ฉันนี่แหละจ้าวนรก [我要做阎罗] – ตอนที่ 38 เทพประจำตระกูล (1)

บทที่ 38 เทพประจำตระกูล (1)

หวังเฉิงห่าวรู้สึกเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก

ตอนนี้เขากำลังมุ่งหน้าไปที่ชายขอบของมณฑล E จากตรงนั้น พวกเขาจะอยู่ห่างมณฑลอันฮุ่ยอีกไม่กี่ไมล์เท่านั้น อันที่จริง ตอนนี้พวกเขาสามารถมองเห็นป้ายที่คำเขียนว่า “มณฑลอันฮุ่ย” อยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนัก

“ก่อนหน้านี้นายเคยพูดว่า….คนเราต้องปรับตัวไปตามสถานการณ์ใช่ไหม…” เด็กหนุ่มเอ่ยออกมาเบา ๆ ขณะที่เหลือบสายตาไปมองฉินเย่ที่กำลังเล่นเกมโทรศัพท์อยู่

ก่อนหน้านี้เพื่อนของเขาเพิ่งปรับเปลี่ยนโหมดไป และโหมดประหยัดพลังงานของฉินเย่ซึ่งเต็มไปด้วยท่าทีที่ไม่แยแสต่อชีวิตก็กำลังทำงานอย่างเต็มที่ หวังเฉิงห่าวที่เห็นเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าเขากำลังพูดกับใครคนอื่นที่ไม่ใช่เพื่อนของตน

เขาขับรถในขณะที่ฉินเย่ฟังเพลงอย่างเพลิดเพลิน

เขาขับรถในขณะที่ฉินเย่เล่นเกมในโทรศัพท์

เขาขับรถในขณะที่ฉินเย่อยู่เฉย ๆ นับจำนวนรถที่พวกเขาขับผ่านทั้งหมด

ทำไมหมอนี่ถึงไม่หัดเรียนขับรถเสียบ้าง?!

“ฉินเย่ ครั้งหนึ่ง พ่อของฉันเคยบอกว่าการขับรถคือทักษะที่มีความสำคัญมากในการใช้ชีวิต…” หวังเฉิงห่าวย้ำกับตัวเองเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่ทราบ พวกเขาทั้งคู่กำลังอยู่ในเดินทางที่มีระยะทางหลายพันไมล์นะ! ทำไมถึงใช้ฉันเหมือนกับเป็นแค่คนขับรถคนหนึ่งเลยล่ะ?!

ทำตัวราวกับนักปรัชญาที่นั่งอยู่เบาะหลังและสอนบทเรียนในชีวิตให้เขา!

ทำไมอีกฝ่ายถึงนั่งเฉย ๆ และปล่อยให้เขาเป็นฝ่ายขับรถคนเดียวตลอดทางแบบนี้?! นี่มันเหมือนกับว่าฉินเย่กำลังล่องลอยอยู่ในมหาสมุทรกับเงียบสงบชัด ๆ!

“ใช่ เพราะฉะนั้นนายควรจะระมัดระวังให้ดี” ทันทีที่เอ่ยจบ ฉินเย่ก็สบถออกมาและโยนโทรศัพท์ไปไว้ที่เบาะ หากตาของหวังเฉิงห่าวเห็นว่าตอนนี้ชื่อของฉินเย่นั้นได้อันดับที่ 8 ในกระดานจัดอันดับของเกม ‘วิ่งเท่ ๆ ทุกวัน’

“แต่ฉันว่านายก็ควรตามโลกให้ทันบ้างนะ ลองโหลดเกมใหม่ ๆ มาเล่นบ้าง ฉันได้ยินมาว่าเกมคิงออฟกลอรี[1]อะไรนั้น ไม่เลว” ฉินเย่เอ่ยต่อ

โอยยยย….นี่นายยังมีหน้ามาแนะนำฉันอีกเหรอ….

