คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด – ตอนที่ 518 มังกรเหมันต์ที่ยังไม่ตาย

เมื่อเห็นสีหน้าของหมาป่าขนทองที่เปลี่ยนไปอย่างมาก ฉินอวี้โม่และคนอื่น ๆ รวมถึงอสูรมายาทั้งหลายต่างก็สงสัยใคร่รู้ขึ้นมาทันที

พวกนางต่างก็ตระหนักถึงความแข็งแกร่งของหมาป่าขนทองดี ทว่ายังมีสิ่งที่ทำให้มันยำเกรงได้เช่นนี้ มิอาจจินตนาการได้เลยว่า ‘เจ้าอสูรอันธพาล’ ที่ว่านั่นจะทรงพลังเพียงใด

“นายหญิง เมื่อไม่นานมานี้มีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาที่เทือกเขากายสิทธิ์ ตอนนั้นข้าอาศัยอยู่ในถ้ำบนภูเขาทว่าถูกอสูรตัวหนึ่งมาพบเข้า จากนั้นมันก็ทำร้ายข้าจนบาดเจ็บสาหัสและไล่ข้าออกมา…”

“และก็ไม่เพียงแต่ข้าเท่านั้น นอกจากอสูรระดับพสุธาเซียนขั้นสูงสุดสองตัว อสูรมายาตัวอื่น ๆ ทั้งหมดในเทือกเขากายสิทธิ์ต่างก็ถูกมันขับไล่ลงมา”

หมาป่าขนทองขมวดคิ้วด้วยสีหน้าตึงเครียดและกล่าวอธิบายกับฉินอวี้โม่

“อสูรประเภทใดกันที่ทรงพลังถึงขั้นนั้น ?”

ฉินอวี้โม่สับสนงุนงงไม่น้อย อสูรใดกันที่ทรงพลังแกร่งกล้าจนทำให้หมาป่าขนทองบาดเจ็บสาหัสได้ อีกทั้งยังขับไล่อสูรมายาทุกตัวนอกเหนือจากอสูรพสุธาเซียนขั้นสูงสุดออกจากเทือกเขากายสิทธิ์ได้เช่นนี้ ?

เมื่อมีความสามารถถึงเพียงนั้น พลังของอสูรมายาดังกล่าวคงต้องอยู่ในระดับพสุธาเซียนขั้นสูงสุดเป็นอย่างต่ำ

“หากข้าจำไม่ผิด มันน่าจะเป็นมังกรเหมันต์ ความสามารถในการควบคุมธาตุน้ำแข็งของมันยอดเยี่ยมจนแทบถึงจุดที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ มันใช้พลังธาตุน้ำแข็งของมันทำร้ายข้าจนบาดเจ็บสาหัส”

หมาป่าขนทองยังคงมีความสะพรึงกลัวอยู่ในใจเมื่อถึงนึกถึงการต่อสู้ครานั้น มันเป็นการประจันหน้าที่รุนแรงจนมันเกือบต้องตายอยู่ที่นั่น

มังกรเหมันต์ไม่เพียงแต่ทรงพลังและสามารถควบคุมพลังธาตุน้ำแข็งได้อย่างสมบูรณ์แบบเท่านั้น ทว่ามันยังมีประสบการณ์การต่อสู้ที่โชกโชน ยิ่งไปกว่านั้น มันทั้งชั่วร้ายและเจ้าเล่ห์จอมวางแผนเป็นที่สุด

“มังกรเหมันต์ !”

เมื่อได้ยินว่าอสูรแกร่งกล้าตัวนั้นคือ ‘มังกรเหมันต์’ ฉินอวี้โม่ก็ยังไม่แสดงปฏิกิริยาตอบสนองใด ทว่าอสูรมายาอย่างมารยาและเสี่ยวเฮยกลับโพล่งออกไปทันที

พวกมันจำได้ดีว่าตอนอยู่ในดินแดนหวนหลิง พวกมันเคยต่อสู้กับมังกรเหมันต์ตัวหนึ่ง

ในงานเลี้ยงของนครเมฆาครานั้น มังกรเหมันต์เปิดเผยตัวตนของฉินอวี้โม่ให้ทุกคนได้รับรู้ ถึงแม้ว่าในตอนนั้นนางจะรับมือกับสถานการณ์ได้และไม่ได้เกิดอันตรายใด ๆ ทว่าในขณะที่ฉินอวี้โม่และสหายของนางต้องการที่จะสังหารมังกรเหมันต์ให้สิ้นซากนั้น มันกลับหลบหนีออกไปเสียแล้ว

