คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด – ตอนที่ 417 คำเชิญของฉินเฟิง

เมื่อเห็นสีหน้ากังวลของฉินอวี้โม่ จู่ๆความรู้สึกไม่พอใจก็ก่อตัวขึ้นในหัวใจของซิว

“ท่านเป็นห่วงเด็กคนนี้มากเลยรึ?”

ซิวเอ่ยถามและต้องการได้ยินคำตอบจากนาง

“นี่คือลูกของข้ากับโม่ฉือ แน่นอนว่าข้าต้องเป็นห่วงมากอยู่แล้ว”

ฉินอวี้โม่เอ่ยตอบโดยไม่ลังเลทันที เพียงกล่าวถึงบุตรของตนและบุรุษคนรัก ใบหน้าของนางก็แสดงถึงความสุขล้นจนปิดไม่มิด

“ถ้างั้นทำไมท่านจึงอยากช่วยมารยานักล่ะ? ท่านไม่กลัวรึว่าหานโม่ฉือจะกล่าวโทษท่านหากเขาทราบถึงเรื่องนี้?”

เมื่อเห็นสีหน้าเปี่ยมสุขของฉินอวี้โม่ ซิวก็รู้สึกหงุดหงิดใจมากยิ่งขึ้น จากนั้นมันก็เอ่ยถามด้วยความสงสัยและงุนงงไม่น้อย

“ไม่หรอก หากโม่ฉืออยู่ที่นี่ เขาจะสนับสนุนการตัดสินใจของข้าอย่างแน่นอน”

ฉินอวี้โม่ส่ายศีรษะเบาๆและกล่าววาจามั่นใจ นางไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติในน้ำเสียงและท่าทีของซิวแม้แต่น้อย

คำถามนี้ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงด้วยซ้ำ หากว่าหานโม่ฉืออยู่ที่นี่ เขาจะสนับสนุนทุกการกระทำของนางอย่างแน่นอน ยิ่งกว่านั้น หากมีเขาอยู่ เขาจะต้องจับมือบางของนางและเลือกที่จะเผชิญหน้ากับความเป็นความตายไปเคียงข้างกับนางอย่างแน่นอน

“ท่านเชื่อมั่นในตัวเขามากขนาดนั้นเลยรึ?”

เมื่อเห็นความมั่นใจฉายชัดในแววตาของฉินอวี้โม่ ซิวก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย จู่ๆมันก็รู้สึกสับสนงุนงงและในขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดกับการกระทำของตนเองในอดีต เหตุใดในตอนนั้นมันจึงบอกให้ฉินอวี้โม่ใช้กายเทพมายาช่วยชีวิตหานโม่ฉือกัน?

ฉินอวี้โม่พยักหน้าหงึกๆทันที นางเชื่อมั่นในตัวหานโม่ฉือยิ่งกว่าเชื่อมั่นในตัวเองเสียอีก

“หานโม่ฉือ..บุรุษผู้นั้นมักจะปล่อยให้ท่านต้องเผชิญกับสถานการณ์อันตรายเพียงลำพัง หากข้าพบเขาคราต่อไป รอดูเถอะว่าข้าจะจัดการกับเขาอย่างไร!”

ซิวกัดฟันกรอดทันทีและกล่าวด้วยน้ำเสียงเจือความริษยา

ฉินอวี้โม่ไม่ได้รู้สึกถึงความริษยาในน้ำเสียงของอสูรมายาประจำตัว ทว่านางกลับได้ยินความหมายบางอย่างที่แอบแฝงอยู่ในประโยคนั้น

“ซิว เจ้าหมายความว่าโม่ฉือยังมีชีวิตอยู่งั้นรึ?!

ฉินอวี้โม่หันขวับไปหาซิวทันทีพร้อมบีบมือตัวเองแน่นโดยไม่รู้ตัว เวลานี้สีหน้าของนางแสดงถึงความตึงเครียดอย่างชัดเจน

ถึงแม้เชื่อมาตลอดว่าบุรุษคนรักยังมีชีวิตอยู่ นางก็ไม่เคยได้รับเบาะแสใดๆเป็นข้อพิสูจน์ สิ่งที่ซิวกล่าวเมื่อครู่ทำให้นางได้คำตอบที่เฝ้ารอมานานซึ่งทำให้นางถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางทราบดีว่าหานโม่ฉือจะต้องมีชีวิตอยู่ในที่ใดสักแห่ง

เมื่อเห็นสีหน้าประหม่าและตื่นเต้นของนายหญิง ซิวก็ไม่อาจซ่อนความจริงไปจากนางได้

“หานโม่ฉือ บุรุษที่ประหลาดเหนือมนุษย์เช่นนั้นจะตายไปง่ายๆได้อย่างไรกัน เขากล่าววาจาไว้ว่าจะ ‘อยู่และตายไปด้วยกัน’ กับท่าน เขาไม่มีทางทอดทิ้งท่านไปอย่างแน่นอน”

ซิวกล่าวขณะนึกถึงหานโม่ฉือ สิ่งที่เกิดขึ้นคราสุดท้ายในเกาะไร้จุดจบนั้นถึงแม้มันมิได้เผชิญด้วยตัวเอง มันก็รับรู้ถึงเรื่องราวทั้งหมด รวมถึงสิ่งที่หานโม่ฉือทำเพื่อปกป้องฉินอวี้โม่ ความรักและห่วงหาของทั้งสองนั้นเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนในสายตาของมัน

ซิวชื่นชมหานโม่ฉือเป็นอย่างมากและรู้สึกได้ว่าบุรุษผู้นั้นคู่ควรกับฉินอวี้โม่อย่างแท้จริง

เพียงแต่..เหตุใดมันจึงรู้สึกหงุดหงิดใจและริษยาหานโม่ฉือเช่นนี้?…

“ซิว เจ้าจะต้องรู้บางอย่างแน่ บอกข้ามาเถอะ ข้าจะได้วางใจเสียที”

ฉินอวี้โม่เอ่ยถามอีกคราเมื่อได้ยินวาจาของซิว ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหานโม่ฉือมักจะทำให้จิตใจของนางยุ่งเหยิงอยู่เสมอและนางจะไม่มีทางวางใจได้หากไม่ได้รับการยืนยัน

“เอาล่ะ เอาล่ะ ข้าจะไม่ปิดบังจากท่าน ตัวตนของข้า..ท่านก็น่าจะทราบดี แม้ว่าข้าไม่อาจสัมผัสถึงหานโม่ฉือ ทว่าข้าก็สัมผัสได้ถึงอสูรมายาของเขา—เจ้ากิเลนอัคคี การที่เจ้ากิเลนนั่นปลอดภัยดี นั่นหมายความว่าหานโม่ฉือก็ยังมีชีวิตอยู่เช่นกัน เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องห่วง”

เมื่อเห็นความกระตือรือร้นของฉินอวี้โม่จนลืมเรื่องบุตรในครรภ์ไปเสียสนิท ในที่สุดมันก็กล่าวอย่างอดไม่ได้และบอกผู้เป็นนายถึงสิ่งที่สัมผัสได้

เมื่อได้ยินว่าหานโม่ฉือและกิเลนอัคคียังมีชีวิตอยู่ ในที่สุดฉินอวี้โม่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกและวางใจในสิ่งที่กังวลค้างคามาเนิ่นนาน

โม่ฉือของนางยังมีชีวิตอยู่ สิ่งที่นางต้องทำในเวลานี้คือฝึกยุทธ์อย่างเต็มที่และมุ่งหน้าไปที่ดินแดนเทพมายาเพื่อตามหาเขาโดยเร็วที่สุด เมื่อถึงตอนนั้น หานโม่ฉือคงจะมีความสุขอย่างยิ่งเมื่อได้ทราบว่านางกำลังตั้งท้องบุตรของเขา

เมื่อนึกถึงบุตร ฉินอวี้โม่ก็นึกถึงปัญหาในปัจจุบันทันทีและเอื้อมมือแตะท้องของตนเองโดยอัตโนมัติ ครานี้ซิวมิได้ขัดขวางนางไว้ทว่าปล่อยให้ฉินอวี้โม่ลูบครรภ์ที่ป่องออกมาเล็กน้อยอย่างแผ่วเบา

เมื่อวางมือบางประทับแนบท้อง ฉินอวี้โม่ก็สัมผัสได้ว่าไม่มีสิ่งใดแตกต่างไปจากเดิมก่อนที่นางจะเผชิญกับการลงทัณฑ์สายฟ้า นั่นก็หมายความว่าบุตรของนางน่าจะปลอดภัยดี

“เจ้าตัวน้อยแข็งแรงมาก ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เป็นอะไร”

ซิวกล่าวพร้อมรอยยิ้ม เมื่อกล่าวถึงบุตรในครรภ์ของฉินอวี้โม่ น้ำเสียงของมันก็ฟังดูหลงใหลและตามใจเล็กน้อย

ไม่ว่าอย่างไร เมื่อเด็กคนนี้ลืมตาดูโลก พวกมันก็จะต้องกลายเป็น ‘พ่อทูนหัว’ อย่างแน่นอน

เมื่อทราบว่าบุตรของตนสบายดี ฉินอวี้โม่ก็คลี่ยิ้มกว้าง นางทราบอยู่แล้วว่าเด็กน้อยคนนี้จะไม่ทิ้งนางไปง่ายๆแน่

“จินเย่า ออกมานี่”

ซิวเอ่ยขึ้นเบาๆก่อนที่หนึ่งในอสูรมายาของฉินอวี้โม่จะปรากฏกายขึ้นมาตรงหน้า เวลานี้สิงโตขนทองเปลี่ยนกลับคืนร่างเดิมและหมอบลงตรงหน้าซิวและฉินอวี้โม่

ซิววางร่างฉินอวี้โม่ลงบนตัวจินเย่าพร้อมรอยยิ้มและกล่าว “เจ้าคอยปกป้องนายหญิงให้เป็นอย่างดี ข้าจะต้องเข้าสู่สภาวะเก็บตัวจำศีลต่อแล้ว”

ทันทีที่สิ้นเสียงนั้น ซิวก็หายวับไปต่อหน้าทุกคน

ขณะนอนอยู่บนหลังขนนุ่มของจินเย่าและมองดูซิวหายตัวไป ฉินอวี้โม่ก็ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ในเวลานี้นางรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง

“ท่านแม่ เมื่อครู่นี้ข้าเป็นห่วงท่านแทบตาย”

หานอวี้วิ่งปรี่เข้ามาพร้อมรอยยิ้มก่อนลอยตัวขึ้นสูงเทียบระดับของฉินอวี้โม่และกล่าวพร้อมรอยยิ้มกว้าง

มังกรน้อยรับรู้บทสนทนาระหว่างฉินอวี้โม่และซิวเมื่อครู่อย่างชัดเจน หากคาดเดาไม่ผิด ‘พี่ซิว’ ดูจะมีท่าทีอิจฉาริษยาอยู่ไม่น้อย สิ่งนี้ทำให้หานอวี้ซึ่งมองว่ามันสูงส่งมาเสมอเกิดความรู้สึกขบขันขึ้นมา

เมื่อทราบว่าฉินอวี้โม่ มารยาและบุตรในครรภ์ไม่ได้เป็นอะไร มันก็ไม่กังวลอีกต่อไปและผ่อนคลายลงมาก

“ขอโทษที่ทำให้เจ้าต้องเป็นห่วง”

ฉินอวี้โม่เอื้อมมือออกไปแตะศีรษะของเจ้าหนูน้อยเบาๆ นางรับรู้ถึงความกังวลของอีกฝ่ายอย่างชัดเจนและรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก

“พี่ซิวช่างทรงพลังยิ่งนัก พวกเราคงจะห่างชั้นกับพี่ซิวอีกมาก”

จินเย่าอดเอ่ยออกมาไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรกที่มันได้พบเจอกับซิวผู้น่าเกรงขาม ไม่แปลกใจเลยที่บรรดาอสูรมายาต่างก็ยอมจำนนต่อพลังอันยิ่งใหญ่ของซิวและไม่กล้าแม้แต่จะคิดต่อต้าน

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเผชิญสิ่งที่ทรงพลังอย่างทัณฑ์สายฟ้าขั้นที่เจ็ดเมื่อครู่ ซิวสามารถรับมือกับมันได้โดยไม่ได้รับอันตรายใดๆเลยสักนิด ความแข็งแกร่งที่น่าสะพรึงกลัวนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้มันยอมจำนนไปตลอดชีวิต

เพียงแต่จินเย่าคิดผิดไป ในความเป็นจริงเมื่อพลังของทัณฑ์สายฟ้าดังกล่าวมาถึงซิว มันได้ถูกต้านทานไว้โดยมารยาเป็นส่วนใหญ่แล้วและพลังส่วนที่เหลือก็ไม่ได้ทรงพลังมากนัก

นอกจากนี้ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นเมื่อครู่มิใช่ร่างที่แท้จริงของซิวทว่าเป็นร่างวิญญาณของมันซึ่งสามารถปลดปล่อยพลังครึ่งหนึ่งของพลังในระดับสูงสุดในช่วงระยะเวลาสั้นๆได้ ดังนั้นมันจึงขัดขวางทัณฑ์สายฟ้าขั้นที่เจ็ดได้อย่างไม่เป็นปัญหา

ซูวั่งชวนและฉินเฟิงก็ปรี่เข้ามาเช่นกัน การปรากฏตัวของซิวเมื่อครู่ทำให้พวกเขามิกล้าเข้ามาใกล้ หลังจากมันหายไป ทั้งสองจึงตรงเข้ามาหาฉินอวี้โม่อย่างรวดเร็ว

แน่นอนว่าซูวั่งชวนไม่เอ่ยถามสิ่งใดให้มากความ เพียงได้รับการยืนยันว่ามารยาและบุตรในครรภ์ของฉินอวี้โม่ปลอดภัยดี เขาก็รู้สึกโล่งใจมาก ทว่าฉินเฟิงกลับมองฉินอวี้โม่ด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้และไม่ทราบได้ว่าเจ้าเมืองวารีมายากำลังคิดสิ่งใด

“พวกเรากลัวแทบตาย โชคดีจริงๆที่ทุกคนไม่เป็นอะไร”

ซูน่าและอาอู่ก้าวออกมาจากคฤหาสน์เฟิงหัวและปรี่ตรงมาหาฉินอวี้โม่เช่นกัน ซูน่ากล่าวพร้อมคว้ามือบางของฉินอวี้โม่ในขณะที่อาอู่หยิบโอสถหลายเม็ดออกมา

“พี่อวี้โม่ นี่คือโอสถที่จะช่วยฟื้นฟูอาการบาดเจ็บของท่าน รับไปก่อนเถอะ”

เมื่อเห็นการกระทำของอาอู่ ฉินอวี้โม่ก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย ถึงแม้ว่านางจะทานโอสถฟื้นปราณไปแล้ว นางก็ไม่ปฏิเสธน้ำใจของอาอู่และรับโอสถมากลืนลงคอทันที

“มารยาจะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนในการทะลวงพลังรึ?”

ซูน่ามองไปที่หอคอยน้ำแข็งเงียบสงบและเอ่ยถามด้วยความกังวล

“น่าจะต้องใช้เวลาอีกสักพัก”

ฉินอวี้โม่เอ่ยตอบออกไป นางไม่ทราบเช่นกันว่าจะต้องใช้เวลานานเพียงใด

“ฮ่าๆๆ สหายน้อยอวี้โม่ ดูเหมือนว่าตอนนี้ร่างกายของท่านจะอ่อนแอลงพอสมควร มันจะดีกว่าหากท่านไปที่จวนเจ้าเมืองของข้าเพื่อพักฟื้นร่างกายก่อน ข้าจะส่งคนมาคุ้มกันที่นี่ไว้ ทันทีที่อสูรมายาของท่านออกมา ข้าจะไปแจ้งข่าวให้ท่านทราบโดยเร็วที่สุด ท่านจะว่าอย่างไร?”

