ฉันนี่แหละจ้าวนรก [我要做阎罗] – ตอนที่ 101: เตรียมตัวบดขยี้พวกเขาซะ!

บทที่ 101: เตรียมตัวบดขยี้พวกเขาซะ!

“ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ?” ในช่วงมื้อเที่ยง ฉินเย่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าของตุ๊กตายาง ถามคำถามอีกฝ่ายด้วยใบหน้าที่ซีดขาว

มันเป็นเช้าที่หนักหนาสำหรับเขามากจริง ๆ เขาอุตส่าห์รักษารอยยิ้มบริสุทธิ์และสมบูรณ์แบบบนใบหน้าเอาไว้ได้ตอนที่มีประกาศออกมาว่าเขาได้อันดับที่ 5 ของสาขาการต่อสู้ มันคงไม่มีอะไรที่น่าปวดใจไปมากกว่านี้อีกแล้ว!

อาร์ทิสกำลังดูหนังผีเรื่องจูออนอยู่ ดวงตาของนางก็ไม่แม้แต่จะละออกจากหน้าจอพูดตอบ “เจ้าเป็นคนอย่างไรกัน? ไม่รู้จักขีดจำกัดของตนเองเลยหรือ?”

“มะ….ไม่ใช่ว่าท่านหรอกหรือ ที่บอกว่ายมทูตมีความสามารถที่จะสู้กับคู่ต่อสู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันได้? ข้าไม่เคยจะรู้สึกถึงความกดดันเมื่อต้องปัดเป่าภูตผีขั้นนักล่าวิญญาณพวกนั้น แล้วเหตุใดผู้ฝึกตนของแดนมนุษย์พวกนี้ถึงสู้ได้ราวกับมีพลังของเทพแห่งฤดูใบไม้ผลิกัน? [1] แถมพวกเขาแต่ละคนยังดูแข็งแกร่งกว่าอีกหลายคนด้วย?”

“ผีตนนี้…เป็นภูตผีคลุ้มคลั่ง…ภูตผีคลุ้มคลั่งปรากฏขึ้นในญี่ปุ่นได้อย่างไร?” อาร์ทิสขมวดคิ้วให้กับซาดาโกะในจอ จากนั้นจึงตอบฉินเย่ว่า “เจ้าฟังสิ่งที่พูดให้ดี ๆ เจ้ามีพลังที่สามารถปราบปรามภูตผีที่อยู่ระดับเดียวกันได้…แต่ไม่ใช่กับมนุษย์”

“ถ้าเช่นนั้นข้าจะแสร้งทำเป็นมีความสุขต่อหน้าพวกเขาต่อไปในอนาคตได้อย่างไร?”

“โง่จริง” อาร์ทิสอ้าปากหาวและพบว่านางมีข้อความเข้าจาก QQ ตุ๊กตายางเปิดมันดู “คุนครือ 1 เดียวนัย <3 ของป๋ม อยากจะมาเจอกัลหน่อยไหม?”

เส้นประสาทของฉินเย่ตึงเครียดขึ้นมาทันที

นิ้วที่ทำจากซิลิโคนของอาร์ทิสพิมพ์อย่างรวดเร็วว่า “ไสหัวไป”

บ้าชัด ๆ นางจะหัวไวไปแล้วนะ…นางเข้าใจภาษาวิบัติพวกนั้นและพิมพ์ตอบในทันทีได้อย่างไร…

ฉินเย่เริ่มมีลางสังหรณ์ไม่ดีในเรื่องนี้ อาร์ทิสปิดแถบแชทและพึมพำเบา ๆ ว่า “ของง่าย ๆ”

“จุดประสงค์หลังของสำนักฝึกตนแห่งแรกก็คือการกำจัดภูตผี ไม่ใช่ว่าเจ้าบอกว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ในสาขาการต่อสู้หรอกหรือ? ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็จะมีภารกิจอีกมากมายที่รอให้เจ้าไปทำในอนาคต ทันทีที่ทางสำนักเห็นสถิติของเจ้าในเรื่องนั้น มันก็จะไม่มีใครกล้าชี้นิ้วประณามเจ้าได้อีก”

“แต่การที่จะเสแสร้งต่อหน้าสำนักนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย…”