เด็กหนุ่มกัดฟัน ก่อนที่ทั้งคู่จะผ่านด่านเก็บเงินและมุ่งหน้าตรงไปที่เมืองเป่าอัน

หลังจากเข้ามาภายในมณฑลอันฮุ่ยพวกเขาก็ตระหนักได้ทันทีว่าจำนวนประชากรของที่นี่นั้นน้อยมากเมื่อเทียบกับที่มณฑลเสฉวน มันเป็นแค่เพียงเศษเสี้ยวเดียวเท่านั้น! ถนนของที่นี่โล่งกว่าและการจราจรเองก็ไหลลื่นกว่ามาก

เมืองเป่าอันตั้งอยู่บริเวณชายขอบของมณฑลอันฮุ่ย เศรษฐกิจของที่นี่ไม่ได้ดีมากนักเมื่อเทียบกับเมืองอื่น ๆ หลังจากที่ขับรถมาทั้งวัน ในที่สุดเด็กหนุ่มทั้งสองก็ข้ามพรมแดนของเมืองเป่าอันมาได้ในที่สุด จากจุดนี้ มันจะใช้เวลาอีกประมาณ 3-4 ชั่วโมงเพื่อที่จะขับผ่านเขตต่าง ๆ และไปยังใจกลางเมือง

“หืม?” ทันใดนั้นฉินเย่ก็พลันชะงักไป

เมืองกู้คือหนึ่งในเมืองที่ตั้งอยู่บริเวณพรมแดนของเมืองเป่าอัน มันถูกสร้างขึ้นติดกับเส้นทางสายหลัก ทั้งสองฝั่งของถนนเต็มไปด้วยร้านค้าและพื้นที่ให้บริการต่าง ๆ รวมทั้งโรงแรมและปั๊มน้ำมัน ฉินเย่ดีดนิ้วของตัวเองและเอ่ยว่า “หยุดแถวนี้ก่อน คืนนี้พวกเราจะพักกันที่นี่ พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ และเมื่อถึงที่หมาย เราก็จะสามารถพักได้อย่างเต็มที่”

เห้ออออ….ในที่สุดก็ได้พักเสียที…. หวังเฉิงห่าวถอนหายใจออกมายาวเหยียดเมื่อฉินเย่เดินนำตนไปที่โรงแรม

สิบนาทีต่อมา หวังเฉิงห่าวก็เอ่ยขึ้นว่า “ฉินเย่…ฉันมีเงินนะ…”

“เขาเรียกว่าการใช้เงินอย่างระมัดระวัง”

“…ที่ฉันหมายถึงคือเราไม่จำเป็นต้องเลือกมากขนาดนี้ก็ได้ จริง ๆ นะ”

“เจ้าหนู ไม่ใช่ว่าฉันอยากจะจู้จี้กับนายหรอกนะ แต่ว่านายจะยังไม่รู้คุณค่าของเงินจนกว่าที่นายจะเริ่มทำงาน ตอนนี้นายมีรายได้อย่างนั้นเหรอ? นายคิดเหรอว่าเงิน 1 แสนหยวนมันเยอะมาก? นายได้รับมรดกของพ่อตัวเองแล้วหรือไง? ถ้ายัง นายก็ควรใช้เงินที่มีอยู่ในตอนนี้อย่างรอบคอบ จนกว่ามรดกมูลค่าหลายล้านจะเข้ามาในบัญชีของนาย”

หวังเฉิงห่าวมองฉินเย่อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน เมื่อเหลือบสายตาไปมองเกสต์เฮาส์ตรงหน้าอย่างท้อใจ

มันดูโทรม

เก่ามากจริง ๆ

ป้ายไฟนีออนที่มีคำว่า “โรงแรมยรูเจีย” เปล่งแสงสีแดงอ่อน ๆ ตัวโรงแรมตั้งอยู่ที่มุมมุมหนึ่งซึ่งห่างไกลจากถนน ติดกับป่ารกร้างแห่งหนึ่ง เวลานี้ยังไม่มีไฟส่องสว่างออกมาจากห้องพักห้องไหนเลยสักนิด อาคารสองชั้นดูไม่เชิญชวนให้เข้าไปพักเลยสักนิด กลับกัน ป้ายบอกทางนั้นโค้งงอ ไฟนีออนก็ติดเพียงแค่สีแดงเท่านั้น สีอื่น ๆ ไม่สามารถใช้การได้ ด้วยสภาพของตัวโรงแรมในตอนนี้ มันแทบจะไม่ต่างอะไรกับโรงแรมที่ถูกทิ้งร้างเลยสักนิด

หากพูดกันตามจริง….แม้แต่ประตูหลักของโรงแรมเองก็ปิดสนิท ไม่มีแสงหรือเสียงอะไรดังออกมาให้ได้ยินเลยแม้แต่นิดเดียว

หวังเฉิงห่าวตัวสั่นด้วยเหตุผลที่แปลกประหลาดบางประการ เขากลับรู้สึกหนาวไปทั่วทั้งร่างเมื่อเดินเข้าไปในเขตของโรงแรมตรงหน้า

“โรงแรมนี้…ปกติดีใช่ไหม?” ช่วงนี้เขาเผชิญหน้ากับเหตุการณ์แปลกประหลาดมามากเกินไปแล้ว และเขาก็อดไม่ได้ที่จะจับแขนเสื้อของฉินเย่เอาไว้ขณะชั่งใจกับการตัดสินใจของตัวเอง

แววตาของฉินเย่ไหววูบเล็กน้อย ทว่าเขายังคงเอ่ยออกมา “ไม่มีอะไรหรอกหน่า”

“มีธุระบางอย่างที่ที่ยังทำไม่เสร็จ…และฉันก็อยากจะจัดการมันให้เรียบร้อยในขณะที่เราอยู่ที่นี่…”

เมื่อพูดจบ เด็กหนุ่มก็ผลักประตูเข้าไปทันที

หวังเฉิงห่าวที่เห็นดังนั้นก็รีบตามเข้าไปติด ๆ

“มีใครอยู่ไหมครับ?” ฉินเย่ยืนพิงเคาน์เตอร์ของเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกและเคาะโต๊ะเบา ๆ “ผู้จัดการอยู่ที่ไหน? ผมอยากจะจองห้องพักสักหน่อย”

ไร้ซึ่งเสียงตอบ

ทั้งโรงแรมเงียบราวกับสุสาน

“เรา…ควรไปหาโรงแรมอื่นหรือเปล่า?”

แต่ก่อนที่จะเอ่ยจบ โคมไฟบนโต๊ะก็สว่างขึ้นพร้อมกับเสียงของบางอย่าง

ชายใบหน้าขาวซีดประดับด้วยเคราแพะบาง ๆ และดวงตาแดงก่ำนั่งอยู่ภายใต้แสงไฟ จ้องมองมาทางเด็กหนุ่มทั้งคู่นิ่ง อีกฝ่ายอยู่ไม่ไกลนัก เขาอยู่ห่างจากหวังเฉิงห่าวไม่ถึงเมตร

“เฮ้ย!!!” หวังเฉิงห่าวตกใจสุดชีวิต ชายชราคนนี้มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? เขาไม่ได้ยินเสียงหายใจของอีกฝ่ายด้วยซ้ำ! ไม่สิ…คนคนนี้ไม่ได้ส่งเสียงอะไรอย่างที่คนปกติจะทำกัน อย่างเช่นขยับตัวบ้างเมื่อนั่งอยู่บนเก้าอี้!

มันเหมือนกับว่าคนตรงหน้านี้นั่งนิ่ง ๆ ราวกับศพ รอให้แขกคนต่อไปเข้ามาในโรงแรมอย่างเงียบเชียบอยู่ในความมืด

ทว่าฉินเย่ยังคงไม่มีท่าทีใด ๆ เขาหยิบบัตรประชาชนของตนเองออกมา “ผู้ใหญ่สองคน ขอเตียงคิงไซส์”

แต่ชายชราไม่ได้หยิบบัตรประชาชนของเด็กหนุ่มขึ้นมาดูเลยสักนิด

อีกฝ่ายน่าจะอายุประมาณ 50 ปี แต่สีขาวทั้งหัวนั่นทำให้เขาดูราวกับคนอายุ 70 ปี ริ้วรอยมากมายประดับชัดเจนอยู่บนใบหน้า ร่างผอมแห้งจนแทบจะเป็นหนังหุ้มกระดูก และตอนนี้ คนคนนี้ก็กำลังมองมาที่เด็กหนุ่มทั้งสองนิ่ง

ประมาณสิบวินาทีต่อมา ชายสูงวัยก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “ที่นี่ไม่ต้อนรับแขก”

“แต่โรงแรมอื่นเต็มหมดแล้ว…” ฉินเย่หักข้อนิ้วมือของตัวเองอย่างไม่แยแส “ไม่อย่างนั้น คุณคิดว่าผมจะอยากมาอยู่โรงแรมนี้หรือไง? ดูด้วยว่าโรงแรมของคุณมันเก่าแค่ไหน ผมจะยอมทนนอนที่นี่แค่คืนเดียวเท่านั้นนั่นแหละ”

ชายชราหัวเราะออกมาทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น เผยให้เห็นฟันสีเหลืองเข้ม น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาฟังดูบาดหูราวกับแมวกำลังข่วนกระจก “คุณอยากจะอยู่ที่นี่จริง ๆ เหรอ?”

ฉินเย่พยักหน้า ในขณะที่หวังเฉิงห่าวส่ายหน้าไปมาอย่างรุนแรง

อีกฝ่ายรับบัตรประชาชนของฉินเย่ไปและไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก วินาทีนั้น หวังเฉิงห่าวก็สังเกตเห็นว่าที่โรงแรมแห่งนี้ไม่มีแม้แต่คอมพิวเตอร์ที่เอาไว้ใช้ลงทะเบียน มีเพียงโคมไฟตั้งโต๊ะตรงหน้า แม้แต่การลงทะเบียนของแขกก็เขียนด้วยลายมือ

“201” ทันทีที่บอกหมายเลขห้องเสร็จ เขาก็ปิดไฟ จากนั้นเมื่อเสียงกดสวิตช์ดังขึ้นอีกครั้ง ไฟที่อยู่บริเวณขั้นบันไดก็พลันสว่างขึ้น

มันเป็นไฟสีเหลืองสลัว

หลอดไฟเหลือง ๆ เพียงดวงเดียว ในโถงทางเดินที่มืดสลัว

ตัวอาคารดูเก่าอย่างน่าเหลือเชื่อ คล้ายกับถูกสร้างขึ้นในสไตล์ของยุค 90 ผนังถูกทาด้วยสีทูโทน ด้านล่างเป็นสีฟ้าคราม ในขณะที่ด้านบนเป็นสีขาวสะอาด น่าเสียดายที่จำนวนปีที่มากขึ้นทำให้สีของอาคารซีดลง และทุกอย่างก็กลายเป็นสีเหลืองไปหมด

เหล่าแมลงในฤดูใบไม้ร่วงจำนวนนับไม่ถ้วนบินวนเวียนอยู่รอบ ๆ หลอดไฟภายในอาคาร แสงไฟสลัวจนแทบจะไม่ส่องแสงในรัศมีสองเมตรรอบ ๆ ตัวพวกเขาเลยด้วยซ้ำ นอกจากนั้นส่วนที่เหลือของโรงแรมกลับดูมืดราวกับอยู่ในนรก

อึก…หวังเฉิงห่าวกลืนน้ำลายลงคอและเกาะแขนของฉินเย่แน่นขณะที่พวกเขาเดินขึ้นบันไดไปพร้อมกัน ทันทีที่พวกเขามาถึงที่ทางเดินชั้นบน เสียงของชายชราก็ดังขึ้นอีกครั้ง “ห้องที่อยู่ริมหน้าต่าง…ไม่ว่ายังไงก็ห้ามเข้าไปเด็ดขาด…”

“กลางคืน…อย่าเปิดประตู…และอย่าเดินไปเข้าห้องน้ำ…ให้ใช้กระโถนที่อยู่ภายในห้องแทนหากจำเป็น…”

โรงแรมนี้มันหลุดออกมาจากหนังสือประวัติศาสตร์เล่มไหนกัน?! ทำไมถึงยังใช้กระโถนอยู่อีก?!

