คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด – ตอนที่ 321 พบเสี่ยวเหยียนอีกครั้ง

เมื่อได้ยินคำพูดและสีหน้าแน่วแน่ของฉู่เจี๋ย ไม่เพียงแต่เฟิงอู๋เท่านั้นที่ตกใจ แม้แต่ฝ่ายคนตระกูลฉู่เองก็แปลกใจเล็กน้อย

เป็นไปได้ยากอย่างยิ่งที่จะได้เห็นฉู่เจี๋ยแสดงอากัปกิริยาเช่นนี้ ในมุมมองของพวกเขาคือฉู่เจี๋ยเป็นคนอ่อนโยนอย่างที่สุดและไม่ใส่ใจเรื่องใดมากนัก ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะได้เห็นท่าทีโกรธเคืองเช่นนี้ของเขา

“ฮ่าๆๆ ไม่คิดเลยว่าขยะอย่างเจ้าก็มีอารมณ์ฉุนเฉียวได้เช่นกัน”

เฟิงอู๋หัวเราะออกมาอย่างยียวน ทว่าเขาก็ยังไม่คิดที่จะหลีกทางหรือจากไป

ในเมื่อฉู่เจี๋ยแสดงอากัปกิริยาเช่นนี้ก็แสดงให้เห็นว่าบุรุษสวมหน้ากากผู้นี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน บัดนี้เฟิงอู๋สงสัยใคร่รู้มากยิ่งขึ้นและต้องการเค้นความจริงให้ได้ว่าบุรุษผู้นี้เป็นใคร

“หากไม่ถอดหน้ากากเพื่อแสดงใบหน้าที่แท้จริงให้ข้าเห็น ข้าก็จะไม่ปล่อยเจ้าไปจากที่นี่”

“เฟิงอู๋ อย่าให้มันมากเกินไป ไม่ว่าเราจะอยู่หรือไปมันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้า”

สมาชิกตระกูลฉู่แต่ละคนเริ่มมีน้ำโหไม่ต่างกัน พวกเขาเป็นคนของตระกูลฉู่ที่มีสถานะไม่ด้อยไปกว่าเฟิงอู๋และไม่เคยถูกหยามเกียรติเช่นนี้

ฉู่ชิงซานและฉู่เจี๋ยต่างก็ไม่ต้องการให้เกิดปัญหาใหญ่โต เพราะเหตุนั้น ฉู่เจี๋ยจึงพยายามข่มจิตใจของตนเองและต้องการไปจากที่ตรงนี้ให้เร็วที่สุดโดยไม่พูดอะไรให้มากความ

อย่างไรก็ตาม เฟิงอู๋ผู้นี้โอหังและทะนงในอำนาจมากเกินไป เดิมทีการที่หาเรื่องพวกเขา พวกเขาก็ไม่ได้ถือสาเอาความ ทว่าตอนนี้เขากลับหาเรื่องผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตพวกเขาทั้งหมดไว้ ไม่ว่าคนตระกูลฉู่จะควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดีเพียงใด พวกเขาก็ไม่มีทางอดทนอดกลั้นต่อพฤติกรรมเช่นนี้ได้

พวกเขาทนให้อีกฝ่ายรังแกตนเองได้ ทว่าหากคนผู้นั้นคิดจะหาเรื่องทำให้ผู้มีพระคุณของพวกเขาต้องเดือดร้อน คนตระกูลฉู่ไม่มีทางยอมอย่างแน่นอน

เมื่อเห็นสีหน้าและอากัปกิริยาจริงจังและข่มขู่ของสมาชิกตระกูลฉู่แต่ละคน จิตใจของเฟิงอู๋ก็เริ่มสั่นคลอนเล็กน้อย

เขาไม่คิดเลยว่าคนตระกูลฉู่ที่มักใจเย็นอยู่เสมอจะกลับกลายเป็นแน่วแน่มุ่งมั่นถึงเพียงนี้และทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะบุคคลลึกลับใต้หน้ากากเพียงคนเดียว

เฟิงอู๋มั่นใจว่าหากเขาข่มขู่และกดดันคนต่อไป คนตระกูลฉู่จะไม่รอช้าและลงมือทำอะไรสักอย่าง

แม้ว่าเขามีผู้ติดตามมาด้วยหลายคนและตัวเขาก็มีความแข็งแกร่งพอสมควร ทว่าหากเริ่มประจันหน้ากันจริงๆ ไม่มีทางที่เขาจะเอาชนะฝ่ายตระกูลฉู่ได้อย่างง่ายดาย เมื่อถึงตอนนั้น เฟิงหรูเซียวจะต้องทราบเรื่องและมันจะไม่ส่งผลดีต่อเขาแน่

ทว่าหากจะให้เขาถอดใจและล่าถอยไป เขาก็ไม่เต็มใจเช่นกัน

เดิมทีเขาต้องการระบายโทสะกับคนตระกูลฉู่เพื่อให้ความเดือดพล่านในใจของตนเองคลายลง เพียงแต่เขาไม่คาดคิดว่าคนตระกูลฉู่จะต่อต้านขัดขืนเช่นนี้ ทั้งที่เหยียบย่างอยู่ในอาณาเขตของตระกูลเฟิง อีกฝ่ายกลับไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย

หากเขาล้มเลิกและยอมถอยไป ในอนาคตข้างหน้า ตระกูลฉู่ก็คงไม่เกรงกลัวเขาอีก เมื่อคิดได้เช่นนี้ สีหน้าท่าทางของเฟิงอู๋ก็หนักแน่นขึ้นเล็กน้อย

“เหอะ ท่านผู้อาวุโสสองแห่งตระกูลฉู่ ข้าไม่อยากมีเรื่องบาดหมางกับพวกท่านหรอก แต่ชายสวมหน้ากากนั่นหยามเกียรติข้า ถ้าอยากให้ข้าปล่อยเขาไปก็บอกให้เขาขอโทษข้าซะ เรื่องวันนี้จะได้ยุติลง ข้าจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มิฉะนั้น เราจะได้เห็นกันว่าข้ามีไพ่ตายอะไรซ่อนอยู่”

เฟิงอู๋แค่นเสียงเย็นชาและมองฉินอวี้โม่อย่างท้าทาย ทันใดนั้น กลิ่นอายความมุ่งร้ายก็แผ่มาจากร่างของเขาอย่างชัดเจน

แน่นอนว่าฉินอวี้โม่ไม่ได้สนใจท่าทางของเขา สภาวะพลังของบุรุษหยิ่งทะนงตรงหน้าไม่ได้มีผลอะไรกับนางแม้แต่น้อย

“เฟิงอู๋ ไม่มีทางซะหรอก!”

ก่อนที่นางจะเอ่ยพูดอะไร ฉู่เจี๋ยก็เอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่นไม่เปลี่ยนแปลง

การจะให้ฉินอวี้โม่เอ่ยขอโทษเฟิงอู๋นั้น ไม่ว่าเจ้าตัวจะคิดอย่างไร บรรดาคนตระกูลฉู่ก็ไม่มีทางยอมอย่างแน่นอน ฉินอวี้โม่คือผู้ที่ช่วยชีวิตพวกเขา แล้วพวกเขาจะปล่อยให้นางถูกหยามเกียรติได้อย่างไร?

อีกอย่างพวกเขาก็ไม่เกรงกลัวบุรุษหนุ่มตระกูลเฟิงผู้นี้ ต่อให้ต้องปะทะกันจริงๆ พวกเขาก็มองเป็นเพียงเรื่องสนุกสนานเท่านั้นและไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

“ฉู่เจี๋ย เจ้าอย่าหน้าไม่อายนักเลย!”

เมื่อได้ยินคำพูดของเด็กหนุ่มผู้อ่อนแอ สีหน้าของเฟิงอู๋ก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง

เขาไม่คิดเลยว่าครานี้ฉู่เจี๋ยจะหนักแน่นและแน่วแน่ถึงเพียงนี้ เขาถือว่าตนเองได้ให้โอกาสอีกฝ่ายแล้ว ทว่าฉู่เจี๋ยกลับไม่ยอมรับโอกาสนี้ไว้

“เฟิงอู๋..เจ้าต่างหากที่หน้าไม่อาย”

ฉู่เจี๋ยจ้องตาเฟิงอู๋อย่างดุดันและใบหน้าซีดเซียวของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและไม่ยอมอ่อนข้อ

“บัดซบ! หากเป็นเช่นนั้นก็อย่ามาโทษว่าข้าหยาบคายก็แล้วกัน!”

เฟิงอู๋กำหมัดแน่นและขยิบตาส่งสัญญาณให้คนของตน เขาต้องการให้คนของตนเองใช้กำลังจับฉินอวี้โม่มาทันที

“ฮิๆๆ ที่นี่คึกคักดีจังเลย~”

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่การประจันหน้าจะเริ่มต้นขึ้น น้ำเสียงหวานใสกังวานดุจดั่งเสียงวิหคก็ดึงขึ้นและสตรีสวมอาภรณ์สีเหลืองสดใสเดินนำหน้าคนกลุ่มหนึ่งก็ตรงมาในทิศทางของฉินอวี้โม่และทุกคน

เมื่อได้ยินเสียงนั้น คุณหนูสี่ก็สัมผัสได้ถึงความคุ้นเคยทันที เมื่อหันไปมองทางต้นเสียง นางก็ได้เห็นใบหน้าที่ดูคุ้นตา

หลังจากห่างหายจากกันไปนาน เสี่ยวเหยียนสูงโปร่งขึ้นและดูโตขึ้นไม่น้อย นางสวมอาภรณ์เป็นชุดสีเหลืองสดเสริมรับผิวขาวละเอียดให้ดูนวลสว่างมากขึ้น ใบหน้าจิ้มลิ้มแบบเด็กๆจางหายไปและนางเติบโตเป็นสตรีรูปโฉมงดงามสะกดตา

ดูจากรอยยิ้มสดใสที่ประดับบนใบหน้า ฉินอวี้โม่คาดเดาได้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาคงจะราบรื่นอย่างมาก ว่ากันว่าเฟิงหรูเซียวและเฟิงจิงเทียนทั้งรักและเอ็นดูนางมาก และดูเหมือนว่าทั้งสองจะฟูมฟักดูแลนางเป็นอย่างดีจริงๆ

เสี่ยวเหยียนค่อยๆเดินตรงมายังฉินอวี้โม่และคนอื่นๆ ทว่าเมื่อเข้าใกล้บุรุษสวมหน้ากาก จู่ๆนางก็รู้สึกถึงความคุ้นเคยบางอย่าง นางอดหันไปมอง ‘บุรุษ’ ผู้นั้นไม่ได้ ทว่าก็พบเพียงบุรุษผู้ที่สวมใส่หน้ากากบดบังใบหน้าจนมองเห็นเพียงดวงตา

นางยิ้มให้กับฉินอวี้โม่ก่อนส่ายศีรษะเบาๆให้กับความรู้สึกที่ว่าตนเองคิดผิดไป พี่อวี้โม่ของนางจะมาที่เมืองเฟิงหวงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?

“ฮิๆๆ หากข้าเดาไม่ผิด ท่านทั้งสามคงจะเป็นท่านลุงสอง ลุงสี่และพี่ฉู่เจี๋ยแห่งตระกูลฉู่สินะเจ้าคะ”

เมื่อหันกลับไปหาฉู่ชิงซาน ฉู่เจี๋ยและคนอื่นๆ เสี่ยวเหยียนก็ยิ้มให้กับพวกเขาอย่างสดใสและนอบน้อม

ทันทีที่พวกเขาเห็นเสี่ยวเหยียน พวกเขาก็คาดเดาตัวตนของนางได้ตั้งแต่แรกเห็น

“ฮ่าๆๆ แม่สาวน้อย เจ้าช่างเหมือนกับบิดาของเจ้าจริงๆ”

ฉู่ชิงซานยิ้มอย่างเอ็นดูและรู้สึกถูกชะตากับเสี่ยวเหยียนไม่น้อย

พวกเขาสนิทสนมกับเฟิงจิงเทียนพอสมควร เมื่อได้เห็นว่าเฟิงจิงเทียนมีบุตรสาวที่งดงามและนอบน้อมเช่นนี้ พวกเขาจึงรู้สึกเป็นมิตรและอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

ยิ่งไปกว่านั้น อากัปกิริยาสุภาพอ่อนโยนและเป็นมิตรของเด็กสาวทำให้พวกเขารู้สึกประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็น

“ข้าขอต้อนรับท่านลุงทั้งหลายและพี่ฉู่เจี๋ยสู่เมืองเฟิงหวงของเราเจ้าค่ะ”

เสี่ยวเหยียนยิ้มบางๆขณะชำเลืองมองเฟิงอู๋ จากนั้นนางก็หันกลับมาหาฉู่ชิงซานและคณะพร้อมยิ้มหวาน “ตอนมาถึงเมืองเฟิงหวง เหตุใดท่านทั้งหลายจึงไม่ไปที่จวนตระกูลเฟิงก่อนล่ะเจ้าคะ? ท่านปู่เอ่ยถึงท่านทั้งหลายอย่างไม่หยุด เขาคอยนับวันเวลาและทราบว่าพวกท่านน่าจะมาถึงแล้ว”

“เสี่ยวเหยียนไม่รู้หรอก เดิมทีพวกเราก็ตั้งใจที่จะไปเยี่ยมเยียนท่านผู้นำตระกูล ทว่าเราบังเอิญพบสุนัขระหว่างทางและเราก็ยังไล่มันออกไปไม่สำเร็จ!”

ฉู่เจี๋ยไม่ไว้หน้าเฟิงอู๋อีกต่อไป แม้ว่าเขาไม่ชอบการรบราฆ่าฟันหรือปะทะคารมกับคนอื่น นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมถูกรังแกได้ง่ายๆ เพียงแค่คำพูดนี้ของเขาก็ทำให้สีหน้าของเฟิงอู๋บิดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจสุดขีด

ฉู่เจี๋ยผู้นี้กล่าวอย่างชัดเจนว่าเขาคือสุนัขขวางทางที่ว่า

“โอ้ เช่นนี้เอง ในช่วงหลังมานี้ก็มีสุนัขเพ่นพ่านในเมืองเฟิงหวงเป็นจำนวนมาก เห็นทีว่าเราจะต้องจัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาด พี่เฟิงอู๋..ท่านคิดเหมือนข้ารึไม่เจ้าคะ?”

เสี่ยวเหยียนยิ้มหวานและดวงตาเป็นประกายพร้อมสีหน้าใสซื่อไร้เดียงสา ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะทราบว่านางกำลังเย้ยหยันเฟิงอู๋อยู่

สีหน้าของเฟิงอู๋เหยเกยิ่งกว่าเดิม ทว่าหากเขาแสดงอาการออกไป เสี่ยวเหยียนและฉู่เจี๋ยก็คงได้ใจ เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็สูดหายใจเข้าลึกๆและหัวเราะออกไป

“เสี่ยวเหยียนพูดถูกแล้ว ถึงเวลาที่เราต้องจัดการเรื่องนี้อย่างจริงๆจังๆสักที”

เฟิงอู๋ระงับอารมณ์พร้อมยิ้มและกล่าว “ทว่าเหตุใดวันนี้เสี่ยวเหยียนถึงออกมาได้ล่ะ?”

เสี่ยวเหยียนยิ้มบางๆขณะกล่าวตอบ “ฮิๆๆ ข้าเบื่อที่จะอยู่แต่ในบ้าน ดังนั้นข้าจึงออกมาเดินเที่ยวเล่น ไม่คิดเช่นกันว่าจะได้พบพี่เฟิงอู๋และท่านทั้งหลายจากตระกูลฉู่ที่นี่ ข้าก็เลยแวะมาทักทายอย่างกะทันหัน ข้าก็ได้ยินสิ่งที่พี่เฟิงอู๋พูดเมื่อครู่และข้าจะแจ้งให้ท่านปู่ทราบในภายหลัง”

เฟิงอู๋กัดฟันอย่างแน่นและใบหน้าบิดเบี้ยวเมื่อได้ยินคำพูดแฝงคำข่มขู่ของเด็กสาวตรงหน้า

ฉินอวี้โม่อดยกยิ้มมุมปากอยู่ภายใต้หน้ากากไม่ได้ หลังจากช่วงเวลาที่ผ่านมา เสี่ยวเหยียนเด็กสาวผู้ไร้เดียงสาได้เติบโตขึ้นและสามารถปกป้องตัวเองได้แล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น จากวาจาทิ่มแทงของนางแสดงให้เห็นว่าเฟิงอู๋น่าจะพยายามหาเรื่องนางอยู่เป็นประจำ นับตั้งแต่นางมาที่นี่เป็นครั้งแรก เสี่ยวเหยียนก็น่าจะถูกเฟิงอู๋รังแกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทว่าบัดนี้เฟิงอู๋ทำอะไรเสี่ยวเหยียนไม่ได้อีกต่อไป

“เหอะ วันนี้ข้าจะไม่เสียเวลากับพวกท่านอีก หวังว่าจะได้เพลิดเพลินกับเมืองเฟิงหวงของพวกเรา”

ในเมื่อเสี่ยวเหยียนมาที่นี่ เฟิงอู๋ก็รู้ดีว่าเรื่องวันนี้ไม่สามารถเป็นไปได้ดั่งใจหวังและเขาก็จำใจต้องยอมล่าถอยออกไป

เขาจ้องมองฉินอวี้โม่และคนตระกูลฉู่ด้วยแววตาชิงชังเคียดแค้นก่อนสะบัดแขนเสื้อและนำผู้ติดตามเดินจากไป

“พี่เฟิงอู๋ ไม่ต้องรีบร้อนล่ะ เราจะไม่ไล่ตามไปหรอก ฮิๆๆ”

เสี่ยวเหยียนยกยิ้มมุมปากและหัวเราะเบาๆอย่างเป็นผู้ชนะ

หลังจากร่างของเฟิงอู๋หายไปจากสายตาของทุกคน เสี่ยวเหยียนก็เดินเข้ามาหาฉินอวี้โม่และยิ้มเล็กน้อยพร้อมเอ่ยขึ้นมา “ท่านจอมยุทธ์ เรื่องเมื่อครู่ข้าต้องขอโทษด้วยจริงๆ ญาติของข้าก็เป็นคนแบบนี้ หากท่านรู้สึกไม่พอใจ ก็ขอให้อย่าเก็บมาคิดเลยเจ้าค่ะ”

ฉินอวี้โม่พยักศีรษะโดยไม่ได้พูดอะไร

เมื่อเห็นฉินอวี้โม่ไม่เอ่ยปาก เสี่ยวเหยียนก็ยิ้มกับตัวเองอีกครั้งพร้อมคิดว่าหากเป็นฉินอวี้โม่ก็คงจะแสดงลักษณะท่าทีเช่นนี้

“ท่านลุงสอง ท่านลุงสี่ พี่ฉู่เจี๋ย ข้าจะไปยังจวนที่พักกับพวกท่านด้วย ท่านปู่รู้ว่าพวกท่านจะมาและได้ส่งคนไปสังเกตการณ์ที่ประตูเมืองไว้แล้ว เมื่อทราบว่าพวกท่านมาถึง เขาก็สั่งให้ข้ามาพบพวกท่านทันที ไม่คิดเลยว่าข้าจะมาช้าไปจนเกิดเรื่อง”

เสี่ยวเหยียนยิ้มให้ฉู่เจี๋ยและคนอื่นๆพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงขอโทษขอโพย

“ฮ่าๆๆ ขอบคุณเจ้ามาก เราจะไปจัดเตรียมสิ่งต่างๆที่จวนก่อนและจะเดินทางไปพบกับเขา ครานี้ท่านผู้นำตระกูลฉู่สั่งให้เราเตรียมของดีๆมาให้กับท่านเฟิงหรูเซียวด้วย ข้าคิดว่าท่านเฟิงหรูเซียวน่าจะชอบมากทีเดียว”

ฉู่ชิงซานยิ้มและกล่าวเบาๆ จากนั้นคนทั้งกลุ่มก็เดินตรงไปยังลานที่พักของตระกูลฉู่

“จะว่าไปแล้ว…ท่านผู้นี้คือผู้อาวุโสที่เพิ่งเข้าร่วมกับตระกูลฉู่หรือเจ้าคะ?”

เสี่ยวเหยียนมองฉินอวี้โม่และเอ่ยถามอย่างสงสัยใคร่รู้

“ไม่ใช่หรอก เขาคือคนที่ช่วยชีวิตพวกเราไว้ เขามีบุญคุณกับพวกเรามาก”

ฉู่ชิงซานส่ายศีรษะเบาๆและไม่ได้อธิบายแจกแจงอะไรเพิ่มเติม

เสี่ยวเหยียนพยักศีรษะโดยไม่เอ่ยถามอะไรเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การที่ฉินอวี้โม่เป็นผู้ที่ช่วยชีวิตพวกเขาไว้ มันก็เพียงพอที่พวกเขาจะแสดงท่าทีสุภาพนอบน้อมกับนางเช่นนี้

ยิ่งไปกว่านั้น ฉินอวี้โม่ก็ทำให้นางรู้สึกถึงความคุ้นเคยบางอย่างและดึงดูดให้นางเข้าใกล้ เพียงแต่นางเกรงว่าตนเองอาจทำให้ฉินอวี้โม่หวั่นใจ

ในขณะพูดคุยกันไปเรื่อยๆ พวกเขาก็มาถึงเขตที่พักของตระกูลฉู่

“ฮ่าๆๆ ในที่สุดก็มาถึงสักที”

เมื่อได้เห็นลานกว้างที่ไม่เพียงแต่หรูหราทว่ากว้างขวาง ฉู่ชิงซานและคนอื่นๆก็อดถอนหายใจอย่างโล่งอกไม่ได้

“ท่านลุงสองและลุงสี่ไปพักผ่อนเถอะเจ้าค่ะ ข้าจะกลับไปรายงานท่านปู่ก่อน ท่านทั้งหลายไปหาท่านปู่เพื่อทักทายทีหลังได้เจ้าค่ะ”

เสี่ยวเหยียนยิ้มพร้อมกล่าวก่อนเตรียมเดินจากไป

ผู้อาวุโสสองและผู้อาวุโสสี่แห่งตระกูลฉู่ก็ไม่มีอะไรคัดค้านและพยักศีรษะตอบรับ

“ท่านจอมยุทธ์ หากท่านพอจะมีเวลา ข้าก็ขอเรียนเชิญท่านไปที่จวนตระกูลเฟิงเช่นกันเจ้าค่ะ”

เด็กสาวอดไม่ได้ที่จะเอ่ยอะไรสักอย่างกับบุรุษผู้สวมหน้ากาก นางยังคงรู้สึกถึงความคุ้นเคยที่ไม่อาจมองข้ามได้

คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด – ตอนที่ 321 พบเสี่ยวเหยียนอีกครั้ง

คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด – ตอนที่ 321 พบเสี่ยวเหยียนอีกครั้ง

เมื่อได้ยินคำพูดและสีหน้าแน่วแน่ของฉู่เจี๋ย ไม่เพียงแต่เฟิงอู๋เท่านั้นที่ตกใจ แม้แต่ฝ่ายคนตระกูลฉู่เองก็แปลกใจเล็กน้อย

เป็นไปได้ยากอย่างยิ่งที่จะได้เห็นฉู่เจี๋ยแสดงอากัปกิริยาเช่นนี้ ในมุมมองของพวกเขาคือฉู่เจี๋ยเป็นคนอ่อนโยนอย่างที่สุดและไม่ใส่ใจเรื่องใดมากนัก ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะได้เห็นท่าทีโกรธเคืองเช่นนี้ของเขา

“ฮ่าๆๆ ไม่คิดเลยว่าขยะอย่างเจ้าก็มีอารมณ์ฉุนเฉียวได้เช่นกัน”

เฟิงอู๋หัวเราะออกมาอย่างยียวน ทว่าเขาก็ยังไม่คิดที่จะหลีกทางหรือจากไป

ในเมื่อฉู่เจี๋ยแสดงอากัปกิริยาเช่นนี้ก็แสดงให้เห็นว่าบุรุษสวมหน้ากากผู้นี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน บัดนี้เฟิงอู๋สงสัยใคร่รู้มากยิ่งขึ้นและต้องการเค้นความจริงให้ได้ว่าบุรุษผู้นี้เป็นใคร

“หากไม่ถอดหน้ากากเพื่อแสดงใบหน้าที่แท้จริงให้ข้าเห็น ข้าก็จะไม่ปล่อยเจ้าไปจากที่นี่”

“เฟิงอู๋ อย่าให้มันมากเกินไป ไม่ว่าเราจะอยู่หรือไปมันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้า”

สมาชิกตระกูลฉู่แต่ละคนเริ่มมีน้ำโหไม่ต่างกัน พวกเขาเป็นคนของตระกูลฉู่ที่มีสถานะไม่ด้อยไปกว่าเฟิงอู๋และไม่เคยถูกหยามเกียรติเช่นนี้

ฉู่ชิงซานและฉู่เจี๋ยต่างก็ไม่ต้องการให้เกิดปัญหาใหญ่โต เพราะเหตุนั้น ฉู่เจี๋ยจึงพยายามข่มจิตใจของตนเองและต้องการไปจากที่ตรงนี้ให้เร็วที่สุดโดยไม่พูดอะไรให้มากความ

อย่างไรก็ตาม เฟิงอู๋ผู้นี้โอหังและทะนงในอำนาจมากเกินไป เดิมทีการที่หาเรื่องพวกเขา พวกเขาก็ไม่ได้ถือสาเอาความ ทว่าตอนนี้เขากลับหาเรื่องผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตพวกเขาทั้งหมดไว้ ไม่ว่าคนตระกูลฉู่จะควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดีเพียงใด พวกเขาก็ไม่มีทางอดทนอดกลั้นต่อพฤติกรรมเช่นนี้ได้

พวกเขาทนให้อีกฝ่ายรังแกตนเองได้ ทว่าหากคนผู้นั้นคิดจะหาเรื่องทำให้ผู้มีพระคุณของพวกเขาต้องเดือดร้อน คนตระกูลฉู่ไม่มีทางยอมอย่างแน่นอน

เมื่อเห็นสีหน้าและอากัปกิริยาจริงจังและข่มขู่ของสมาชิกตระกูลฉู่แต่ละคน จิตใจของเฟิงอู๋ก็เริ่มสั่นคลอนเล็กน้อย

เขาไม่คิดเลยว่าคนตระกูลฉู่ที่มักใจเย็นอยู่เสมอจะกลับกลายเป็นแน่วแน่มุ่งมั่นถึงเพียงนี้และทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะบุคคลลึกลับใต้หน้ากากเพียงคนเดียว

เฟิงอู๋มั่นใจว่าหากเขาข่มขู่และกดดันคนต่อไป คนตระกูลฉู่จะไม่รอช้าและลงมือทำอะไรสักอย่าง

แม้ว่าเขามีผู้ติดตามมาด้วยหลายคนและตัวเขาก็มีความแข็งแกร่งพอสมควร ทว่าหากเริ่มประจันหน้ากันจริงๆ ไม่มีทางที่เขาจะเอาชนะฝ่ายตระกูลฉู่ได้อย่างง่ายดาย เมื่อถึงตอนนั้น เฟิงหรูเซียวจะต้องทราบเรื่องและมันจะไม่ส่งผลดีต่อเขาแน่

ทว่าหากจะให้เขาถอดใจและล่าถอยไป เขาก็ไม่เต็มใจเช่นกัน

เดิมทีเขาต้องการระบายโทสะกับคนตระกูลฉู่เพื่อให้ความเดือดพล่านในใจของตนเองคลายลง เพียงแต่เขาไม่คาดคิดว่าคนตระกูลฉู่จะต่อต้านขัดขืนเช่นนี้ ทั้งที่เหยียบย่างอยู่ในอาณาเขตของตระกูลเฟิง อีกฝ่ายกลับไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย

หากเขาล้มเลิกและยอมถอยไป ในอนาคตข้างหน้า ตระกูลฉู่ก็คงไม่เกรงกลัวเขาอีก เมื่อคิดได้เช่นนี้ สีหน้าท่าทางของเฟิงอู๋ก็หนักแน่นขึ้นเล็กน้อย

“เหอะ ท่านผู้อาวุโสสองแห่งตระกูลฉู่ ข้าไม่อยากมีเรื่องบาดหมางกับพวกท่านหรอก แต่ชายสวมหน้ากากนั่นหยามเกียรติข้า ถ้าอยากให้ข้าปล่อยเขาไปก็บอกให้เขาขอโทษข้าซะ เรื่องวันนี้จะได้ยุติลง ข้าจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มิฉะนั้น เราจะได้เห็นกันว่าข้ามีไพ่ตายอะไรซ่อนอยู่”

เฟิงอู๋แค่นเสียงเย็นชาและมองฉินอวี้โม่อย่างท้าทาย ทันใดนั้น กลิ่นอายความมุ่งร้ายก็แผ่มาจากร่างของเขาอย่างชัดเจน

แน่นอนว่าฉินอวี้โม่ไม่ได้สนใจท่าทางของเขา สภาวะพลังของบุรุษหยิ่งทะนงตรงหน้าไม่ได้มีผลอะไรกับนางแม้แต่น้อย

“เฟิงอู๋ ไม่มีทางซะหรอก!”

ก่อนที่นางจะเอ่ยพูดอะไร ฉู่เจี๋ยก็เอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่นไม่เปลี่ยนแปลง

การจะให้ฉินอวี้โม่เอ่ยขอโทษเฟิงอู๋นั้น ไม่ว่าเจ้าตัวจะคิดอย่างไร บรรดาคนตระกูลฉู่ก็ไม่มีทางยอมอย่างแน่นอน ฉินอวี้โม่คือผู้ที่ช่วยชีวิตพวกเขา แล้วพวกเขาจะปล่อยให้นางถูกหยามเกียรติได้อย่างไร?

อีกอย่างพวกเขาก็ไม่เกรงกลัวบุรุษหนุ่มตระกูลเฟิงผู้นี้ ต่อให้ต้องปะทะกันจริงๆ พวกเขาก็มองเป็นเพียงเรื่องสนุกสนานเท่านั้นและไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

“ฉู่เจี๋ย เจ้าอย่าหน้าไม่อายนักเลย!”

เมื่อได้ยินคำพูดของเด็กหนุ่มผู้อ่อนแอ สีหน้าของเฟิงอู๋ก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง

เขาไม่คิดเลยว่าครานี้ฉู่เจี๋ยจะหนักแน่นและแน่วแน่ถึงเพียงนี้ เขาถือว่าตนเองได้ให้โอกาสอีกฝ่ายแล้ว ทว่าฉู่เจี๋ยกลับไม่ยอมรับโอกาสนี้ไว้

“เฟิงอู๋..เจ้าต่างหากที่หน้าไม่อาย”

ฉู่เจี๋ยจ้องตาเฟิงอู๋อย่างดุดันและใบหน้าซีดเซียวของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและไม่ยอมอ่อนข้อ

“บัดซบ! หากเป็นเช่นนั้นก็อย่ามาโทษว่าข้าหยาบคายก็แล้วกัน!”

เฟิงอู๋กำหมัดแน่นและขยิบตาส่งสัญญาณให้คนของตน เขาต้องการให้คนของตนเองใช้กำลังจับฉินอวี้โม่มาทันที

“ฮิๆๆ ที่นี่คึกคักดีจังเลย~”

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่การประจันหน้าจะเริ่มต้นขึ้น น้ำเสียงหวานใสกังวานดุจดั่งเสียงวิหคก็ดึงขึ้นและสตรีสวมอาภรณ์สีเหลืองสดใสเดินนำหน้าคนกลุ่มหนึ่งก็ตรงมาในทิศทางของฉินอวี้โม่และทุกคน

เมื่อได้ยินเสียงนั้น คุณหนูสี่ก็สัมผัสได้ถึงความคุ้นเคยทันที เมื่อหันไปมองทางต้นเสียง นางก็ได้เห็นใบหน้าที่ดูคุ้นตา

หลังจากห่างหายจากกันไปนาน เสี่ยวเหยียนสูงโปร่งขึ้นและดูโตขึ้นไม่น้อย นางสวมอาภรณ์เป็นชุดสีเหลืองสดเสริมรับผิวขาวละเอียดให้ดูนวลสว่างมากขึ้น ใบหน้าจิ้มลิ้มแบบเด็กๆจางหายไปและนางเติบโตเป็นสตรีรูปโฉมงดงามสะกดตา

ดูจากรอยยิ้มสดใสที่ประดับบนใบหน้า ฉินอวี้โม่คาดเดาได้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาคงจะราบรื่นอย่างมาก ว่ากันว่าเฟิงหรูเซียวและเฟิงจิงเทียนทั้งรักและเอ็นดูนางมาก และดูเหมือนว่าทั้งสองจะฟูมฟักดูแลนางเป็นอย่างดีจริงๆ

เสี่ยวเหยียนค่อยๆเดินตรงมายังฉินอวี้โม่และคนอื่นๆ ทว่าเมื่อเข้าใกล้บุรุษสวมหน้ากาก จู่ๆนางก็รู้สึกถึงความคุ้นเคยบางอย่าง นางอดหันไปมอง ‘บุรุษ’ ผู้นั้นไม่ได้ ทว่าก็พบเพียงบุรุษผู้ที่สวมใส่หน้ากากบดบังใบหน้าจนมองเห็นเพียงดวงตา

นางยิ้มให้กับฉินอวี้โม่ก่อนส่ายศีรษะเบาๆให้กับความรู้สึกที่ว่าตนเองคิดผิดไป พี่อวี้โม่ของนางจะมาที่เมืองเฟิงหวงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?

“ฮิๆๆ หากข้าเดาไม่ผิด ท่านทั้งสามคงจะเป็นท่านลุงสอง ลุงสี่และพี่ฉู่เจี๋ยแห่งตระกูลฉู่สินะเจ้าคะ”

เมื่อหันกลับไปหาฉู่ชิงซาน ฉู่เจี๋ยและคนอื่นๆ เสี่ยวเหยียนก็ยิ้มให้กับพวกเขาอย่างสดใสและนอบน้อม

ทันทีที่พวกเขาเห็นเสี่ยวเหยียน พวกเขาก็คาดเดาตัวตนของนางได้ตั้งแต่แรกเห็น

“ฮ่าๆๆ แม่สาวน้อย เจ้าช่างเหมือนกับบิดาของเจ้าจริงๆ”

ฉู่ชิงซานยิ้มอย่างเอ็นดูและรู้สึกถูกชะตากับเสี่ยวเหยียนไม่น้อย

พวกเขาสนิทสนมกับเฟิงจิงเทียนพอสมควร เมื่อได้เห็นว่าเฟิงจิงเทียนมีบุตรสาวที่งดงามและนอบน้อมเช่นนี้ พวกเขาจึงรู้สึกเป็นมิตรและอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

ยิ่งไปกว่านั้น อากัปกิริยาสุภาพอ่อนโยนและเป็นมิตรของเด็กสาวทำให้พวกเขารู้สึกประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็น

“ข้าขอต้อนรับท่านลุงทั้งหลายและพี่ฉู่เจี๋ยสู่เมืองเฟิงหวงของเราเจ้าค่ะ”

เสี่ยวเหยียนยิ้มบางๆขณะชำเลืองมองเฟิงอู๋ จากนั้นนางก็หันกลับมาหาฉู่ชิงซานและคณะพร้อมยิ้มหวาน “ตอนมาถึงเมืองเฟิงหวง เหตุใดท่านทั้งหลายจึงไม่ไปที่จวนตระกูลเฟิงก่อนล่ะเจ้าคะ? ท่านปู่เอ่ยถึงท่านทั้งหลายอย่างไม่หยุด เขาคอยนับวันเวลาและทราบว่าพวกท่านน่าจะมาถึงแล้ว”

“เสี่ยวเหยียนไม่รู้หรอก เดิมทีพวกเราก็ตั้งใจที่จะไปเยี่ยมเยียนท่านผู้นำตระกูล ทว่าเราบังเอิญพบสุนัขระหว่างทางและเราก็ยังไล่มันออกไปไม่สำเร็จ!”

ฉู่เจี๋ยไม่ไว้หน้าเฟิงอู๋อีกต่อไป แม้ว่าเขาไม่ชอบการรบราฆ่าฟันหรือปะทะคารมกับคนอื่น นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมถูกรังแกได้ง่ายๆ เพียงแค่คำพูดนี้ของเขาก็ทำให้สีหน้าของเฟิงอู๋บิดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจสุดขีด

ฉู่เจี๋ยผู้นี้กล่าวอย่างชัดเจนว่าเขาคือสุนัขขวางทางที่ว่า

“โอ้ เช่นนี้เอง ในช่วงหลังมานี้ก็มีสุนัขเพ่นพ่านในเมืองเฟิงหวงเป็นจำนวนมาก เห็นทีว่าเราจะต้องจัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาด พี่เฟิงอู๋..ท่านคิดเหมือนข้ารึไม่เจ้าคะ?”

เสี่ยวเหยียนยิ้มหวานและดวงตาเป็นประกายพร้อมสีหน้าใสซื่อไร้เดียงสา ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะทราบว่านางกำลังเย้ยหยันเฟิงอู๋อยู่

สีหน้าของเฟิงอู๋เหยเกยิ่งกว่าเดิม ทว่าหากเขาแสดงอาการออกไป เสี่ยวเหยียนและฉู่เจี๋ยก็คงได้ใจ เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็สูดหายใจเข้าลึกๆและหัวเราะออกไป

“เสี่ยวเหยียนพูดถูกแล้ว ถึงเวลาที่เราต้องจัดการเรื่องนี้อย่างจริงๆจังๆสักที”

เฟิงอู๋ระงับอารมณ์พร้อมยิ้มและกล่าว “ทว่าเหตุใดวันนี้เสี่ยวเหยียนถึงออกมาได้ล่ะ?”

เสี่ยวเหยียนยิ้มบางๆขณะกล่าวตอบ “ฮิๆๆ ข้าเบื่อที่จะอยู่แต่ในบ้าน ดังนั้นข้าจึงออกมาเดินเที่ยวเล่น ไม่คิดเช่นกันว่าจะได้พบพี่เฟิงอู๋และท่านทั้งหลายจากตระกูลฉู่ที่นี่ ข้าก็เลยแวะมาทักทายอย่างกะทันหัน ข้าก็ได้ยินสิ่งที่พี่เฟิงอู๋พูดเมื่อครู่และข้าจะแจ้งให้ท่านปู่ทราบในภายหลัง”

เฟิงอู๋กัดฟันอย่างแน่นและใบหน้าบิดเบี้ยวเมื่อได้ยินคำพูดแฝงคำข่มขู่ของเด็กสาวตรงหน้า

ฉินอวี้โม่อดยกยิ้มมุมปากอยู่ภายใต้หน้ากากไม่ได้ หลังจากช่วงเวลาที่ผ่านมา เสี่ยวเหยียนเด็กสาวผู้ไร้เดียงสาได้เติบโตขึ้นและสามารถปกป้องตัวเองได้แล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น จากวาจาทิ่มแทงของนางแสดงให้เห็นว่าเฟิงอู๋น่าจะพยายามหาเรื่องนางอยู่เป็นประจำ นับตั้งแต่นางมาที่นี่เป็นครั้งแรก เสี่ยวเหยียนก็น่าจะถูกเฟิงอู๋รังแกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทว่าบัดนี้เฟิงอู๋ทำอะไรเสี่ยวเหยียนไม่ได้อีกต่อไป

“เหอะ วันนี้ข้าจะไม่เสียเวลากับพวกท่านอีก หวังว่าจะได้เพลิดเพลินกับเมืองเฟิงหวงของพวกเรา”

ในเมื่อเสี่ยวเหยียนมาที่นี่ เฟิงอู๋ก็รู้ดีว่าเรื่องวันนี้ไม่สามารถเป็นไปได้ดั่งใจหวังและเขาก็จำใจต้องยอมล่าถอยออกไป

เขาจ้องมองฉินอวี้โม่และคนตระกูลฉู่ด้วยแววตาชิงชังเคียดแค้นก่อนสะบัดแขนเสื้อและนำผู้ติดตามเดินจากไป

“พี่เฟิงอู๋ ไม่ต้องรีบร้อนล่ะ เราจะไม่ไล่ตามไปหรอก ฮิๆๆ”

เสี่ยวเหยียนยกยิ้มมุมปากและหัวเราะเบาๆอย่างเป็นผู้ชนะ

หลังจากร่างของเฟิงอู๋หายไปจากสายตาของทุกคน เสี่ยวเหยียนก็เดินเข้ามาหาฉินอวี้โม่และยิ้มเล็กน้อยพร้อมเอ่ยขึ้นมา “ท่านจอมยุทธ์ เรื่องเมื่อครู่ข้าต้องขอโทษด้วยจริงๆ ญาติของข้าก็เป็นคนแบบนี้ หากท่านรู้สึกไม่พอใจ ก็ขอให้อย่าเก็บมาคิดเลยเจ้าค่ะ”

ฉินอวี้โม่พยักศีรษะโดยไม่ได้พูดอะไร

เมื่อเห็นฉินอวี้โม่ไม่เอ่ยปาก เสี่ยวเหยียนก็ยิ้มกับตัวเองอีกครั้งพร้อมคิดว่าหากเป็นฉินอวี้โม่ก็คงจะแสดงลักษณะท่าทีเช่นนี้

“ท่านลุงสอง ท่านลุงสี่ พี่ฉู่เจี๋ย ข้าจะไปยังจวนที่พักกับพวกท่านด้วย ท่านปู่รู้ว่าพวกท่านจะมาและได้ส่งคนไปสังเกตการณ์ที่ประตูเมืองไว้แล้ว เมื่อทราบว่าพวกท่านมาถึง เขาก็สั่งให้ข้ามาพบพวกท่านทันที ไม่คิดเลยว่าข้าจะมาช้าไปจนเกิดเรื่อง”

เสี่ยวเหยียนยิ้มให้ฉู่เจี๋ยและคนอื่นๆพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงขอโทษขอโพย

“ฮ่าๆๆ ขอบคุณเจ้ามาก เราจะไปจัดเตรียมสิ่งต่างๆที่จวนก่อนและจะเดินทางไปพบกับเขา ครานี้ท่านผู้นำตระกูลฉู่สั่งให้เราเตรียมของดีๆมาให้กับท่านเฟิงหรูเซียวด้วย ข้าคิดว่าท่านเฟิงหรูเซียวน่าจะชอบมากทีเดียว”

ฉู่ชิงซานยิ้มและกล่าวเบาๆ จากนั้นคนทั้งกลุ่มก็เดินตรงไปยังลานที่พักของตระกูลฉู่

“จะว่าไปแล้ว…ท่านผู้นี้คือผู้อาวุโสที่เพิ่งเข้าร่วมกับตระกูลฉู่หรือเจ้าคะ?”

เสี่ยวเหยียนมองฉินอวี้โม่และเอ่ยถามอย่างสงสัยใคร่รู้

“ไม่ใช่หรอก เขาคือคนที่ช่วยชีวิตพวกเราไว้ เขามีบุญคุณกับพวกเรามาก”

ฉู่ชิงซานส่ายศีรษะเบาๆและไม่ได้อธิบายแจกแจงอะไรเพิ่มเติม

เสี่ยวเหยียนพยักศีรษะโดยไม่เอ่ยถามอะไรเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การที่ฉินอวี้โม่เป็นผู้ที่ช่วยชีวิตพวกเขาไว้ มันก็เพียงพอที่พวกเขาจะแสดงท่าทีสุภาพนอบน้อมกับนางเช่นนี้

ยิ่งไปกว่านั้น ฉินอวี้โม่ก็ทำให้นางรู้สึกถึงความคุ้นเคยบางอย่างและดึงดูดให้นางเข้าใกล้ เพียงแต่นางเกรงว่าตนเองอาจทำให้ฉินอวี้โม่หวั่นใจ

ในขณะพูดคุยกันไปเรื่อยๆ พวกเขาก็มาถึงเขตที่พักของตระกูลฉู่

“ฮ่าๆๆ ในที่สุดก็มาถึงสักที”

เมื่อได้เห็นลานกว้างที่ไม่เพียงแต่หรูหราทว่ากว้างขวาง ฉู่ชิงซานและคนอื่นๆก็อดถอนหายใจอย่างโล่งอกไม่ได้

“ท่านลุงสองและลุงสี่ไปพักผ่อนเถอะเจ้าค่ะ ข้าจะกลับไปรายงานท่านปู่ก่อน ท่านทั้งหลายไปหาท่านปู่เพื่อทักทายทีหลังได้เจ้าค่ะ”

เสี่ยวเหยียนยิ้มพร้อมกล่าวก่อนเตรียมเดินจากไป

ผู้อาวุโสสองและผู้อาวุโสสี่แห่งตระกูลฉู่ก็ไม่มีอะไรคัดค้านและพยักศีรษะตอบรับ

“ท่านจอมยุทธ์ หากท่านพอจะมีเวลา ข้าก็ขอเรียนเชิญท่านไปที่จวนตระกูลเฟิงเช่นกันเจ้าค่ะ”

เด็กสาวอดไม่ได้ที่จะเอ่ยอะไรสักอย่างกับบุรุษผู้สวมหน้ากาก นางยังคงรู้สึกถึงความคุ้นเคยที่ไม่อาจมองข้ามได้

Options

not work with dark mode
Reset