อาร์ทิสกดแป้นพิมพ์สมาร์ทโฟนด้วยความโกรธ “เป้าหมายหลักของเจ้าในตอนนี้ก็คือการเอาชีวิตรอด เข้าใจหรือไม่?! เจ้าคือฮัสกี้ในฝูงหมาป่า เพราะฉะนั้นเจ้าช่วยตระหนักถึงสถานะของตัวเองบ้างได้ไหม? ทำไมเจ้าถึงต้องดึงดูดความสนใจมาที่ตัวเองด้วย? ไม่ใช่ว่าเจ้ากลัวว่าตัวเองจะโดดเด่นเกินไปหรืออย่างไร? หากเจ้าถามข้า ข้าคิดว่าวันนี้เจ้าทำได้ดีมากด้วยซ้ำ”

ฉินเย่รู้สึกรำคาญเล็กน้อย “แต่มันก็ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากโดดเด่นเหมือนกัน แต่อันดับในตอนนี้ก็อาจเกี่ยวข้องกับการแบ่งทรัพยากรและการจัดสรรนักเรียนด้วย พวกเรากำลังจะไปที่ภูเขาไท่ซานเพื่อฝึกอบรมเพิ่มเติม และภาคการศึกษาแรกก็จะเริ่มขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน มันเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว!”

อาร์ทิสเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอในที่สุด นางคิดอยู่ครู่หนึ่งอาจจะเอ่ยว่า “แต่มันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางออกสำหรับเรื่องนี้…”

นางหันไปมองฉินเย่ “เมื่อเช้านี้ ข้าได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับสังคมสมัยนี้ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับโรงเรียนและการศึกษา เจ้าต้องจำเอาไว้ว่าแม้ว่าเจ้าจะซ่อนตัวอยู่ในโลกแห่งการฝึกตน แต่สำนักฝึกตนแห่งแรกก็ยังเป็นโรงเรียนอยู่ ตราบใดที่มันยังเป็นโรงเรียน ระบบการให้คะแนนและการประเมินก็ย่อมมีมากกว่า การปฏิบัติต่อสู้เพียงอย่างเดียว”

“เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาจะรู้จักเจ้ามากขึ้น…รวมถึงสถิติในการต่อสู้กับภูตผีของเจ้าด้วย แต่ก่อนที่สิ่งนั้นจะเกิดขึ้น ทางสำนักก็คงจะปรับใช้วิธีอื่น ๆ ในการให้คะแนนและประเมินของพวกเขาไปแล้ว อย่างเช่น…การจำลองการสอน”

ดวงตาของฉินเย่เป็นประกายขึ้น

อาร์ทิสกดนิ้วลงไปบนแป้นพิมพ์สมาร์ทโฟน “ไม่มีใครในที่นี้เป็นครูหรืออาจารย์ผู้สอนมาก่อนหรอกนะ แม้ว่าเจ้าจะผ่านการอบรมมาบ้างแล้ว แต่ทางสถาบันจะสามารถวางใจในการมอบเด็กนักเรียนของพวกเขาให้กับเจ้าได้อย่างไร? พวกเขาต้องมีการเฝ้าสังเกตในห้องเรียนเหมือนกับสถาบันฝึกสอนทั่วไป ไม่ใช่ว่าข้าไม่มั่นใจในตัวอาจารย์ผู้สอน แต่ด้วยความสามารถของแดนมนุษย์ในตอนนี้ ข้าเกรงว่ามันน่าจะยังมีภูตผีอีกจำนวนมากที่พวกเขายังไม่เคยได้ยินชื่อ”

“ยกตัวอย่างเช่น?”

“ยกตัวอย่างเช่นวิญญาณกาฝาก” อาร์ทิสอธิบาย “มันเกิดมาพร้อมกับสายเลือดหยินและอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งเก้าหยิน เมื่อภูตผีตนใดครอบครองวิญญาณกาฝาก พวกมันก็จะเชื่อว่าวิญญาณกาฝากเป็นวิญญาณชนิดเดียวกันกับตนเองและใช้ชีวิตในร่างสิ่งสู่ด้วยกันต่อไป ทุกอย่างจะยังปกติหากพวกมันยังหลบซ่อนตัวอยู่ แต่ทันทีที่มันถูกกระตุ้นโดยบางอย่าง วิญญาณกาฝากพวกนี้ก็จะระบาดและกลายเป็นวิญญาณร้ายทันที!”

