ฉันนี่แหละจ้าวนรก [我要做阎罗] – ตอนที่ 173: การสืบสวนในยามค่ำคืน

บทที่ 173: การสืบสวนในยามค่ำคืน

ความคิดของฉินเย่เริ่มวนกลับไปกลับมาแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก จางหลินฮวาเป็นคนฉลาด หลังจากเดินไปถึงห้องทำงานของหัวหน้าสาขาโจว เขาก็หันไปหาฉินเย่และถามว่าหากตนต้องการความช่วยเหลืออะไรในอนาคต เขาสามารถไปหาฉินเย่ได้หรือไม่ หลังจากที่ฉินเย่เอ่ยตกลง เขาจึงเดินจากไป

เพราะอย่างไรแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างฉินเย่และจางเปากัวก็แน่นแฟ้นและล้ำลึกราวกับมหสมุทร จางหลินฮวาเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของจางเปากัว ดังนั้นมันจึงเป็นธรรมดาที่ฉินเย่ไม่สามารถเมินเฉยต่ออีกฝ่ายได้

พวกเขาเคาะประตูก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน โจวเซียนหลงและเถาหรานต่างรออยู่ก่อนแล้ว กองเอกสารมากมายว่าอยู่ตรงหน้าของพวกเขา สีหน้าของทั้งคู่เคร่งเครียดเป็นอย่างมาก

“พวกคุณลองดูสิ” หลังจากถอนหายใจออกมา โจวเซียนหลงก็ตวัดมือของตนเบา ๆ กองเอกสารตรงหน้าก็กระจายตัวออกเป็นห้าชุดและลอยไปอยู่ในมือของอาจารย์แต่ละท่าน หลังจากไล่ดูเนื้อหาทั้งหมดเป็นเวลาสิบนาที ฉินเย่ก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด

พูดง่าย ๆ ก็คือ กู่ชิงต้องการกลับบ้านหลังและขอให้ฝังเถ้ากระดูกของตนไว้ที่เมืองเป่าอัน และทางรัฐบาลกลางก็ได้อนุมัติคำขอนี้แล้ว

แต่กู่ชิงเป็นใคร? หากพูดกันตามตรง เขาคือผู้ที่มีอำนาจมากกว่าผู้ว่ามณฑลหรือเลขาธิการบางคนเสียอีก! เขาคือรัฐมนตรีที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศจีน! แม้ว่าเขาจะต้องการกลับบ้านหลังจากที่ตายแล้ว แต่มันก็ไม่มีทางที่ศพของเขาจะถูกฝังได้ในทันที ครอบครัว เพื่อน อาจารย์ เหล่าผู้นำระดับสูงของเมืองเป่าอัน เมืองไดซาน แม้แต่ในมณฑลอันฮุ่ย และผู้นำระดับสูงของเมืองโดยรอบต่างต้องมาเคารพศพ เพื่อแสดงความเสียใจต่อเขาเป็นครั้งสุดท้าย

ฉินเย่เข้าใจอะไรมากขึ้นทันที

ยกตัวอย่างเช่น…เพราะเหตุใดเหล่ายมทูตนอกอาณาเขตถึงต้องซ่อนตัวอยู่ภายในสำนักฝึกตนแห่งแรก

บางทีอีกฝ่ายอาจจะจับตาดูกู่ชิงอยู่ก่อนแล้วและได้ซ่อนตัวอยู่ใกล้ ๆ ผู้ตายจนกระทั่งถึงวันที่ผู้ตายเอ่ยคำสั่งเสียของตนออกมา ซึ่งนี่ก็คงจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามมุ่งหน้าตรงมาที่เมืองเป่าอันและเข้าสิงร่างของนักเรียนของเขา