เพียงแต่ยังมิอาจทราบได้ว่ามังกรเหมันต์บนเทือกเขากายสิทธิ์คือตัวเดียวกันกับมังกรเหมันต์ในดินแดนหวนหลิงที่มีเรื่องบาดหมางกับพวกนางหรือไม่

“ใช่ มันคือมังกรเหมันต์อย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น ความแข็งแกร่งของมันก็อยู่ในระดับพสุธาเซียนขั้นสูงสุดเป็นอย่างต่ำ การที่จู่ ๆ มันก็ปรากฏตัวในเทือกเขากายสิทธิ์นี้ เกรงว่ามันคงจะต้องการครอบครองโอกาสลึกลับที่อยู่ใต้สระกายสิทธิ์เช่นกัน”

หมาป่าขนทองไม่ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นในดินแดนหวนหลิงและคิดเพียงว่ามารยาและอสูรอื่น ๆ ตกใจกับตัวตนของมังกรเหมันต์ มันจึงกล่าวเสริมว่ามันมั่นใจในตัวตนของอสูรแกร่งกล้าตัวนั้น

แน่นอนว่าฉินอวี้โม่นึกถึงมังกรเหมันต์จากดินแดนหวนหลิงเช่นกัน หากตัวที่อยู่บนเทือกเขากายสิทธิ์คือศัตรูตัวฉกาจของพวกนางจริง ๆ ครานี้นางจะได้สะสางความบาดหมางทั้งหมดเสียที

อย่างไรก็ตาม ความเร็วในการฝึกยุทธ์พัฒนาพลังของมังกรเหมันต์ช่างรวดเร็วยิ่งนัก ย้อนกลับไปที่ดินแดนหวนหลิงครานั้นมันมีพลังเพียงระดับจ้าวพิภพเท่านั้น ทว่าบัดนี้มันมีพลังถึงระดับพสุธาเซียนขั้นสูงสุด หากไม่พบเจอโชคลาภจริง ๆ มันก็ยากที่จะพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดดเช่นนี้

“โอกาสที่อยู่ใต้สระกายสิทธิ์นั่นคืออะไรกันแน่ ไม่คาดคิดว่าจะดึงดูดทั้งคนทั้งอสูรมามากเช่นนี้ ?”

วังหลงและคนอื่น ๆ ไม่ทราบเรื่องความบาดหมางระหว่างฉินอวี้โม่และมังกรเหมันต์ สิ่งที่พวกเขาสงสัยใคร่รู้ในตอนนี้คือเรื่องของ ‘โอกาส’ ที่ซ่อนอยู่ใต้สระกายสิทธิ์ลึกลับที่สามารถดึงดูดใจทั้งมนุษย์และอสูรที่แกร่งกล้าทรงพลัง

“ข้าก็ไม่รู้แน่ชัดนัก ทว่าข้าได้ยินมาจากอสูรพสุธาเซียนขั้นสูงสุดสองตัวบนเทือกเขากายสิทธิ์ ดูเหมือนว่าโอกาสนั้นจะเกี่ยวข้องกับการทะลวงพลังเข้าสู่ขอบเขตนภาเซียน”

หมาป่าขนทองส่ายหน้าเบา ๆ และกล่าวสิ่งที่ได้ยินมา เพียงแต่มันเองก็ไม่มั่นใจแน่ชัดเท่าใดนัก

เทือกเขากายสิทธิ์เป็นแนวเทือกเขาลึกลับอย่างยิ่งและสระกายสิทธิ์ลึกลับซับซ้อนยิ่งกว่า การที่จะมีโอกาสเพื่อช่วยให้จอมยุทธ์ในขอบเขตพสุธาเซียนขั้นสูงสุดทะลวงพลังไปสู่ขอบเขตนภาเซียนได้นั้น มันก็ถือว่ามีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกัน

“นภาเซียน…”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ วังหลงและกลุ่มของเขาก็ตกตะลึงทันที ใบหน้าของพวกเขาแสดงถึงความประหลาดใจอย่างที่สุด

สำหรับพวกเขาเหล่านี้ ขอบเขตทรงพลังเช่นนั้นเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยนึกถึงมาก่อนและไม่กล้าที่จะคิดเกี่ยวกับมันด้วยซ้ำ แม้แต่ดินแดนเทพมายาแห่งนี้ก็มียอดฝีมือเพียงน้อยคนเท่านั้นที่มีความแข็งแกร่งพอที่จะบรรลุขอบเขตนภาเซียนได้

แม้แต่ขุมกำลังที่ทรงพลังอย่างนิกายหงส์มังกร ผู้นำของพวกเขาก็เป็นเพียงจอมยุทธ์ในขอบเขตพสุธาเซียนขั้นสูงสุดเท่านั้นและก็ยังไม่ได้ทะลวงพลังไปในขอบเขตที่สูงกว่านั้น

แม้ว่าตระกูลลึกลับทั้งสี่อาจมีจอมยุทธ์ในขอบเขตนภาเซียนอยู่ และฝ่ายมารก็น่าจะมีจอมยุทธ์ขอบเขตนภาเซียนอยู่เช่นกัน อย่างไรก็ตาม จำนวนของผู้แกร่งกล้าในขอบเขตนภาเซียนก็ยังมีน้อยนิดเพียงหยิบมือ

ฉินอวี้โม่พยักศีรษะทว่ายังคงสงสัยเกี่ยวกับ ‘โอกาส’ ดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับขอบเขตนภาเซียน

อย่างไรก็ตาม นี่ก็เป็นเพียงแค่ความสงสัยใคร่รู้ที่เพิ่มขึ้นมาเท่านั้น นางทราบดีว่าสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการไปถึงเทือกเขากายสิทธิ์ให้จงได้

บัดนี้นางมีพลังเพียงขอบเขตเซียนขั้นเก้าเท่านั้น หากต้องการเดินหน้าต่อไปและทำให้อสูรมายาแข็งแกร่งมากขึ้น สิ่งสำคัญที่นางต้องทำเป็นการเร่งด่วนคือข้ามผ่านขอบเขตเซียนขั้นเก้าและบรรลุขอบเขตพสุธาเซียนให้ได้

สำหรับขอบเขตนภาเซียนที่อยู่เหนือกว่าพสุธาเซียนนั้น มันยังห่างไกลกับพลังของนางในตอนนี้มาก ต่อให้นางคิดให้ปวดหัวในตอนนี้มันก็ไม่มีประโยชน์ใด ๆ

“เจ้าหมาป่าขนทอง เจ้าบอกว่าบนเทือกเขากายสิทธิ์นั่นนอกเหนือจากมังกรเหมันต์ที่จู่ ๆ ก็โผล่มาอย่างกะทันหันก็ยังมีอสูรพสุธาเซียนขั้นสูงสุดอีกสองตัวงั้นรึ ? พวกมันเป็นอสูรประเภทใดกัน ?”

ฉินอวี้โม่นึกถึงสิ่งที่หมาป่าขนทองกล่าวก่อนหน้านี้และต้องการทราบสถานการณ์ต่าง ๆ ของเทือกเขากายสิทธิ์เสียก่อน

“นายหญิง อสูรมายาสองตัวนั้น…ตัวหนึ่งเป็นอสูรที่ทรงพลังที่สุดในเทือกเขากายสิทธิ์—ตัวนิ่มพันปี อีกตัวหนึ่งคือจิ้งจอกเก้าหาง พวกมันทั้งสองมีพลังในระดับพสุธาเซียนขั้นสูงสุด อาณาบริเวณส่วนนี้ของเทือกเขากายสิทธิ์ก็เป็นเขตอิทธิพลของพวกมันเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น พวกมันก็เหมือนจะสนใจในสระกายสิทธิ์มากแถมพวกมันก็เป็นอสูรที่เผด็จการไม่ยอมใคร เมื่อสระกายสิทธิ์ปรากฏขึ้นมาครานี้ แน่นอนว่าพวกมันไม่พลาดแน่”

แน่นอนว่าหมาป่าขนทองไม่ปิดบังสิ่งใดและกล่าวบอกฉินอวี้โม่เกี่ยวกับอสูรมายาทรงพลังทั้งสองตัวเพื่อให้ผู้เป็นนายได้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า

ตัวนิ่มพันปีและจิ้งจอกเก้าหางล้วนเป็นอสูรที่ฉินอวี้โม่เคยเห็นในตำราของโลกอสูรมายา พวกมันเป็นอสูรที่มีความรวดเร็วว่องไวและเจ้าเล่ห์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือจิ้งจอกเก้าหางที่เชี่ยวชาญด้านทักษะร่ายมนตร์เสน่ห์ การโจมตีด้านพลังวิญญาณของมันเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร หากผู้ใดไม่สามารถควบคุมสติของตนเองไว้ได้ก็อาจตกไปอยู่ในการควบคุมของจิ้งจอกเก้าหางและกลายเป็นทาสรับใช้ของมัน

ด้วยอสูรมายาระดับพสุธาเซียนขั้นสูงสุดถึงสามตัวและจอมยุทธ์ยอดฝีมือจากขุมกำลังใหญ่ทั้งหลาย กล่าวได้เลยว่าการเดินทางไปเทือกเขากายสิทธิ์ครานี้จะต้องคึกคักอย่างแน่นอน

ฉินอวี้โม่แอบมีความคาดหวังอยู่ไม่น้อย นางไม่ได้เผชิญกับสถานการณ์ที่ดุเดือดและน่าสนใจเช่นนี้มานานแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ครานี้นางอาจได้พบกับสหายเก่าแก่หลายคนซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ฉินอวี้โม่ตั้งตารออย่างใจจดใจจ่อ

“หมาป่าขนทอง ระหว่างช่วงที่เจ้าอยู่ในป่ากายสิทธิ์นี้มีจอมยุทธ์ผ่านทางไปมากเพียงใดแล้ว ?”

วังหลงยิ้มและเอ่ยถาม ในเมื่อทราบแล้วว่าหมาป่ายักษ์ใหญ่กลายเป็นอสูรของฉินอวี้โม่แล้ว เขาจึงไม่กลัวเกรงแต่อย่างใด

“ช่วงที่ผ่านมานี้ข้าฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บอยู่ที่นี่ การโจมตีด้วยธาตุน้ำแข็งของมังกรเหมันต์รุนแรงเกินไปและทะลุทะลวงเข้าไปถึงข้างในร่างกายของข้า มันจึงใช้เวลานานกว่าที่อาการบาดเจ็บของข้าจะฟื้นตัวได้ หากข้าไม่ทำพันธสัญญากับนายหญิง เกรงว่าการฟื้นตัวของข้าคงต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือน”

หมาป่าขนทองมองฉินอวี้โม่ด้วยแววตาซาบซึ้งบุญคุณและกล่าวต่อ “สาเหตุที่ข้าควบคุมฝูงหมาป่าพวกนั้นก็เพื่อปกป้องตัวเองและป้องกันมิให้ทั้งมนุษย์ทั้งอสูรมารบกวนข้า แม้ว่าการที่พวกท่านถูกหมาป่ารุมล้อมไว้ก่อนหน้านี้ มันจะเป็นสถานการณ์ที่อันตรายมาก ทว่าหากพวกท่านหลบหนีออกไปล่ะก็ ข้าก็จะปล่อยพวกท่านไปแต่โดยดี”

แม้ว่าหมาป่าจะเป็นอสูรที่กระหายเลือดยิ่งนัก ทว่าหมาป่าขนทองก็ถือเป็นอสูรที่ผิดแปลกจากเผ่า ดูเหมือนมันไม่กระหายเลือดหรือการต่อสู้เท่าใดนักและไม่ชอบสังหารผู้คน

เพราะเหตุนั้น แม้ว่าใช้พลังควบคุมหมาป่าทั้งฝูงและสั่งให้พวกมันคุ้มกันความปลอดภัยอยู่รอบตัว ทว่าในความจริงผู้ที่ต้องจบชีวิตเพราะกรงเล็บของหมาป่าเหล่านั้นก็มีเพียงน้อยนิด

จุดประสงค์ของหมาป่าขนทองคือการรักษาบาดแผลและฟื้นตัวอย่างสงบ รวมถึงป้องกันภัยจากมังกรเหมันต์และศัตรูเก่าแก่ที่มีเรื่องบาดหมางต่อกันมาก่อน

“นอกจากพวกท่านมีมนุษย์ประมาณสิบกลุ่มผ่านเส้นทางนี้ไปก่อนแล้ว กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดมีจำนวนกว่าร้อยคน เป็นเพราะจำนวนที่มากและความโกลาหลในชั่วขณะหนึ่งจึงมีคนที่ต้องตายเพราะเงื้อมมือของฝูงหมาป่าเล็กน้อย กลุ่มที่มีสมาชิกน้อยที่สุดคือพวกท่านทั้งห้า ก่อนหน้านี้มีหลายสิบคนที่ถือว่าแข็งแกร่งใช้ได้ทีเดียว มนุษย์ผู้ที่ทรงพลังที่สุดก็น่าจะมีพลังอยู่ในขอบเขตพสุธาเซียนขั้นกลางเป็นอย่างต่ำ ข้าจึงสูญเสียหมาป่าไปหลายตัว”

หลังจากไตร่ตรองครู่หนึ่ง หมาป่าขนทองก็เล่าสถานการณ์ก่อนหน้านี้ให้ฉินอวี้โม่และคนอื่นๆได้ทราบ

จอมยุทธ์ประมาณสิบกลุ่มผ่านไปก่อนหน้านี้ นอกเหนือจากกลุ่มคนนับร้อยคน ความแข็งแกร่งของคนอื่น ๆ ก็ไม่ถือว่าอ่อนแอ ระหว่างนั้นก็มีหลายคนที่เกือบฝ่าด่านฝูงหมาป่าเข้ามาได้ ทว่าด้วยจำนวนหมาป่าที่มีมากเกินไปทำให้คนเหล่านั้นต้องถอดใจ มิฉะนั้นมันก็อาจจะถูกมนุษย์คนอื่นสยบไปแล้ว

ฉินอวี้โม่และคนอื่น ๆ พยักศีรษะขณะไตร่ตรองว่าน่าจะมีผู้แกร่งกล้าเป็นจำนวนมาก เพียงแต่ไม่มีใครทราบได้ว่าคนเหล่านั้นจะต่อสู้กันบนเทือกเขากายสิทธิ์ก่อนหรือไม่ และหากต้องประจันหน้ากับอสูรพสุธาเซียนขั้นสูงสุดถึงสามตัวบนภูเขา เกรงว่าต้องเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่กับพวกเขาเป็นแน่

“หมาตัวใหญ่”

ในขณะที่ทุกคนสนทนากันอยู่นั้น เสี่ยวอ้ายฉือและเสี่ยวอ้ายโม่ก็วิ่งออกมาจากห้องอีกครั้ง

เมื่อเห็น ‘หมาตัวใหญ่’ ใกล้ ๆ ร่างเล็กของเจ้าหนูทั้งสองก็วิ่งออกมาด้วยความร่าเริงและกอดขาของมันพร้อมเสียงหัวเราะชอบใจ

การกระทำของมนุษย์ตัวกระจ้อยทั้งสองทำให้หมาป่าขนทองในร่างมนุษย์ถึงกับเหงื่อผุดเม็ดโต มันเป็นถึงหมาป่าทรงพลังน่าเกรงขาม เหตุใดตอนนี้มันจึงกลายเป็นหมาตัวโตที่ถูกปฏิบัติเป็นสัตว์เลี้ยงเช่นนี้ไปได้ ?

“ฮ่า ๆ ๆ”

เมื่อได้ยินวาจาของเด็กน้อยทั้งสอง ฉินอวี้โม่และคนอื่น ๆ ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ฉินอวี้โม่ประหลาดไม่น้อย ตอนนี้หมาป่าขนทองอยู่ในร่างมนุษย์ แล้วเจ้าหนูน้อยทั้งสองที่มีอายุเพียงประมาณหนึ่งขวบจดจำมันได้อย่างไร ?

“หมาใหญ่ หมาใหญ่~”

หลังจากส่งเสียงเจื้อยแจ้วสองครั้งสองคราและหมาป่าขนทองไม่ตอบสนอง เสี่ยวอ้ายโม่ก็จ้องหน้ามันด้วยแววตาเศร้าใจ

เมื่อเห็นเสี่ยวอ้ายโม่แสดงสีหน้าเศร้าสร้อย แม้แต่หมาป่าขนทองก็ยังรู้สึกไม่ดีนัก มันคืนร่างเดิมอย่างรวดเร็วและปล่อยให้เด็กน้อยทั้งสองขี่หลังเล่นสนุกได้ตามใจ

เสี่ยวอ้ายโม่และเสี่ยวอ้ายฉือนอนลงบนหลังนุ่มของหมาป่าขนทองและหัวเราะคิกคักชอบใจ บรรยากาศในคฤหาสน์เฟิงหัวเวลานี้อบอุ่นอย่างยิ่ง

ทว่าในเวลานี้ ดูเหมือนว่าจะมีสถานการณ์ที่ตึงเครียดอยู่บนเทือกเขากายสิทธิ์ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล

.

.

Related

Comment

Options

not work with dark mode
Reset