ฉินเฟิงยิ้มและกล่าวเชื้อเชิญฉินอวี้โม่

เขารู้สึกคุ้นเคยกับฉินอวี้โม่มากขึ้นเรื่อยๆและสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับจอมยุทธ์สตรีผู้นี้เป็นอย่างมาก เขาต้องการสนทนากับนางอย่างจริงจัง ทว่าด้วยผู้คนมากมายที่อยู่ที่นี่ทำให้การเอ่ยถามข้อมูลต่างๆไม่ง่ายนัก เพราะเหตุนั้นเขาจึงกล่าวเชิญนางไปพักที่จวนเจ้าเมืองของเขา

ฉินอวี้โม่ก็ไม่ได้ต้องการรับคำเชิญ ทว่าจู่ๆนางก็นึกถึงผลึกหัวใจมายาที่นางกำลังตามหา หากจำไม่ผิด ผลึกหัวใจมายาที่ว่านั่นน่าจะอยู่ในการครอบครองของฉินเฟิง

ยิ่งไปกว่านั้น ฉินอวี้โม่รู้สึกคุ้นเคยกับฉินเฟิงเช่นกันและถูกชะตากับเขาพอสมควร หลังจากพิจารณาเพียงไม่นาน นางก็พยักศีรษะและตอบตกลง

“หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็ต้องขอรบกวนท่านด้วย”

เมื่อฉินอวี้โม่ตอบตกลง ซูวั่งชวน ซูน่าและคนอื่นๆก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย พวกเขาก็เข้าใจสาเหตุที่นางตอบตกลงและรู้สึกได้ว่าฉินเฟิงไม่ได้มีเจตนาที่เลวร้าย

ทว่าตัวตนของฉินอวี้โม่ก็ค่อนข้างพิเศษและเวลานี้นางกำลังตั้งครรภ์ ฉินเฟิงเป็นคนที่มาพร้อมกับกลุ่มผู้ทรยศและพวกเขารู้สึกว่ามันอาจไม่เหมาะสมนัก

“ท่านปู่ซู ท่านกลับไปที่ชนเผ่าเมฆาครามเพื่อแจ้งให้ทุกคนทราบว่าพวกเราปลอดภัยดีก่อนเถอะ”

ฉินอวี้โม่ยิ้มบางๆ นางเข้าใจความกังวลของผู้อาวุโสตรงหน้าเป็นอย่างดี

“ซูน่าจะอยู่กับข้า เราจะรบกวนท่านเจ้าเมืองฉินเฟิงเพียงแค่ไม่กี่วันและหลังจากนั้นเราก็จะกลับไปที่ชนเผ่า”

เมื่อได้ยินวาจาของฉินอวี้โม่ ซูวั่งชวนก็เข้าใจได้ทันทีว่านางหมายถึงอะไร สาเหตุที่นางบอกให้เขากลับไปที่ชนเผ่าก่อนเช่นนี้ ประการแรกก็เพื่อป้องกันมิให้เกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดใดๆ ประการที่สองคือการกล่าวให้ฉินเฟิงได้ยินว่าพวกเขาทราบดีว่านางพักอยู่ที่จวนของฉินเฟิงเพื่อที่ฉินเฟิงจะไม่กล้าทำสิ่งใดบุ่มบ่าม

ในเมื่อนางตัดสินใจแล้ว ซูวั่งชวนก็ไม่คัดค้านหรือเอ่ยสิ่งใด เขาเพียงยิ้มและกล่าวตอบ “เจ้าเมืองฉินเฟิง ข้าคงต้องขอรบกวนให้ท่านดูแลอวี้โม่และซูน่าสักสองสามวัน ข้าจะกลับไปที่ชนเผ่าและแจ้งข่าวให้คนที่นั่นทราบก่อนเพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่เป็นกังวล”

“แน่นอนว่าไม่มีปัญหา หากว่าผู้อาวุโสซูรายงานสถานการณ์ให้ทุกคนทราบแล้ว ท่านก็มาที่จวนเจ้าเมืองของข้าในฐานะแขกได้ทุกเมื่อ ข้าจะให้การต้อนรับเป็นอย่างดี”

ฉินเฟิงกล่าวพร้อมรอยยิ้มทว่าไม่คิดให้มากความและน้ำเสียงของเขาจริงใจอย่างยิ่งเช่นกัน

“เข้าใจแล้ว”

ซูวั่งชวนพยักศีรษะและไม่เอ่ยปากกล่าวสิ่งใดอีกก่อนที่เขาและอาอู่จะแยกตัวออกไปเพื่อเดินทางกลับไปที่ชนเผ่าเมฆาคราม

จากนั้นฉินอวี้โม่และซูน่าก็มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองวารีมายาภายใต้การนำทางของเจ้าเมืองฉินเฟิง

.

คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด – ตอนที่ 417 คำเชิญของฉินเฟิง

คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด – ตอนที่ 417 คำเชิญของฉินเฟิง

เมื่อเห็นสีหน้ากังวลของฉินอวี้โม่ จู่ๆความรู้สึกไม่พอใจก็ก่อตัวขึ้นในหัวใจของซิว

“ท่านเป็นห่วงเด็กคนนี้มากเลยรึ?”

ซิวเอ่ยถามและต้องการได้ยินคำตอบจากนาง

“นี่คือลูกของข้ากับโม่ฉือ แน่นอนว่าข้าต้องเป็นห่วงมากอยู่แล้ว”

ฉินอวี้โม่เอ่ยตอบโดยไม่ลังเลทันที เพียงกล่าวถึงบุตรของตนและบุรุษคนรัก ใบหน้าของนางก็แสดงถึงความสุขล้นจนปิดไม่มิด

“ถ้างั้นทำไมท่านจึงอยากช่วยมารยานักล่ะ? ท่านไม่กลัวรึว่าหานโม่ฉือจะกล่าวโทษท่านหากเขาทราบถึงเรื่องนี้?”

เมื่อเห็นสีหน้าเปี่ยมสุขของฉินอวี้โม่ ซิวก็รู้สึกหงุดหงิดใจมากยิ่งขึ้น จากนั้นมันก็เอ่ยถามด้วยความสงสัยและงุนงงไม่น้อย

“ไม่หรอก หากโม่ฉืออยู่ที่นี่ เขาจะสนับสนุนการตัดสินใจของข้าอย่างแน่นอน”

ฉินอวี้โม่ส่ายศีรษะเบาๆและกล่าววาจามั่นใจ นางไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติในน้ำเสียงและท่าทีของซิวแม้แต่น้อย

คำถามนี้ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงด้วยซ้ำ หากว่าหานโม่ฉืออยู่ที่นี่ เขาจะสนับสนุนทุกการกระทำของนางอย่างแน่นอน ยิ่งกว่านั้น หากมีเขาอยู่ เขาจะต้องจับมือบางของนางและเลือกที่จะเผชิญหน้ากับความเป็นความตายไปเคียงข้างกับนางอย่างแน่นอน

“ท่านเชื่อมั่นในตัวเขามากขนาดนั้นเลยรึ?”

เมื่อเห็นความมั่นใจฉายชัดในแววตาของฉินอวี้โม่ ซิวก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย จู่ๆมันก็รู้สึกสับสนงุนงงและในขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดกับการกระทำของตนเองในอดีต เหตุใดในตอนนั้นมันจึงบอกให้ฉินอวี้โม่ใช้กายเทพมายาช่วยชีวิตหานโม่ฉือกัน?

ฉินอวี้โม่พยักหน้าหงึกๆทันที นางเชื่อมั่นในตัวหานโม่ฉือยิ่งกว่าเชื่อมั่นในตัวเองเสียอีก

“หานโม่ฉือ..บุรุษผู้นั้นมักจะปล่อยให้ท่านต้องเผชิญกับสถานการณ์อันตรายเพียงลำพัง หากข้าพบเขาคราต่อไป รอดูเถอะว่าข้าจะจัดการกับเขาอย่างไร!”

ซิวกัดฟันกรอดทันทีและกล่าวด้วยน้ำเสียงเจือความริษยา

ฉินอวี้โม่ไม่ได้รู้สึกถึงความริษยาในน้ำเสียงของอสูรมายาประจำตัว ทว่านางกลับได้ยินความหมายบางอย่างที่แอบแฝงอยู่ในประโยคนั้น

“ซิว เจ้าหมายความว่าโม่ฉือยังมีชีวิตอยู่งั้นรึ?!

ฉินอวี้โม่หันขวับไปหาซิวทันทีพร้อมบีบมือตัวเองแน่นโดยไม่รู้ตัว เวลานี้สีหน้าของนางแสดงถึงความตึงเครียดอย่างชัดเจน

ถึงแม้เชื่อมาตลอดว่าบุรุษคนรักยังมีชีวิตอยู่ นางก็ไม่เคยได้รับเบาะแสใดๆเป็นข้อพิสูจน์ สิ่งที่ซิวกล่าวเมื่อครู่ทำให้นางได้คำตอบที่เฝ้ารอมานานซึ่งทำให้นางถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางทราบดีว่าหานโม่ฉือจะต้องมีชีวิตอยู่ในที่ใดสักแห่ง

เมื่อเห็นสีหน้าประหม่าและตื่นเต้นของนายหญิง ซิวก็ไม่อาจซ่อนความจริงไปจากนางได้

“หานโม่ฉือ บุรุษที่ประหลาดเหนือมนุษย์เช่นนั้นจะตายไปง่ายๆได้อย่างไรกัน เขากล่าววาจาไว้ว่าจะ ‘อยู่และตายไปด้วยกัน’ กับท่าน เขาไม่มีทางทอดทิ้งท่านไปอย่างแน่นอน”

ซิวกล่าวขณะนึกถึงหานโม่ฉือ สิ่งที่เกิดขึ้นคราสุดท้ายในเกาะไร้จุดจบนั้นถึงแม้มันมิได้เผชิญด้วยตัวเอง มันก็รับรู้ถึงเรื่องราวทั้งหมด รวมถึงสิ่งที่หานโม่ฉือทำเพื่อปกป้องฉินอวี้โม่ ความรักและห่วงหาของทั้งสองนั้นเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนในสายตาของมัน

ซิวชื่นชมหานโม่ฉือเป็นอย่างมากและรู้สึกได้ว่าบุรุษผู้นั้นคู่ควรกับฉินอวี้โม่อย่างแท้จริง

เพียงแต่..เหตุใดมันจึงรู้สึกหงุดหงิดใจและริษยาหานโม่ฉือเช่นนี้?…

“ซิว เจ้าจะต้องรู้บางอย่างแน่ บอกข้ามาเถอะ ข้าจะได้วางใจเสียที”

ฉินอวี้โม่เอ่ยถามอีกคราเมื่อได้ยินวาจาของซิว ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหานโม่ฉือมักจะทำให้จิตใจของนางยุ่งเหยิงอยู่เสมอและนางจะไม่มีทางวางใจได้หากไม่ได้รับการยืนยัน

“เอาล่ะ เอาล่ะ ข้าจะไม่ปิดบังจากท่าน ตัวตนของข้า..ท่านก็น่าจะทราบดี แม้ว่าข้าไม่อาจสัมผัสถึงหานโม่ฉือ ทว่าข้าก็สัมผัสได้ถึงอสูรมายาของเขา—เจ้ากิเลนอัคคี การที่เจ้ากิเลนนั่นปลอดภัยดี นั่นหมายความว่าหานโม่ฉือก็ยังมีชีวิตอยู่เช่นกัน เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องห่วง”

เมื่อเห็นความกระตือรือร้นของฉินอวี้โม่จนลืมเรื่องบุตรในครรภ์ไปเสียสนิท ในที่สุดมันก็กล่าวอย่างอดไม่ได้และบอกผู้เป็นนายถึงสิ่งที่สัมผัสได้

เมื่อได้ยินว่าหานโม่ฉือและกิเลนอัคคียังมีชีวิตอยู่ ในที่สุดฉินอวี้โม่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกและวางใจในสิ่งที่กังวลค้างคามาเนิ่นนาน

โม่ฉือของนางยังมีชีวิตอยู่ สิ่งที่นางต้องทำในเวลานี้คือฝึกยุทธ์อย่างเต็มที่และมุ่งหน้าไปที่ดินแดนเทพมายาเพื่อตามหาเขาโดยเร็วที่สุด เมื่อถึงตอนนั้น หานโม่ฉือคงจะมีความสุขอย่างยิ่งเมื่อได้ทราบว่านางกำลังตั้งท้องบุตรของเขา

เมื่อนึกถึงบุตร ฉินอวี้โม่ก็นึกถึงปัญหาในปัจจุบันทันทีและเอื้อมมือแตะท้องของตนเองโดยอัตโนมัติ ครานี้ซิวมิได้ขัดขวางนางไว้ทว่าปล่อยให้ฉินอวี้โม่ลูบครรภ์ที่ป่องออกมาเล็กน้อยอย่างแผ่วเบา

เมื่อวางมือบางประทับแนบท้อง ฉินอวี้โม่ก็สัมผัสได้ว่าไม่มีสิ่งใดแตกต่างไปจากเดิมก่อนที่นางจะเผชิญกับการลงทัณฑ์สายฟ้า นั่นก็หมายความว่าบุตรของนางน่าจะปลอดภัยดี

“เจ้าตัวน้อยแข็งแรงมาก ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เป็นอะไร”

ซิวกล่าวพร้อมรอยยิ้ม เมื่อกล่าวถึงบุตรในครรภ์ของฉินอวี้โม่ น้ำเสียงของมันก็ฟังดูหลงใหลและตามใจเล็กน้อย

ไม่ว่าอย่างไร เมื่อเด็กคนนี้ลืมตาดูโลก พวกมันก็จะต้องกลายเป็น ‘พ่อทูนหัว’ อย่างแน่นอน

เมื่อทราบว่าบุตรของตนสบายดี ฉินอวี้โม่ก็คลี่ยิ้มกว้าง นางทราบอยู่แล้วว่าเด็กน้อยคนนี้จะไม่ทิ้งนางไปง่ายๆแน่

“จินเย่า ออกมานี่”

ซิวเอ่ยขึ้นเบาๆก่อนที่หนึ่งในอสูรมายาของฉินอวี้โม่จะปรากฏกายขึ้นมาตรงหน้า เวลานี้สิงโตขนทองเปลี่ยนกลับคืนร่างเดิมและหมอบลงตรงหน้าซิวและฉินอวี้โม่

ซิววางร่างฉินอวี้โม่ลงบนตัวจินเย่าพร้อมรอยยิ้มและกล่าว “เจ้าคอยปกป้องนายหญิงให้เป็นอย่างดี ข้าจะต้องเข้าสู่สภาวะเก็บตัวจำศีลต่อแล้ว”

ทันทีที่สิ้นเสียงนั้น ซิวก็หายวับไปต่อหน้าทุกคน

ขณะนอนอยู่บนหลังขนนุ่มของจินเย่าและมองดูซิวหายตัวไป ฉินอวี้โม่ก็ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ในเวลานี้นางรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง

“ท่านแม่ เมื่อครู่นี้ข้าเป็นห่วงท่านแทบตาย”

หานอวี้วิ่งปรี่เข้ามาพร้อมรอยยิ้มก่อนลอยตัวขึ้นสูงเทียบระดับของฉินอวี้โม่และกล่าวพร้อมรอยยิ้มกว้าง

มังกรน้อยรับรู้บทสนทนาระหว่างฉินอวี้โม่และซิวเมื่อครู่อย่างชัดเจน หากคาดเดาไม่ผิด ‘พี่ซิว’ ดูจะมีท่าทีอิจฉาริษยาอยู่ไม่น้อย สิ่งนี้ทำให้หานอวี้ซึ่งมองว่ามันสูงส่งมาเสมอเกิดความรู้สึกขบขันขึ้นมา

เมื่อทราบว่าฉินอวี้โม่ มารยาและบุตรในครรภ์ไม่ได้เป็นอะไร มันก็ไม่กังวลอีกต่อไปและผ่อนคลายลงมาก

“ขอโทษที่ทำให้เจ้าต้องเป็นห่วง”

ฉินอวี้โม่เอื้อมมือออกไปแตะศีรษะของเจ้าหนูน้อยเบาๆ นางรับรู้ถึงความกังวลของอีกฝ่ายอย่างชัดเจนและรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก

“พี่ซิวช่างทรงพลังยิ่งนัก พวกเราคงจะห่างชั้นกับพี่ซิวอีกมาก”

จินเย่าอดเอ่ยออกมาไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรกที่มันได้พบเจอกับซิวผู้น่าเกรงขาม ไม่แปลกใจเลยที่บรรดาอสูรมายาต่างก็ยอมจำนนต่อพลังอันยิ่งใหญ่ของซิวและไม่กล้าแม้แต่จะคิดต่อต้าน

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเผชิญสิ่งที่ทรงพลังอย่างทัณฑ์สายฟ้าขั้นที่เจ็ดเมื่อครู่ ซิวสามารถรับมือกับมันได้โดยไม่ได้รับอันตรายใดๆเลยสักนิด ความแข็งแกร่งที่น่าสะพรึงกลัวนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้มันยอมจำนนไปตลอดชีวิต

เพียงแต่จินเย่าคิดผิดไป ในความเป็นจริงเมื่อพลังของทัณฑ์สายฟ้าดังกล่าวมาถึงซิว มันได้ถูกต้านทานไว้โดยมารยาเป็นส่วนใหญ่แล้วและพลังส่วนที่เหลือก็ไม่ได้ทรงพลังมากนัก

นอกจากนี้ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นเมื่อครู่มิใช่ร่างที่แท้จริงของซิวทว่าเป็นร่างวิญญาณของมันซึ่งสามารถปลดปล่อยพลังครึ่งหนึ่งของพลังในระดับสูงสุดในช่วงระยะเวลาสั้นๆได้ ดังนั้นมันจึงขัดขวางทัณฑ์สายฟ้าขั้นที่เจ็ดได้อย่างไม่เป็นปัญหา

ซูวั่งชวนและฉินเฟิงก็ปรี่เข้ามาเช่นกัน การปรากฏตัวของซิวเมื่อครู่ทำให้พวกเขามิกล้าเข้ามาใกล้ หลังจากมันหายไป ทั้งสองจึงตรงเข้ามาหาฉินอวี้โม่อย่างรวดเร็ว

แน่นอนว่าซูวั่งชวนไม่เอ่ยถามสิ่งใดให้มากความ เพียงได้รับการยืนยันว่ามารยาและบุตรในครรภ์ของฉินอวี้โม่ปลอดภัยดี เขาก็รู้สึกโล่งใจมาก ทว่าฉินเฟิงกลับมองฉินอวี้โม่ด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้และไม่ทราบได้ว่าเจ้าเมืองวารีมายากำลังคิดสิ่งใด

“พวกเรากลัวแทบตาย โชคดีจริงๆที่ทุกคนไม่เป็นอะไร”

ซูน่าและอาอู่ก้าวออกมาจากคฤหาสน์เฟิงหัวและปรี่ตรงมาหาฉินอวี้โม่เช่นกัน ซูน่ากล่าวพร้อมคว้ามือบางของฉินอวี้โม่ในขณะที่อาอู่หยิบโอสถหลายเม็ดออกมา

“พี่อวี้โม่ นี่คือโอสถที่จะช่วยฟื้นฟูอาการบาดเจ็บของท่าน รับไปก่อนเถอะ”

เมื่อเห็นการกระทำของอาอู่ ฉินอวี้โม่ก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย ถึงแม้ว่านางจะทานโอสถฟื้นปราณไปแล้ว นางก็ไม่ปฏิเสธน้ำใจของอาอู่และรับโอสถมากลืนลงคอทันที

“มารยาจะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนในการทะลวงพลังรึ?”

ซูน่ามองไปที่หอคอยน้ำแข็งเงียบสงบและเอ่ยถามด้วยความกังวล

“น่าจะต้องใช้เวลาอีกสักพัก”

ฉินอวี้โม่เอ่ยตอบออกไป นางไม่ทราบเช่นกันว่าจะต้องใช้เวลานานเพียงใด

“ฮ่าๆๆ สหายน้อยอวี้โม่ ดูเหมือนว่าตอนนี้ร่างกายของท่านจะอ่อนแอลงพอสมควร มันจะดีกว่าหากท่านไปที่จวนเจ้าเมืองของข้าเพื่อพักฟื้นร่างกายก่อน ข้าจะส่งคนมาคุ้มกันที่นี่ไว้ ทันทีที่อสูรมายาของท่านออกมา ข้าจะไปแจ้งข่าวให้ท่านทราบโดยเร็วที่สุด ท่านจะว่าอย่างไร?”

ฉินเฟิงยิ้มและกล่าวเชื้อเชิญฉินอวี้โม่

เขารู้สึกคุ้นเคยกับฉินอวี้โม่มากขึ้นเรื่อยๆและสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับจอมยุทธ์สตรีผู้นี้เป็นอย่างมาก เขาต้องการสนทนากับนางอย่างจริงจัง ทว่าด้วยผู้คนมากมายที่อยู่ที่นี่ทำให้การเอ่ยถามข้อมูลต่างๆไม่ง่ายนัก เพราะเหตุนั้นเขาจึงกล่าวเชิญนางไปพักที่จวนเจ้าเมืองของเขา

ฉินอวี้โม่ก็ไม่ได้ต้องการรับคำเชิญ ทว่าจู่ๆนางก็นึกถึงผลึกหัวใจมายาที่นางกำลังตามหา หากจำไม่ผิด ผลึกหัวใจมายาที่ว่านั่นน่าจะอยู่ในการครอบครองของฉินเฟิง

ยิ่งไปกว่านั้น ฉินอวี้โม่รู้สึกคุ้นเคยกับฉินเฟิงเช่นกันและถูกชะตากับเขาพอสมควร หลังจากพิจารณาเพียงไม่นาน นางก็พยักศีรษะและตอบตกลง

“หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็ต้องขอรบกวนท่านด้วย”

เมื่อฉินอวี้โม่ตอบตกลง ซูวั่งชวน ซูน่าและคนอื่นๆก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย พวกเขาก็เข้าใจสาเหตุที่นางตอบตกลงและรู้สึกได้ว่าฉินเฟิงไม่ได้มีเจตนาที่เลวร้าย

ทว่าตัวตนของฉินอวี้โม่ก็ค่อนข้างพิเศษและเวลานี้นางกำลังตั้งครรภ์ ฉินเฟิงเป็นคนที่มาพร้อมกับกลุ่มผู้ทรยศและพวกเขารู้สึกว่ามันอาจไม่เหมาะสมนัก

“ท่านปู่ซู ท่านกลับไปที่ชนเผ่าเมฆาครามเพื่อแจ้งให้ทุกคนทราบว่าพวกเราปลอดภัยดีก่อนเถอะ”

ฉินอวี้โม่ยิ้มบางๆ นางเข้าใจความกังวลของผู้อาวุโสตรงหน้าเป็นอย่างดี

“ซูน่าจะอยู่กับข้า เราจะรบกวนท่านเจ้าเมืองฉินเฟิงเพียงแค่ไม่กี่วันและหลังจากนั้นเราก็จะกลับไปที่ชนเผ่า”

เมื่อได้ยินวาจาของฉินอวี้โม่ ซูวั่งชวนก็เข้าใจได้ทันทีว่านางหมายถึงอะไร สาเหตุที่นางบอกให้เขากลับไปที่ชนเผ่าก่อนเช่นนี้ ประการแรกก็เพื่อป้องกันมิให้เกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดใดๆ ประการที่สองคือการกล่าวให้ฉินเฟิงได้ยินว่าพวกเขาทราบดีว่านางพักอยู่ที่จวนของฉินเฟิงเพื่อที่ฉินเฟิงจะไม่กล้าทำสิ่งใดบุ่มบ่าม

ในเมื่อนางตัดสินใจแล้ว ซูวั่งชวนก็ไม่คัดค้านหรือเอ่ยสิ่งใด เขาเพียงยิ้มและกล่าวตอบ “เจ้าเมืองฉินเฟิง ข้าคงต้องขอรบกวนให้ท่านดูแลอวี้โม่และซูน่าสักสองสามวัน ข้าจะกลับไปที่ชนเผ่าและแจ้งข่าวให้คนที่นั่นทราบก่อนเพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่เป็นกังวล”

“แน่นอนว่าไม่มีปัญหา หากว่าผู้อาวุโสซูรายงานสถานการณ์ให้ทุกคนทราบแล้ว ท่านก็มาที่จวนเจ้าเมืองของข้าในฐานะแขกได้ทุกเมื่อ ข้าจะให้การต้อนรับเป็นอย่างดี”

ฉินเฟิงกล่าวพร้อมรอยยิ้มทว่าไม่คิดให้มากความและน้ำเสียงของเขาจริงใจอย่างยิ่งเช่นกัน

“เข้าใจแล้ว”

ซูวั่งชวนพยักศีรษะและไม่เอ่ยปากกล่าวสิ่งใดอีกก่อนที่เขาและอาอู่จะแยกตัวออกไปเพื่อเดินทางกลับไปที่ชนเผ่าเมฆาคราม

จากนั้นฉินอวี้โม่และซูน่าก็มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองวารีมายาภายใต้การนำทางของเจ้าเมืองฉินเฟิง

.

Options

not work with dark mode
Reset