ฉินเย่เป็นยมทูต และเขาเองก็รู้ดีว่าเขาเป็นข้อยกเว้น กายเนื้อของเขาสั่งสมและปกปิดพลังหยินทั้งหมดของตัวเองไว้ ป้องกันไม่ให้วิญญาณที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงเข้ามาใกล้และดูดซับพลังของเขาได้ ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง ยมทูตนอกอาณาเขตจะต้องดึงดูดวิญญาณตนอื่นอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากพวกเขาไม่มีกายเนื้อที่เป็นมนุษย์ และเมื่อเป็นเช่นกัน เหล่าอาจารย์ในสำนักก็จะต้องรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขาได้อย่างแน่นอน

แต่ทั้งหมดนั่นไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว…เพราะท้ายที่สุดแล้ว ที่แห่งนี้ก็ไม่ได้มียมทูตเพียงตนเดียว…ฉินเย่หรี่ตาลงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขาจำได้ว่าอาร์ทิสเคยบอกว่ายมทูตพวกนั้นถูกส่งมาโดยเจ้าแห่งโลกใต้พิภพที่ชื่อว่าเซราพิส

เป็นชื่อที่แปลกชะมัด

โจเซียนหลงเองก็รู้สึกไม่พอใจกับเรื่องนี้เช่นกัน พวกเขายังไม่คุ้นเคยกับการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานและกระทรวงอื่น ๆ ของรัฐบาลมากถึงขนาดนี้ รูปแบบของหน่วยสอบสวนพิเศษนั้นเป็นสายลุยมาโดยตลอด แต่ตอนนี้…ไม่เพียงแต่พวกเขาจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับหน่วยงานอื่น พวกเขายังต้องเลื่อนการเรียนการสอนให้ล่าช้าออกไปหลายวันเพียงเพื่อทำตามคำสั่งเสียสุดท้ายของกู่ชิง!

“พอเป็นไปได้ไหมครับที่จะปฏิเสธการให้ความร่วมมือในเรื่องนี้?” หลินฮั่นคือผู้ที่มีนิสัยตรงไปตรงมาที่สุดในคนทั้งหมด เขารีบถามออกไปเป็นคนแรก “พวกเราไม่มีความเกี่ยวข้องกับท่านกู่ชิงที่เพิ่งเสียชีวิตไปเลยสักนิด เราเพียงจัดตารางการเรียนการสอนตามปกติ ส่วนพวกเขาก็จัดงานศพของพวกเขาต่อไป เท่านี้ก็จบเรื่อง”

ชายหนุ่มเอ่ยข้อเสนอแนะของตนออกไป

ทว่าโจวเซียนหลงกลับตวัดตามองเขาทันที “ฝ่ายบริหารระดับสูงของหน่วยงานและกระทรวงสำคัญ ๆ จะมาที่นี่! พวกเราอาจจะต้องพึ่งพาอาศัยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในภายภาคหน้า! หลังจากนั้นอย่างไรพวกคุณจะต้องไปร่วมงานกับหน่วยงานอื่น ๆ หลังจบการศึกษาจากที่นี่ คุณคิดว่างานและภารกิจที่ทำอยู่ของตัวเองมาจากที่ไหน? สำนักของเราเพิ่งเปิดภาคการศึกษาแรกไป และเรายังต้องการการสนับสนุนจากทางการเมืองเป่าอันอยู่ หากเราปฏิเสธคำขอแรกที่พวกเขาขอมา คุณคิดว่าพวกเขาจะคิดอย่างไร?! และพวกคนที่จะมาที่นี่ต่างก็เป็นระดับแนวหน้าของเมืองทั้งนั้น! ช่วยใช้สมองคิดหน่อยได้ไหม?!”

