คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด – ตอนที่ 319 มาถึงเมืองเฟิงหวง

การเดินทางต่อมาดำเนินไปอย่างราบรื่น ฉินอวี้โม่และคนตระกูลฉู่มุ่งหน้าไปในทิศทางของอาณาเขตตระกูลเฟิงโดยไม่มีอุปสรรคกีดขวางใดๆ

ระหว่างทาง ฉินอวี้โม่ไม่ได้ทำอะไรมากนัก เพียงแต่บังเอิญเจอกับอสูรระดับสูงเป็นครั้งคราวและพวกมันได้ช่วยให้นางขัดเกลาฝีมือซึ่งทำให้นางคุ้นเคยกับพลังที่เพิ่งพัฒนาขึ้นมาเช่นกัน

ภายในเวลาครึ่งเดือน พลังของนางที่เพิ่งพัฒนาขึ้นมาก็เสถียรและมั่นคงอย่างสมบูรณ์ สามารถควบคุมพลังของตนเองได้อย่างอิสระ

หลังจากสภาวะพลังคงที่ ฉินอวี้โม่ก็ไม่รีบร้อนที่จะฝึกฝนฝีมืออีกและปรับเปลี่ยนไปศึกษาข่ายอาคมแทน

บรรดาสมาชิกของตระกูลฉู่ก็ไม่ได้รบกวนฉินอวี้โม่แต่อย่างใด พวกเขาทราบดีว่านางมีเรื่องของตัวเองที่ต้องจัดการและพวกเขาจะไม่ก้าวก่ายเรื่องของนาง อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งของนางที่พัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตลอดทางทำให้พวกเขาต้องประหลาดใจมากขึ้นเรื่อยๆ

พวกเขาทั้งหมดทราบดีว่าพลังของนางอยู่เพียงขอบเขตจ้าวพิภพเท่านั้นและโดยรวมถือว่าไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก

อย่างไรก็ตาม เมื่อประจันหน้ากับอสูรระดับจ้าวพิภพตัวหนึ่งในระหว่างทาง พวกเขาก็เห็นฉินอวี้โม่ที่จัดการกับอสูรทรงพลังตัวนั้นได้อย่างไม่ทุกข์ร้อนจนมันไม่มีทางโต้ตอบได้เลย เพียงแค่นั้นก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าฉินอวี้โม่น่าสะพรึงกลัวเพียงใด

“ท่านอ้ายฉือ แม้ว่าท่านมีพลังเพียงขอบเขตจ้าวพิภพ แต่ข้าก็เชื่อว่าข้าไม่ใช่คู่มือของท่านเลย”

เมื่อฉู่ชิงซาน ผู้อาวุโสสองแห่งตระกูลฉู่ผู้เป็นจอมยุทธ์ขอบเขตจ้าวสุริยะเห็นความแข็งแกร่งของฉินอวี้โม่ เขาก็อดเอ่ยออกมาไม่ได้

ฉินอวี้โม่มีความเร็วที่เหนือกว่าเขามากในขณะที่ทักษะและประสบการณ์การต่อสู้ของนางก็เหนือกว่าเขาอย่างไม่ต้องสงสัย ฉู่ชิงซานต้องยอมรับเลยว่าต่อให้เขาจะประมือกับนาง เขาก็ไม่มั่นใจว่าตนเองจะเอาชนะได้

“ท่านผู้อาวุโสสองชมข้าเกินไปแล้ว หากข้าไม่ใช้อสูรมายาหรือไพ่ตายอื่นๆ ข้าก็คงจะเทียบกับท่านไม่ได้หรอก”

ฉินอวี้โม่ยิ้มบางๆ นางไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนั้นจริง

ระดับพลังระหว่างจอมยุทธ์ขอบเขตจ้าวพิภพและจ้าวสุริยะยังคงแตกต่างกันอย่างชัดเจน หากนางไม่ใช้ไพ่ใบสำคัญเพื่อรับมือ นางก็ไม่อาจเอาชนะฉู่ชิงซานได้

อย่างไรก็ตาม หากนางใช้ไพ่ตายทั้งหมด ผู้อาวุโสสองก็ไม่ใช่คู่มือของนางอย่างแน่นอน

“พี่อ้าย ลุงสอง อย่าถ่อมตัวกันเกินไปเลย ฮ่าๆๆ”

ฉู่เจี๋ยยิ้มกว้างด้วยท่าทางวางตัวดี

ระหว่างเดินทาง ฉินอวี้โม่และฉู๋เจี๋ยทำความคุ้นเคยจนเริ่มสนิทสนมกันพอสมควร ต้องกล่าวเลยว่าฉู่เจี๋ยเป็นเด็กหนุ่มที่ฉลาดเฉลียว วางตัวดีและไม่ใช่คนช่างจ้อเท่าไหร่นัก

ในเวลาว่างเขาชอบอ่านตำราหนังสืออยู่เสมอ และเมื่อฉินอวี้โม่ต่อสู้กับพวกอสูรมายา เขาก็มักจ้องมองนางอย่างไม่กะพริบตาด้วยดวงตาเป็นประกายใสแจ๋วที่เจือความหวัง

อดีตนักฆ่าสาวเข้าใจดีว่าการที่ไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้เหมือนคนทั่วไปเป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจเป็นที่สุดสำหรับฉู่เจี๋ย ทว่านางก็ทำได้เพียงยิ้มแห้งๆด้วยความหวังว่าจะพบหญ้าฟื้นชีวาได้โดยเร็วและพยายามช่วยรักษาร่างกายของเขาอย่างสุดความสามารถ

“ฮ่าๆๆ เราน่าจะไปถึงอาณาเขตของตระกูลเฟิงภายในครึ่งวัน ข้าต้องบอกเลยว่างานเลี้ยงของตระกูลเฟิงครั้งนี้เป็นงานเลี้ยงที่คึกคักไม่น้อยและคนรู้จักหลายคนก็กำลังเดินทางไปที่นั่น”

ฉู่ชิงอวิ๋น ผู้อาวุโสสี่แห่งตระกูลฉู่กล่าวขึ้นพร้อมหัวเราะเบาๆ

บัดนี้พวกเขากำลังเข้าใกล้พื้นที่อาณาเขตโดยรอบของตระกูลเฟิงมากขึ้นเรื่อยๆและได้พบเห็นผู้คนมากมายที่กำลังเดินทางไปเข้าร่วมงานเลี้ยงตระกูลเฟิงเช่นกัน

อันที่จริง ยังมีเวลาอีกหนึ่งสัปดาห์ก่อนงานเลี้ยงจะเริ่มต้นขึ้น แต่ก็ดูเหมือนว่าทุกคนจะกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก หลายคนไปถึงที่นั่นแล้ว รวมถึงขุมกำลังใหญ่ทั้งหลายของดินแดนนี้

“ฮ่าๆๆ ฉินอวี้โม่ผู้ที่เลื่องชื่อไปทั่วดินแดนก่อนหน้านี้เป็นผู้ที่มีอิทธิพลทีเดียว โดยปกติแล้วบรรดาผู้คนมักที่จะเดินทางมาสายๆ ไม่คิดเลยว่าคนเหล่านั้นจะมาถึงก่อนเวลาเพื่อให้ได้พบกับฉินอวี้โม่ จะว่าไปแล้ว ข้าเองก็อยากรู้นักว่าแม่นางฉินอวี้โม่จะมีรูปลักษณ์เป็นอย่างไร”

ลุงสี่กล่าวขึ้นก่อนมองไปที่ฉินอวี้โม่ด้วยแววตาใคร่รู้

ฉินอวี้โม่ก็เพียงยกยิ้มมุมปากและไม่ได้พูดอะไรตอบ

แน่นอนว่าตระกูลฉู่ทราบถึงตัวตนแท้จริงของนาง เพียงแต่พวกเขาไม่เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของนางมาก่อน เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะสงสัยและใคร่รู้

“ฮ่าๆๆ ข้าเชื่อว่าท่านจะได้พบ ‘นาง’ ที่งานเลี้ยงของตระกูลเฟิงเป็นแน่ และตอนนั้นท่านจะได้คลายความสงสัยในใจ”

ฉินอวี้โม่หัวเราะเบาๆและเอ่ยตอบ

ระหว่างเดินทาง การได้ยินคำพูดของทุกคนที่เอ่ยถึงตนเองทำให้นางถึงกับพูดไม่ออกไปเล็กน้อย นางไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่งานชุมนุมช่างหลอมจะทำให้ชื่อของนางเลื่องลือไปทั่วดินแดนเช่นนี้

นางไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะมีคนมากมายไล่ตามและคลั่งไคล้นางราวกับเป็น ‘ดาราดัง’

“จะว่าไปแล้ว เมื่อไปถึงเมืองเฟิงหวง ท่านอ้ายฉือจะพักอยู่ที่ใดรึ?”

ลุงสองนึกบางอย่างขึ้นมาได้และเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม

“ลุงสอง ให้พี่อ้ายฉือพักในลานเล็กของตระกูลฉู่เถอะ หากเป็นเช่นนั้นข้าจะได้ไม่เบื่อเกินไป อีกอย่างหากข้าจะไปหาพี่อ้ายมันก็คงจะสะดวกขึ้นมาก”

ฉู่เจี๋ยอดเสนอความคิดออกไปไม่ได้ เขาถูกชะตากับฉินอวี้โม่มากและไม่อยากแยกจากนาง

“ฮ่าๆๆ ข้ายินดีอยู่แล้ว แต่ไม่ทราบว่าท่านอ้ายฉือจะมีความคิดอื่นอยู่รึไม่?”

แน่นอนว่าผู้อาวุโสสองแห่งตระกูลฉู่ยินดีต้อนรับฉินอวี้โม่ เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าในการเดินทางมาที่เมืองเฟิงหวงแห่งนี้ ฉินอวี้โม่จะจัดการเรื่องที่พักอื่นไว้แล้วหรือไม่

“ข้าต้องตามหามิตรสหายของข้าก่อน และหากพวกเขาเตรียมที่พักไว้แล้ว ข้าก็จะพักกับพวกเขา แต่หากยังไม่มี ข้าก็ยินดีพักร่วมกับพวกท่านในที่พักของตระกูลฉู่”

แม้ว่าฉินอวี้โม่ถูกชะตากับตระกูลฉู่มากและไม่ขัดข้องที่จะพักกับพวกเขา ทว่านางก็ยังไม่รู้ว่าฉีอวิ๋นเหล่ยและคนอื่นๆเป็นอย่างไร อีกทั้งนางก็ยังต้องการสืบข่าวว่าบิดาของตนเองมาที่นี่หรือไม่

“คงจะดีกว่าหากพี่อ้ายชวนสหายมาพักร่วมกับพวกเรา ถึงอย่างไรตระกูลฉู่ของเราก็มีลานที่พักขนาดใหญ่ในเมืองเฟิงหวง ต่อให้สหายของท่านจะมีหลายคน มันก็ไม่ใช่ปัญหา”

ฉู่เจี๋ยไตร่ตรองครู่หนึ่งก่อนกล่าวออกมา

“เสี่ยวเจี๋ยพูดถูก ท่านสามารถเชิญสหายทั้งหมดมาพักร่วมกับพวกเราได้ เป็นเพราะงานเลี้ยงตระกูลเฟิง โรงเตี๊ยมต่างๆก็น่าจะมีผู้คนเข้าพักมากมาย สหายของท่านอ้ายก็เหมือนกับสหายของพวกเรา โปรดเชิญพวกเขามาพักร่วมกับพวกเราเถอะ”

ฉู่ชิงซานกล่าวเชื้อเชิญเช่นกัน

“เข้าใจแล้ว หากข้าได้พบกับพวกเขา ข้าจะลองชวนพวกเขาดู”

ฉินอวี้โม่พยักศีรษะเป็นการตกลง

นางเข้าใจความหมายของคนตระกูลฉู่ดี ผู้อาวุโสสองและฉู่เจี๋ยยังคงเป็นห่วงนางและไม่อยากให้นางอาศัยอยู่ในอาณาเขตของตระกูลเฟิงเพียงลำพัง

นางตอบรับมิตรไมตรีและความเอื้ออารีของพวกเขา ถึงอย่างไรแล้วนางก็ไม่มีคนรู้จักคนอื่นๆอีกและมันก็ง่ายที่จะผูกมิตรกับคนตระกูลฉู่

ครึ่งวันต่อมา เมืองสูงตระหง่านก็ปรากฏให้เห็นตรงหน้าทุกคน

ในฐานะหนึ่งในตระกูลลับที่เก่าแก่ ตระกูลเฟิงก็ไม่นับว่าขาดแคลนสิ่งใดเลย เมืองเฟิงหวงซึ่งเป็นที่ตั้งของพวกเขาถือเป็นหนึ่งในเมืองที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในดินแดน

นอกจากนี้ ตระกูลเฟิงก็เป็นกลุ่มอิทธิพลเดียวในเมืองเฟิงหวงซึ่งทำให้พวกเขามีอำนาจสูงสุดในเมืองเฟิงหวงแห่งนี้

เมืองเฟิงหวงจัดเป็นเมืองที่สวยงามที่สุดที่ฉินอวี้โม่เคยพานพบนับตั้งแต่มาถึงดินแดนอ้างว้าง และบัดนี้ทั้งเมืองเฟิงหวงก็เป็นเมืองที่คึกคักและมีชีวิตชีวามากที่สุดที่ฉินอวี้โม่เคยเห็น

“ในที่สุดก็มาถึง”

เมื่อมองเห็นเมืองเฟิงหวงปรากฏข้างหน้า ฉู่เจี๋ยก็อดถอนหายใจด้วยความโล่งอกไม่ได้

ตระกูลเฟิงตั้งถิ่นฐานอยู่ไกลจากตระกูลฉู่พอสมควร พวกเขาต้องใช้เวลารวมหนึ่งเดือนเต็มในการเดินทางจากตระกูลฉู่มาถึงที่นี่

แม้ว่าการเดินทางถือเป็นประสบการณ์และการฝึกฝน อีกทั้งในระหว่างทางก็ยังสามารถเก็บรวบรวมสิ่งของหลายอย่างได้ ฉินอวี้โม่ก็ยังรู้สึกเหนื่อยและอ่อนแรงเล็กน้อย

“พี่อ้าย ไปที่ลานของตระกูลฉู่กันก่อนเถอะ จากนั้นท่านก็ค่อยแยกไปหาสหายของท่าน”

ฉู่เจี๋ยหันไปเอ่ยกับฉินอวี้โม่และยิ้มกว้าง

ฉินอวี้โม่พยักศีรษะตอบรับอย่างว่าง่าย

นางไม่ทราบเลยว่าฉีอวิ๋นเหล่ยและคนอื่นๆมาถึงที่นี่แล้วหรือยัง อีกทั้งนางก็ไม่คุ้นเคยกับถนนหนทางของที่นี่ นางจึงเลือกไปกับคนตระกูลฉู่ก่อน หากพบฉีอวิ๋นเหล่ยและคนอื่นๆระหว่างทาง นางก็จะเชิญพวกเขาได้ทันที

จากนั้นคณะเดินทางก็ตรงเข้าไปในเมืองและมุ่งหน้าลึกเข้าไป

เป็นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลฉู่และตระกูลเฟิง ตระกูลฉู่จึงมีจวนที่พักที่เป็นรองเพียงแค่จวนของตระกูลเฟิงเท่านั้น แม้ว่าโดยปกติจะไม่มีใครพักอาศัยอยู่ที่นั่นแต่ก็มีคนทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ

บางครั้งคนจากตระกูลฉู่จะมาพักที่นี่เป็นระยะเวลาสองถึงสามวัน ซึ่งมันก็ไม่ได้ดูรกร้างหรือโดดเดี่ยวใดๆ

ฉินอวี้โม่ ฉู่เจี๋ยและคนอื่นๆพูดคุยและหัวเราะเริงร่ากันขณะเดินตรงไปยังลานที่พักของตระกูลฉู่ท่ามกลางบรรยากาศกลมเกลียวอย่างยิ่ง

ผู้อาวุโสสองของตระกูลฉู่แนะนำสถานการณ์ของเมืองเฟิงหวงให้ฉินอวี้โม่ได้รู้และดูคุ้นเคยกับที่นี่พอสมควร

นายหญิงใหญ่แห่งตระกูลฉู่ซึ่งก็คือท่านย่าของฉู่เจี๋ยเป็นน้องสาวของเฟิงหรูเซียว–ผู้นำตระกูลเฟิง ทั้งสองตระกูลมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมานานหลายร้อยปีและตระกูลฉู่ก็รู้จักตระกูลเฟิงเป็นอย่างดี

จากคำบอกเล่าของฉู่ชิงซาน เฟิงหรูเซียว–ผู้นำตระกูลเฟิงก็เป็นคนดีมากและบุตรชายของเขาซึ่งมีนามว่าเฟิงจิงเทียนก็เป็นสุภาพบุรุษมากเช่นกัน

น่าเสียดายที่เฟิงจิงเทียนไม่มีบุตรชายและมีเพียงบุตรีที่พลัดพรากจากกันนานกว่าสิบปีซึ่งเพิ่งได้พบตัวเมื่อไม่นานมานี้

ในบรรดาทายาทสายรองคนอื่นๆทั้งหมด เฟิงอู๋มีพรสวรรค์ความสามารถที่ยอดเยี่ยมที่สุด เพียงแต่เขาใจแคบและขี้อิจฉาริษยาเป็นที่สุด เฟิงหรูเซียวจึงรู้สึกไม่ชอบเขานัก

คนอื่นๆก็มีความสามารถเพียงพอประมาณและไม่องอาจกล้าหาญเท่าไหร่นัก เพราะเช่นนั้นพวกเขาจึงไม่เหมาะสมกับตำแหน่งผู้นำตระกูลเฟิง

เพราะเหตุนั้น หลังจากพบตัวหลานสาวที่พลัดพราก เฟิงหรูเซียวจึงตั้งใจฟูมฟักดูแลนางให้ดีที่สุดเพื่อขึ้นเป็นผู้นำตระกูลเฟิงคนต่อไป

และหลานสาวของเขา—เฟิงมู่เหยียนก็ไม่ได้ทำให้เขาผิดหวังเลย ไม่เพียงแต่นางมีพรสวรรค์อันโดดเด่นเท่านั้นแต่นางก็ยังได้รับการยอมรับจากเขาเพราะความสามารถของนาง เฟิงหรูเซียวจึงชื่นชมหลานสาวคนนี้มาก

อย่างไรก็ตาม ในตระกูลใหญ่เช่นนี้ การแข่งขันชิงดีชิงเด่นย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายคนในตระกูลสนับสนุนเฟิงอู๋ เมื่อไม่กี่วันก่อน หวังซั่วผู้เป็นช่างหลอมระดับปรมาจารย์ของตระกูลเฟิงก็เพิ่งลั่นวาจาต่อหน้าสาธารณชนว่าเขาสนับสนุนเฟิงอู๋

นอกจากนี้ ขุมกำลังพญายมก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเฟิงอู๋เช่นกันและนั่นทำให้เฟิงหรูเซียวต้องปวดหัวมากกว่าเดิม

ทว่าผู้นำตระกูลเฟิงก็ไม่ได้กังวลมากนักและเขาตัดสินใจที่จะสะสางเรื่องนี้ให้เสร็จสมบูรณ์ในงานเลี้ยงที่ใกล้เข้ามา

หลังจากฟังคำบอกเล่าของฉู่ชิงซาน ฉินอวี้โม่ก็เข้าใจข้อมูลโดยรวมมากขึ้น

จากที่ฟังเรื่องราว สถานการณ์ของเสี่ยวเหยียนน่าจะดำเนินไปด้วยดี เฟิงหรูเซียวรักใคร่หวงแหนนางมาก นางคงจะไม่ได้เผชิญกับปัญหาใดๆ

อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งในปัจจุบันของเสี่ยวเหยียนก็ถือเป็นปัญหาอยู่ เฟิงอู๋ไม่ถูกชะตากับนางและอาจสร้างปัญหาเดือดร้อนที่นางหลีกเลี่ยงไม่ได้

เฟิงจิงเทียน บิดาของเฟิงมู่เหยียนก็รักและหวงแหนนางมากเช่นกัน ทว่าพลังของเขาก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร

เพราะเหตุนั้น หากเกิดเรื่องบาดหมางกัน ชีวิตของเสี่ยวเหยียนในจวนตระกูลเฟิงก็อาจไม่ราบรื่นดั่งใจหวัง

เมื่อคิดเช่นนี้ ฉินอวี้โม่จึงตัดสินใจที่จะหาทางไปพบเสี่ยวเหยียนให้ได้โดยเร็วที่สุดเพื่อให้ได้ทราบสถานการณ์และความปลอดภัยของนาง

“ในงานเลี้ยงตระกูลเฟิงครานี้ นอกเหนือจากสมาคมใหญ่ทั้งสี่และขุมกำลังเอกพิภพ ขุมกำลังอื่นๆต่างก็เดินทางมาร่วมงานเลี้ยงนี้ หากข้าคิดไม่ผิด บรรดาผู้นำน่าจะไม่มา คนที่มาร่วมงานล้วนเป็นจอมยุทธ์ที่อยู่ในทำเนียบรุ่นเยาว์และทำเนียบพิภพ ข้าเดาว่าครั้งนี้จะต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่ ถึงอย่างไรแล้วเฟิงอู๋ก็ไม่ใช่คนใจดีมีเมตตา”

ฉู่ชิงซานกล่าว เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ชอบเฟิงอู๋เท่าไหร่นัก

ฉินอวี้โม่พยักศีรษะอย่างเห็นด้วย งานเลี้ยงครานี้จะต้องเกิดเรื่องขึ้นเป็นแน่ อย่างน้อยที่สุดเรื่องความบาดหมางระหว่างนางกับเฟิงอู๋และจูตี๋ก็ไม่สามารถสะสางได้ง่ายๆ

ก่อนเข้าใกล้ที่พักของตระกูลฉู่ คณะเดินทางก็มองเห็นกลุ่มคนหลายคนกำลังเดินตรงเข้ามา

เมื่อเห็นคนเหล่านั้น ฉู่เจี๋ยก็นิ่วหน้าเล็กน้อย

คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด – ตอนที่ 319 มาถึงเมืองเฟิงหวง

คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด – ตอนที่ 319 มาถึงเมืองเฟิงหวง

การเดินทางต่อมาดำเนินไปอย่างราบรื่น ฉินอวี้โม่และคนตระกูลฉู่มุ่งหน้าไปในทิศทางของอาณาเขตตระกูลเฟิงโดยไม่มีอุปสรรคกีดขวางใดๆ

ระหว่างทาง ฉินอวี้โม่ไม่ได้ทำอะไรมากนัก เพียงแต่บังเอิญเจอกับอสูรระดับสูงเป็นครั้งคราวและพวกมันได้ช่วยให้นางขัดเกลาฝีมือซึ่งทำให้นางคุ้นเคยกับพลังที่เพิ่งพัฒนาขึ้นมาเช่นกัน

ภายในเวลาครึ่งเดือน พลังของนางที่เพิ่งพัฒนาขึ้นมาก็เสถียรและมั่นคงอย่างสมบูรณ์ สามารถควบคุมพลังของตนเองได้อย่างอิสระ

หลังจากสภาวะพลังคงที่ ฉินอวี้โม่ก็ไม่รีบร้อนที่จะฝึกฝนฝีมืออีกและปรับเปลี่ยนไปศึกษาข่ายอาคมแทน

บรรดาสมาชิกของตระกูลฉู่ก็ไม่ได้รบกวนฉินอวี้โม่แต่อย่างใด พวกเขาทราบดีว่านางมีเรื่องของตัวเองที่ต้องจัดการและพวกเขาจะไม่ก้าวก่ายเรื่องของนาง อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งของนางที่พัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตลอดทางทำให้พวกเขาต้องประหลาดใจมากขึ้นเรื่อยๆ

พวกเขาทั้งหมดทราบดีว่าพลังของนางอยู่เพียงขอบเขตจ้าวพิภพเท่านั้นและโดยรวมถือว่าไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก

อย่างไรก็ตาม เมื่อประจันหน้ากับอสูรระดับจ้าวพิภพตัวหนึ่งในระหว่างทาง พวกเขาก็เห็นฉินอวี้โม่ที่จัดการกับอสูรทรงพลังตัวนั้นได้อย่างไม่ทุกข์ร้อนจนมันไม่มีทางโต้ตอบได้เลย เพียงแค่นั้นก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าฉินอวี้โม่น่าสะพรึงกลัวเพียงใด

“ท่านอ้ายฉือ แม้ว่าท่านมีพลังเพียงขอบเขตจ้าวพิภพ แต่ข้าก็เชื่อว่าข้าไม่ใช่คู่มือของท่านเลย”

เมื่อฉู่ชิงซาน ผู้อาวุโสสองแห่งตระกูลฉู่ผู้เป็นจอมยุทธ์ขอบเขตจ้าวสุริยะเห็นความแข็งแกร่งของฉินอวี้โม่ เขาก็อดเอ่ยออกมาไม่ได้

ฉินอวี้โม่มีความเร็วที่เหนือกว่าเขามากในขณะที่ทักษะและประสบการณ์การต่อสู้ของนางก็เหนือกว่าเขาอย่างไม่ต้องสงสัย ฉู่ชิงซานต้องยอมรับเลยว่าต่อให้เขาจะประมือกับนาง เขาก็ไม่มั่นใจว่าตนเองจะเอาชนะได้

“ท่านผู้อาวุโสสองชมข้าเกินไปแล้ว หากข้าไม่ใช้อสูรมายาหรือไพ่ตายอื่นๆ ข้าก็คงจะเทียบกับท่านไม่ได้หรอก”

ฉินอวี้โม่ยิ้มบางๆ นางไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนั้นจริง

ระดับพลังระหว่างจอมยุทธ์ขอบเขตจ้าวพิภพและจ้าวสุริยะยังคงแตกต่างกันอย่างชัดเจน หากนางไม่ใช้ไพ่ใบสำคัญเพื่อรับมือ นางก็ไม่อาจเอาชนะฉู่ชิงซานได้

อย่างไรก็ตาม หากนางใช้ไพ่ตายทั้งหมด ผู้อาวุโสสองก็ไม่ใช่คู่มือของนางอย่างแน่นอน

“พี่อ้าย ลุงสอง อย่าถ่อมตัวกันเกินไปเลย ฮ่าๆๆ”

ฉู่เจี๋ยยิ้มกว้างด้วยท่าทางวางตัวดี

ระหว่างเดินทาง ฉินอวี้โม่และฉู๋เจี๋ยทำความคุ้นเคยจนเริ่มสนิทสนมกันพอสมควร ต้องกล่าวเลยว่าฉู่เจี๋ยเป็นเด็กหนุ่มที่ฉลาดเฉลียว วางตัวดีและไม่ใช่คนช่างจ้อเท่าไหร่นัก

ในเวลาว่างเขาชอบอ่านตำราหนังสืออยู่เสมอ และเมื่อฉินอวี้โม่ต่อสู้กับพวกอสูรมายา เขาก็มักจ้องมองนางอย่างไม่กะพริบตาด้วยดวงตาเป็นประกายใสแจ๋วที่เจือความหวัง

อดีตนักฆ่าสาวเข้าใจดีว่าการที่ไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้เหมือนคนทั่วไปเป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจเป็นที่สุดสำหรับฉู่เจี๋ย ทว่านางก็ทำได้เพียงยิ้มแห้งๆด้วยความหวังว่าจะพบหญ้าฟื้นชีวาได้โดยเร็วและพยายามช่วยรักษาร่างกายของเขาอย่างสุดความสามารถ

“ฮ่าๆๆ เราน่าจะไปถึงอาณาเขตของตระกูลเฟิงภายในครึ่งวัน ข้าต้องบอกเลยว่างานเลี้ยงของตระกูลเฟิงครั้งนี้เป็นงานเลี้ยงที่คึกคักไม่น้อยและคนรู้จักหลายคนก็กำลังเดินทางไปที่นั่น”

ฉู่ชิงอวิ๋น ผู้อาวุโสสี่แห่งตระกูลฉู่กล่าวขึ้นพร้อมหัวเราะเบาๆ

บัดนี้พวกเขากำลังเข้าใกล้พื้นที่อาณาเขตโดยรอบของตระกูลเฟิงมากขึ้นเรื่อยๆและได้พบเห็นผู้คนมากมายที่กำลังเดินทางไปเข้าร่วมงานเลี้ยงตระกูลเฟิงเช่นกัน

อันที่จริง ยังมีเวลาอีกหนึ่งสัปดาห์ก่อนงานเลี้ยงจะเริ่มต้นขึ้น แต่ก็ดูเหมือนว่าทุกคนจะกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก หลายคนไปถึงที่นั่นแล้ว รวมถึงขุมกำลังใหญ่ทั้งหลายของดินแดนนี้

“ฮ่าๆๆ ฉินอวี้โม่ผู้ที่เลื่องชื่อไปทั่วดินแดนก่อนหน้านี้เป็นผู้ที่มีอิทธิพลทีเดียว โดยปกติแล้วบรรดาผู้คนมักที่จะเดินทางมาสายๆ ไม่คิดเลยว่าคนเหล่านั้นจะมาถึงก่อนเวลาเพื่อให้ได้พบกับฉินอวี้โม่ จะว่าไปแล้ว ข้าเองก็อยากรู้นักว่าแม่นางฉินอวี้โม่จะมีรูปลักษณ์เป็นอย่างไร”

ลุงสี่กล่าวขึ้นก่อนมองไปที่ฉินอวี้โม่ด้วยแววตาใคร่รู้

ฉินอวี้โม่ก็เพียงยกยิ้มมุมปากและไม่ได้พูดอะไรตอบ

แน่นอนว่าตระกูลฉู่ทราบถึงตัวตนแท้จริงของนาง เพียงแต่พวกเขาไม่เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของนางมาก่อน เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะสงสัยและใคร่รู้

“ฮ่าๆๆ ข้าเชื่อว่าท่านจะได้พบ ‘นาง’ ที่งานเลี้ยงของตระกูลเฟิงเป็นแน่ และตอนนั้นท่านจะได้คลายความสงสัยในใจ”

ฉินอวี้โม่หัวเราะเบาๆและเอ่ยตอบ

ระหว่างเดินทาง การได้ยินคำพูดของทุกคนที่เอ่ยถึงตนเองทำให้นางถึงกับพูดไม่ออกไปเล็กน้อย นางไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่งานชุมนุมช่างหลอมจะทำให้ชื่อของนางเลื่องลือไปทั่วดินแดนเช่นนี้

นางไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะมีคนมากมายไล่ตามและคลั่งไคล้นางราวกับเป็น ‘ดาราดัง’

“จะว่าไปแล้ว เมื่อไปถึงเมืองเฟิงหวง ท่านอ้ายฉือจะพักอยู่ที่ใดรึ?”

ลุงสองนึกบางอย่างขึ้นมาได้และเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม

“ลุงสอง ให้พี่อ้ายฉือพักในลานเล็กของตระกูลฉู่เถอะ หากเป็นเช่นนั้นข้าจะได้ไม่เบื่อเกินไป อีกอย่างหากข้าจะไปหาพี่อ้ายมันก็คงจะสะดวกขึ้นมาก”

ฉู่เจี๋ยอดเสนอความคิดออกไปไม่ได้ เขาถูกชะตากับฉินอวี้โม่มากและไม่อยากแยกจากนาง

“ฮ่าๆๆ ข้ายินดีอยู่แล้ว แต่ไม่ทราบว่าท่านอ้ายฉือจะมีความคิดอื่นอยู่รึไม่?”

แน่นอนว่าผู้อาวุโสสองแห่งตระกูลฉู่ยินดีต้อนรับฉินอวี้โม่ เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าในการเดินทางมาที่เมืองเฟิงหวงแห่งนี้ ฉินอวี้โม่จะจัดการเรื่องที่พักอื่นไว้แล้วหรือไม่

“ข้าต้องตามหามิตรสหายของข้าก่อน และหากพวกเขาเตรียมที่พักไว้แล้ว ข้าก็จะพักกับพวกเขา แต่หากยังไม่มี ข้าก็ยินดีพักร่วมกับพวกท่านในที่พักของตระกูลฉู่”

แม้ว่าฉินอวี้โม่ถูกชะตากับตระกูลฉู่มากและไม่ขัดข้องที่จะพักกับพวกเขา ทว่านางก็ยังไม่รู้ว่าฉีอวิ๋นเหล่ยและคนอื่นๆเป็นอย่างไร อีกทั้งนางก็ยังต้องการสืบข่าวว่าบิดาของตนเองมาที่นี่หรือไม่

“คงจะดีกว่าหากพี่อ้ายชวนสหายมาพักร่วมกับพวกเรา ถึงอย่างไรตระกูลฉู่ของเราก็มีลานที่พักขนาดใหญ่ในเมืองเฟิงหวง ต่อให้สหายของท่านจะมีหลายคน มันก็ไม่ใช่ปัญหา”

ฉู่เจี๋ยไตร่ตรองครู่หนึ่งก่อนกล่าวออกมา

“เสี่ยวเจี๋ยพูดถูก ท่านสามารถเชิญสหายทั้งหมดมาพักร่วมกับพวกเราได้ เป็นเพราะงานเลี้ยงตระกูลเฟิง โรงเตี๊ยมต่างๆก็น่าจะมีผู้คนเข้าพักมากมาย สหายของท่านอ้ายก็เหมือนกับสหายของพวกเรา โปรดเชิญพวกเขามาพักร่วมกับพวกเราเถอะ”

ฉู่ชิงซานกล่าวเชื้อเชิญเช่นกัน

“เข้าใจแล้ว หากข้าได้พบกับพวกเขา ข้าจะลองชวนพวกเขาดู”

ฉินอวี้โม่พยักศีรษะเป็นการตกลง

นางเข้าใจความหมายของคนตระกูลฉู่ดี ผู้อาวุโสสองและฉู่เจี๋ยยังคงเป็นห่วงนางและไม่อยากให้นางอาศัยอยู่ในอาณาเขตของตระกูลเฟิงเพียงลำพัง

นางตอบรับมิตรไมตรีและความเอื้ออารีของพวกเขา ถึงอย่างไรแล้วนางก็ไม่มีคนรู้จักคนอื่นๆอีกและมันก็ง่ายที่จะผูกมิตรกับคนตระกูลฉู่

ครึ่งวันต่อมา เมืองสูงตระหง่านก็ปรากฏให้เห็นตรงหน้าทุกคน

ในฐานะหนึ่งในตระกูลลับที่เก่าแก่ ตระกูลเฟิงก็ไม่นับว่าขาดแคลนสิ่งใดเลย เมืองเฟิงหวงซึ่งเป็นที่ตั้งของพวกเขาถือเป็นหนึ่งในเมืองที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในดินแดน

นอกจากนี้ ตระกูลเฟิงก็เป็นกลุ่มอิทธิพลเดียวในเมืองเฟิงหวงซึ่งทำให้พวกเขามีอำนาจสูงสุดในเมืองเฟิงหวงแห่งนี้

เมืองเฟิงหวงจัดเป็นเมืองที่สวยงามที่สุดที่ฉินอวี้โม่เคยพานพบนับตั้งแต่มาถึงดินแดนอ้างว้าง และบัดนี้ทั้งเมืองเฟิงหวงก็เป็นเมืองที่คึกคักและมีชีวิตชีวามากที่สุดที่ฉินอวี้โม่เคยเห็น

“ในที่สุดก็มาถึง”

เมื่อมองเห็นเมืองเฟิงหวงปรากฏข้างหน้า ฉู่เจี๋ยก็อดถอนหายใจด้วยความโล่งอกไม่ได้

ตระกูลเฟิงตั้งถิ่นฐานอยู่ไกลจากตระกูลฉู่พอสมควร พวกเขาต้องใช้เวลารวมหนึ่งเดือนเต็มในการเดินทางจากตระกูลฉู่มาถึงที่นี่

แม้ว่าการเดินทางถือเป็นประสบการณ์และการฝึกฝน อีกทั้งในระหว่างทางก็ยังสามารถเก็บรวบรวมสิ่งของหลายอย่างได้ ฉินอวี้โม่ก็ยังรู้สึกเหนื่อยและอ่อนแรงเล็กน้อย

“พี่อ้าย ไปที่ลานของตระกูลฉู่กันก่อนเถอะ จากนั้นท่านก็ค่อยแยกไปหาสหายของท่าน”

ฉู่เจี๋ยหันไปเอ่ยกับฉินอวี้โม่และยิ้มกว้าง

ฉินอวี้โม่พยักศีรษะตอบรับอย่างว่าง่าย

นางไม่ทราบเลยว่าฉีอวิ๋นเหล่ยและคนอื่นๆมาถึงที่นี่แล้วหรือยัง อีกทั้งนางก็ไม่คุ้นเคยกับถนนหนทางของที่นี่ นางจึงเลือกไปกับคนตระกูลฉู่ก่อน หากพบฉีอวิ๋นเหล่ยและคนอื่นๆระหว่างทาง นางก็จะเชิญพวกเขาได้ทันที

จากนั้นคณะเดินทางก็ตรงเข้าไปในเมืองและมุ่งหน้าลึกเข้าไป

เป็นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลฉู่และตระกูลเฟิง ตระกูลฉู่จึงมีจวนที่พักที่เป็นรองเพียงแค่จวนของตระกูลเฟิงเท่านั้น แม้ว่าโดยปกติจะไม่มีใครพักอาศัยอยู่ที่นั่นแต่ก็มีคนทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ

บางครั้งคนจากตระกูลฉู่จะมาพักที่นี่เป็นระยะเวลาสองถึงสามวัน ซึ่งมันก็ไม่ได้ดูรกร้างหรือโดดเดี่ยวใดๆ

ฉินอวี้โม่ ฉู่เจี๋ยและคนอื่นๆพูดคุยและหัวเราะเริงร่ากันขณะเดินตรงไปยังลานที่พักของตระกูลฉู่ท่ามกลางบรรยากาศกลมเกลียวอย่างยิ่ง

ผู้อาวุโสสองของตระกูลฉู่แนะนำสถานการณ์ของเมืองเฟิงหวงให้ฉินอวี้โม่ได้รู้และดูคุ้นเคยกับที่นี่พอสมควร

นายหญิงใหญ่แห่งตระกูลฉู่ซึ่งก็คือท่านย่าของฉู่เจี๋ยเป็นน้องสาวของเฟิงหรูเซียว–ผู้นำตระกูลเฟิง ทั้งสองตระกูลมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมานานหลายร้อยปีและตระกูลฉู่ก็รู้จักตระกูลเฟิงเป็นอย่างดี

จากคำบอกเล่าของฉู่ชิงซาน เฟิงหรูเซียว–ผู้นำตระกูลเฟิงก็เป็นคนดีมากและบุตรชายของเขาซึ่งมีนามว่าเฟิงจิงเทียนก็เป็นสุภาพบุรุษมากเช่นกัน

น่าเสียดายที่เฟิงจิงเทียนไม่มีบุตรชายและมีเพียงบุตรีที่พลัดพรากจากกันนานกว่าสิบปีซึ่งเพิ่งได้พบตัวเมื่อไม่นานมานี้

ในบรรดาทายาทสายรองคนอื่นๆทั้งหมด เฟิงอู๋มีพรสวรรค์ความสามารถที่ยอดเยี่ยมที่สุด เพียงแต่เขาใจแคบและขี้อิจฉาริษยาเป็นที่สุด เฟิงหรูเซียวจึงรู้สึกไม่ชอบเขานัก

คนอื่นๆก็มีความสามารถเพียงพอประมาณและไม่องอาจกล้าหาญเท่าไหร่นัก เพราะเช่นนั้นพวกเขาจึงไม่เหมาะสมกับตำแหน่งผู้นำตระกูลเฟิง

เพราะเหตุนั้น หลังจากพบตัวหลานสาวที่พลัดพราก เฟิงหรูเซียวจึงตั้งใจฟูมฟักดูแลนางให้ดีที่สุดเพื่อขึ้นเป็นผู้นำตระกูลเฟิงคนต่อไป

และหลานสาวของเขา—เฟิงมู่เหยียนก็ไม่ได้ทำให้เขาผิดหวังเลย ไม่เพียงแต่นางมีพรสวรรค์อันโดดเด่นเท่านั้นแต่นางก็ยังได้รับการยอมรับจากเขาเพราะความสามารถของนาง เฟิงหรูเซียวจึงชื่นชมหลานสาวคนนี้มาก

อย่างไรก็ตาม ในตระกูลใหญ่เช่นนี้ การแข่งขันชิงดีชิงเด่นย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายคนในตระกูลสนับสนุนเฟิงอู๋ เมื่อไม่กี่วันก่อน หวังซั่วผู้เป็นช่างหลอมระดับปรมาจารย์ของตระกูลเฟิงก็เพิ่งลั่นวาจาต่อหน้าสาธารณชนว่าเขาสนับสนุนเฟิงอู๋

นอกจากนี้ ขุมกำลังพญายมก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเฟิงอู๋เช่นกันและนั่นทำให้เฟิงหรูเซียวต้องปวดหัวมากกว่าเดิม

ทว่าผู้นำตระกูลเฟิงก็ไม่ได้กังวลมากนักและเขาตัดสินใจที่จะสะสางเรื่องนี้ให้เสร็จสมบูรณ์ในงานเลี้ยงที่ใกล้เข้ามา

หลังจากฟังคำบอกเล่าของฉู่ชิงซาน ฉินอวี้โม่ก็เข้าใจข้อมูลโดยรวมมากขึ้น

จากที่ฟังเรื่องราว สถานการณ์ของเสี่ยวเหยียนน่าจะดำเนินไปด้วยดี เฟิงหรูเซียวรักใคร่หวงแหนนางมาก นางคงจะไม่ได้เผชิญกับปัญหาใดๆ

อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งในปัจจุบันของเสี่ยวเหยียนก็ถือเป็นปัญหาอยู่ เฟิงอู๋ไม่ถูกชะตากับนางและอาจสร้างปัญหาเดือดร้อนที่นางหลีกเลี่ยงไม่ได้

เฟิงจิงเทียน บิดาของเฟิงมู่เหยียนก็รักและหวงแหนนางมากเช่นกัน ทว่าพลังของเขาก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร

เพราะเหตุนั้น หากเกิดเรื่องบาดหมางกัน ชีวิตของเสี่ยวเหยียนในจวนตระกูลเฟิงก็อาจไม่ราบรื่นดั่งใจหวัง

เมื่อคิดเช่นนี้ ฉินอวี้โม่จึงตัดสินใจที่จะหาทางไปพบเสี่ยวเหยียนให้ได้โดยเร็วที่สุดเพื่อให้ได้ทราบสถานการณ์และความปลอดภัยของนาง

“ในงานเลี้ยงตระกูลเฟิงครานี้ นอกเหนือจากสมาคมใหญ่ทั้งสี่และขุมกำลังเอกพิภพ ขุมกำลังอื่นๆต่างก็เดินทางมาร่วมงานเลี้ยงนี้ หากข้าคิดไม่ผิด บรรดาผู้นำน่าจะไม่มา คนที่มาร่วมงานล้วนเป็นจอมยุทธ์ที่อยู่ในทำเนียบรุ่นเยาว์และทำเนียบพิภพ ข้าเดาว่าครั้งนี้จะต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่ ถึงอย่างไรแล้วเฟิงอู๋ก็ไม่ใช่คนใจดีมีเมตตา”

ฉู่ชิงซานกล่าว เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ชอบเฟิงอู๋เท่าไหร่นัก

ฉินอวี้โม่พยักศีรษะอย่างเห็นด้วย งานเลี้ยงครานี้จะต้องเกิดเรื่องขึ้นเป็นแน่ อย่างน้อยที่สุดเรื่องความบาดหมางระหว่างนางกับเฟิงอู๋และจูตี๋ก็ไม่สามารถสะสางได้ง่ายๆ

ก่อนเข้าใกล้ที่พักของตระกูลฉู่ คณะเดินทางก็มองเห็นกลุ่มคนหลายคนกำลังเดินตรงเข้ามา

เมื่อเห็นคนเหล่านั้น ฉู่เจี๋ยก็นิ่วหน้าเล็กน้อย

Options

not work with dark mode
Reset