ชายาเคียงหทัย – ตอนที่ 216-2 ตัดขาด

“ฮ่าๆ…” จู่ๆ ก็มีเสียงหัวเราะดังก้องขึ้นที่ตำแหน่งประธาน ม่อซิวเหยาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ทำปานประหนึ่งได้ยินเรื่องที่น่าขันอย่างยิ่งกระนั้น ถึงหัวเราะจนทิ้งตัวลงไปกับเก้าอี้ จนเมื่อหัวเราะจนหนำใจแล้ว ม่อซิวเหยาถึงได้กลับขึ้นมานั่งพิงไหล่เยี่ยหลี โค้งตัวลงมองเจ้ากรมพิธีการที่พยายามรักษาท่าทางให้นิ่งขรึม ก่อนเลิกคิ้วเอ่ยว่า “ยึดแซ่ประจำแคว้น? เจ้าปัญญาอ่อนม่อจิ่งฉีนั่นลืมไปแล้วหรือไร แซ่ของข้ามิใช่แซ่ที่เขาพระราชทาน แต่แค่เพียงบังเอิญมีบรรพบุรุษคนเดียวกันกับเขาเท่านั้น”

 

 

“ท่านบังอาจนัก! ถึงขั้นกล้ากล่าวถึงฮ่องเต้โดยใช้วาจาไม่เคารพเยี่ยงนี้เชียวหรือ!” ถึงแม้เจ้ากรมพิธีการจะโกรธจัด แต่สีหน้ากลับดูมีความประดักประเดิดอยู่หลายส่วน ตั้งแต่ต้าฉู่สถาปนาแคว้นขึ้นมา ก็ยึดถือหลักของความกตัญญูต้องมาก่อน แซ่ของบรรพบุรุษ นอกจากทำคุณูปการอันใหญ่หลวงจนได้รับพระราชทานแซ่แล้ว ผู้ใดก็มิอาจเปลี่ยนแซ่ของตนได้ รวมถึงฮ่องเต้ด้วยเช่นกัน ต่อให้กระทำความผิดอย่างใหญ่หลวงจนโดนสั่งประหารเก้าชั่วโคตร ก็มิอาจเปลี่ยนแซ่ของผู้ที่กระทำความผิดตามอำเภอใจได้

 

 

อีกทั้ง เดิมทีม่อซิวเหยาก็แซ่ม่ออยู่แล้ว ซึ่งมิใช่แซ่ที่ได้รับพระราชทานจากฝ่าบาท อีกอย่าง ถึงแม้ทั้งสองตระกูลจะมีต้นกำเนิดเดียวกัน แต่ตั้งแต่สมัยองค์ปฐมฮ่องเต้เป็นต้นมา ก็ต่างคนต่างสร้างศาลบรรพชนเป็นของตนเอง ม่อซิวเหยากับม่อจิ่งฉีถึงแม้จะแซ่เดียวกัน แต่ก็ถือว่ามิได้กราบไหว้บรรพบุรุษคนเดียวกัน

 

 

ม่อจิ่งหลีมีอำนาจที่จะขับไล่ท่านอ๋องและญาติพี่น้องเชื้อพระวงศ์ทุกคนออกจากตระกูลได้ แต่ก็มิอาจทำอันใดม่อซิวเหยาได้

 

 

ต่อให้เจ้ากรมพิธีการจะรู้สึกประดักประเดิดเพียงใด ก็มิอาจยอมทนให้ม่อซิวเหยาใช้วาจาลบหลู่ฮ่องเต้ว่าเป็นคนปัญญาอ่อนได้

 

 

ม่อซิวเหยาเลิกคิ้วขึ้นเรียบๆ หาได้ใส่ใจท่าทีโกรธเกรี้ยวของเจ้ากรมพิธีการแม้แต่น้อยไม่ คนที่ถูกม่อจิ่งฉีส่งมาตายถึงซีเป่ยได้นั้น เห็นได้ชัดว่ามิใช่บุคคลสำคัญอันใด มีความเป็นไปได้แปดส่วนที่เขาจะเป็นเจ้ากรมพิธีการที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งใหม่

 

 

ม่อซิวเหยาไม่ถือสาเขา แต่ผู้บัญชาการกองทัพตระกูลม่อที่อยู่ด้านล่างต่างอดใจไว้ไม่อยู่ พากันตะโกนด่าทอกันไม่ได้หยุด