คำพูดอันรุนแรงที่ชายสูงวัยเอ่ยออกมา เกือบทำให้วิญญาณของหลินฮั่นหลุดลอยออกจากร่าง เขาก็ทำได้เพียงหัวเราะแห้ง ๆ ออกไปราวกับนกตัวจ้อย

ฉินเย่หันไปสบตากับซู่เฟิงอย่างเข้าใจขณะที่อีกฝ่ายมองกลับมาอย่างสิ้นหวัง ทั้งสองเข้าใจความรู้สึกของกันและกันทันที

มันคงเหนื่อยมากสินะที่ต้องเลี้ยงเจ้าเด็กมีปัญหาคนนี้…

เถาหรานแย้มยิ้มและพยายามทำให้บรรยากาศตึงเครียดน้อยลง “ดังนั้นลำดับความสำคัญสูงสุดของเราในสัปดาห์ที่จะมาถึงก็คือเตรียมการให้พร้อมสำหรับพิธีศพของท่านกู่ชิง พวกผู้นำที่จะมาที่นี่ต่างรู้ดีว่าสำนักฝึกตนแห่งแรกมีความสำคัญอย่างไร การที่พวกเขาให้พวกเราเป็นผู้ดูแลการเตรียมการทั้งหมด นั่นหมายความว่าพวกเขาไว้ใจพวกเรามาก”

“และนั่นก็นำเรามาสู่ประเด็นหลักของเรื่อง ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เราจะหยุดการเรียนการสอนเป็นเวลาสี่วัน ผู้อำนวยการสวี่ได้อนุมัติเรื่องนี้เรียบร้อยแล้วเช่นกัน พวกเราจะทำความสะอาดหอบรรพบุรุษก่อนเป็นอันดับแรก พวกคุณอ่านเอกสารทั้งหมดแล้วใช่ไหม? พวกเราจะทำทุกอย่างตามได้ที่ระบุไว้ในนั้น อดทนแค่ไม่กี่วันเท่านั้น”

ไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมา โจวเซียนหลงกระแอมเบา ๆ “จัดการเรื่องนี้ให้ดี แล้วพวกคุณทุกคนจะได้คะแนนการสอนเพิ่มคนละสิบคะแนน”

“พวกเราทำได้แน่นอนครับ!”

“นี่มันงานง่าย ๆ…แต่ขอโทษนะครับ ถ้าผมทำความสะอาดหอบรรพบุรุษทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว ผมจะได้คะแนนการสอน 50 คะแนนเป็นของตัวเองหมดเลยหรือเปล่าครับ?”

“เชื่อมือผมได้เลยครับ!”

โจวเซียนหลงกวาดสายตามองคนทั้งหมดและโบกมือไล่ “ทีนี้พวกคุณก็ออกไปได้แล้ว ส่วนอาจารย์ฉิน คุณอยู่รอก่อน”

มันยังมีเรื่องอื่นอีกเหรอ!

อย่าบอกนะว่ายังมีข้อตกลงประหลาด ๆ สำหรับเขาคนเดียวอีกแล้วน่ะ!!

หลินฮั่นมองฉินเย่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาและชื่นชมก่อนจะเดินจากไป จากนั้น ทันทีที่ประตูถูกปิดลง โจวเซียนหลงก็เอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “อาจารย์ฉิน ผมมีภารกิจพิเศษสำหรับคุณ”

“อีกสองสามวันต่อจากนี้คุณไม่ต้องเข้าบรรยายในชั้น ผมอยากให้คุณคอยลาดตระเวนรอบ ๆ วิทยาเขตทุกคืนในช่วงเที่ยงคืนไปจนถึงตีห้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับหอบรรพบุรุษ”

แววตาของฉินเย่วูบไหวเล็กน้อย “คุณกำลังจะบอกว่า…มันยังอยู่หรือครับ?”

