างใน

เมื่อเข้ามาภายในบริเวณห้อง นางก็มองเห็นห้องที่ดูเหมือนห้องหนังสือและมีเก้าอี้หลายตัววางเรียงรายโดยมีหลายคนที่กำลังนั่งสนทนากันอยู่บนเก้าอี้เหล่านั้น

เมื่อเห็นผู้ที่เดินเข้ามา สายตาทุกคู่ก็จับจ้องมาที่นางทันทีและพวกเขามองนางด้วยความสงสัยใคร่รู้อย่างชัดเจน

จากการมองเพียงแวบเดียว ฉินอวี้โม่ก็เห็นคนที่คุ้นตาสี่คนซึ่งก็คือเยว่ชิง—ประธานสมาคมช่างหลอม ศิษย์น้องของเยว่ชิงผู้เป็นปรมาจารย์ช่างหลอม—กู่หยวน รวมถึงผู้อาวุโสหลัวหลินและประธานสมาคมโอสถ—เย่าเหยียน

แม้ว่าจะคุ้นหน้าคุ้นตาคนอื่นๆเช่นกัน คุณหนูสี่ตระกูลฉินก็ไม่ได้รู้จักพวกเขา

“มาสิ ข้าจะแนะนำเจ้า”

เยว่ชิงยิ้มให้ฉินอวี้โม่ขณะหันไปกล่าวกับคนเหล่านั้น “นี่คือผู้คว้าชัยชนะในงานชุมนุมช่างหลอมในครั้งนี้—อวี๋โม่ เขาเป็นผู้หลอมสมบัติเชิงมิติและจะกลายเป็นผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของสมาคมช่างหลอมของเราในอนาคต”

คนเหล่านั้นรู้จักตัวตนของฉินอวี้โม่อยู่แล้ว พวกเขายิ้มอย่างเป็นมิตรและพยักศีรษะพร้อมกล่าวทักทาย

“เสี่ยวอวี๋โม่ คนเหล่านี้คือผู้อาวุโสของสมาคมช่างหลอมของเรา ผู้อาวุโสซิง ผู้อาวุโสเสวียน ผู้อาวุโสจิงและผู้อาวุโสเซียว”

เยว่ชิงหันมามองฉินอวี้โม่อีกครั้งขณะแนะนำบรรดาผู้อาวุโสของทางสมาคม

“ข้าน้อยขอคารวะท่านผู้อาวุโสทุกท่านขอรับ”

ฉินอวี้โม่กล่าวทักทายทุกคนอย่างนอบน้อม

“ฮ่าๆๆ เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ดีจริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่เขาสร้างผลงานครั้งใหญ่ในงานชุมนุมช่างหลอมได้”

ผู้อาวุโสเซียวหัวเราะเบาๆและกล่าวอย่างเป็นกันเอง

“ข้าได้ยินว่าเจ้ามีอายุแค่สิบเก้าปี พรสวรรค์แบบนี้ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ประหลาดในหมู่มนุษย์เลยจริงๆ”

ผู้อาวุโสเสวียนอดถอนหายใจกับตัวเองไม่ได้ ตอนที่ได้รู้อายุของฉินอวี้โม่เป็นครั้งแรก พวกเขาทั้งหมดก็ไม่เชื่อแม้แต่น้อย ทว่าบัดนี้เมื่อเห็นฉินอวี้โม่มายืนอยู่ตรงหน้า แม้ว่ายังสวมหน้ากากบดบังใบหน้า พวกเขาก็เชื่ออย่างสนิทใจ

“เอาล่ะ นั่งลงก่อนเถอะ”

เยว่ชิงกล่าวพร้อมรอยยิ้มขณะชี้ไปที่เก้าอี้ว่างเพื่อให้ฉินอวี้โม่นั่งลงก่อน

ฉินอวี้โม่พยักศีรษะก่อนนั่งลงกับบรรดาผู้อาวุโส

“รับไปสิ นี่คือรางวัลของเจ้าและป้ายชื่อประจำตัวของเจ้าซึ่งบ่งบอกถึงตำแหน่งผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของสมาคมช่างหลอม”

เยว่ชิงยื่นกล่องขนาดเล็กใบหนึ่งให้ฉินอวี้โม่และนางรับมันด้วยท่าทางนอบน้อม

เมื่อเปิดกล่องที่ได้รับมา นางก็เห็นม้วนหนังแกะและป้ายหยกประณีตวิจิตรแผ่นเล็กอยู่ข้างใน

นางหยิบป้ายหยกนั้นขึ้นมาและสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความอบอุ่นของป้ายหยกซึ่งรู้สึกสบายมากเมื่อถืออยู่ในมือ

และบนแผ่นหยกแผ่นนั้นระบุตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า ‘ช่างหลอม’ ซึ่งเป็นตัวแทนของสมาคมช่างหลอม

กระดาษหนังแกะอีกชิ้นในกล่องเล็กน่าจะเป็นแผนที่ซากปรักหักพังซึ่งเป็นรางวัลใหญ่สำหรับผู้ชนะเลิศ แผ่นหนังนี้ดูเก่าแก่อย่างมากซึ่งแผ่กลิ่นอายความลึกลับและชวนอยากรู้

“ฮ่าๆๆ เสี่ยวอวี๋โม่เอ๋ย อย่ารีบร้อนเปิดแผนที่ไปเลย”

เมื่อเห็นว่าฉินอวี้โม่กำลังจะเปิดแผนที่ในมือ เยว่ชิงก็หัวเราะออกมาเบาๆและห้ามปรามนางไว้

ฉินอวี้โม่หยุดการเคลื่อนไหวของตนเองในทันทีและมองประธานสมาคมอย่างฉงนสงสัย

“แผนที่ซากปรักหักพักนี้เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดไม่น้อย หากเจ้าเร่งรีบเปิดมันและเกิดขึ้นเรื่องอะไรขึ้นมา มันจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก”

เยว่ชิงยิ้มและอธิบาย

แท้ที่จริงแล้วแผนที่ซากปรักหักพังนี้ก็ไม่ใช่แผนที่ธรรมดาทั่วไป หากแต่เป็นแผนที่โบราณที่แม้แต่เยว่ชิงและคนอื่นๆก็หาคำตอบไม่ได้

แผนที่นี้ไม่สามารถมองเห็นได้โดยคนทั่วไป เยว่ชิงและคนอื่นๆเคยเปิดมันครั้งหนึ่ง แต่พวกเขาก็พบเพียงแค่พลังมายาแกร่งกล้าบนแผนที่ฉบับนี้ และทุกครั้งที่เปิดมันก็เหมือนว่าสภาวะพลังเหล่านั้นจะสลายหายไปอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจอย่างมาก

เยว่ชิงและคนอื่นๆสันนิษฐานว่าแผนที่นี้มีข้อจำกัดในการเปิดอยู่ เมื่อใดที่สภาวะพลังหมดไป ก็ไม่มีทางที่จะมองเห็นเนื้อหาข้างในได้อีก

ไม่มีใครในสมาคมช่างหลอมมองเห็นสิ่งที่ระบุบนแผนที่ซากปรักหักพังนี้และมันแสดงให้เห็นว่าแผนที่ฉบับนี้มีคุณสมบัติพิเศษอยู่

และด้วยเหตุนั้น แผนที่ซากปรักหักพังนี้จึงกลายเป็นรางวัลชนะเลิศของงานชุมนุมช่างหลอม เยว่ชิงเชื่อว่าผู้ที่คว้าชัยชนะในงานนี้ได้จะต้องมีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างไปจากคนอื่นๆ บางทีแผนที่ซากปรักหักพังของยอดฝีมือขอบเขตเซียนฉบับนี้อาจกำลังรอเจ้าของที่ฟ้าลิขิตไว้ก็เป็นได้

เมื่อได้ยินคำอธิบายจากเยว่ชิง ฉินอวี้โม่ก็หยุดการกระทำของตนเอง หลังจากไตร่ตรองอย่างรอบคอบ นางก็เก็บแผนที่ไว้ในคฤหาสน์เฟิงหัวและคิดไว้ว่าจะกลับไปศึกษามันอย่างละเอียดในภายหลัง

เมื่อเห็นการกระทำของฉินอวี้โม่ เยว่ชิงก็ยิ้มน้อยๆและไม่พูดอะไรต่อ ในเมื่อฉินอวี้โม่คว้าชัยชนะในงานชุมนุมช่างหลอมและได้มันไปครอง แผนที่ฉบับนี้ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับสมาคมช่างหลอมอีกแล้ว ไม่ว่าฉินอวี้โม่จะทำอะไรกับมัน พวกเขาก็จะไม่เข้าไปแทรกแซง

“ในเมื่อแผนที่ซากปรักหักพังลึกลับขนาดนี้ มันจะต้องซ่อนสิ่งที่ทรงพลังมากเป็นแน่ หากเจ้าไขความลับของแผนที่นี้ได้ ข้าแนะนำว่าเจ้าไม่ควรไปเพียงลำพัง มันจะดีกว่าหากเจ้าไปกับมิตรสหายที่ไว้วางใจได้ เมื่อถึงตอนนั้นจะได้มีคนคอยช่วยเหลือ”

แม้ว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับสมาคมช่างหลอม เยว่ชิงก็อดเอ่ยเตือนนางไม่ได้

ถึงอย่างไรแล้วเขาก็ชื่นชมฉินอวี้โม่เป็นอย่างมาก ถึงแม้เขาจะไม่ทราบถึงความลับของแผนที่ เยว่ชิงก็ทราบดีว่ามันไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ลึกๆเขาก็หวังว่า ‘บุรุษหนุ่มมากพรสวรรค์’ อย่างฉินอวี้โม่จะสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วโดยที่ไร้ซึ่งอุบัติเหตุและอุปสรรคใดๆ

“ขอบคุณสำหรับคำเตือนขอรับท่านประธานเยว่ชิง ข้าจะจดจำไว้”

ความเมตตาของเยว่ชิงทำให้ฉินอวิ้ยิ้มออกมาและกล่าวขอบคุณ

นางเข้าใจดีว่าแผนที่ซากปรักหักพังฉบับนี้ไม่ใช่แผนที่ธรรมดาๆ มันย่อมซับซ้อนและยุ่งยากไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม นางมีสหายคู่ใจอยู่เป็นจำนวนมาก เพียงแต่เยว่ชิงและคนอื่นๆไม่รู้ก็เท่านั้น นางเชื่อว่าตนเองสามารถรับมือกับภยันตรายทุกอย่างที่ขวางหน้าเมื่อไปที่ซากปรักหักพังแห่งนั้น

เมื่อได้ยินคำตอบกลับของฉินอวี้โม่ ประธานสมาคมก็ไม่ได้พูดอะไรต่อให้มากความ

เขาเชื่อว่า ‘อวี๋โม่’ เข้าใจความหมายของเขาดีและจะไม่ทำอะไรที่ส่งผลเสียต่อตนเอง

“จะว่าไปแล้ว ในเมื่อเจ้ากลายเป็นผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของสมาคมพวกเรา มีบางอย่างที่เจ้าจะต้องรู้ไว้”

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เยว่ชิงก็กล่าวพร้อมรอยยิ้ม

.

คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด – ตอนที่ 301 แผนที่ซากปรักหักพัง

คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด – ตอนที่ 301 แผนที่ซากปรักหักพัง

ณ ลานจัตุรัส การหารือของทุกคนเกี่ยวกับตัวตนของฉินอวี้โม่ไม่ได้หยุดลงเพราะนางเดินจากไป

หลายคนมองไปในทิศทางที่นางมุ่งหน้าออกไปด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้ พวกเขาต่างก็อยากรู้ว่า ‘บุรุษหนุ่ม’ ผู้เจิดจรัสและมากฝีมือนี้มาจากที่ใด