ยิ่งหวังเฉิงห่าวคิดเรื่องนี้มากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดมากขึ้นเท่านั้น และความรู้สึกไม่สบายใจนั้นก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องพัก

ภายในห้องมีแต่กลิ่นอับ…

เตียงนอนดูปกติดี แต่มันไม่มีโทรทัศน์ หากมองไปนอกหน้าต่างสามารถมองเห็นป่าที่อยู่ด้านนอกของโรงแรม เมื่อสายลมเย็น ๆ ในยามราตรีพัดผ่าน ทำให้ต้นไม้ที่อยู่ด้านนอกแกว่งไปมาเบา ๆ จนเกิดเป็นเงามืดน่ากลัวปกคลุมไปทั่วห้อง ราวกับจะมีสัตว์ร้ายโผล่ออกมาจากเงามืดนั่นได้ทุกเมื่อ

หวังเฉิงห่าวรีบปิดหน้าต่างทันที

“พักเถอะ…” ฉินเย่ล้มตัวลงนอนและเตรียมตัวที่จะนอนพัก หวังเฉิงห่าวเองก็เหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก และเข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อเวลาผ่านไป หวังเฉิงห่าวลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง เด็กหนุ่มยกมือขยี้ตาก่อนจะเหลือบไปมองหน้าจอโทรศัพท์ของตนเอง ก็เห็นว่ามันเพิ่งจะตีสี่เท่านั้น

และเขาก็ตื่นขึ้นมาเพื่อที่จะไปปัสสาวะ

“โรงแรมบ้านี้!! แม้แต่กาต้มน้ำก็ไม่มี!” ที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตประหนึ่งเจ้าชายมาตลอด คุณชายหวังไม่เคยต้องมาค้างคืนในโรงแรมแบบนี้มาก่อน เด็กหนุ่มสบถออกมาเบา ๆ เขารีบแต่งตัวและเตรียมที่จะเดินออกจากห้องเพื่อไปหาห้องน้ำ

ห้องน้ำของโรงแรมอยู่ที่ชั้น 1 เขาไม่คิดที่จะใช้กระโถนเลยสักนิด ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงรีบเปิดประตูและเดินออกไปข้างนอกทันที

“หูยย…..” เขาอดรู้สึกกังวลขึ้นมาไม่ได้เมื่อตนเปิดประตูออกมา “ให้ตายเถอะ ทำไมถึงหนาวขนาดนี้…มณฑลอันฮุ่ยไม่ได้อยู่ทางเหนือด้วยซ้ำ แต่โรงแรมบ้านี้กลับหนาวซะได้ แปลกชะมัด…”

โถงทางเดินปกคลุมไปด้วยความมืดมิด หน้าประตูห้องทุกห้องล้วนมีสวิตช์ไฟติดอยู่ ทันทีที่เปิดมัน ไฟที่อยู่หน้าห้องก็จะสว่างขึ้น หรือพูดอีกอย่างก็คือเขาจำเป็นจะต้องเปิดสวิตช์ไฟถึงสี่ครั้งเพื่อที่จะเดินไปถึงปลายสุดของโถงทางเดิน เป็นการออกแบบที่ไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด

และปลายสุดของทางเดินก็คือตำแหน่งที่ตั้งของหน้าต่างที่มืดมน

หวังเฉิงห่าวถูมือทั้งสองข้างอย่างหวาดกลัว ทางเดินมืดสลัวพร้อมไฟสีเหลืองอ่อน ๆ รอบข้างของเขาเงียบสนิท สายลมที่พัดผ่านป่าไม้ด้านนอกส่งผลให้เกิดเสียงเบา ๆ ความมืดมิดซ่อนตัวอยู่เหนือแสงไฟของถนน…ราวกับกำลังปกปิดความลับที่น่าสะพรึงกลัวเอาไว้

เด็กหนุ่มตัวสั่น หากไม่ใช่เพราะความจริงที่ว่าการฉีราดเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทนได้ เขาก็คงไม่ตัดสินใจที่เดินไปเข้าห้องน้ำในเวลาดึกดื่นแบบนี้แน่! อย่างกับฉากที่หลุดออกมาจากหนังสยองขวัญเลย!