 

 

ชายชราอาวุโสที่มาจากค่ายทหาร ย่อมมิได้ใช้คำด่าทอที่สวยหรูดังเช่นบัณฑิตที่อยู่ในราชสำนัก คำหยาบคายใดๆ ก็ล้วนกล้าให้ออกมาจากปากตนทั้งสิ้น เกรงว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาของม่อจิ่งฉี คงไม่เคยถูกด่าด้วยคำหยาบคายมากเช่นคืนนี้มาก่อน

 

 

ม่อซิวเหยามองดูผู้บัญชาการทหารก่นด่าอย่างไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้นด้วยท่าทีสบายๆ เพราะถึงอย่างไรเมื่อพิธีการในงานเลี้ยงครบเดือนของม่อตัวน้อยจบลง ส่วนที่เหลือก็เป็นเวลาสำเริงสำราญอยู่แล้ว

 

 

ทางด้านล่าง เหลยเถิงเฟิงที่นั่งอยู่ข้างเจิ้นหนานอ๋อง ขมวดคิ้วเอ่ยถามเสียงเบาว่า “เสด็จพ่อ ท่านว่าติ้งอ๋องหมายความเช่นไร”

 

 

หากเรื่องวุ่นวายที่เกิดจากม่อจิ่งฉีแพร่ออกไป ก็คงไม่ดีต่อชื่อเสียงของม่อซิวเหยานัก หากม่อซิวเหยาคิดอยากขัดขวางไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้น พวกคณะที่มาถ่ายทอดราชโองการนั่นก็ไม่มีทางเข้ามาได้อยู่แล้ว ท่าทีของม่อซิวเหยาในยามนี้ ไม่เพียงไม่คิดจะขัดขวาง แต่ยังดูเป็นการราดน้ำมันลงบนกองเพลิงอีกด้วย ซี่งทำให้เหลยเถิงเฟิงไม่เข้าใจว่า ที่ม่อซิวเหยาทำเช่นนี้เพราะคิดจะทำสิ่งใดกันแน่

 

 

เจิ้นหนานอ๋องหรี่ตาลงเล็กน้อย กวาดตามองม่อซิวเหยาที่นั่งอยู่บนตำแหน่งประธานโดยมีรอยยิ้มประดับอยู่ตรงริมฝีปากเล็กน้อย แต่แววตากลับมีไอเย็นแผ่ออกมา แล้วจึงเลื่อนสายตาไปยังเยี่ยหลี เยี่ยหลีนั่งนิ่งๆ อยู่ข้างกายม่อซิวเหยา มองเหตุการณ์วุ่นวายตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย ปานประหนึ่งไม่มีความโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย

 

 

เจิ้นหนานอ๋องย่อมรู้ดีว่า เยี่ยหลีมิใช่สตรีที่ไม่มีอารมณ์ ในความเป็นจริง แค่เพียงน้อยครั้งนักที่นางจะแสดงความโกรธออกมาให้เห็น แต่เมื่อใดก็ตามที่นางโกรธขึ้นมาจริงๆ อย่าว่าแต่สตรีเลย บุรุษโดยมากในใต้หล้านี้ ก็ยากจะรับไหว

 

 

ส่วนคนตระกูลสวีทุกคนที่นั่งอยู่ก็ดูค่อนข้างนิ่งสงบเช่นเดียวกัน แม้แต่คุณชายสามกับคุณชายห้าตระกูลสวีที่เป็นคนอารมณ์ร้อนที่สุดยังนั่งดื่มสุราต่อไปเงียบๆ ประหนึ่งเรื่องไม่เกี่ยวกับตนกระนั้น

 

 

เจิ้นหนานอ๋องนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนในใจจะกระตุกแล้วเอ่ยเสียงขรึมว่า “เกรงว่า…ม่อซิวเหยาคงคิดจะแตกหักกับต้าฉู่จริงๆ เสียแล้ว”

 

 

เรื่องนี้สำหรับซีหลิงหาใช่ข่าวดีไม่ ถึงแม้ซึหลิงและแม้กระทั่งเป่ยหรงและหนานจ้าว ล้วนพยายามอย่างเต็มที่ที่จะแยกราชวงศ์ต้าฉู่กับตำหนักติ้งอ๋องให้ออกห่างจากกัน แต่ก็ไม่คาดหวังให้ทั้งสองฝ่ายต้องแตกหักกันจริงๆ หากว่าตำหนักติ้งอ๋องและกองทัพตระกูลม่อเป็นดาบที่คมกล้าหาใดเปรียบแล้ว เช่นนั้นต้าฉู่ก็คือดาบที่เริ่มมีรอยสนิมขึ้นเกาะ แต่ในยามจำเป็นดาบนั้นก็ยังพอสามารถควบคุมตำหนักติ้งอ๋องและกองทัพตระกูลม่อได้บ้าง ซึ่งช่วยให้คนที่ถูกดาบอันคมกล้าเล่มนี้บีบจนไร้ซึ่งทางถอย ได้มีโอกาสได้หายใจหายคอและตอบโต้กลับบ้าง

 

 

เช่นเดียวกับยามนั้นที่ม่อซิวเหยานำทัพไปปราบทางใต้ หากมิใช่เพราะถูกราชสำนักสั่งห้ามไว้ ยามนี้เกรงว่าแคว้นหนานจ้าว ต่อให้ไม่แคว้นแตกและคนในตระกูลล้มตาย ก็เกรงว่าคงเหลือเพียงชื่อเท่านั้นแล้ว

 

 

แต่เมื่อใดก็ตามที่กองทัพตระกูลม่อแยกตัวออกจากการควบคุมของต้าฉู่จริง เมื่อนั้นก็จะเป็นดั่งดาบกล้าที่ไร้ฝัก ยามใดที่มันคิดอยากฟาดฟันไปที่ใดก็ตามนั้น จะต้องนำมาซึ่งความเสียหายและกลิ่นคาวเลือดอย่างไม่อาจหลบเลี่ยงได้ และไม่มีผู้ใดสามารถห้ามปรามได้เช่นกัน

 

 

เหลยเถิงเฟิงอึ้งไป ตัวเขาที่มีฐานะเป็นเจิ้นหนานอ๋องซื่อจื่อย่อมเข้าใจถึงความสำคัญที่แฝงอยู่ในเรื่องนี้ เพียงแต่เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดม่อซิวเหยาถึงได้เลือกตัดขาดกับต้าฉู่ในยามนี้ ก่อนหน้านี้ยามที่กองทัพตระกูลม่อลำบากฟาดฟันอยู่ในสนามรบ แล้วถูกม่อจิ่งฉีลอบใช้มีดแทงข้างหลังนั้น ม่อซิวเหยากลับนิ่งเฉยไม่ทำอันใด หลังจากเยี่ยหลีตกหน้าผาไป ถึงแม้ม่อซิวเหยาจะสังหารทหารทั้งเจ็ดพันนายและเข้ายึดครองพื้นที่ทางซีเป่ย แต่ก็มิได้ลงมือทำอันใดจริงๆ จังๆ แม้แต่ยามที่ม่อจิ่งฉีมีราชโองการยึดตำแหน่งอ๋องของเขาไป เขาก็ไม่แม้แต่จะสนใจ

 

 

แต่มาในวันนี้…เมื่อได้เห็นเหตุการณ์ตรงหน้า เหลยเถิงเฟิงถึงได้เข้าใจว่า ม่อซิวเหยาคงไม่คิดจะอดทนต่อไปอีกแล้ว ด้วยเพราะตระกูลสวีหรือ? เมื่อหันไปมองคนตระกูลสวีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าเรียบเฉย ตั้งแต่ท่านชิงอวิ๋นที่ผมขาวโพลนจนคนที่อายุน้อยที่สุดอย่างคุณชายห้าตระกูลสวี ทุกคนล้วนเป็นยอดบุรุษที่มีรัศมีเหนือคนธรรมดาทั่วไป แต่หากจะว่า ที่ม่อซิวเหยาคิดจะแตกหักกับม่อจิ่งฉีอย่างเป็นทางการด้วยเพราะพวกเขาแล้ว ก็ออกจะฟังไม่ขึ้นสักเท่าไร เพราะถึงอย่างไรคนตระกูลสวีก็มาอยู่ซีเป่ยได้ระยะหนึ่งแล้ว

 

 

เจิ้นหนานอ๋องหัวเราะเสียงเย็น เอ่ยเรียบๆ ว่า “ม่อซิวเหยาพูดถูก ม่อจิ่งฉีเป็นคนโง่เขลาจริงๆ เขาหลงกลม่อซิวเหยาเสียแล้ว สิ่งที่ม่อซิวเหยารออยู่ก็คือ ให้เขาลงมือหาเรื่องก่อน!”

 

 

ด้วยความหยิ่งทระนงของกองทัพตระกูลม่อ เมื่อถูกม่อจิ่งฉีดูหมิ่นเช่นนี้ หากไม่ลงมือทำอันใดสิถึงจะแปลก

 

 

ท่ามกลางเสียงตะโกนก่นด่าที่ดังอึ้ออึง ม่อซิวเหยายกมือขึ้นด้วยท่าทีสงบ แล้วเสียงตะโกนก่นด่าของทหารในกองทัพตระกูลม่อก็เงียบกริบลงทันที ทุกคนต่างหันมองไปท่านม่อซิวเหยาที่ค่อยๆ ลุกยืนขึ้น และเยี่ยหลีที่ค่อยๆ ลุกยืนขึ้นตาม ทั้งสองยืนเคียงคู่กันอยู่บนมุมสูง ทำให้ทุกคนเกิดความรู้สึกเคารพยำเกรงขึ้นทันที

 

 

ม่อซิวเหยามองเจ้ากรมพิธีการที่โกรธจนหน้าขาวซีดด้วยใบหน้าที่ประดับรอยยิ้มอันเย็นเยียบ จากนั้นก็เลื่อนสายตาไปกวาดมองม่อจิ่งหลี

 

 

ม่อจิ่งหลีใจกระตุกวาบขึ้นมาทันที จ้องเขม็งไปที่ม่อซิวเหยา มือที่อยู่ด้านหลังลอบกำเข้าหากันแน่น ม่อซิวเหยา เจ้าคิดจะทำอันใดกันแน่

 

 

แล้วก็ได้ยินม่อซิวเหยาเอ่ยขึ้นว่า “สิ่งที่ม่อจิ่งฉีอยากจะพูดนั้น ข้าได้ยินชัดเจนหมดแล้ว วันนี้ทุกคนมารวมกันอยู่ที่นี่พอดี ข้าก็มีเรื่องที่จะขอพูดสักหน่อย เมื่อฟังจบแล้ว ก็ช่วยนำกลับไปพูดให้ม่อจิ่งฉีฟังโดยอย่าให้ตกหล่นแม้สักคำเดียวเถิด”

 

 

ด้านหลัง จั๋วจิ้งเดินนำม้วนกระดาษสีเหลืองสดม้วนหนึ่งขึ้นมา ม่อซิวเหยามองดูเล็กน้อย ก่อนโยนลงไปทางด้านล่างโดยไม่แม้แต่จะเปิดออก “เฟิ่งซาน อ่าน!”

 

 

เฟิ่งจือเหยาที่ดื่มสุราอยู่กับจางฉี่หลันถลึงตัวกระโดดขึ้นทันที ชุดสีแดงสดสะบัดพลิ้วอยู่กลางอากาศประหนึ่งดอกไม้สีแดงที่ร่วงลงตรงกลาง พร้อมมือที่คว้าเอาม้วนกระดาษสีเหลืองสดนั้นไว้

 

 

“ม่อจิ่งฉีโง่เขลาเบาปัญญา ไร้ซึ่งคุณธรรม ใส่ร้ายผู้ที่จงรักภักดี เป็นประมุขแต่ไม่ใส่ใจความสงบร่มเย็นของแว่นแคว้น สมคบคิดกับแคว้นศัตรูวางแผนทำร้ายอดีตติ้งอ๋อง ม่อหลิวเหวิน จนต้องสิ้นชีพอยู่ที่ชายแดน ทหารกองทัพตระกูลม่อนับหมื่นต้องเสียชีวิตอย่างไร้ซึ่งความผิด จากนั้นยังได้สมคบคิดกับแคว้นศัตรู หมายจะเอาชีวิตข้าจนถึงตาย ราชวงศ์ต้าฉู่มีความแค้นกับกองทัพตระกูลม่อในฐานที่สังหารเสด็จพ่อและเสด็จพี่ ต่อมายังมีความโกรธแค้นจากการใช้เล่ห์เหลี่ยมใส่ร้ายกองทัพตระกูลม่อที่จงรักภักดีต่อต้าฉู่มาทุกยุคทุกสมัย ทำให้ต้องล้มตายกันไปเป็นจำนวนมาก วันนี้เมื่อถูกดูหมิ่นเช่นนี้ ก็ทำให้โกรธแค้นจนถึงที่สุด ทำให้วีรบุรุษที่เสียชีวิตไปก่อนได้รับความอับอายจนยากจะทำใจให้สงบ ดังนั้น ขอใช้ด่านเฟยหงเป็นเส้นแบ่งเขต กองทัพตระกูลม่อกับต้าฉู่จะแบ่งเขตกันปกครองอย่างชัดเจน ตัดขาดกันนับแต่บัดนี้ไป!”

 

 

ยามที่เฟิ่งจือเหยาอ่านเนื้อความในม้วนกระดาษสีเหลือง ดูเขาจะใส่กำลังภายในเข้าไปด้วย ไม่ต้องพูดถึงด้านบนกำแพงเมืองที่เงียบกริบอยู่ก่อนแล้ว แม้แต่บนถนนที่อยู่ไกลออกไปก็เงียบกริบลงทันทีเช่นกัน น้ำเสียงที่กังวานก้องและหนักแน่นของเฟิ่งจือเหยาจึงดังก้องไปทั่วกว่าครึ่งเมืองหรู่หยาง

 

 

“ฮ่องเต้แห่งต้าฉู่สังหารบิดาและพี่ชายของข้า หมิ่นเกียรติวีรบุรุษของข้า ข้าขอตัดขาดกับราชวงศ์ต้าฉู่ตั้งแต่บัดนี้ไป ไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกันอีก!” สุดท้าย น้ำเสียงของม่อซิวเหยาดังลอยไปทั่วทั้งเมืองหรู่หยาง

 

 

ด้านบนกำแพงเมือง ทหารกองทัพตระกูลม่อต่างลุกขึ้นเอ่ยสรรเสริญในความหลักแหลมของท่านอ๋อง

 

 

ส่วนม่อจิ่งหลีที่อยู่อีกด้าน แววตาเต็มไปด้วยความสับสน ส่วนเจ้ากรมพิธีการที่ก่อนหน้านี้ยังมีสีหน้าบึ้งตึง ยามนี้กลับขาวซีด ร่างกายโงนเงนจะล้มแหล่มิล้มแหล่

ชายาเคียงหทัย

ชายาเคียงหทัย

หลังถูกน้องสาวร่วมบิดาแทงข้างหลัง ทำให้ เยี่ยหลี คุณหนูสามแห่งจวนตระกูลเยี่ยถูกถอนหมั้นจาก ม่อจิ่งหลี ท่านอ๋องรูปงามแห่งเมืองหลวง แต่นางก็ยังมองโลกในแง่ดี หวังว่าตนจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปอีกสักสองสามปี ทว่าเหตุไฉนสามวันให้หลัง ฝ่าบาทถึงได้พระราชทานสมรสให้นางอีกครั้งเล่า! การแต่งงานครั้งนี้แม้ฉากหน้าจะดูเหมือนเป็นเรื่องที่น่ายินดีนัก แต่คนที่นางต้องอภิเษกสมรสด้วยกลับเป็น ม่อซิวเหยา ท่านอ๋องพิการไร้ประโยชน์ อีกทั้งยังมีรูปโฉมอัปลักษณ์ เล่าลือกันว่าเขาเคยผ่านการแต่งงานมาแล้วถึงสองครา ทว่าหญิงสาวทั้งสองคนที่เขาสมรสด้วยกลับต้องมีอันเป็นไปภายหลังจากการแต่งงานได้ไม่นาน แต่ช้าก่อน…บุรุษที่แสนอ่อนโยนและเก่งกาจตรงหน้านางนี้น่ะหรือคือม่อซิวเหยา บุรุษที่กล่าวกันว่าเป็นคนน่ากลัว ไร้ค่า ไม่ได้เรื่องได้ความคนนั้น นี่คงมีอะไรที่เข้าใจผิดไปแล้วกระมัง

Comment

Options

not work with dark mode
Reset