จักรพรรดิมังกร – ตอนที่ 572 ยินดีกับการขึ้นบ้านใหม่

เมื่อเห็นจาโช่กระเด็นออกไป สีหน้าของรุ่นน้องที่เหลืออีกสองคนเปลี่ยนไปทันที พวกเขารู้ว่าหลี่โม่ไม่ได้รับมือง่าย

พลั่ก!

จาโช่ล้มลงกับพื้น เขากระอักเลือดออกทางปาก

จาโช่ที่คิดจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน เขารู้สึกเหมือนกระดูกในร่างกายหัก จนไม่สามารถใช้แรงลุกขึ้นได้

ในใจของจาโช่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ตอนนี้เขารู้สึกเสียใจมาก ไม่น่าดื้อดึงมาแก้แค้นหลี่โม่แทนว่างจี๋ตั้งแต่แรกเลย

ตอนนี้ยังไม่ทันได้แก้แค้น ก็จะเอาตัวเองไม่รอดแล้ว

“หนีไป รีบหนีไป!”

จาโช่โมโหแต่กลับไร้เรี่ยวแรง เขาอยากพูดเสียงดัง ก็ไม่สามารถทำได้

รุ่นน้องทั้งสองคนตื่นตระหนก เมื่อได้ยินจาโช่บอกให้รีบหนี พวกเขามองหน้ากันและถอยหลังกรูด

หลี่โม่พูดอย่างเยือกเย็นว่า “คิดจะมาก็มา คิดจะไปก็ไปงั้นหรือ แกคิดว่าบ้านของฉันคืออะไร ทำประตูพังก็ต้องชดใช้สิ”

“ชดใช้ เราชดใช้แน่นอน นายจะเอาเท่าไร เราจ่ายให้เลย”

รุ่นน้องทั้งสองพูดพลางเดินถอยหลัง เขากะว่าจะถอยไปข้างหลังจาโช่ และลากจาโช่หนีออกไปด้วย

หลี่โม่เดินออกมา เขามองรุ่นน้องของจาโช่ที่กำลังเดินถอยหลัง รอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่บนใบหน้าของเขา

“เฉิงซืออู่ส่งพวกแกมาใช่ไหม”

“ไม่ ไม่ใช่ครับ พวกเรา พวกเราเป็นฝ่ายมาแก้แค้นแทนรุ่นพี่ว่างจี๋เอง”

หลี่โม่ประหลาดใจ ตอนแรกเขานึกว่าสามคนนี้โดนเฉิงซืออู่หลอกมา

“เหอะๆ ในเมื่อพวกแกอยากแก้แค้นแทนว่างจี๋ขนาดนี้ งั้นฉันจะส่งพวกแกไปนอนโรงพยาบาลด้วยเลย”

รุ่นน้องทั้งสองใจกระตุกวูบ คิดว่าสิ่งที่หลี่โม่พูดมา ไม่น่าจะดีสักเท่าไร

“เราจะกลับไปหาพี่ว่างจี๋ จะไม่มาหาเรื่องอีก”

รุ่นน้องคนหนึ่งพูดอย่างตื่นตระหนก

หลี่โม่ส่ายหน้าอย่างจริงจัง “พวกแกไม่ควรมาหาเรื่องตั้งแต่แรก พวกแกบุกเข้ามาในบ้านของฉัน ทำให้คนในบ้านของฉันตกใจ ยังไงก็ต้องสั่งสอนพวกแกให้สาสม”

“พวกแกรีบหนีไป ฉันจะรั้งมันไว้เอง!”

จาโช่สะกดกลั้นความเจ็บปวด และลุกขึ้นนั่ง เขาจะสละชีวิตตัวเอง เพื่อให้รุ่นน้องทั้งสองคนได้หนี

รุ่นน้องทั้งสองมองหน้ากัน พวกเขาหันหลังหนีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

หลี่โม่แสยะยิ้ม เขาหยิบกุญแจออกมาจากกระเป๋าเสื้อ หลังจากสอดปลายนิ้วเข้าไปในพวงกุญแจ เขาก็ใช้แรงคลี่มันออก พวงกุญแจนั้นแยกออกเป็นสี่ส่วนและพุ่งไปยังสองคนที่กำลังหนี

ไม่รอให้รุ่นน้องทั้งสองของจาโช่ได้วิ่งออกไปตรงลิฟต์ พวงกุญแจทั้งสี่ส่วน ปักลงไปบนเข่าของทั้งสองคน

เมื่อรับรู้ถึงความเจ็บปวดบนเข่า ทั้งสองสูญเสียการทรงตัวและล้มลงกับพื้น หน้าของพวกเขาคว่ำลงกับพื้น

“ขาฉัน เข่าฉัน เหมือนมันหักไปแล้ว!”

“ของฉันก็ด้วย ฉันเจ็บเข่ามาก เจ็บมาก!”

จาโช่มองเลือดที่ทะลักออกมาจากหัวเข่าของรุ่นน้องทั้งสองคน จู่ๆ เขาก็รู้สึกไม่ดีขึ้นมาทันที

เขาเห็นการกระทำของหลี่โม่อย่างชัดเจน หลี่โม่ใช้เพียงพวงกุญแจเท่านั้น แต่สามารถโจมตีไปที่เข่าของรุ่นน้องทั้งสองได้

ถึงแม้รุ่นน้องทั้งสองคนจะฝึกวิชาไม่ถึงขั้นเก่ง แต่พวกเขาแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดามาก

“นี่ถือว่าเป็นบทเรียนของพวกแก ถ้ายังมีคนมาแก้แค้นเพื่อพวกแกอีก พวกแกต้องบอกเขานะว่าฉันไม่ชอบให้มาถึงที่ ถ้าจะสู้กันจริงๆ ก็ควรนัดฉันก่อน”

หลี่โม่พูดจบก็เดินกลับมา

เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูบ้าน หลี่โม่ใช้แรงทำให้บานประตูที่บิดงอ กลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง

แน่นอนว่ามันคงไม่ดีเหมือนเดิม แต่ก็สามารถทำให้มันปิดได้อีกครั้ง

เมื่อเห็นหลี่โม่ทำให้ประตูเหล็กที่บิดเบี้ยว กลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง กู้เจี้ยนหมินกับหวังฟางถึงกับเบิกตาโต

“หลี่โม่ นี่ นี่ เขามีแรงมากแค่ไหนกัน”

หวังฟางพูดทั้งๆ ที่ยังรู้สึกกลัว

เธอคิดถึงท่าทีรุนแรงที่ปฏิบัติกับหลี่โม่มาในช่วงปี ถ้าเป็นคนที่นิสัยก้าวร้าวโดนบีบบังคับแบบนี้ ไม่แน่เธออาจจะโดนทำร้ายแล้วก็ได้ หวังฟางไม่กล้าคิดถึงผลที่จะตามมา

หลี่โม่ยิ้มและพูดกับหวังฟางว่า “แม่ นี่ไม่ได้เกี่ยวกับพละกำลัง มันก็แค่เทคนิคเท่านั้น ผมว่าพรุ่งนี้เราย้ายไปที่คฤหาสน์ดีกว่า ปล่อยที่นี่ให้ว่างไว้ก็พอแล้ว”

หวังฟางจะค้าน แต่เธอมองประตูที่ปิดอยู่ ก็พูดขึ้นมาใหม่ว่า “ได้ เอาตามที่นายว่า แต่เรายังไม่ได้ขึ้นบ้านใหม่เลย”

“เรื่องนั้นไม่ต้องรีบ พวกเราไปอยู่กันก่อน อีกสองสามวันค่อยขึ้นบ้านใหม่ก็เหมือนกัน”

กู้เจี้ยนหมินพยักหน้าเบาๆ “ไม่ต้องรีบเรื่องขึ้นบ้านใหม่ ไปอยู่ก่อนสักสองสามวัน ค่อยขึ้นบ้านใหม่ก็เหมือนกัน ลิสต์รายชื่อออกมา แล้วค่อยปรึกษากันว่าจะเชิญใครมาบ้าง”

“งั้นก็ต้องเชิญมาคนมาเยอะๆ ยังไงก็ต้องเชิญญาติฝั่งฉัน เพื่อนเก่าก็ต้องเชิญ เรากำลังจะย้ายไปอยู่ในคฤหาสน์ที่ฮวงจุ้ยดีที่สุดในเมืองฮ่าน ต้องบอกเรื่องนี้ให้ทุกคนรู้”

หวังฟางแทบอยากจะไปโฆษณาในสถานีโทรทัศน์ ให้ทุกคนในเมืองฮ่านรู้ว่าครอบครัวเธออยู่ในคฤหาสน์บนยอดเขา

กู้เจี้ยนหมินแอบคิดในใจว่าหวังฟางฟุ้งเฟ้อ แต่ถ้าเป็นตัวเขาเอง เขาก็คงคิดแบบหวังฟาง อยากจะป่าวประกาศให้ทุกคนรู้เหมือนกันว่าครอบครัวของเขาอยู่ในคฤหาสน์บนยอดเขา

“คนอื่นน่ะไม่เป็นไร แต่จะเชิญพี่ใหญ่ไหม”

กู้เจี้ยนหมินขมวดคิ้วอย่างสับสน

ครั้งก่อนกลับไปสร้างเรื่องไว้ที่บ้านกับหลี่โม่ แน่นอนว่าคงจะเข้าหน้ากับกู้เจี้ยนกั๋วไม่ติด ตอนนี้ก็คิดหนักว่าจะเชิญกู้เจี้ยนกั๋วมาหรือเปล่า

ถ้ากู้เจี้ยนกั๋วไม่ไปก็ไม่เป็นไร แต่ขืนเข้าไปก่อเรื่องอะไรที่งานขึ้นบ้านใหม่ แน่นอนว่ามันมากพอที่จะทำให้กู้เจี้ยนหมินอับอาย

หวังฟางพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “จะไม่เชิญเขาได้ยังไง ต้องเชิญอยู่แล้ว ให้เขามาเห็นความยิ่งใหญ่ของบ้านเรา เขาจะได้เสียใจไง”

กู้เจี้ยนหมินเม้มปาก เขารู้สึกไม่ดีขึ้นมาในใจ และหันไปมองหลี่โม่โดยอัตโนมัติ

“หลี่โม่ เรื่องนี้นายคิดว่ายังไง”

“ผมว่ายังไงก็ต้องเชิญ ถึงลุงใหญ่จะไม่ค่อยชอบพวกเรา จะแสดงให้เห็นว่าเรามีปัญหาไม่ได้ ถ้าเขามาสร้างเรื่อง จะมีคนจัดการเขาแน่นอน”

หลี่โม่คิดไว้ตั้งนานแล้ว เขาจะเชิญคนมีระดับในเมืองฮ่านมาทั้งหมด เขาคิดว่าเมื่อถึงตอนนั้นกู้เจี้ยนกั๋วคงไม่กล้าก่อเรื่อง

แต่ถ้ากู้เจี้ยนกั๋วก่อเรื่องจริงๆ มันก็เป็นการทำให้ตัวเองอับอาย

“นายมีวิธีก็ดี งั้นฉันจะติดต่อพี่ใหญ่ เอาเป็นสุดสัปดาห์หน้าก็แล้วกัน” กู้เจี้ยนหมินพูดจบ ก็มองไปรอบๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครค้าน เขาหยิบมือถือบนโต๊ะขึ้นมา

มีคนรับสายอย่างรวดเร็ว เสียงหงุดหงิดของกู้เจี้ยนกั๋วดังออกมา “นายจะทำอะไร!”

“พี่ใหญ่ ผมจะโทรมาบอกว่าสุดสัปดาห์หน้า ครอบครัวผมจะจัดงานขึ้นบ้านใหม่”

Comment

Options

not work with dark mode
Reset