“เมื่อครั้งที่ข้ายังทำงานอยู่ ข้าเคยเห็นการแพร่ระบาดอย่างกะทันหันพวกนี้สามครั้ง ภูตผีแต่ละตนล้วนอยู่ระดับภูตผีคลุ้มคลั่งทั้งสิ้น ทันทีที่พวกมันปรากฏตัวออกมา หมู่บ้านที่พวกมันอยู่จะถูกทำลายทั้งหมด และเปลี่ยนให้พื้นที่โดยรอบในรัศมีร้อยไมล์กลายเป็นรังของผีร้ายทันที”

“อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือวิญญาณสืบทอด โอกาสที่จะได้พบเจอกับวิญญาณชนิดนี้ยิ่งน้อยลงไปอีก หนึ่งในเงื่อนไขเบื้องต้นในการปรากฏตัวของมันก็คือหญิงสาวที่มีสายเลือดดำมืดมาตั้งแต่เกิด โดยนางจะต้องให้กำเนิดเด็กทารกผีที่มีสายเลือดพิเศษก่อนที่นางจะกลายเป็นผีร้าย หลังจากผ่านไปสองหรือสามรุ่น หนึ่งในนั้นก็มีความเป็นไปได้ที่หนึ่งในลูกหลานของนางจะกลายเป็นผีร้ายเช่นกัน และระดับของผีพวกนั้นก็จะสูงมาก อย่างน้อยที่สุด มันก็น่าจะเป็นวิญญาณร้ายที่อยู่ระดับเดียวกับยมทูตขาวดำ!”

“นอกจากนี้มันยังมีวิญญาณแม่และเด็ก วิญญาณแห่งฝันร้าย และอื่น ๆ อีกหลายชนิด ตราบใดที่เจ้านำเรื่องพวกนี้ไปพูดในชั้นเรียน เจ้าก็จะได้ขึ้นไปอยู่จุดสูงสุด ไม่ว่าอาจารย์คนอื่น ๆ จะมีไหวพริบมากเพียงใดก็ตาม”

มีตัวเลือกแบบนั้นอยู่ด้วยอย่างนั้นหรือ?

เดียวนะ…ทำไมท่านวิเคราะห์ได้ถึงเพียงนี้ได้เล่า….ฉินเย่มองอาร์ทิสอย่างพิจารณา แต่ก็ต้องรู้สึกหดหู่ใจเล็กน้อยที่เป็นคนนำอีกฝ่ายเข้าสู่โลกแห่งอินเทอร์เน็ต จนนางไม่สนใจเขาแล้ว

“แต่นี่มันใช่เวลาที่เจ้าจะมาเป็นห่วงเรื่องพวกนี้หรือ?” อาร์ทิสยังคงเอ่ยต่อเสียงเรียบ “ตั้งแต่การแข่งขันพวกนี้เริ่มขึ้น ไม่ใช่หมายถึงการขยายตัวครั้งแรกของยมโลกได้เสร็จสมบูรณ์แล้วอย่างนั้นหรือไร? เจ้าไม่อยากจะไปดูดินแดนใหม่ของตัวเองหรืออย่างไร?”

ก็ต้องอยากน่ะสิ!

ฉินเย่ไม่ได้ทำอะไรมากนักในตอนบ่าย เขาไม่อยากอยู่ข้างถ้วยอาบยาพิษอย่างอาร์ทิส ดังนั้นเขาจึงชวนหวังเฉิงห่าวออกไปเดินเล่นด้านนอก พวกเขาดูหนังด้วยกันไปสองเรื่อง และกว่าที่พวกเขาจะกลับมา มันก็เป็นเวลาเกือบ…

เที่ยงคืน

“ถือเศษตราจ้าวนรกไว้ในมือทั้งสองข้าง ตราบใดที่เจ้านึกถึงมัน เจ้าก็จะสามารถเข้าไปยังยมโลกแห่งใหม่ได้ทันที” อาร์ทิสเอ่ยพร้อมกับจับมือของอีกฝ่ายอย่างเป็นธรรมชาติ

ฉินเย่มอง “ปล่อยข้า”

“เจ้าไม่สามารถเข้ายมโลกได้หากข้าปล่อยมือจากเจ้า! เจ้าคิดว่าข้าอยากทำเช่นนี้หรืออย่างไรกัน?” อาร์ทิสมองอีกฝ่ายอย่างดุร้าย

ในความดูถูกของเขา ฉินเย่บอกให้อาร์ทิสจับที่ปลายเสื้อของเขาแทน เขาหยิบเศษตราจ้าวนรกออกมา สูดหายใจเข้าช้า ๆ และทุกอย่างก็ถูกปกคลุมไปด้วยความมืด เมื่อเขารู้สึกตัวอีกครั้ง เขาก็ปรากฏขึ้นที่จุดกึ่งกลางของผืนดินขนาดใหญ่แล้ว

ฟิ้ว…พายุรุนแรงพัดผ่านไปทั่วท้องฟ้า กลุ่มเมฆหยินที่ดูคล้ายกับคลื่นยักษ์สามารถมองเห็นได้ในระยะไกลออกไป ทั้งหมดล้วนเป็นสีดำสนิทและหนาแน่น

พื้นที่ทั้งหมดมีขนาดประมาณสามตารางกิโลเมตร ผืนดินสีน้ำตาลส้มถูกปกคลุมไปด้วยรอยแตกและเปลวไฟนรกสีเขียวหยกแพร่กระจายไปตามรอยแตกนั้นเป็นครั้งคราว มันยังปล่อยเสียงร้องอันโหยหวนของเหล่าดวงวิญญาณที่ดังแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ ๆ ต้นไม้สีดำที่มีใบไม้สีแดงพลิ้วไหวไปมาตามลม ใบไม้สีแดงตกอยู่ตามพื้นประปราย ดูราวกับป่าที่เปื้อนเลือดสด ๆ

และปลายสุดของทางเดินที่เกิดจากต้นไม้สีแดง มันสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาตั้งอยู่

มันคือพระราชวัง

พระราชวังทั้งหลังมีความกว้างประมาณหนึ่งกิโลเมตร กระถางธูปสี่ขาถูกตั้งอยู่บริเวณหน้าประตู ตัวกระถางกว้างประมาณสามเมตรและสูงหกเมตร ธูปสีขาวซีดที่ถูกปักอยู่ปล่อยกลุ่มควันสีเขียวอบอวลไปทั่วบริเวณโดยรอบ ตัวพระราชวังที่ได้รับการประดับประดาอย่างหรูหราถูกปกคลุมด้วยม่านพลังวิญญาณสีขาว ในขณะที่ธนบัตรนรกปลิวว่อนให้เห็นบ้างเป็นครั้งคราว หลังคาถูกทำจากกระเบื้องสีดำ ผนังสีขาวบริสุทธิ์ และชายคากระเบื้องที่ยื่นออกมาทั้งหมดถูกตกแต่งด้วยรูปแกะสลักของเซี่ยจื้อ [2]

มันคือพระราชวังโบราณที่มีประตูและหน้าต่างแบบโบราณ หากมองผ่านหน้าต่างเข้าไปจะพบว่าด้านในของพระราชวังสว่างไสวด้วยแสงเทียนจากตะเกียงที่มีรูปร่างคล้ายกับจู้หรง รูปแกะสลักที่ประณีตของยักษ์ รากษส ยมทูตขาวดำ และยมทูตหัววัวหน้าม้าถูกตั้งเรียงกันเป็นระเบียบ โต๊ะที่มีความยาวมากกว่า 100 เมตรถูกตั้งเป็นแนวขวางอยู่บริเวณทางเข้าของพระราชวัง และมันยังมีเก้าอี้สีดำอีกกว่าร้อยตัวถูกวางไว้ด้านหลัง ผ้าสีขาวผืนใหญ่ถูกปูคลุมโต๊ะไว้อีกที โดยเบื้องหน้าสุดของโต๊ะถูกแบ่งออกเป็นแถวกว่าร้อยแถวที่ถูกกั้นจากกันด้วยรั้วไม้สีดำ

ป้ายสีดำขนาดใหญ่ถูกติดอยู่เหนือทางเข้าหลักของพระราชวัง คำสองคำถูกเขียนด้วยตัวอักษรที่ยิ่งใหญ่และทรงพลังว่า

ประตูนรก

โคลงคู่หนึ่งถูกติดเป็นแนวตั้งใต้ป้ายขนาดใหญ่นั้น

บทแรกฝั่งขวาถูกเขียนเอาไว้ว่า บาปในดินแดนมนุษย์ล้วนมีตัวเจ้าเป็นผู้กำหนด

และบทที่สองฝั่งซ้ายถูกเขียนเอาไว้ว่า นรกนั้นมีอยู่มาแต่สมัยโบราณกาล

ข้อความสุดท้ายถูกเขียนไว้ในแนวนอนตรงกลางของทั้งสองบทว่า ในที่สุดเจ้าก็มา

“อืม….” อาร์ทิสมองโคลงตรงหน้าด้วยความรู้สึกบางอย่าง “เป็นเวลานานมากแล้ว…ตั้งแต่ที่ข้าไม่ได้เห็นโคลงนี่”

“เจ้าหนู…เจ้าได้มีพลังที่ยิ่งใหญ่อยู่ในกำลัง ยิ่งใหญ่อย่างไม่น่าเชื่อและไม่สามารถจินตนาการได้ แต่ไม่ว่าเจ้าจะทำสิ่งใด…จงอย่าสูญเสียความเป็นตัวเองให้กับมัน” อาร์ทิสเอ่ยขณะที่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของฉินเย่

“มิเช่นนั้น…ข้าจะเป็นคนแรกที่จะมาพรากชีวิตของเจ้าไป”

ใบหน้าของฉินเย่เคร่งขรึมขึ้นขณะที่เขาทำความเคารพโคลงตรงหน้าด้วยการประสานฝ่ามือและกำปั้น

นี่คือความหมายที่แท้จริงของยมโลก

มันไม่สำคัญว่าคุณจะเคยก่ออาชญากรรมรูปแบบใด ไม่ว่าจะทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บหรือต้มตุ๋นหลอกลวงผู้อื่น ไม่ว่าคุณจะเป็นชายอายุ 60 ปีที่ได้รับการยกเว้นจากขอบเขตของกฎหมาย หรือไม่ว่าตำรวจจะอยากยุติปัญหาและแก้ไขเรื่องนี้เป็นการส่วนตัวก็ตาม

ด้วยกฎของกรรมแห่งการกระทำเหล่านี้ ทุกสิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งได้กระทำผิดไปจะถูกจดบันทึกลงในสมุดแห่งความเป็นตายทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะใช้ชีวิตอยู่เหนือกฎข้อบังคับ หรือทุกข์ทรมานจากผลที่ตามมาในขุมนรกทั้ง 18

ด้วยเสียงถอนหายใจที่ยาวเหยียด ฉินเย่มองไปยังสิ่งกีดขวางด้านหน้าประตูนรก “นั่นคืออะไร?”

“นี่คือสิ่งแรกที่เจ้าจะได้เห็นเมื่อเข้ามาสู่ยมโลก มันเป็นที่รู้จักกันในชื่อของทางผ่านวิญญาณ วิญญาณทุกตน ไม่ว่าจะเป็นใคร ล้วนต้องผ่านประตูบานนี้อย่างไม่สามารถเลี่ยงได้ เจ้าเห็นประตูที่อยู่ด้านข้างของโถงพระราชวังหรือไม่? นั่นคือทางออกที่มีไว้สำหรับยมบาลเท่านั้น นอกเหนือจากตรงนี้แล้ว มันไม่มีทางเข้าออกอื่นอีก นี่คือกฎของสวรรค์”

ฉินเย่คิดที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงของสิ่งนี้ เขาเดินไปรอบ ๆ พระราชวังและมองหาทางเข้า น่าเสียดายที่เขาหาไปเจอเลยสักนิด

มันเหมือนกับว่าเขาถูกปิดกั้นด้วยกำแพงที่มองไม่เห็น และไม่สามารถเดินผ่านไปได้

อาร์ทิสยังคงอธิบายต่อว่า “แถวและราวกั้นพวกนี้คือจุดที่วิญญาณจะเดินทางเข้ามาสู่ยมโลก เก้าอี้ด้านหลังพวกนี้คือจุดที่ผู้ตรวจการนั่งประจำที่อยู่ พวกมนุษย์เรียกผู้ตรวจการพวกนี้ว่าผู้ตรวจสอบอดีตกรรม”

“ยมทูตหัววัวหน้าม้าจะนำพาดวงวิญญาณมากที่นี่และยมเทพจะนำทางพวกเขาต่อ ทันทีที่ดวงวิญญาณมาถึงที่พระราชวัง ชื่อของพวกเขาจะถูกตรวจสอบจากสมุดแห่งความเป็นตายอีกครั้งเพื่อยืนยันว่ายมทูตตนนั้นกระทำผิด โดยการเก็บเกี่ยวดวงวิญญาณของผู้ที่ยังไม่ถึงฆาตมาหรือไม่”

ฉินเย่ประหลาดใจ “มียมทูตแบบนั้นด้วยหรือ?”

“เป็นปกติ” อาร์ทิสเอ่ยอย่างมั่นใจ “ยมทูตหรือยมบาล…ก็ไม่ต่างอะไรกับวิญญาณอาฆาตที่ได้ปลดล็อกความสามารถในการมีสตินึกคิด เจ้าเป็นเพียงข้อยกเว้นเดียว นอกเหนือจากเจ้าแล้ว ยมบาลทุกตนล้วนเป็นผีทั้งหมด! ในทางกลับกัน ภูตผีที่ได้ทำการปลดล็อกความสามารถในการมีสตินึกคิดก็จะไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ปกติ มันจึงเป็นธรรมดาที่จะมียมบาลบางตนจะมีความคิดเป็นของตัวเองขึ้นมา”

“ในทุก ๆ ปี ฝ่ายบริหารของยมโลกจะตรวจดูสมุดแห่งความเป็นตายในพระตำหนักของพระยมเพื่อคัดลอกชื่อของผู้ที่จะถึงฆาตในปีนั้น ๆ และเมื่อถึงเวลาที่ได้ระบุเอาไว้ มนุษย์ผู้นั้นก็จะตาย แต่มันมักจะมียมทูตบางตนที่ไม่สามารถทำหน้าที่ของตนให้สำเร็จได้ ไม่ว่าจะเพราะพวกเขาไปถึงสายหรือขี้เกียจ หรือเพราะดวงวิญญาณบางดวงเกิดการกลายพันธุ์และกลายเป็นวิญญาณอาฆาต แต่เพราะไม่ต้องการที่จะใช้ทรัพยากรที่ตนมีเพื่อขอความช่วยเหลือ ยมทูตบางตนก็จบลงด้วยการเก็บเกี่ยวดวงวิญญาณผิดดวง”

“เมื่อวิญญาณของผู้ตายมาถึงที่นี่ พวกเขาจะฟื้นคืนสติและเริ่มต่อแถวกัน หลังจากนั้นพวกเขาก็จะเดินไปตามทางหยินหยาง ข้ามสะพานแห่งความจนใจ จนกว่าจะไปถึงจุดที่คนกรรเชียงเรือรออยู่”

ฉินเย่พยักหน้าอย่างครุ่นคิด จากนั้นดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้น “เช่นนั้น…เหตุใดจึงยังไม่มีวิญญาณอยู่ที่นี่สักตน?”

มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้

นรกได้เปิดประตูแล้ว เพราะฉะนั้นมันจะต้องมีวิญญาณมาถึงที่นี่ในวันนี้แน่ ๆ แต่ทำไมมันถึงยังว่างเปล่าแบบนี้?

อาร์ทิสแค่นหัวเราะ “ถึงแม้ว่าที่ดินผืนนี้จะสามารถพิจารณาได้ว่าเป็นยมโลกแห่งใหม่ แต่อำนาจของมันก็ขยายไปถึงแค่ขนาดหมู่บ้านในเมืองเป่าอันเท่านั้น ในหมู่บ้านหนึ่งจะมีคนตายบ่อยแค่ไหนกัน? มันย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่เจ้าจะไม่เห็นวิญญาณแม้แต่ตนเดียวไปอีกสักสามถึงห้าวัน”

ฉินเย่พยักหน้าขณะที่จ้องไปยังประตูนรกด้วยสายตาละห้อย มันมีโต๊ะที่ยาวจนไม่น่าเชื่อและเก้าอี้จำนวนมากอยู่ด้านหลัง แต่มันกลับไม่มีใครยืนต่อแถวอยู่เลยแม้แต่คนเดียว เขาสามารถทำได้เพียงจินตนาการถึงความน่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อสมัยที่นรกยังคงรุ่งโรจน์ ยมบาลหลายร้อยตนขยับพู่กันและปากกาของพวกเขาเพื่อแก้ไขสำมะโนประชากรของนรกให้เป็นปัจจุบัน ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง เหล่ายมเทพและนักล่าวิญญาณต่างกำลังช่วยกันคุมเหล่าวิญญาณจำนวนมากเดินทางเข้าและออกจากนรก มันจะเป็นภาพที่สง่างามขนาดไหนกันนะ!

แต่เขา…เขาจะสามารถปล้นขุมสมบัติของหน่วยสอบสวนพิเศษ…และสร้างยมโลกที่ยิ่งใหญ่อย่างที่มันเคยเป็นขึ้นมาใหม่ได้จริง ๆ น่ะหรือ?

เดี๋ยวนะ…

ราวกับนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้อย่างกะทันหัน เขาหันไปหาอาร์ทิสและพบว่าอีกฝ่ายกำลังยิ้มเยาะใส่ตน ด้วยริมฝีปากที่สั่นระริก ฉินเย่พึมพำเบา ๆ ว่า “จะว่าไป…เจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ของนรกหายไปไหนหมด?”

“อ้าว ในที่สุดเจ้าก็รู้ตัวแล้วสินะ?” อาร์ทิสยกมือปิดปากพร้อมกับหัวเราะคิกคักเบา ๆ “จริง ๆ แล้ว…มันยังไม่มีหรอก”

“ว่าไงนะ?!!!!” ฉินเย่แทบจะเป็นลมกับคำพูดของอีกฝ่าย “ท่านคงไม่ได้กำลังบอกให้ข้า จ้าวนรกผู้น่ายำเกรง ต้องทำงานทุกหน้าที่ด้วยตัวเองหรอกใช่ไหม?!”

อาร์ทิสเผยรอยยิ้มที่ชั่วร้ายออกมาอย่างไม่สามารถหาที่ใดเปรียบได้บนใบหน้า นางเอนหลังพิงกับขอบโต๊ะและสะบัดผมของตนเบา ๆ จากนั้นจึงแย้มยิ้มใสซื่อ “สหายน้อยฉิน…ดูเหมือนว่าเจ้าจะลืมสถานะปัจจุบันของนรกไปนะ…”

“ประการแรก แม้ว่าขอบเขตของนรกจะขยับขยายจนถึงระดับหมู่บ้านแล้วก็ตาม แต่การสร้างใหม่ของนรกก็ยังเป็นสิ่งที่วิญญาณทุกดวงสามารถสัมผัสได้ มันเป็นส่วนหนึ่งของสัญชาตญาณ และเป็นส่วนหนึ่งของกฎของสวรรค์ ดังนั้น…”

ฉินเย่เงยหน้ามองท้องฟ้าอย่างสิ้นหวัง “ดวงวิญญาณจำนวนมากกำลังมุ่งหน้ามาที่นรกนี่?”

อาร์ทิสพยักหน้าอย่างมั่นใจ “เตรียมตัวบดขยี้พวกเขาซะ!”

[1] เทพพื้นบ้านของจีน

[2] เซี่ยจื้อคือสัตว์ในประมวลปรัมปราของประเทศจีนที่ได้ชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรมและกฎหมาย ตำนานเล่าว่ามันมักจะถูกนำมาใช้ในการดำเนินคดีเมื่อมีข้อสงสัย หากผู้ใดบริสุทธิ์ มันจะละเว้น หากผู้ใดกระทำผิด มันจะวิ่งไปขวิดด้วยเขาบนหัวทันที

ฉันนี่แหละจ้าวนรก [我要做阎罗]

ฉันนี่แหละจ้าวนรก [我要做阎罗]

ฉินเย่เด็กหนุ่มมัธยมปลายที่ไม่มีวันแก่ เพราะกิน “เห็ดเทียนสุ่ย” เข้าไปทำให้มีชีวิตอยู่ระหว่างสองโลก เป้าหมายในชีวิตของเขาเพียงต้องการมีชีวิตเล่นเกมอยู่ไปวัน ๆ เท่านั้น แต่ดูเหมือนนรกจะไม่ได้ยินเสียงเรียกร้องของเขา เมื่อนรกถึงกาลอวสาน ผีร้ายออกอาละวาดบนโลกมนุษย์ ทำให้ฉินเย่ที่เป็นยมทูตคนสุดท้ายต้องรับหน้าที่จ้าวนรกเพื่อพิทักษ์โลกใบนี้!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset