ชีวิตใหม่ในดราโทก้า ดินแดนมังกร – ตอนที่ 32: ภาค 2 ตอนที่ 9 เรื่องต้องคิดที่เพิ่มขึ้น

พอประกาศแบบนั้นออกไปคนภายในนั้นก็สับสนกันเล็กน้อยและซุบซิบกันไปมา แต่ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรแล้วรอให้พวกเขาคุยกันไป ใช่ ถ้าพวกเขาเข้าร่วมกลุ่มทหารรับจ้างฟิว ก็จะเข้าล็อกตามเดิมคือทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม แล้วจะช่วยดูแลครอบครัว

ตามปกติคือทุกสัปดาห์จะให้แฟลชเอาของไปส่งให้กับครอบครัวคนในกลุ่ม ซึ่งก็คือเงินและจดหมาย เพื่อที่ว่าออกไปหางานทำไกลแค่ไหนก็ติดต่อหากันได้ และส่งเงินเลี้ยงดูได้ด้วย และถ้าคนในกลุ่มตายจะเก็บทรัพย์สมบัติทั้งหมดไว้ให้ ก่อนจะส่งกลับไปพร้อมกับเงินก้อนจำนวนหนึ่ง เพื่อให้ตั้งตัวต่อได้ อะไรทำนองนั้น

แต่ถ้าเป็นคนเร่ร่อนแถมยังเยอะขนาดนี้คงต้องปรับเปลี่ยนนิดหน่อย แต่ก็น่าจะพอได้อยู่ เหลือแค่ว่าพวกเขาจะตกลงรึเปล่า ถ้าไปในทางเดียวกันก็จะจัดการตามแผนและช่วยเต็มที่ ในตอนนั้น คนที่เล่าเรื่องตัวเองก็อาสาเป็นคนของกลุ่มถามขึ้นมาอีกครั้ง

 

“งานที่ว่านี่…ยังไงเหรอ”

 

“เป็นทหารรับจ้างก็ต้องงานเกี่ยวข้องกับการต่อสู้อยู่แล้วสิ! ใช่ไหมหัวหน้า!!”

 

แต่คนตอบดันเป็นสมาชิกคนหนึ่งในกลุ่มซึ่งเขาเป็นพวกอารมณ์ร้อนและรีบพูดจาเกินไปหน่อย แต่ก็เป็นคนที่กระตือรือร้นดี ส่วนอายุก็น่าจะสิบปลาย ๆ นี่เอง

เพราะคำพูดของเขายิ่งทำให้คนอื่นตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิม แน่อยู่แล้วแต่เดิมพวกเขาเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา อาจจะมีจับอาวุธบ้างแต่ก็ไม่ได้ชำนาญ แต่เดิมพวกเขาคงเป็นเจ้านายของพวกเราด้วยซ้ำ ถ้าจู่ ๆ จะบอกให้จับอาวุธเพื่อเลี้ยงปากท้องเป็นหลักก็ต้องสับสนเป็นธรรมดา

 

“ถ้าโดยส่วนใหญ่ก็ใช่ จะผู้ชายหรือผู้หญิง ถ้าพร้อมจะสู้ก็จะให้สู้ แต่ถ้าไม่…ฉันจะหางานอย่างอื่นให้เอง”

 

คำพูดที่เหมือนพยายามปลอบประโลมของฉันนั้นมาจากความใจอ่อน ยังมีเด็กตัวเล็ก ๆ อยู่เลย…ถ้าเลือกได้ก็คงไม่อยากเสี่ยงอันตรายกันหรอก แต่ว่าถ้ามัวแต่ใจอ่อนก็คงไม่มีอะไรคืบหน้า พวกเราไม่กี่สิบคนก็ต้องดูแลครอบครัวตัวเองเป็นทุนเดิม จะให้เลี้ยงดูคนอื่นน่ะไม่ได้หรอก

เพราะฉะนั้น

 

“ในระหว่างที่ยังคิดไม่ออกว่าจะให้ทำงานอะไร ฉันขออย่างน้อยบ้านละ 1 คน หรือจะยังไงก็ได้ให้คิดว่าจะดูแลกันเองรอด ถึงจะเป็นกลุ่มแต่พวกเราก็เลี้ยงดูทุกคนไม่ไหวหรอกนะ”

 

ความอึกทึกกลับมาปกคลุมไปทั่วอีกหน สำหรับคนเร่ร่อนพวกนี้มันก็เหมือนกับการบังคับให้เลือดตัดสินใจเส้นทางชีวิต จะลังเลหรือกังวลก็ไม่แปลกหรอก แต่ว่า…ถ้ามากเกินไปก็คงน่ารำคาญไม่น้อย ฉันจึงสูดหายใจเข้าลึก และพูดออกมาเสียงดังฟังชัดราวกับดุด่าพวกเขา

 

“มัวลังเลอะไรกัน! มีสิ่งที่ต้องปกป้องอยู่ไม่ใช่รึไง!!”

 

ทุกคนตัวสะดุ้งโหยงและหน้าเหวอเมื่อได้ยินเสียงที่ยังคงดูเป็นเด็กของฉันตะคอกใส่ และเพราะที่นี่คือบนเรือซึ่งมีแต่พวกเราจะเสียงดังแค่ไหนก็ไม่มีปัญหา และไม่ปล่อยให้ใครเถียงอะไรฉันก็พูดต่อทันที

 

“จะเอาตัวเองไปเสี่ยงในสนามรบที่อาจจะตายคนเดียวเพื่อเลี้ยงปากท้องคนที่อยู่ด้านหลัง หรือจะกลัวหัวหดแบบนั้นแล้วเร่ร่อนจนอดตายมันทั้งบ้าน ฉันกำลังถามคำถามแบบนั้นอยู่นั่นแหละ”

 

เมื่อตะโกนจนรู้สึกคอแห้งก็ตัดสินใจว่าจะไปพักสักหน่อย จึงถอนหายใจออกมาและบอกย้ำอีกครั้งก่อนจะเดินออกไป

 

“ฉันจะไปพักสักหน่อย รีบตัดสินใจซะ”

 

และในขณะที่ร่างของฉันกำลังจะพ้นจากสายตาพวกเขา ฉันก็นึกบางอย่างได้และพูดขึ้นมาลอย ๆ ราวกับคุยคนเดียว แต่ก็เสียงดังพอที่ทุกคนจะได้ยิน

 

“คนที่ตัวเองรักถ้าไม่ปกป้องด้วยมือของตัวเอง แล้วใครจะมาปกป้องกัน”

 

และฉันก็เดินออกไปโดยไม่หันหลังกลับไปมอง ไม่รู้ว่าพวกเขาจะมองฉันด้วยสายตาแบบไหน จะคิดกับฉันยังไง นั่นไม่ใช่เรื่องของฉัน ไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องสน ถึงจะใจอ่อนและอยากช่วยเหลือทุกคน แต่ฉันก็ไม่อยากจะให้ท้ายคนไม่ยอมทำอะไรด้วยตัวเองหรอกนะ

และหลังจากนั้นไม่กี่นาทีตอนที่กำลังสูดบรรยากาศของลมกับกลิ่นทะเล ก็มีข่าวดีจากโบลมา ว่าพวกเขาส่งผู้ชายที่ทำงานได้มาร่วมกลุ่ม ทั้งยังจะจัดการบริหารเงินในส่วนครอบครัวของตัวเอง ควบคู่ไปกับช่วยเหลือบ้านที่ไม่มีผู้ชายเหลืออยู่

อ๊ะ ลืมคิดเรื่องแบบนั้นไปเลย…แต่ถ้าพวกเขาว่าแบบนั้นก็รวมไปด้วยเลยแล้วกัน อีกหน่อยคงต้องคิดวิธีอื่นบ้างแล้วเพื่อหาเงินเลี้ยงตัวเอง เพราะเราต้องทำให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้มีใครต้องตาย อดตายนี่ยิ่งแล้วใหญ่เลย แต่ตอนนี้ต้องจัดการอะไรอีกหน่อยล่ะนะ

 

“อืม โบล พาคนในกลุ่มส่วนหนึ่งดูแลคนที่ต่อสู้ไม่ได้อยู่ที่เรือนี่ อีกส่วนออกไปหางานทำเหมือนเดิมพร้อมกับสอนสิ่งต่าง ๆ ให้สมาชิกใหม่ด้วย”

 

“เข้าใจแล้ว…แล้วเธอจะไปไหน”

 

โบลขมวดคิ้วด้วยความสงสัยก่อนจะถามออกมา ก็ไม่แปลกที่จะงงเพราะถ้าแบบนั้นไม่เห็นต้องสั่งเลย แต่ฉันก็ยิ่งให้และตอบกลับไป

 

“ไปหาบ้านให้พวกเขาไง…แค่คนเดียวก็พอแล้ว”

 

——————————- ———————–

 

หลังจากที่เถียงกันอยู่พักใหญ่โบลก็ยอมทำตามสักที ฉันส่งแฟลชให้อยู่กับกลุ่มของโบล และตัวเองแยกออกมากับอิกนิสกันเพียงสองคน มุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงของฟัวกรา…เพื่อเข้าเฝ้าราชา

และไม่กี่วันเราก็มาถึง

 

“เงยหน้าขึ้นเถอะ หัวหน้าของกลุ่มทหารรับจ้างฟิว”

 

“ค่ะ!”

 

ไม่ชอบการอยู่ต่อหน้าคนใหญ่คนโตเลย เพราะว่าต้องพูดจาสุภาพ รู้สึกขนลุกยังไงก็ไม่รู้ รอบก่อนที่รับงานก็มากับโบลก็ขนลุกแทบตาย นี่ต้องมาคนเดียวแถมในวังอิกนิสก็ตามมาไม่ได้ด้วย…คิดแล้วก็บ้าบิ่นดีแฮะ

 

“ถ้าค่าตอบแทนก็ฝากไว้กับทหารแล้วไม่ใช่รึ ทำไมต้องมาเข้าเฝ้าข้าโดยตรงด้วยล่ะ”

 

คำพูดของชายร่างท้วมอย่างอุดมสมบูรณ์พูดขึ้นโดยแฝงความไม่พอใจเล็กน้อย ถึงจะยอมจ้างทหารรับจ้างอย่างพวกเรา แต่จากท่าทีหลายอย่างคงจะรังเกียจไม่น้อย แต่นั่นก็เป็นท่าทีปกติต่อทหารรับจ้างแหละนะ ฉันจึงบอกสิ่งที่ตัวเองต้องการทันที

 

“จากงานในครั้งก่อนนั้นพวกเราได้รับเรือมาแล้วก็จริง แต่ว่าในส่วนของเงินนั้นยังไม่ได้รับ อยากจะมาขอเจรจาในการเปลี่ยนของรางวัลได้หรือไม่…เพคะ”

 

“เปลี่ยนงั้นรึ…ลองว่ามาสิ”

 

“อยากจะขอให้ทำเป็นมองไม่เห็นการสร้างถิ่นฐานบนเกาะหิน ที่อยู่ระหว่างฟัวกรากับริมิร่าค่ะ”

 

“เกาะหินงั้นรึ…”

 

ราชาทำท่าขบคิดเล็กน้อยและเผลอหัวเราะออกมา ทหารองครักษ์รอบ ๆ ก็เช่นกัน แต่ว่าฉันก็ยังคงนิ่งไม่แสดงอาการอะไร แล้วรอพูดต่อ

 

“เอาสิ ยังไงซะก็มีแค่เหมืองเก่า ก็เหมาะสำหรับพวกเก็บซากดีนะ”

 

หลังจากนั้นเสียงหัวเราะและซุบซิบรอบ ๆ ก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ เป็นราชาที่หยิ่งทะนงซะจริง ไม่คิดจะปิดบังความรู้สึกด้านแย่ของตัวเองเลยสักนิด เอาเถอะ แต่ได้รับคำอนุญาตมาแล้วก็ดี และพวกเราก็ทำสัญญากันอีกรอบ

พอแยกออกมาฉันจึงเอาสัญญานี่ไปลงทะเบียนกับกิลการค้าเพื่อบันทึกว่า เกาะหินนั่นจะเป็นที่ดินของกลุ่ม ‘ทหารรับจ้างฟิว’ เลยตั้งชื่อชั่วคราวให้ว่า ‘เกาะฟิว’ พอแบบนี้แล้วเหมือนเป็นขุนนางเลยแฮะ มีเขตของตัวเองด้วยวุ้ย ว่าแล้วก็รีบกลับไปบอกข่าวดีทันที

 

“ก็ตามนั้นแหละ ถ้าเป็นเกาะนี่ก็สร้างบ้านหรืออะไรได้ตามใจชอบเลย ส่วนไม้…จะลองไปหาดูที่ริมิร่านะ ถึงจะตัดไม่ได้ แต่พวกเขาก็น่าจะพอมีไม้อยู่บ้างเหมือนกัน”

 

พอพูดคุยแบบนั้นเสร็จคนที่เดินเรือเป็นก็พากลับไปที่ริมิร่าอีกครั้ง หนนี้ฉันก็ไปคนเดียวเช่นเดิมและถามผู้ปกครองป่านี้ ให้พูดก็ราชานั่นแหละแต่เนื่องจากไม่มีปราสาทเลยดูสบายกว่ามาก และฉันก็เข้าเรื่องทันที

 

“อืม ไม้งั้นเรอะ…พวกเธอรับพวกคนเร่ร่อนที่บุกรุกป่าไปสินะ”

 

“ใช่ค่ะ เพราะงั้นถึงอยากจะได้ไม้สำหรับให้พวกเขาสร้างบ้านกัน จะขอเป็นซื้อราคาถูกก็ได้ค่ะ”

 

ราชาของที่นี่นั้นดูเรียบง่ายและมีกล้ามเนื้อกว่าของฟัวกรามาก เขาทำท่าคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วยิ้มบางออกมา และตอบว่าได้สิอย่างอ่อนโยน เหมือนว่าจะเป็นอย่างที่ฉันคิดจริง ๆ เพราะว่าต้นไม้มันโค่นและงอกขึ้นใหม่เป็นประจำ ดังนั้นจึงไม่ให้ตัดเพราะสมดุลธรรมชาติจะเสีย

ต้นไม้ที่โค่นเรื่อย ๆ นั้นมีมากพอที่จะแบ่งมาทางนี้ แถมยังรู้สึกของคุณที่ช่วยกันคนย้ายถิ่นฐานอีก ถึงขนาดมีกองทหารช่วยขนส่งไม้ให้เป็นระยะด้วยเลย ช่วงแรกจะให้ฟรีแต่หลังจากนี้จะขอคิดเงิน เป็นข้อเสนอไม่เลวเลย

 

“เท่านี้ก็ลงตัวระดับหนึ่งแล้วเนอะ”

 

เพียงเวลาไม่กี่วัน ตอนนี้พวกเราทุกคนก็อยู่ที่เกาะฟิวเพื่อสร้างถิ่นฐานใหม่อยู่กัน ซึ่งนั่นพวกชาวบ้านที่เหลือก็จัดการกันเองได้ โดยมีคนในกลุ่มทหารรับจ้างเก่าคอยช่วยเหลือ และไม่กี่วันพวกโบลก็กลับมา

 

“ไม่อยากจะเชื่อเลย ได้มาขนาดนี้ภายในไม่กี่วันเนี่ยนะ”

 

“ใช่ไหมล่ะ ฉันเองก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน”

 

มันราบรื่นกว่าที่คิดเอาไว้ซะอีก ของฟัวกราก็ดีที่พวกเขาไม่เห็นความสำคัญของที่นี่ ส่วนริมิร่าก็ดีที่พวกเขาใจกว้าง ตอนนี้ก็เหลือแค่จัดระเบียบของกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น…ที่สำคัญก็คงเป็นแบ่งงาน เพราะถ้าคนที่ออกไปรบไม่ได้มีเยอะเกินไปต่อให้ได้งานถี่แค่ไหนก็ไม่พอ

แต่เรื่องอาหารการกินที่นี่ก็ติดทะเล ถ้าไม่รุกล้ำเขตทะเลเกินไปพวกใต้บาดาลก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่ถ้าติดต่อกันได้ก็จะได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เผื่อทะเลจะกลายเป็นแหล่งอาหารสำคัญ การติดต่อกันเพื่อไม่ก้าวก่ายกันจะเป็นเรื่องดีที่สุด แถมทะเลยังน่ากลัวด้วย

ว่าแล้วฉันก็หันไปมองทางอิกนิสที่พึ่งจะสบายใจและผ่อนคลายได้ตอนอยู่บนพื้นดิน พออยู่บนเรือที่ลอยบนทะเล เขาก็ดูไม่สงบร้อนรนและกระสับกระส่าย มันเป็นสัญชาตญาณของพวกมังกรปฐพีที่จะกลัวทะเล พอเป็นแบบนั้นฉันเลยพาลรู้สึกแบบเดียวกัน เพราะตอนนี้พวกเราเป็นคู่หูที่ร่วมชีวิตไปด้วยกัน

หากว่าเขาไม่สบายใจนั่นก็ส่งผลมาถึงชีวิตฉันโดยตรง ว่าแล้วฉันก็เดินเข้าไปลูบหลังให้สบายใจ

 

“ไม่ต้องกลัวหรอกน่า ตราบใดที่พวกเราอยู่ด้วยทะเลก็ทำอะไรนายไม่ได้หรอก”

 

“…กรร…”

 

อิกนิสที่กำลังนอนแผ่อยู่บนพื้นก็ยกหัวขึ้นเล็กน้อยและร้องออกมาอย่างอ่อนแรง ไม่ชอบที่อิกนิสเป็นแบบนี้เลยแฮะ และเพราะว่าพวกฉันดูหมองกันรึเปล่านะลูกน้องคนอื่นจึงได้เงียบกันไป

 

“ช่วงนี้หัวหน้าพักอยู่ที่นี่ก่อนไหมล่ะ ถ้าจะข้ามทะเลไปมาบ่อย ๆ คงไม่ดีกับอิกนิสเท่าไหร่”

 

“แต่ว่า…”

 

“ไม่ต้องห่วงครับหัวหน้า! ฝากให้พวกผมจัดการได้เลย!!”

 

และพวกสมาชิกดั้งเดิมก็แห่กันเดินมาปลอบประโลมฉันกัน ทำให้ฉันและอิกนิสสบายใจขึ้นมากและยิ้มกลับไป นั่นสินะ ในฐานะหัวหน้ากลุ่มตอนนี้ฉันคงต้องดูแลที่นี่ก่อน ส่วนงานอย่างอื่นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทุกคนไป อืม ทำใจให้สบายสักหน่อยแล้วเขียนจดหมายหาเคียร่าดีกว่า

 

—————————— —————————–

 

ไม่อยากจะเชื่อว่าช่วงที่เงียบไปมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นนี่เอง ตอนนี้ก็คงมีสภาพเป็นหมู่บ้านขนาดย่อมแล้วล่ะมั้ง ถ้าแบบนั้นเรื่องต้องจัดการและรับผิดชอบจะต้องหนักหนาขึ้นมากแน่

ไม่ได้การ ถึงแฟร์จะเป็นเด็กที่ฉลาดและหัวไวแค่ไหนก็อาจจะแบกรับความกดดันขนาดนั้นไม่ไหว คงต้องบอกให้มาปรึกษากันบ้างแล้ว ไม่งั้นคง…

 

“อุ๊…”

 

“?! กรร!”

 

ในตอนที่ฉันอ่านจดหมายและทำสีหน้าเคร่งเครียดอยู่นั้น จู่ ๆ ก็ปวดหัวขึ้นมาจนริเกลที่อยู่ด้านข้างส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจ เป็นอีกครั้งที่ฉันพยายามยิ้มกลับไปแล้วบอกว่าไม่เป็นไร

แต่บนใบหน้าของริเกลก็ยังมีความเป็นห่วงอยู่ดี กังวลเกินไปแล้วน่าไม่เป็นไรหรอก ฉันคิดแบบนั้นแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป

 

“แค่…คิดอะไรนิดหน่อยน่ะ”

 

แฟร์ทำให้ฉันนึกถึงใครบางคนในชีวิตก่อน เธอทั้งร่าเริง มองโลกในแง่ดี สว่างสดใส และเพราะแบบนั้นก็เลยถูกผลักให้แบกรับภาระที่หนักหนาสาหัสจนเริ่มฝืน แม้จะยังคงยิ้มแย้มอยู่แต่ก็รู้สึกได้ เธอทั้งต้องพยายาม พยายามแล้วพยายามอีก โดยที่ไม่รู้ตัวมันก็กัดกินเธอไปทีละนิด…

นั่นคือพี่สาวฉันเอง

 

“…”

 

“กรร!”

 

รู้สึกปวดหัวจัง ทำไมเรื่องที่พยายามไม่นึกถึงแล้วอย่างชาติก่อนถึงแวบกลับมาได้ทุกทีเลยนะ เสียงของริเกลที่ร้องอยู่ก็รู้สึกว่า…ห่างไกลจัง

เอ๊ะ ทำไมภาพตรงหน้าถึงหมุนไปหมดเลย หรือว่าที่กำลังจะหลุดลอยมันคือสติของฉันกันนะ ไม่ไหว…ปวดหัวเหลือเกิน–

 

 

 

 

 

 

 

ชีวิตใหม่ในดราโทก้า ดินแดนมังกร

ชีวิตใหม่ในดราโทก้า ดินแดนมังกร

ชีวิตใหม่ในดราโทก้า ดินแดนมังกร

Comment

Options

not work with dark mode
Reset