ช่างหลอมระดับเชี่ยวชาญอายุเพียงสิบเก้าปีซึ่งมีเพลิงจักรพรรดิและได้เป็นถึงผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของสมาคมช่างหลอม หลังจากผ่านงานชุมนุมช่างหลอมครั้งนี้ไป ทุกคนมั่นใจว่าฉินอวี้โม่จะเป็นที่สนใจและเป็นที่จับตามองของผู้คนมากมายหลายตา อีกทั้งขุมกำลังมากมายทั้งน้อยใหญ่ทั่วดินแดนก็จะพยายามผูกมิตรกับเขาเช่นกัน

“เหอะ เราไปกันเถอะ!”

เฟิงอู๋แค่นเสียงอย่างหงุดหงิดใจ เขาไม่คิดเลยว่าฉินอวี้โม่จะบรรลุความสำเร็จได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นนี้ ‘บุรุษหนุ่ม’ ที่มีเรื่องบาดหมางกับเขามาก่อนหยามเกียรติช่างหลอมระดับปรมาจารย์จากตระกูลเฟิงจนแทบจมดินและกลายเป็นผู้เลื่องชื่อในการแข่งขันครั้งนี้

สีหน้าของหวังซั่วบิดเบี้ยวอย่างมากและเขาไม่คาดคิดว่ายอดฝีมืออย่างตนเองจะพ่ายแพ้ต่อเด็กเมื่อวานซืนอย่างฉินอวี้โม่

เขาไม่ใช่คนใจกว้างเอื้อเฟื้อ ฝีมือและผลงานที่โดดเด่นของฉินอวี้โม่ก่อนหน้านี้ทำให้เขาขุ่นเคืองใจเป็นที่สุด หากเป็นไปได้ เขาก็ไม่รังเกียจที่จะสั่งสอนอีกฝ่ายให้รู้สำนึกกับการที่กล้ากระตุกหนวดเสือของเขา

แต่ทว่า.. ไม่ว่าจะเป็นความสนใจจากสายตาผู้คนหรือสถานะของฉินอวี้โม่ในปัจจุบัน ต่อให้เขาอยากจะสั่งสอนนาง เขาก็ยังไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามออกไป

“ปรมาจารย์หวังซั่ว ข้าจะรายงานผู้นำตระกูลเกี่ยวกับผลงานของท่านในงานชุมนุมครั้งนี้ ท่านแสดงฝีมือได้อย่างเต็มที่แล้ว เพียงแต่อวี๋โม่ผู้นั้นเหนือมนุษย์เกินไป”

เฟิงอู๋สังเกตเห็นสีหน้าไม่สบอารมณ์ของหวังซั่วและกล่าวขึ้นเบาๆ

ว่ากันตามตรง ความสัมพันธ์ของเขาและหวังซั่วไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมกันเท่าไหร่นัก หวังซั่วผู้นี้ทะนงตนเกินไปและไม่ได้สนใจตัวเขาแม้แต่น้อยตอนอยู่ในจวนตระกูลเฟิง หลังจากงานชุมนุมครั้งนี้ผ่านไป เขาจะต้องเอาชนะใจปรมาจารย์ตรงหน้าให้ได้

ในฐานะปรมาจารย์อันดับหนึ่งของตระกูลเฟิง สถานะของเขาไม่ด้อยไปกว่าผู้อาวุโสของตระกูล หากว่าหวังซั่วยินดีอยู่ฝ่ายเดียวกับเขาและสนับสนุนเขาในการชิงตำแหน่งผู้นำตระกูล เฟิงอู๋ก็จะมีโอกาสและมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น

เมื่อได้ยินวาจาของเฟิงอู๋ หวังซั่วก็กล่าวตอบ “ครั้งนี้ข้าประมาทไปเอง ข้าเชื่อว่าถ้าผู้นำตระกูลรู้สถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นที่นี่ เขาก็คงจะไม่ว่าอะไร แต่ก็ขอบคุณสำหรับความหวังดีของท่าน”

แน่นอนว่าหวังซั่วเข้าใจความหมายของเฟิงอู๋เป็นอย่างดีทว่าเขาไม่ได้แสดงท่าทีสนใจหรือพอใจใดๆ

ในเมื่อต้องการเอาชนะใจเขา เฟิงอู๋ก็ต้องพยายามและลงทุนมากกว่านี้ ถึงอย่างไรแล้วสถานะของเขาในตระกูลเฟิงก็ไม่ใช่ต่ำต้อย หากว่าเขาออกเสียงสนับสนุนเฟิงอู๋ มันจะช่วยบุรุษหนุ่มได้เป็นอย่างมาก

แน่นอนว่าหากเฟิงอู่ชิงตำแหน่งมาได้และขึ้นเป็นผู้นำตระกูลเฟิงคนต่อไป สถานะของหวังซั่วก็อาจสูงส่งมากกว่าในตอนนี้

“ปรมาจารย์หวังซั่ว เรากลับด้วยกันเถอะ ข้าได้ยินมาว่าน้องสาวที่พลัดพรากของข้ากลับมาแล้ว ข้าอยากรู้นักว่านางจะเป็นอย่างไร”

เฟิงอู๋เข้าใจความหมายของหวังซั่วดีและยิ้มมุมปากเล็กน้อยเพื่อยับยั้งเจตนาของตนเองไว้โดยการเอ่ยถึงเรื่องอื่น

ตอนนี้เขายังไม่ได้เป็นผู้นำตระกูลเฟิง แม้ว่ามีหลายคนที่คอยสนับสนุนเขาอยู่ ทว่าก็มีบางส่วนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขา ด้วยเหตุนั้น เขาก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อคว้าตำแหน่งผู้นำตระกูลเฟิงคนต่อไปมาให้ได้

“ดีเลย ข้าก็คิดแบบนั้น”

หวังซั่วพยักศีรษะเห็นด้วย

“จะว่าไปแล้ว หากพอจะเป็นไปได้ ช่วยส่งคนไปสืบเรื่องของอวี๋โม่นั่นจะได้หรือไม่ ข้ารู้สึกตงิดใจอยู่ตลอดว่าเขามีอะไรไม่ชอบมาพากล”

หวังซั่วกล่าวเพื่อให้เฟิงอู๋สืบหาข้อมูลเรื่องตัวตนที่แท้จริงของฉินอวี้โม่

เฟิงอู๋พยักศีรษะตอบรับ ต่อให้หวังซั่วไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้ เขาก็ตั้งใจที่จะสืบเรื่องนี้อยู่แล้ว

แน่นอนว่าฉินอวี้โม่ไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นที่ลานจัตุรัส บัดนี้กลุ่มของนางกลับไปถึงสมาคมช่างหลอมแล้ว

“พี่อวี๋โม่ ไปหาประธานสมาคมเพื่อรับรางวัลเถอะ พี่ซื่อชู่กับข้าจะไปตรวจดูอันดับรางวัล”

ซูเสี่ยวจวิ้นยิ้มกว้างพลางกล่าวกับฉินอวี้โม่ นางทราบดีว่าฉินอวี้โม่ยังมีเรื่องที่ต้องจัดการให้เรียบร้อย ดังนั้นจึงไม่ต้องการกวนใจนางต่อไป

ฉินอวี้โม่ก็พยักศีรษะอย่างเป็นธรรมชาติก่อนที่จะเรียกเด็กรับใช้เข้ามาและให้เขานำทางไปหาประธานสมาคมเยว่ชิงทันที

เด็กรับใช้ก็รับรู้ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในงานชุมนุมช่างหลอมแล้วและรู้ดีว่าบัดนี้สถานะของ ‘อวี๋โม่’ แตกต่างไปจากเดิม เขาจึงแสดงท่าทีเคารพมากยิ่งขึ้น

“ท่านผู้อาวุโสอวี๋โม่ ท่านประธานอยู่ข้างในขอรับ เชิญท่านเข้าไปได้เลย”

เด็กหนุ่มนำทางฉินอวี้โม่มาถึงประตูห้องหนึ่งก่อนกล่าวกับนางและก้าวถอยหลังเพื่อแยกตัวออกไป

ฉินอวี้โม่เคาะประตูเบาๆและได้ยินเสียงของเยว่ชิงดังมาจากข้างใน

“ฮ่าๆๆ เสี่ยวอวี๋โม่นั่นเอง เข้ามาสิ เรารอเจ้ามาเป็นระยะหนึ่งแล้ว”

เมื่อได้ยินวาจาของอีกฝ่าย ฉินอวี้โม่ก็ยิ้มมุมปากเล็กน้อยและเปิดประตูก่อนเดินเข้าไปข้างใน

เมื่อเข้ามาภายในบริเวณห้อง นางก็มองเห็นห้องที่ดูเหมือนห้องหนังสือและมีเก้าอี้หลายตัววางเรียงรายโดยมีหลายคนที่กำลังนั่งสนทนากันอยู่บนเก้าอี้เหล่านั้น

เมื่อเห็นผู้ที่เดินเข้ามา สายตาทุกคู่ก็จับจ้องมาที่นางทันทีและพวกเขามองนางด้วยความสงสัยใคร่รู้อย่างชัดเจน

จากการมองเพียงแวบเดียว ฉินอวี้โม่ก็เห็นคนที่คุ้นตาสี่คนซึ่งก็คือเยว่ชิง—ประธานสมาคมช่างหลอม ศิษย์น้องของเยว่ชิงผู้เป็นปรมาจารย์ช่างหลอม—กู่หยวน รวมถึงผู้อาวุโสหลัวหลินและประธานสมาคมโอสถ—เย่าเหยียน

แม้ว่าจะคุ้นหน้าคุ้นตาคนอื่นๆเช่นกัน คุณหนูสี่ตระกูลฉินก็ไม่ได้รู้จักพวกเขา

“มาสิ ข้าจะแนะนำเจ้า”

เยว่ชิงยิ้มให้ฉินอวี้โม่ขณะหันไปกล่าวกับคนเหล่านั้น “นี่คือผู้คว้าชัยชนะในงานชุมนุมช่างหลอมในครั้งนี้—อวี๋โม่ เขาเป็นผู้หลอมสมบัติเชิงมิติและจะกลายเป็นผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของสมาคมช่างหลอมของเราในอนาคต”

คนเหล่านั้นรู้จักตัวตนของฉินอวี้โม่อยู่แล้ว พวกเขายิ้มอย่างเป็นมิตรและพยักศีรษะพร้อมกล่าวทักทาย

“เสี่ยวอวี๋โม่ คนเหล่านี้คือผู้อาวุโสของสมาคมช่างหลอมของเรา ผู้อาวุโสซิง ผู้อาวุโสเสวียน ผู้อาวุโสจิงและผู้อาวุโสเซียว”

เยว่ชิงหันมามองฉินอวี้โม่อีกครั้งขณะแนะนำบรรดาผู้อาวุโสของทางสมาคม

“ข้าน้อยขอคารวะท่านผู้อาวุโสทุกท่านขอรับ”

ฉินอวี้โม่กล่าวทักทายทุกคนอย่างนอบน้อม

“ฮ่าๆๆ เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ดีจริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่เขาสร้างผลงานครั้งใหญ่ในงานชุมนุมช่างหลอมได้”

ผู้อาวุโสเซียวหัวเราะเบาๆและกล่าวอย่างเป็นกันเอง

“ข้าได้ยินว่าเจ้ามีอายุแค่สิบเก้าปี พรสวรรค์แบบนี้ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ประหลาดในหมู่มนุษย์เลยจริงๆ”

ผู้อาวุโสเสวียนอดถอนหายใจกับตัวเองไม่ได้ ตอนที่ได้รู้อายุของฉินอวี้โม่เป็นครั้งแรก พวกเขาทั้งหมดก็ไม่เชื่อแม้แต่น้อย ทว่าบัดนี้เมื่อเห็นฉินอวี้โม่มายืนอยู่ตรงหน้า แม้ว่ายังสวมหน้ากากบดบังใบหน้า พวกเขาก็เชื่ออย่างสนิทใจ

“เอาล่ะ นั่งลงก่อนเถอะ”

เยว่ชิงกล่าวพร้อมรอยยิ้มขณะชี้ไปที่เก้าอี้ว่างเพื่อให้ฉินอวี้โม่นั่งลงก่อน

ฉินอวี้โม่พยักศีรษะก่อนนั่งลงกับบรรดาผู้อาวุโส

“รับไปสิ นี่คือรางวัลของเจ้าและป้ายชื่อประจำตัวของเจ้าซึ่งบ่งบอกถึงตำแหน่งผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของสมาคมช่างหลอม”

เยว่ชิงยื่นกล่องขนาดเล็กใบหนึ่งให้ฉินอวี้โม่และนางรับมันด้วยท่าทางนอบน้อม

เมื่อเปิดกล่องที่ได้รับมา นางก็เห็นม้วนหนังแกะและป้ายหยกประณีตวิจิตรแผ่นเล็กอยู่ข้างใน

นางหยิบป้ายหยกนั้นขึ้นมาและสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความอบอุ่นของป้ายหยกซึ่งรู้สึกสบายมากเมื่อถืออยู่ในมือ

และบนแผ่นหยกแผ่นนั้นระบุตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า ‘ช่างหลอม’ ซึ่งเป็นตัวแทนของสมาคมช่างหลอม

กระดาษหนังแกะอีกชิ้นในกล่องเล็กน่าจะเป็นแผนที่ซากปรักหักพังซึ่งเป็นรางวัลใหญ่สำหรับผู้ชนะเลิศ แผ่นหนังนี้ดูเก่าแก่อย่างมากซึ่งแผ่กลิ่นอายความลึกลับและชวนอยากรู้

“ฮ่าๆๆ เสี่ยวอวี๋โม่เอ๋ย อย่ารีบร้อนเปิดแผนที่ไปเลย”

เมื่อเห็นว่าฉินอวี้โม่กำลังจะเปิดแผนที่ในมือ เยว่ชิงก็หัวเราะออกมาเบาๆและห้ามปรามนางไว้

ฉินอวี้โม่หยุดการเคลื่อนไหวของตนเองในทันทีและมองประธานสมาคมอย่างฉงนสงสัย

“แผนที่ซากปรักหักพักนี้เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดไม่น้อย หากเจ้าเร่งรีบเปิดมันและเกิดขึ้นเรื่องอะไรขึ้นมา มันจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก”

เยว่ชิงยิ้มและอธิบาย

แท้ที่จริงแล้วแผนที่ซากปรักหักพังนี้ก็ไม่ใช่แผนที่ธรรมดาทั่วไป หากแต่เป็นแผนที่โบราณที่แม้แต่เยว่ชิงและคนอื่นๆก็หาคำตอบไม่ได้

แผนที่นี้ไม่สามารถมองเห็นได้โดยคนทั่วไป เยว่ชิงและคนอื่นๆเคยเปิดมันครั้งหนึ่ง แต่พวกเขาก็พบเพียงแค่พลังมายาแกร่งกล้าบนแผนที่ฉบับนี้ และทุกครั้งที่เปิดมันก็เหมือนว่าสภาวะพลังเหล่านั้นจะสลายหายไปอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจอย่างมาก

เยว่ชิงและคนอื่นๆสันนิษฐานว่าแผนที่นี้มีข้อจำกัดในการเปิดอยู่ เมื่อใดที่สภาวะพลังหมดไป ก็ไม่มีทางที่จะมองเห็นเนื้อหาข้างในได้อีก

ไม่มีใครในสมาคมช่างหลอมมองเห็นสิ่งที่ระบุบนแผนที่ซากปรักหักพังนี้และมันแสดงให้เห็นว่าแผนที่ฉบับนี้มีคุณสมบัติพิเศษอยู่

และด้วยเหตุนั้น แผนที่ซากปรักหักพังนี้จึงกลายเป็นรางวัลชนะเลิศของงานชุมนุมช่างหลอม เยว่ชิงเชื่อว่าผู้ที่คว้าชัยชนะในงานนี้ได้จะต้องมีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างไปจากคนอื่นๆ บางทีแผนที่ซากปรักหักพังของยอดฝีมือขอบเขตเซียนฉบับนี้อาจกำลังรอเจ้าของที่ฟ้าลิขิตไว้ก็เป็นได้

เมื่อได้ยินคำอธิบายจากเยว่ชิง ฉินอวี้โม่ก็หยุดการกระทำของตนเอง หลังจากไตร่ตรองอย่างรอบคอบ นางก็เก็บแผนที่ไว้ในคฤหาสน์เฟิงหัวและคิดไว้ว่าจะกลับไปศึกษามันอย่างละเอียดในภายหลัง

เมื่อเห็นการกระทำของฉินอวี้โม่ เยว่ชิงก็ยิ้มน้อยๆและไม่พูดอะไรต่อ ในเมื่อฉินอวี้โม่คว้าชัยชนะในงานชุมนุมช่างหลอมและได้มันไปครอง แผนที่ฉบับนี้ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับสมาคมช่างหลอมอีกแล้ว ไม่ว่าฉินอวี้โม่จะทำอะไรกับมัน พวกเขาก็จะไม่เข้าไปแทรกแซง

“ในเมื่อแผนที่ซากปรักหักพังลึกลับขนาดนี้ มันจะต้องซ่อนสิ่งที่ทรงพลังมากเป็นแน่ หากเจ้าไขความลับของแผนที่นี้ได้ ข้าแนะนำว่าเจ้าไม่ควรไปเพียงลำพัง มันจะดีกว่าหากเจ้าไปกับมิตรสหายที่ไว้วางใจได้ เมื่อถึงตอนนั้นจะได้มีคนคอยช่วยเหลือ”

แม้ว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับสมาคมช่างหลอม เยว่ชิงก็อดเอ่ยเตือนนางไม่ได้

ถึงอย่างไรแล้วเขาก็ชื่นชมฉินอวี้โม่เป็นอย่างมาก ถึงแม้เขาจะไม่ทราบถึงความลับของแผนที่ เยว่ชิงก็ทราบดีว่ามันไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ลึกๆเขาก็หวังว่า ‘บุรุษหนุ่มมากพรสวรรค์’ อย่างฉินอวี้โม่จะสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วโดยที่ไร้ซึ่งอุบัติเหตุและอุปสรรคใดๆ

“ขอบคุณสำหรับคำเตือนขอรับท่านประธานเยว่ชิง ข้าจะจดจำไว้”

ความเมตตาของเยว่ชิงทำให้ฉินอวิ้ยิ้มออกมาและกล่าวขอบคุณ

นางเข้าใจดีว่าแผนที่ซากปรักหักพังฉบับนี้ไม่ใช่แผนที่ธรรมดาๆ มันย่อมซับซ้อนและยุ่งยากไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม นางมีสหายคู่ใจอยู่เป็นจำนวนมาก เพียงแต่เยว่ชิงและคนอื่นๆไม่รู้ก็เท่านั้น นางเชื่อว่าตนเองสามารถรับมือกับภยันตรายทุกอย่างที่ขวางหน้าเมื่อไปที่ซากปรักหักพังแห่งนั้น

เมื่อได้ยินคำตอบกลับของฉินอวี้โม่ ประธานสมาคมก็ไม่ได้พูดอะไรต่อให้มากความ

เขาเชื่อว่า ‘อวี๋โม่’ เข้าใจความหมายของเขาดีและจะไม่ทำอะไรที่ส่งผลเสียต่อตนเอง

“จะว่าไปแล้ว ในเมื่อเจ้ากลายเป็นผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของสมาคมพวกเรา มีบางอย่างที่เจ้าจะต้องรู้ไว้”

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เยว่ชิงก็กล่าวพร้อมรอยยิ้ม

.

Options

not work with dark mode
Reset