คลิก….สวิตช์ไฟดวงที่สองถูกเปิด โถงทางเดินอีกส่วนหนึ่งสว่างขึ้นอีกครั้ง ความรู้สึกของการที่ต้องเดินไปยังสุดทางเดินที่มืดมิดพร้อมกับไฟสลัวที่สว่างขึ้นทีละดวงนั้นน่าตึงเครียดอย่างน่าเหลือเชื่อ จากนั้น โดยปราศจากคำบอกกล่าวใด ๆ หัวใจของหวังเฉิงห่าวพลันเต้นแรงขึ้น

มันเหมือนกับ…เหมือนกับ…มีบางอย่างกำลังซุกซ่อนตัวอยู่ในความมืดนี้

จากนั้น เมื่อเปิดสวิตช์ของไฟดวงที่สาม เด็กหนุ่มก็นิ่งค้างไปในทันที

คลื่นแห่งความหวาดกลัวสาดซัดไปทั่วร่าง ตั้งแต่กระดูกสันหลังขึ้นไปสู่สมอง ส่งผลให้รูขุมขนทั้งหมดลุกชันด้วยความหนาวสั่น!

“อ๊ากกกกกก!!!!” เสียงกรีดร้องอย่างหวาดกลัวสุดขีดดังสนั่นไปทั่วทั้งโรงแรม ฉินเย่ที่กำลังนอนเล่นเกมคิงออฟกลอรี อยู่ในห้องเบ้ปากอย่างไม่สามารถควบคุมได้ “ไม่ใช่ว่าตาลุงนั่นบอกว่าห้ามออกไปด้านนอกในเวลากลางคืนหรือไง? จะออกไปทำไมทั้ง ๆ ที่ตัวเองขี้ขลาดขนาดนั้น?”

บริเวณโถงทางเดิน หวังเฉิงห่าวนั้นตกใจกลัวจนถอยหลังไปชนกับกำแพงอย่างแรง เมื่อครู่…มันเกิดขึ้นแล้ว! จริงๆ แล้ว มันควรจะมีเสียงคลิกเบา ๆ ดังขึ้นเมื่อเขากดเปิดสวิตช์ ทว่าเมื่อเขาเปิดสวิตช์ไฟดวงที่สาม มันกลับไม่มีเสียงอะไรเลยสักนิด

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า….ขณะที่เขาตั้งใจจะกดสวิตช์…เขากลับสัมผัสโดนมือของใครบางคนแทน!!

เขายังไม่ใช่คนกดสวิตช์ด้วยซ้ำ!

มีผี… มีผีแน่ ๆ!!

เขากลัวจนขนลุกชันไปทั้งร่าง ตอนนี้ความคิดเดียวที่อยู่ภายในหัวของหวังเฉิงห่าวก็คือรีบกลับไปที่ห้อง ยอมทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มีและกลับไปเกาะฉินเย่แน่น!! แต่วินาทีที่เขาหันหลังกลับไป….

คลิก…

สวิตช์ไฟดวงแรกปิดลง

ไฟตรงหน้าห้องของเขาดับไป เด็กหนุ่มเบิกตากว้างอย่างตกใจกลัว

เขาเห็นมัน วินาทีที่ไฟดับลง…มีผู้ใหญ่สวมชุดกระโปรงยาวสีดำยืนอยู่ตรงนั้น…ตรงที่ไฟดับลง!

เมื่ออีกฝ่ายเงยหน้าขึ้น ใบหน้าของเธอดูสวยงาม แต่…ใบหน้านั้นกลับซีดขาวราวหิมะ พร้อมทั้งลิ้นที่ยาวประมาณหนึ่งฟุตห้อยออกมาจากปาก!

ด้วยภาพลักษณ์แบบนั้น เธอยืนอยู่อย่างเงียบ ๆ ภายใต้แสงไฟสลัว กลางทางเดินที่ยังคงมืดมิด

ในเวลาตี 4

“อ๊าากกกก!” หวังเฉิงห่าวหวาดกลัวจนเสียสติ! แต่นี่เป็นเพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้น เพราะในวินาทีต่อมา เมื่อสวิตช์ไฟดวงที่สองถูกปิดและไฟบริเวณนั้นดับลง เขาก็พบว่า…ผู้หญิงคนนั้น…คนที่ใบหน้าซีดขาว…กำลังยืนอยู่ห่างจากเขาเพิ่งแค่สองเมตรเท่านั้น!

มันเหมือนกับว่าอีกฝ่ายจะเข้ามาใกล้เขาเรื่อย ๆ เมื่อไฟดับลง!

ไม่ส่งเสียงอะไรสักนิด!

“อ๊ากกกก!” สิ่งเดียวที่เขารู้ในตอนนี้ก็คือต้องร้องไห้ดังที่สุดเพื่อชีวิตของตัวเอง เขาไม่กล้าที่จะกลับไปที่ห้องของตัวเองด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นเด็กหนุ่มจะกลับหลังหันและเริ่มออกตัววิ่งไปที่ปลายสุดของทางเดิน!

คลิก….สวิตช์ไฟดวงที่สามถูกปิดลง ในเวลานี้ ด้านหลังของเขามืดสนิท ส่งผลให้เขารีบไปเปิดสวิตช์ไฟดวงที่สี่ที่อยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว

ครั้งนี้…เขามองไม่เห็นร่างของผู้หญิงคนนั้นอีกต่อไป

“แฮ่ก…แฮ่ก…แฮ่ก…” ร่างของเด็กหนุ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง เหงื่อออกท่วมตัวขณะที่เอนพิงกับราวบันได ดวงตาของเขาเริ่มมีน้ำสีใสเอ่อคลอ

“ปะ…ไปแล้วเหรอ?” หวังเฉิงห่าวเอ่ยออกมาโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าน้ำเสียงที่ตนเอ่ยออกมานั้นสั่นเครือเพียงใด

ทว่าเสียงพูดของเขาพลันต้องหยุดลง

ครืดด…แกร็กกกก…เสียงของอะไรบางอย่างดังขึ้นเบา ๆ จากด้านหลังของเขา

กึกกึกกึกกึก!…ฟันของเขาเริ่มกระทบกันอย่างไม่สามารถควบคุมได้ ร่างกายสั่นอย่างแรงราวกับว่ากำลังชัก จากนั้นหวังเฉิงห่าวก็หันไปมองบานประตูที่ปิดสนิทที่ปลายสุดของโถงทางเดิน

ผู้จัดการโรงแรมเคยบอกว่าห้ามเข้าไปใกล้ห้องนั้นในเวลากลางคืน

ครืด… แกร็กกก….

ครั้งนี้ เขาได้ยินมันชัดเจน และรู้ได้ในทันที…นี่คือเสียงของอะไรบางอย่างที่อยู่ทางอีกด้านหนึ่งของประตู.. มีบางอย่างกำลังใช้เล็บข่วนประตูอยู่!

[1] King of Glory หรือที่รู้จักกันอีกชื่อว่า Honor of King มาจากชื่อจีนคือ “หวังเจอะหรงหย่า” คือเกมมือถือแบบ MOBA มีรูปแบบคล้ายเกม ROV

ฉันนี่แหละจ้าวนรก [我要做阎罗]

ฉันนี่แหละจ้าวนรก [我要做阎罗]

ฉินเย่เด็กหนุ่มมัธยมปลายที่ไม่มีวันแก่ เพราะกิน “เห็ดเทียนสุ่ย” เข้าไปทำให้มีชีวิตอยู่ระหว่างสองโลก เป้าหมายในชีวิตของเขาเพียงต้องการมีชีวิตเล่นเกมอยู่ไปวัน ๆ เท่านั้น แต่ดูเหมือนนรกจะไม่ได้ยินเสียงเรียกร้องของเขา เมื่อนรกถึงกาลอวสาน ผีร้ายออกอาละวาดบนโลกมนุษย์ ทำให้ฉินเย่ที่เป็นยมทูตคนสุดท้ายต้องรับหน้าที่จ้าวนรกเพื่อพิทักษ์โลกใบนี้!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset