ชายาเคียงหทัย – ตอนที่ 206-1 ประชาชานร่วมเรียกร้องที่หน้าประตูวัง

การที่บุคคลผู้ยิ่งใหญ่เป็นถึงประมุขแห่งแคว้น มาหายตัวไปจากในวังทั้งๆ ที่กลางวันแสกๆ แน่นอนว่าย่อมมิใช่เรื่องเล็กๆ ทั่วทั้งเมืองหลวงและวังหลวงต่างประกาศห้ามออกนอกเคหาสถานและเข้าค้นบ้านเรือนต่างๆ ไปทั่ว คงไม่ต้องพูดถึงคนในของวังหลวงที่รู้ข่าว ต่างก็พากันแตกตื่น

 

 

แม้แต่ไทเฮาที่ใช้ชีวิตอย่างสงบอยู่ในวัง ไม่ข้องแวะเรื่องราวทางการเมืองเองก็ยังต้องออกมา แน่นอนว่ายังมีฮองเฮาและหลิ่วกุ้ยเฟยตามมาด้วย โดยมีหัวหน้าองครักษ์และหัวหน้าขันทีที่คอยรับใช้ประจำพระองค์ รวมถึงเสนาบดีหลิ่วที่เข้าเฝ้าพระองค์เป็นคนสุดท้ายก่อนฮ่องเต้หายตัวไป คุกเข่าอยู่กับพื้น

 

 

ไทเฮาเอ่ยต่อว่าด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า “กลางวันแสกๆ อยู่ดีๆ ฮ่องเต้จะทรงหายตัวไปได้อย่างไรพวกเจ้ามัวแต่ทำอันใดกันอยู่! ในวังเลี้ยงพวกเจ้าไว้ทำประโยชน์อันใดกัน”

 

 

ทุกคนไฉนเลยจะกล้าเอ่ยเถียง ทำได้เพียงพร้อมใจกันร้องขอชีวิตเท่านั้น ในบรรดาคนเหล่านี้ เสนาบดีหลิ่วรู้สึกว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์มากที่สุด เขาเพียงขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อหารือธุระบางอย่างเท่านั้น ฮ่องเต้หายตัวไปเช่นนี้ เกี่ยวอันใดกับเขากัน แต่นั่นเพราะเขาเป็นคนสุดท้ายที่ได้พบฝ่าบาทก่อนพระองค์หายตัวไป จึงย่อมมิอาจพ้นความผิดในเรื่องนี้ไปได้

 

 

“ไปค้นดูโดยละเอียด! จะต้องช่วยฮ่องเต้กลับมาอย่างปลอดภัยให้ได้! ส่วนชีวิตของพวกเจ้า ไว้ฮ่องเต้กลับมาได้ก่อนค่อยว่ากัน!” ไทเฮาเอ่ยสั่งการเสียงเย็น

 

 

ทุกคนต่างรับคำพ่ะย่ะค่ะ

 

 

เมื่อไทเฮาทรงได้ระบายโทสะออกมาแล้ว ถึงได้หันไปทอดพระเนตรเสนาบดีหลิ่วที่คุกเข่าอยู่กับพื้น ก่อนตรัสถามว่า “ท่านเสนาบดี ฮ่องเต้พบเจ้าเป็นคนสุดท้าย พระองค์ได้ตรัสอันใดกับเจ้าบ้าง”

 

 

เสนาบดีหลิ่วเอ่ยว่า “ทูลฮองเฮา แค่เพียงปรึกษาเรื่องในราชสำนักเท่านั้น มิได้มีเรื่องอันใดพิเศษพ่ะย่ะค่ะ”

 

 

มีหรือไทเฮาจะทอดพระเนตรไม่ออกว่าเสนาบดีหลิ่วกำลังปกปิดพระองค์อยู่ จึงเอ่ยด้วยสายพระเนตรนิ่งเย็นว่า “พูดให้ละเอียด”

 

 

เสนาบดีหลิ่วมีท่าทีลังเลเล็กน้อย “ด้วยเพราะเรื่องราชการในยามเช้า ทำให้ฝ่าบาททรงกริ้วเป็นอย่างมาก แต่ก็มิได้เอ่ยเรื่องสำคัญอันใดเป็นพิเศษ ตรัสแต่เพียงว่าไว้ออกว่าราชการยามเช้าพรุ่งนี้ค่อยหารือกันพ่ะย่ะค่ะ”

 

 

มิใช่เพราะเสนาบดีหลิ่วมีใจคิดอยากปิดบังไทเฮา แต่ด้วยเพราะการจัดการกับตระกูลสวีนั้นถือเป็นความลับ ขอเพียงฮ่องเต้ยังไม่มีราชโองการลงมา ก็จะไม่มีทางให้แพร่งพรายออกไปเด็ดขาด มิเช่นนั้นถึงเวลาคนที่เดือดร้อนคงจะเป็นตระกูลหลิ่วของพวกเขาแทน

 

 

ไทเฮาทอดพระเนตรสำรวจเสนาบดีหลิ่วด้วยความสงสัย เสนาบดีหลิ่วปล่อยให้พระองค์สำรวจด้วยสีหน้าสบายๆ และใสซื่อ จิ้งจอกเฒ่าที่คร่ำหวอดอยู่ในราชสำนักมาตลอดชีวิต หากต้องการปกปิดอันใดแล้ว จะมีรูรั่วให้คนมองออกหรือ

 

 

ท้ายที่สุดไทเฮาจึงทำให้เพียงโบกมือให้ทุกคนถอยออกไปด้วยความหงุดหงิด เมื่อทุกคนต่างถอยออกไปกันหมดแล้ว หมัวมัวที่รับใช้ข้างกายไทเฮาถึงได้เอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า “ไทเฮาเพคะ ท่านว่าเรื่องของฝ่าบาท…”

 

 

ไทเฮาหลับพระเนตรลงเพื่อผ่อนคลาย เอ่ยเรียบๆ ว่า “ข้าถอยกลับไปใช้ชีวิตที่วังหลังเสียนานแล้ว ไฉนเลยจะยุ่งวุ่นวายอันใดได้มาก เรื่องเหล่านี้คงต้องให้ฮองเฮากับขุนนางในราชสำนักเป็นคนจัดการ ยามนี้หลีอ๋องอยู่ที่ใด”

 

 

หมัวมัวเอ่ยเสียงเบาว่า “หลังจากที่หลีอ๋องเจรจาสงบศึกกับฝ่าบาท ก็รับปากว่าปีนี้จะกลับเมืองหลวงมาร่วมอวยพรวันเกิดไทเฮาเพคะ ลองนับเวลาดูแล้ว ยามนี้ท่านหลีอ๋องน่าจะกำลังเดินทางกลับมาแล้วเพคะ”

 

 

ไทเฮาพยักหน้า “ดีมาก ส่งจดหมายไปถึงหลีอ๋องบอกเขาให้รีบกลับเมืองหลวงโดยเร็ว อีกอย่าง คนนั้นที่หลีอ๋องทิ้งไว้ที่เมืองหลวง…ที่ชื่อเยี่ยอิ๋ง ไม่ได้ว่าตั้งครรภ์แล้วหรือ”

 

 

หมัวมัวพยักหน้า “ไทเฮาพูดถูกแล้วเพคะ ชายาเยี่ยคลอดบุตรชายให้ท่านหลีอ๋องแล้วหนึ่งคน ยามนี้น่าจะใกล้ครบขวบปีแล้วเพคะ”

 

 

“ส่งคนไปคอยดูแลหน่อย” ไทเฮาเอ่ยสั่งการ ก่อนโบกมือให้หมัวมัวถอยออกไป เมื่อคิดถึงบุตรชายทั้งสองคนของตน สีพระพักตร์ของไทเฮาก็นิ่งขรึมลงโดยไม่รู้ตัว ผู้ใดต่างก็ว่านางมีวาสนาดี ในขณะที่วังหลังของอดีตฮ่องเต้มีทายาทอยู่น้อยนิด มีนางเพียงคนเดียวที่คลอดบุตรชายออกมาถึงสองคน บุตรชายคนโตก็ได้มาเป็นประมุขแห่งแคว้น ส่วนนางก็ได้ขึ้นเป็นไทเฮาโดยอาศัยพึ่งพิงบุตรชาย แต่ผู้ใดเลยจะรู้ว่า บุตรชายคนโตของนางผู้นี้ เป็นคนขี้ระแวงมาตั้งแต่กำเนิด แม้แต่นางที่เป็นมารดาแท้ๆ ยังคอยกีดกัดทุกวีถีทาง ด้วยกลัวว่าอำนาจของนางจะมากเกินไปจนสามารถข่มขู่เขาได้ หากมิได้เป็นเช่นนี้ นางก็สามารถใช้ชีวิตเป็นไทเฮาได้อย่างสงบ ไม่มีเหตุจำเป็นให้นางต้องร่วมมือกับลูกชายคนเล็กเพื่อเล่นงานฮ่องเต้เลยแม้แต่น้อย หลายปีมานี้ที่ดูเหมือนนางใช้ชีวิตอยู่ในวังอย่างมีเกียรติ แต่เอาเข้าจริงก็ดีแต่เพียงเปลือกนอกเท่านั้น ฮ่องเต้มักจาบจ้วงนางผู้เป็นมารดาเพราะสนมรักของพระองค์อยู่เสมอ อำนาจภายในวังหลัง นางยิ่งมิอาจยื่นมือเข้าไปยุ่งได้ เมื่อเป็นเช่นนี้จะให้ไทเฮาที่เชี่ยวชาญด้านการแก่งแย่งชิงดีมาทั้งชีวิต ทนยอมได้อย่างไร

 

 

เมื่อบอกแยกกับหลิ่วกุ้ยเฟยแล้ว ฮองเฮาก็กลับมาที่ตำหนักของตน สีหน้าที่เคยเรียบเฉย มีแววกังวลและสงสัยออกมาให้ได้เห็น โบกมือสั่งให้นางกำนัลและหมัวมัวที่คอยติดตามข้างกายถอยออกไป

 

 

ฮองเฮาผลักประตูเดินเข้าไปในห้องบรรทมด้านใน เมื่อเข้าไปแล้ว ก็มองสำรวจภายในห้องที่เงียบสงบ พร้อมเดินเข้าไปนั่งลงที่โต๊ะหนังสือ แล้วเอ่ยเรียบๆ ว่า “ออกมาเถิด”

 

 

ผ่านไปครู่หนึ่ง เฟิ่งจือเหยาก็เดินออกมาจากม่านด้านหลังพระแท่นบรรทม มาหยุดมองนางเงียบๆ

 

 

คิ้วเรียวของฮองเฮาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

 

 

เฟิ่งจือเหยาไม่รอให้นางพูดอันใด เอ่ยปากขึ้นก่อนว่า “ข้ามาเอาของสิ่งหนึ่ง แล้วเดี๋ยวจะไป”

 

 

ฮองเฮาอึ้งไป เอ่ยด้วยความไม่เข้าใจว่า “เอาอันใด”

 

 

เฟิ่งจือเหยาเอ่ยว่า “เมื่อแปดปีก่อน ม่อจิ่งฉีได้ให้เจ้าเก็บรักษากล่องหยกขาวกล่องหนึ่งไว้”

 

 

ฮองเฮานิ่งนึกอยู่ครู่หนึ่ง ก็เงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วเอ่ยว่า “เป็นเจ้าที่จับตัวฮ่องเต้ไป?”

 

 

“ใช่” เฟิ่งจือเหยายอมรับ “เจ้าจะเรียกคนมาจับข้าหรือ”

 

 

ฮองเฮาลุกขึ้นสาวเท้าเร็วๆ เข้าไปหาเขา “ลักพาตัวประมุขแคว้น? เจ้าใจกล้าเกินไปหน่อยแล้วกระมัง! ยามนี้ทั้งในเมืองหลวงและวังหลวงล้วนถูกปิดตายไว้หมดแล้ว ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะรับมือสิ่งที่ตามมาอย่างไร”

 

 

เฟิ่งจือเหยาเลิกคิ้วคมขึ้น เอ่ยยิ้มๆ ว่า “ข้าเข้ามาได้ ก็ย่อมออกไปได้ อีกอย่าง…ชีวิตของม่อจิ่งฉียังอยู่ในมือข้าอีกด้วย”

 

 

ฮองเฮาถลึงตามองเขาด้วยความโกรธ ส่ายหน้าเอ่ยว่า “ติดตามติ้งอ๋องมานานเพียงนี้ เจ้าไม่ได้ใช้สมองของตนเองเลยหรือ เจ้าคิดว่าทุกคนหวังอยากให้ฮ่องเต้เสด็จกลับมาได้อย่างปลอดภัยหรือ เกรงว่าคงมีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดอยากให้เจ้าฆ่าเขาเสีย”

 

 

“ข้าก็อยากฆ่าเขาเสียให้ตายๆ ไปจริงๆ!” เฟิ่งจือเหยาเอ่ยอย่างเคียดแค้น

 

 

“เหลวไหล!” ฮองเฮาตรัสว่าเสียงเบา “เรื่องลักพาตัวฝ่าบาทคงมิใช่ความคิดของติ้งอ๋อง ที่เจ้ากลับมาครานี้ต้องการทำสิ่งใด”

 

 

เฟิ่งจือเหยาอึ้งไปเล็กน้อย “ข้าได้รับบัญชาจากพระชายาให้กลับมาเอาดอกปี้ลั่ว”

 

 

“ดอกปี้ลั่ว?” ฮองเฮาขมวดคิ้ว นางไม่รู้เรื่องทางการแพทย์ จึงย่อมไม่รู้ว่าดอกปี้ลั่วมีสรรพคุณเช่นไร จึงตวัดสายตามองเฟิ่งจือเหยาอย่างไม่เห็นขัน “ที่พระชายาส่งเจ้ามานี่ เชื่อว่าคงเป็นของสำคัญมาก แค่ให้คนส่งสารมา คิดว่าข้าจะช่วยพวกเจ้าหาไม่ได้หรือ ต้องให้กลายเป็นเรื่องใหญ่เพียงนี้ เจ้าถึงจะยินดีหรือ”

 

 

เฟิ่งจือเหยาส่งเสียงหึเบาๆ “หากไม่ทำให้เรื่องใหญ่เพียงนี้ ผู้ใดก็อย่าคิดว่าจะหาของสิ่งนั้นเจอเลย ม่อจิ่งฉีให้ความสำคัญกับดอกปี้ลั่วเป็นอย่างมาก ผ่านมาก็หลายปีเช่นนี้ แต่แม้แต่คนที่มอบของสิ่งนั้นให้เขากับหลิ่วกุ้ยเฟยที่เขาโปรดปรานและไว้ใจเป็นที่สุดต่างไม่รู้เรื่องนี้ เข้าจะบอกเจ้าได้อย่างไร อีกอย่าง หากให้เขารู้ว่าเจ้าสืบหาที่อยู่ของดอกปี้ลั่ว ตัวเจ้าเองก็คงพลอยติดร่างแหไปด้วย”

 

 

ฮองเฮาได้แต่ถอนหายใจอย่างจนใจ แล้วเอ่ยถามว่า “ที่พูดเช่นนี้ เจ้าคงรู้แล้วว่าดอกปี้ลั่วอยู่ที่ใด”

 

 

เฟิ่งจือเหยาพยักหน้า “ม่อจิ่งฉีบอกว่า เมื่อแปดปีก่อน เขาได้มอบสิ่งนี้ให้กับเจ้า เป็นกล่องหยกสีขาว เจ้าจำได้หรือไม่”

 

 

ฮองเฮาก้มหน้าใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ก็พยักหน้าเอ่ยว่า “ข้าจำได้แล้ว เจ้ารอก่อน”

 

 

นางหมุนตัวเดินเข้าไปห้องด้านใน ไม่นานก็ถือกล่องหยกที่แกะสลักเป็นลวดลายประณีตงดงามกล่องหนึ่งออกมา นางส่งกล่องหยกขาวให้กับมือเฟิ่งจือเหยา แล้วเอ่ยถามว่า “ใช่สิ่งนี้หรือไม่”

 

 

เฟิ่งจือเหยารับกล่องมาเปิดออกด้วยความระมัดระวัง ภายในมีดอกไม้สีเขียวอ่อนดอกหนึ่งหน้าตาคล้ายดอกโบตั๋นวางอยู่ มองดูประหนึ่งหินหยก แต่เมื่อยื่นมือไปสัมผัสกลีบดอกไม้ กลับรับรู้ได้ถึงความอ่อนนุ่ม ยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ลอยมานั่นอีก ดอกไม้ดอกนี้ถูกเด็ดไว้นานมากแล้ว แต่กลับไม่มีร่องรอยของความเ**่ยวเฉา เสมือนเป็นดอกไม้หยกเสียมากกว่า

 

 

ในใจเฟิ่งจือเหยานึกถึงรูปร่างและลักษณะของดอกปี้ลั่วที่ท่านเสิ่นเคยบอกตนไว้ ก็มั่นใจว่าสิ่งที่อยู่ภายในกล่องหยกขาวนี้ เป็นดอกปี้ลั่วในตำนานจริงๆ

 

 

ฮองเฮาเอ่ยเสียงต่ำว่า “ของสิ่งนี้เจ้านำไปเถิด แล้วรีบปล่อยตัวฝ่าบาทกลับมา จากนั้นก็กลับซีเป่ยไปเสีย”

 

 

เฟิ่งจือเหยาเก็บกล่องให้เรียบร้อย ก่อนจ้องลึกลงไปในดวงตาของฮองเฮา “เจ้าจะอยู่แต่ในวังไปชั่วชีวิตจริงๆ หรือ”

 

 

ฮองเฮาระบายยิ้มบางๆ “หากข้าไม่อยู่ในวังไปชั่วชีวิตแล้วข้าจะไปอยู่ที่ใดได้ รีบไปเถิด ระวังตัวด้วย”

 

 

เฟิ่งจือเหยามองจ้องนาง “เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะฆ่าม่อจิ่งฉีหรือ”

 

 

ฮองเฮาส่ายหน้าพร้อมยิ้มน้อยๆ “เจ้าไม่มีทางทำเช่นนั้นหรอก หากฝ่าบาทสิ้นพระชนม์ยามนี้ ก็มิได้มีข้อดีอันใดกับตำหนักติ้งอ๋อง ถึงแม้ยามนี้จะยังไม่มีคนพูดอันใด แต่เชื่อว่าในราชสำนัก คงจะมีคนเริ่มสังสัยตำหนักติ้งอ๋องกันแล้วไม่น้อย หากฝ่าบาทไม่ได้กลับมาจริงๆ ไม่ว่าจะใช่ตำหนักติ้งอ๋องหรือไม่ สุดท้ายแล้วคนพวกนั้นก็จะต้องผลักความผิดทั้งหมดมาให้ตำหนักติ้งอ๋องอยู่ดี”

 

 

เฟิ่งจือเหยาส่งเสียงหึด้วยความไม่พอใจ แต่ก็มิอาจไม่ยอมรับว่าสิ่งที่ฮองเฮาพูดเป็นความจริง เขาหมุนตัวไปพลางเอ่ยว่า “ข้าไปล่ะ!”

 

 

ฮองเฮาพยักหน้า “ระวังตัวด้วย”

 

 

เฟิ่งจือเหยาเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็หันกลับมายิ้ม “เจ้ารู้หรือไม่ว่าฝ่าบาทของเจ้าจะทำอันใด เขาคิดจะฆ่าล้างตระกูลสวี!”

 

 

ฮองเฮาอึ้งไป พอได้สติกลับมาอีกที ก็ไม่เห็นเงาของเฟิ่งจือเหยาอีกแล้ว ได้แต่เพียงถอนใจออกมาเบาๆ บนใบหน้างดงามปรากฏรอยยิ้มจางๆ อย่างขมขื่น

 

 

เมื่อมีมู่ฉิงชังคอยคุ้มกันยามหลบหนีและเฟิ่งจือเหยาเองก็เป็นยอดฝีมือ ระหว่างทางถึงแม้จะมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา แต่ก็สามารถหลบหนีออกมาได้โดยไม่ถูกพบตัวแม้แต่น้อย

 

 

ทั้งสองกลับมาถึงสถานที่ที่ซ่อนตัวม่อจิ่งฉีไว้ เหลิ่งเฮ่าอวี่นั่งอยู่ภายในห้อง คอยจับตาดูม่อจิ่งฉีพลางรอฟังข่าวพวกเขา

 

 

เมื่อเห็นพวกเขากลับเข้ามา เหลิ่งเฮ่าอวี่ก็รีบลุกขึ้นเอ่ยถามว่า “ได้ของมาหรือไม่”

 

 

เฟิ่งจือเหยายกกล่องให้มือให้ดู “ได้น่ะได้มาอยู่หรอก แต่ภายในเป็นของจริงหรือไม่คงต้องให้ฝ่าบาทยืนยันด้วยตนเองถึงจะดี”

 

 

ม่อจิ่งฉีเอ่ยถามด้วยสีหน้าบึ้งตึงว่า “ของเจ้าก็ได้มาแล้ว เจ้าคิดจะทำอันใดอีก”

 

 

เฟิ่งจือเหยายิ้ม “ข้าคนนี้เป็นโรคขี้ระแวงอย่างหนัก ได้ยินว่าดอกปี้ลั่วไม่เพียงเป็นยาวิเศษ แต่ยังเป็นยาที่สามารถรักษาบาดแผลได้อย่างน่าอัศจรรย์ แค่ใช้เพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้บาดแผลสมานกันได้อย่างรวดเร็ว ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่”

 

 

ม่อจิ่งฉีอึ้งไป จ้องเขม็งไปยังกริชในมือเฟิ่งจือเหยาที่ยืนถือไปมาอยู่ “เจ้าคิดจะทำอันใด”

 

 

เฟิ่งจือเหยาส่งยิ้มชั่วร้ายไปทางเขา “แน่นอนว่าคงต้องเชิญฝ่าบาทให้ทดลองสรรพคุณของดอกปี้ลั่วนี้ด้วยพระองค์เอง ของที่พวกเราเสียเวลาเสียแรงไปกว่าจะได้มานี้ หากเกิดเป็นของปลอมขึ้นมาจะไม่ถูกหัวเราะเยาะไปทั่วหรือ”

 

 

ม่อจิ่งฉีกัดฟันเอ่ยว่า “ข้ารับประกันว่าเป็นของจริง!”

 

 

เฟิ่งจือเหยาส่ายหน้า “การรับประกันของฝ่าบาทนั้นเชื่อถือไม่ได้” กริชในมือฟันเข้าที่แขนของม่อจิ่งฉีอย่างไม่ลังเล

 

 

ม่อจิ่งฉีส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด เลือดสดๆ ไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย

 

 

นัยน์ตาเฟิ่งจือเหยาเป็นประกายอย่างนึกสนุก เอามีดในมือชี้ไปทางดอกปี้ลั่วในกล่องหยกขาวอย่างอารมณ์ดี “ของสิ่งนี้ใช้อย่างไรน้า อ้อ ดูเหมือนจะว่ากันว่าต้องใช้มีดตัดออกมาบดเป็นผงเสียก่อน ดอกไม้ที่งดงามเช่นนี้ หากโดนตัดเสียก็คงไม่มีราคา ตัดตรงด้านล่างมาลองดูก็แล้วกัน”

 

 

ม่อจิ่งฉีรีบเอ่ยว่า “อย่าใช้กริช ดอกปี้ลั่วต้องใช้กล่องหยกเก็บรักษาไว้เท่านั้นถึงจะไม่เสียฤทธิ์ยา และก็ต้องใช้มีดหยกตัดออกมาเช่นกัน”

 

 

“อ้อ ขอบพระทัยที่ทรงชี้แนะ” เฟิ่งจือเหยาเก็บกริชกลับ พร้อมเก็บดอกปี้ลั่วกลับเข้ากล่อง ก่อนหันไปเอ่ยกับเหลิ่งเฮ่าอวี่ว่า “มียาจินชวงมาหรือไม่ ใส่ให้เขาหน่อยก็แล้วกัน”

 

 

เหลิ่งเฮ่าอวี่เลิกคิ้วขึ้น หยิบยาจิงชวงออกมาสาดใส่แผลของม่อจิ่งฉีเงียบๆ

 

 

ม่อจิ่งฉีเจ็บจนหน้าขาวซีด ถลึงตาดุๆ มองเฟิ่งจือเหยา “ข้าไม่มีทางปล่อยพวกเจ้าไปแน่!”

 

 

เฟิ่งจือเหยายิ้มเยาะ “หากมีเวลามาข่มขู่พวกข้า สู้เอาไปคิดเสียดีกว่าว่าท่านจะกลับเมืองหลวงอย่างไร เท่าที่ข้ารู้ คนที่ไม่อยากให้เจ้ากลับไปก็มีอยู่ไม่น้อย ได้ยินว่าไทเฮาได้ให้คนไปส่งจดหมายหาหลีอ๋อง บอกให้หลีอ๋องรีบเดินทางกลับเมืองหลวง ดูท่าฮ่องเต้ของพวกเราก็เป็นคนที่บิดาไม่รัก มารดาก็ชังเช่นกันกระมัง”

 

 

“เจ้า!” ม่อจิ่งฉีถูกเขาแทงเข้าจุดที่เจ็บอยู่พอดี แต่เมื่ออยู่ในกำมือผู้อื่นเช่นนี้จึงทำอันใดไม่ได้

ชายาเคียงหทัย

ชายาเคียงหทัย

หลังถูกน้องสาวร่วมบิดาแทงข้างหลัง ทำให้ เยี่ยหลี คุณหนูสามแห่งจวนตระกูลเยี่ยถูกถอนหมั้นจาก ม่อจิ่งหลี ท่านอ๋องรูปงามแห่งเมืองหลวง แต่นางก็ยังมองโลกในแง่ดี หวังว่าตนจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปอีกสักสองสามปี ทว่าเหตุไฉนสามวันให้หลัง ฝ่าบาทถึงได้พระราชทานสมรสให้นางอีกครั้งเล่า! การแต่งงานครั้งนี้แม้ฉากหน้าจะดูเหมือนเป็นเรื่องที่น่ายินดีนัก แต่คนที่นางต้องอภิเษกสมรสด้วยกลับเป็น ม่อซิวเหยา ท่านอ๋องพิการไร้ประโยชน์ อีกทั้งยังมีรูปโฉมอัปลักษณ์ เล่าลือกันว่าเขาเคยผ่านการแต่งงานมาแล้วถึงสองครา ทว่าหญิงสาวทั้งสองคนที่เขาสมรสด้วยกลับต้องมีอันเป็นไปภายหลังจากการแต่งงานได้ไม่นาน แต่ช้าก่อน…บุรุษที่แสนอ่อนโยนและเก่งกาจตรงหน้านางนี้น่ะหรือคือม่อซิวเหยา บุรุษที่กล่าวกันว่าเป็นคนน่ากลัว ไร้ค่า ไม่ได้เรื่องได้ความคนนั้น นี่คงมีอะไรที่เข้าใจผิดไปแล้วกระมัง

Comment

Options

not work with dark mode
Reset