เถาหรานมองฉินเย่ด้วยสายตาเย็นยะเยือก “มันไม่สำคัญว่ามันจะไปแล้วจริง ๆ หรือไม่ แต่ผู้ที่จะมาเข้าร่วมพิธีศพล้วนเป็นผู้นำระดับมณฑลและรัฐมนตรีคนสำคัญจากหน่วยงานต่าง ๆ หากมีเรื่องผิดพลาดขึ้นมา…จะต้องมีปัญหากับพวกเราทุกคนแน่ ฉินเย่ คุณห้ามประมาทโดยเด็ดขาดนะ”

ฉินเย่คือบุคคลแรกที่ตรวจจับได้ถึงวิญญาณที่แม้แต่โจวเซียนหลงก็ไม่สามารถตรวจจับได้

“ครับ” ฉินเย่ลุกขึ้นยืน ประสานกำปั้นและฝ่ามือเพื่อทำความเคารพผู้อาวุโสทั้งสองก่อนจะเดินออกจากห้อง

เขาเป็นเพียงคนเดียวที่รู้ดีที่สุดว่าอีกฝ่ายยังไม่หายไปไหน!

นอกจากนี้…มันยังมีความเป็นไปได้ด้วยว่าพวกเขาจะได้เผชิญหน้ากันในคืนนี้

ฉินเย่กลับไปที่ห้องของตัวเองและหลับพักผ่อน ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาเขาก็ลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์ ทั่วทั้งวิทยาเขตถูกปกคลุมไปด้วยความมืด

เวลาเที่ยงคืนไฟทั้งสำนักก็ถูกปิดลง

“ให้ตายเถอะ…เที่ยงคืนทีไรแล้วรู้สึกเหมือนจะเป็นบ้าทุกที…” ฉินเย่บ่นออกมาอย่างไม่พอใจท่ามกลางความมืดมิด เขาบิดกล้ามเนื้อของตัวเอง ดัดคอ และกระโดดออกไปนอกหน้าต่างอย่างเงียบ ๆ

ความมืดปกคลุมไปทั่วทุกมุมของสำนักฝึกตนแห่งแรก เสียงเสียดสีกันของใบไม้ดังขึ้นให้ได้ยินในทุกครั้งที่สายลมยามค่ำคืนพัดผ่าน มันเหมือนกับว่ามีมือที่มองไม่เห็นกำลังลูบไปตามกิ่งไม้ แสงไฟที่ส่องสว่างรอบ ๆ นั้นดูน่าขนลุกและให้ความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีนัก ราวกับว่ามีร่างเปื้อนเลือดที่พร้อมกระโจนออกมาจากเงามืดได้ทุกเมื่อ

เงียบ

เงียบมาก ๆ

ฉินเย่ได้ยินเสียงแมวดังแว่วมาจากที่ไกล ๆ เป็นพัก ๆ แต่เขากลับไม่สามารถบอกได้ว่ามันซ่อนตัวอยู่ที่ไหน เหมือนกับเสือชีตาห์ที่ว่องไว เท้าของฉินเย่เหยียบลงบนกิ่งก้านของต้นหลิวที่ปลูกอยู่ข้าง ๆ หอพักอย่างงดงาม

“เถ้ากระดูกน่าจะมาถึงในอีกสองวัน หากผู้บุกรุกคือยมทูตนอกอาณาเขตจริง อีกฝ่ายจะต้องมาตรวจดูรอบ ๆ หอบรรพบุรุษภายในวันหรือสองวันนี้แน่ นอกจากนี้ ตอนนี้ฝ่ายนั้นก็คงจะซ่อนตัวอยู่ในร่างของนักเรียนสักคน หากเขาแสดงพฤติกรรมอะไรออกมา เราก็น่าจะรู้ได้ในทันที” เด็กหนุ่มเอนกายพิงกับลำต้นของต้นไม้ขณะที่เอ่ยออกมาเบา ๆ หากมองจากมุมนี้ เขาสามารถมองเห็นทางเข้าของหอพักทั้งสามได้อย่างชัดเจน

ฟิ้ว…ฟิ้ว…สิบนาที…ครึ่งชั่วโมง…หนึ่งชั่วโมง…สองชั่วโมง

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว และเสียงเดียวที่ฉินเย่ได้ยินก็คือเสียงเสียดสีกันของใบไม้ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง แสงไฟสลัวยังคงฉายให้เห็นแสงเงาดูน่าขนลุกดังเดิม

ตอนนี้ผ่านมาสองชั่วโมงครึ่งแล้ว ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่ทางเข้าของประตูทั้งสามเลยสักนิด

“เขาไม่มา” ฉินเย่พ่นใบของต้นหลิวที่อยู่ในริมฝีปากของตัวเอง สูดหายใจเข้าช้า ๆ เขาใช้ปลายนิ้วเท้าแตะกับกิ่งของต้นหลิว กดมันลงมาและปล่อยออก กิ่งไม้ดังกล่าวสะบัดขึ้นลงไปมาตามแรง และเมื่อมันกลับมาหยุดนิ่งอีกครั้ง ฉินเย่ก็ได้เคลื่อนกายย้ายไปยังกิ่งไม้ของต้นไม้ต้นถัดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แนวต้นหลิวที่อยู่ริมแม่น้ำ ทอดยาวเข้าไปยังหอบรรพบุรุษได้อย่างพอดิบพอดี

เสียงฝีเท้าของเขาเบาราวกับเสียงฝีเท้าแมว เสียงกรอบแกรบที่ดังขึ้นถูกกลบด้วยเสียงของสายลมยามค่ำคืน เมื่อฉินเย่มาถึงด้านข้างของหอบรรพบุรุษ มันก็เป็นเวลา 03.50 น. แล้ว

หอบรรพบุรุษตั้งอยู่ด้านล่างนี้ และเขาก็มองเห็นมันได้อย่างชัดเจนจากด้านบนของต้นไม้

หอบรรพบุรุษแห่งนี้ค่อนข้างเก่า แผ่นไม้ขนาดใหญ่ถูกตั้งไว้ทั้งสองฝั่งของตัวอาคาร ทว่ารอยผุพังบนไม้ก็ทำให้ยากที่จะมองเห็นสิ่งที่ถูกเขียนเอาไว้ อาคารไม้ทั้งหลังยังคงตั้งตระหง่าน และดูเหมือนว่ามันจะสามารถพังทลายลงมาได้ง่าย ๆ ด้วยหากมีคนสัมผัสมันแม้เพียงเล็กน้อย

อาคารแห่งนี้เชื่อมอยู่กับประตูหลังของสำนักฝึกตนแห่งแรก หลอดไฟสองดวงถูกแขวนอยู่ทั้งสองฝั่งของอาคาร เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ทำความสะอาดมาเป็นเวลานานแล้ว ดูได้จากฝุ่นเทาหนา ๆ เหล่านี้ แสงสว่างเพียงอย่างเดียวของอาคารก็ยังเต็มไปด้วยแมลงบินล่อแสง จนแทบจะไม่มีแสงสว่างใดสอดผ่านมาที่บริเวณทางเดินได้แล้ว

ภาพตรงหน้าดูเหมือนฉากที่หลุดออกมาจากภาพยนตร์สยองขวัญสักเรื่องไม่มีผิด

ฉินเย่พยายามหายใจให้เบาที่สุด เขามองไปรอบ ๆ และเด็กหนุ่มก็มั่นใจว่าเขาไม่ใช่คนเดียวที่อยู่ที่นี่ในตอนนี้ แต่ด้วยเหตุผลบางประการ เขากลับไม่สามารถสลัดความรู้สึกเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างของตัวเองได้ ราวกับว่ามีศพเย็นชื้นกำลังจ้องมองเขามาจากมุมมืดอย่างเงียบงัน!

มีคนอยู่ที่นี่

มีคนอยู่ที่นี่แน่ ๆ!

นอกจากนี้…อีกฝ่ายยังเป็นกลิ่นอายแบบเดียวกับเขา กลิ่นอายของยมทูต!

สายลมพัดผ่านไปพร้อมกับเสียงอู้อี้ที่ดังขึ้นเบา ๆ เขาหักกิ่งไม้และลอกเปลือกบางส่วนของมันออก พลังหยินถูกรวบรวมไปที่บริเวณปลายนิ้วและถ่ายเทไปยังกิ่งไม้ในมือ และทันใดนั้นเขาก็โยนกิ่งไม้ดังกล่าวไปที่ด้านหลังของหอบรรพบุรุษ ในขณะเดียวกัน เด็กหนุ่มก็พุ่งตัวจากบนต้นไม้และลงไปยืนอยู่ที่ด้านหน้าของอาคาร

ตอนนี้เป็นเวลา 04.05 น.

เขาเอนหลังพิงกับผนังที่ส่งกลิ่นเหม็นออกมา วินาทีนั้น เขาก็ได้ยิงเสียงกิ่งไม้กระทบกับพื้นที่ด้านหลังของหอบรรพบุรุษ ทั่วทั้งอาคารต่ออยู่ในความเงียบอีกครั้ง ความมืดที่ไร้ขอบเขตกระจายตัวเข้ามาเรื่อย ๆ และแสงไฟที่ริบหรี่ก็ทำให้เกิดเงาที่ทอดยาวเข้าไปในตัวอาคาร บรรยากาศในตอนนี้นั้นน่าสะพรึงกลัว จนทำให้ความรู้สึกภายในหัวคนตื้อไปหมด

ตึ้ง…ตึ้ง…ฉินเย่ได้ยินเสียงที่เหมือนกับมีพระภิกษุสักองค์กำลังตีระฆัง ชายหนุ่มหรี่ตาลงและมองเข้าไปด้านในของอาคาร และเขาก็พบว่าต้นกำเนิดเสียงนั้นไม่ใช่สิ่งใดอื่นนอกจากสายลมยามค่ำคืนที่พัดเข้าหากรอบหน้าต่างและกระแทกเข้ากับกำแพง

1% คือเสียง

99% คือความเงียบ

นี่คือส่วนผสมของความกลัวที่น่าขนลุก

หลังจากนั้น ในเสี้ยววินาทีต่อมา เขาก็ย่อตัวลงและกระโดดเข้าไปในหอบรรพบุรุษโดยผ่านบานหน้าต่างที่ถูกเปิดออก ทันทีที่เขาเข้าไปด้านใน รูม่านตาของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้น เด็กหนุ่มกลิ้งตัวไปตามพื้นเพื่อลดแรงกระแทก ในเวลาเดียวกัน เปลวไฟนรกสีเขียวหยกปะทุออกมาจากร่างของเขาและพลังหยินก็หลั่งไหลออกจากรูทวารทั้งเจ็ดขณะที่กระบี่ปีศาจก่อตัวขึ้นและฟันไปยังพื้นที่ว่างด้านหน้าเป็นแนวนอน

ใบมีดที่เปล่งประกายตวัดเป็นแนวโค้งที่งดงามในความมืด เขารู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งฟันโดนบางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็น ทันใดนั้นการโจมตีของเขาก็ถูกสะท้อนกลับมาทันทีเช่นเดียวกัน ส่งผลให้เขากระเด็นจนถอยห่างออกไปครึ่งเมตร ซึ่งเหตุการณ์เมื่อครู่ทั้งหมดกลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาเลยสักนิด กระทั่งเสียงกระทบของเหล็กจากกระบี่เขาเองก็ตาม

มันเหมือนกับว่าทุกอย่างถูกปิดกั้นเสียงเอาไว้ เท้าของฉินเย่แตะลงบนพื้นเบา ๆ และเขาก็ตีลังกากลางอากาศก่อนจะร่อนลงกับพื้นเหมือนกับผู้เชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้ที่มีให้เห็นในภาพยนตร์

อาณาเขตเวท!

เสียงทั้งหมดจะถูกจำกัดอยู่ภายในนี้เมื่อเขาเข้าสู่อาณาเขตเวท

เงาดำทะมึนยังคงยืนอยู่ตรงหน้า และหอบรรพบุรุษก็ยังดูเหมือนเดิม แต่สายลม บานกระจกที่ส่งเสียงดัง และเสียงของกระบี่ปีศาจที่ปะทะเข้ากับบาเรียที่มองไม่เห็นก็หายไปอย่างสิ้นเชิง

แต่ก่อนที่เขาจะได้สังเกตรายละเอียดโดยรอบ ความรู้สึกเสียวสันหลังวาบก็แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ฉินเย่เอี้ยวตัวหลบอย่างรวดเร็วและฟันกระบี่ออกไป ครั้งนี้ แรงสะท้อนกลับนั้นรุนแรงกว่าเดิม มือของเขาชาดิก และร่างของเด็กหนุ่มก็กระเด็นไปถึงบริเวณขอบของอาคาร เขาจึงใช้โอกาสนี้ในการจับสังเกตสิ่งที่อยู่ภายในอาคารอย่างละเอียดที่สุด

“ให้ตายเถอะ…วิธีสู้แบบนี้…ไม่คิดหรือว่านี่มันดูขี้ขลาดเกินไป…” ฉินเย่สบถออกมาแทบจะทันที

ดวงตาสีเขียวหยกหลายคู่ปรากฏขึ้นจากบริเวณด้านบนเพดาน ร่างที่สูงประมาณสองเมตรกำลังไต่ไปมา

ดูคล้ายกับแมงมุม…

แต่มันไม่ใช่ทั้งหมด ร่างกายส่วนล่างของอีกฝ่ายดูเหมือนกับแมงมุมขนาดใหญ่พร้อมกับกรงเล็บขนาดใหญ่สี่คู่ที่เกาะอยู่บนเพดาน และร่างส่วนบน…เป็นร่างของผู้หญิงในเสื้อคลุมทางตะวันออกกลางหรือก็คือฮิญาบ ในขณะที่มีผ้าคลุมหน้าสีดำปิดอีกที สร้อยคอสีทองสามเส้นถูกสวมอยู่บริเวณลำคอ

ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือดวงตาของนางที่จ้องมองผ่านผ้าคลุมสีดำนั้น พลังหยินที่หลั่งไหลออกมาจากนัยน์ตาของนางดูเหมือนกับดวงตาของเขาไม่มีผิด!

แขนเสื้อยาวกระพืออย่างรุนแรงขณะที่กลุ่มก้อนพลังหยินที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหลั่งไหลออกมาจากเสื้อคลุมที่นางสวมอยู่ ดวงตาสีเขียวหยกที่อยู่บริเวณครึ่งล่างจ้องมองมายังฉินเย่ ในมือของอีกฝ่ายถือตะเกียงไฟที่ถูกสร้างขึ้นจากพลังหยิน และที่สำคัญ พลังหยินที่แผ่ออกมาจากร่างของนางนั้นแข็งแกร่งกว่าของฉินเย่มาก!

ฉินเย่อ้าปากค้าง พลังนี้…มันคุ้นเกินไป….

นี่คือการเข้าสู่สถานะยมทูต! มันคือร่างของยมทูตนอกอาณาเขต!

Related

ฉันนี่แหละจ้าวนรก [我要做阎罗]

ฉันนี่แหละจ้าวนรก [我要做阎罗]

Status: Ongoing
ฉินเย่เด็กหนุ่มมัธยมปลายที่ไม่มีวันแก่ เพราะกิน “เห็ดเทียนสุ่ย” เข้าไปทำให้มีชีวิตอยู่ระหว่างสองโลก เป้าหมายในชีวิตของเขาเพียงต้องการมีชีวิตเล่นเกมอยู่ไปวัน ๆ เท่านั้น แต่ดูเหมือนนรกจะไม่ได้ยินเสียงเรียกร้องของเขา เมื่อนรกถึงกาลอวสาน ผีร้ายออกอาละวาดบนโลกมนุษย์ ทำให้ฉินเย่ที่เป็นยมทูตคนสุดท้ายต้องรับหน้าที่จ้าวนรกเพื่อพิทักษ์โลกใบนี้!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset