ตอนที่ 690 ราชันแห่งแคว้น

ตอนที่ 690 ราชันแห่งแคว้น
ฉินหยุนได้รับอันดับหนึ่งของกลุ่ม และเขาคือบุคคลที่สองซึ่งได้
อันดับแรกของกลุ่มมาครอง
บุคคลแรกคือเจี้ยนหนันหู่ ทันทีเมื่อเริ่มการต่อสู้ เขาก็เอาชนะคู่ต่อสู้
ไปได้แทบจะในทันที
ถัดจากนั้นจึงเป็นเชี่ยวเย่ว์หลาน นางคือลำดับที่สามซึ่งเข้ารอบสิบหก
คนสุดท้าย
เจี้ยนหนันหู่มองทางเชี่ยวเย่ว์หลานที่อยู่ไม่ไกลออกไป เขาทราบดีว่า
นางคือคู่ต่อสู้อันแข็งแกร่ง แต่เขาไม่ทราบว่าภายหน้าจะมีโอกาสได้
ประมือกับนางหรือไม่
ศิษย์ของตำหนักโทเทม และอีกสองคนของตำหนักจารึกเทวะต่างก็
เข้ารอบเช่นกัน
ห้าสำนักเซียนใหญ่ ต่างมีศิษย์ที่ได้อันดับหนึ่งของกลุ่ม โดยมีตำหนัก
จารึกเทวะและตำหนักเซียนดาบ ที่มีร่างเซียนสองคนได้รับอันดับ
หนึ่งผ่านเข้ารอบ
เจี้ยนรั่วหยานผ่านเข้ามาอย่างราบลื่น นางหาได้รับบาดเจ็บอันใดไม่
วันพรุ่งนี้ ยังคงมีนัดประลองตัดสินอันดับของอีกหลายกลุ่มคงเหลือ
งานประลองยุทธ์รอบสิบหกคนสุดท้าย จะเริ่มขึ้นในอีกสามวัน
ฉินหยุนจึงได้ช่วงเวลาสามวันนี้พักฟื้นอย่างเต็มที่
สองวันผ่านพ้น บรรดาศิษย์ทั้งสิบหกคนต่างได้รับการยืนยันตัว
ตำหนักจารึกเทวะ ตำหนักเซียนดาบ นครเซียนยุทธภัณฑ์ และวิมาน
เซียนปีศาจ ต่างมีศิษย์สองคนเข้าร่วมในรายชื่อ
ขุนเขาเซียนอัคคีคราม และหุบเขาเซียนโอสถ ต่างมีศิษย์เพียงหนึ่งที่
เข้าร่วม
ท่ามกลางสำนักจันทรา มีเพียงเกาะจันทราปีศาจ และนครจันทรา
อัคคีที่มีศิษย์เข้ารอบสำนักละคน
สำหรับห้าสำนักดวงดาว มีเพียงศิษย์ของสำนักดาบดวงดาว และ
สำนักหมื่นดวงดาวที่เข้าร่วมสำนักละคน
ถัดจากนั้น จึงเป็นตำหนักโทเทมและตระกูลเจี้ยน
ท่ามกลางสำนักเซียนทั้งหมด มีเพียงฉินหยุนและเจี้ยนรั่วหยานที่
ไม่ใช่ร่างเซียน
ฉินหยุนเกือบหายดีแล้ว ตอนนี้เขากำลังรับฟังข่าวคราวในห้องโถง
พร้อมสิบหกคนที่ผ่านเข้ารอบ
“พวกเจ้าทั้งสิบหกคน จะออกมาจับสลากตัดสินเลือกคู่ต่อสู้ หากเข้า
ร่วมงานประลองบ่อยครั้ง คงคุ้นชินกับขั้นตอนนี้ดี!”
เปาเฉิงโฉ่วที่ได้เห็นฉินหยุนอาการหายดี เขาค่อยรู้สึกวางใจได้มาก
“จ้าวสำนัก คู่ต่อสู้ใดที่พวกเราควรต้องระวังบ้าง?” เจี้ยนรั่วหยานเอ่ย
ถาม
“เรื่องนี้ คู่ต่อสู้ของพวกเจ้าที่จำเป็นต้องเฝ้าระวังมีหลายคนนัก! ศิษย์
ของเกาะจันทราปีศาจและตำหนักเซียนดาบถือว่าแกร่งกล้าอย่างยิ่ง
ถัดจากนั้นจึงเป็นวิมานเซียนปีศาจ พวกนางลึกลับและเก็บงำเรื่องราว
ไว้ดีเยี่ยม ข้าไปพิจารณาดูระหว่างต่อสู้ พวกนางหาได้เผยกำลังใด
ออกมามากนัก!”
“ทางด้านศิษย์ของตำหนักโทเทมและสำนักเซียนอื่น เจ้าอย่าได้กังวล
เอาชนะพวกเขาไม่ใช่เรื่องยาก!”
“และสุดท้าย ที่ควรต้องใส่ใจคือร่างเซียนของตำหนักจารึกเทวะ ข้า
สงสัยว่าสองคนนั้นใช้อุบายกลโกง พละกำลังพวกเขายากหยั่งถึง ยิ่ง
ไปกว่านั้น ยังมองแทบไม่ออกว่าพวกเขาใช้พลังอะไร!”
เปาเฉิงโฉ่วค่อนข้างสืบเสาะเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี
ฉินหยุนเอ่ยถาม “แล้วศิษย์จากตระกูลเจี้ยนแข็งแกร่งเพียงใดกัน?”
เขายังคงสงสัยเรื่องศิษย์ของตระกูลเจี้ยน
“ไม่เลว แต่ไม่ยอดเยี่ยมเท่าพี่หู่!” เจี้ยนรั่วหยานยิ้มกล่าว “ดังนั้นพวก
เราไม่ต้องสนใจอันใดให้มาก!”
ฉินหยุนก่อนหน้าได้เห็นร่างเซียนของวิมานเซียนปีศาจต่อสู้ กระนั้น
ที่ได้รับคือไม่ได้อะไร เพราะม่านพลังทำให้ไม่อาจสัมผัสออร่าที่
ภายในได้
เปาเฉิงโฉ่วกล่าว “เจี้ยนหนันหู่และเชี่ยวเย่ว์หลานมีพลังเหนือล้ำ ดี
ที่สุดคืออย่าได้เจอสองคนนั้น!”
เจี้ยนรั่วหยานบุ้ยปากกล่าวคำ “ข้าย่อมไม่คิดสู้กับสองคนนั้น แต่ข้า
ทำอะไรไม่ได้ พวกเราต้องจับสลาก ดังนั้นที่ทำได้ คงแค่เป็นการ
อ้อนวอนต่อสวรรค์!”
นางย่อมกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับเชี่ยวเย่ว์หลาน เพราะนางรู้สึกได้
ว่าเชี่ยวเย่ว์หลานสมควรเป็นตัวตนชวนพรั่นพรึงยิ่งกว่าฉินหยุน
ฉินหยุนยิ้มกล่าว “วันพรุ่งนี้ยังพักได้อีกหนึ่งวัน อย่างนั้นไปถวาย
สักการะต่อเทพเจ้าอะไรทำนองนั้นเป็นไร!”
เปาเฉิงโฉ่วกล่าวคำ “วันพรุ่งนี้… ผู้คนของแคว้นมังกรทะยานฟ้าจะ
มาที่นี่ ศิษย์ชั้นหัวกะทิทั้งสิบหกคนที่แข่งขันในแคว้นมังกรทะยาน
ฟ้าจะมาที่นี่!”
“มากันทั้งสิบหกคนเลยหรือ?” เจี้ยนรั่วหยานเอ่ยถามด้วยความตระหนก
“ได้ยินว่ามาเพียงสี่อันดับแรก เพราะมีแต่สี่อันดับแรกที่สภาพยังดี ที่
เหลือไม่ตายก็บาดเจ็บสาหัส!” เปาเฉิงโฉ่วถอนหายใจ “งานประลอง
ยุทธ์มักมีเรื่องโหดร้ายเสมอมา!”
เจี้ยนรั่วหยานเผยยิ้ม “อัจฉริยะมีมากมายเกินไป พวกเราจำเป็นต้อง
คัดออกไปเสียบ้าง ไม่เช่นนั้นฟ้าคงไม่อาจอุ้มชูอัจฉริยะทั้งหมดเอาไว้
ได้!”
ฉินหยุนเอ่ยถามอย่างนึกสงสัย “เหตุใดผู้คนของแคว้นมังกรทะยาน
ฟ้าจึงมาที่นี่? พวกเขามารับชม?”
เปาเฉิงโฉ่วส่ายศีรษะ “ข้าไม่ทราบ โดยสรุป เป็นตำหนักจารึกเทวะ
ที่จัดแจงให้เกิดเรื่องราวนี้!”
“แคว้นมังกรทะยานฟ้าคือฐานหลักของตระกูลหลง กล่าวกันว่าขั้ว
อำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดของแคว้นมังกรทะยานฟ้า ก็คือตระกูลหลง
และยังเป็นรากฐานของตระกูลหลงอีกด้วย!” เจี้ยนรั่วหยานกล่าว
“ถูกต้องแล้ว ตระกูลหลงในแคว้นมังกรทะยานฟ้าถือว่าแข็งแกร่ง
อย่างยิ่ง พลังอำนาจของพวกเขาทัดเทียมสำนักเซียน และพรุ่งนี้ก็
น่าจะมาถึงกันแล้ว!” เปาเฉิงโฉ่วกล่าว
“ในเมื่อผู้จัดการอาวุโสเยี่ยจัดการเรื่องราวนี้ด้วยตนเอง นั่นคงไม่ใช่
เรื่องดี!” ฉินหยุนกล่าว
หลังจากได้ทราบว่าผู้คนของแคว้นมังกรทะยานฟ้าจะมาเยือนวันรุ่งขึ้น
ศิษย์หลายคนต่างเกิดความสงสัย พวกเขาคิดอยากเห็นว่าคนของแคว้น
มังกรทะยานฟ้าจะแข็งแกร่งเพียงใด
แคว้นมังกรทะยานฟ้า และแคว้นมหาดวงดาวค่อนข้างอยู่ไกลห่าง
ดังนั้นน้อยครั้งที่จะมีปฏิสัมพันธ์อะไรต่อกันเช่นนี้
ผู้คนเพียงทราบ ว่าตระกูลหลงคือขั้วอำนาจอันแข็งแกร่งในแคว้น
มังกรทะยานฟ้า และยังเป็นภูมิลำเนาแต่กำเนิดของตระกูลหลงอีก
ด้วย
เช้าตรู่วันถัดมา ฉินหยุนตื่นขึ้นแต่เช้า เป็นเพราะเจี้ยนรั่วหยานเร่งรีบ
มาปลุกเขาแต่เช้า
ตั้งแต่ที่ช่วยเจี้ยนรั่วหยานเมื่อครั้งนั้น นางยิ่งมายิ่งใกล้ชิดกับเขา มัน
เป็นความรู้สึกที่ธรรมดาทว่าหาได้ธรรมดาแม้สักนิด!
ฉินหยุนสวมใส่ชุดเรียบร้อย เครื่องแบบคล้ายคลึงกับเจี้ยนรั่วหยาน
เป็นชุดสีฟ้าคราม ส่วนตัวเขาคิดว่าดูไม่ค่อยงดงามอยู่บ้าง แต่นี่คือ
เครื่องแบบของนครเซียนยุทธภัณฑ์ ดังนั้นจึงต้องใส่อย่างช่วยไม่ได้
เปาเฉิงโฉ่วนำฉินหยุน เจี้ยนรั่วหยาน และศิษย์ที่เหลือเดินทางสู่ลาน
กว้าง
เดิม การพบปะเช่นนี้สมควรเป็นโถงรับรองขนาดใหญ่ กระนั้นพวก
เขากลับกำลังไปยังลานกว้างสำหรับใช้ประลองยุทธ์ ส่วนเหตุผลนั้น
ไม่อาจทราบ
ฉินหยุนและคณะที่กำลังเดินไป พวกเขาจึงได้พบเจี้ยนหนันหู่และ
ผู้อื่นระหว่างทาง
“ฉินหยุน ได้ยินว่าคนของแคว้นมังกรทะยานฟ้าอหังการนัก พวก
นั้นมาถึงเมื่อคืน หนึ่งในนั้นออกปากว่าจะสังหารพวกเราสิบหกคน
ด้วยตนเอง!” เจี้ยนหนันหู่กล่าว “พวกนั้นบอกข้าให้ไปพบที่ลานจัด
งานประลองยุทธ์ ชัดเจนว่าต้องการหาเรื่องต่อพวกเรา!”
เจี้ยนรั่วหยานเพียงยิ้ม “พี่หู่ วันพรุ่งนี้ก็ถืองานประลองยุทธ์รอบ
ทางการแล้ว วันนี้ไม่ใช่ว่าควรเก็บเนื้อเก็บตัวหรือ?”
เจี้ยนหนันหู่หัวเราะดัง “เทียบกับสี่อันดับแรกจากงานประลองยุทธ์
ที่แคว้นมังกรทะยานฟ้า พละกำลังของข้าย่อมไม่อ่อนด้อย หากข้า
เอาชนะพวกมันวันนี้ พลังของข้าจะได้เป็นที่ประจักษ์!”
ลานประลองยุทธ์ทั้งหลายในลานกว้างจัดงาน เวลานี้ได้ถูกนำเก็บ
หลงเหลือไว้เพียงลานกว้างหนึ่งเดียวขนาดใหญ่ที่ตรงกลาง
เบื้องล่างลานประลองยุทธ์ มีคนกว่ายี่สิบยืนอยู่ พวกเขาส่วนใหญ่
เป็นวัยชราและวัยกลางคน เหล่านี้คือครึ่งเซียนและจักรพรรดิยุทธ์
พวกเขาเป็นขั้วอำนาจใหญ่ทั้งสี่ที่มาเยือน
“นั่นคือฉินหยุน!” ผู้จัดการอาวุโสเยี่ยพอได้เห็นฉินหยุนมาแต่ไกล
เขาจึงชี้นิ้วมา
“ตราบเท่าที่จับตัวมันไว้ได้ พวกเราจะได้รับจารึกวิญญาณจ้าว
ดวงดาว!” ตูเทียนตี้กล่าวคำเสียงเบา “แต่เรื่องราวไม่ง่าย!”
ฉินหยุนย่อมได้ยินคำกล่าวอีกฝ่าย ภายในเวลานี้บังเกิดโทสะ
ข่าวคราวของจารึกวิญญาณจ้าวดวงดาว ถึงกับแพร่กระจายสู่แคว้น
อื่น
ตอนนี้ ผู้คนของแคว้นมังกรทะยานฟ้า ต่างมาที่นี่ก็เพื่อจารึกวิญญาณ
จ้าวดวงดาว
“พวกมันเหล่านี้… ช่างโลภไม่รู้จักจบสิ้น!” ฉินหยุนมีโทสะ หากเขา
มีกำลังอันเหนือล้ำ ย่อมพุ่งทะยานเข้าไปสังหารผู้ที่คิดอยากจับตัว
เขาเอาไว้ให้หมดสิ้น
งานประลองยุทธ์ที่แคว้นมังกรทะยานฟ้า ย่อมเป็นตำหนักจารึกเทวะ
รับหน้าที่เจ้าภาพจัดงาน กล่าวกันว่ามีต้นกำเนิดเซียนทั้งสองถูก
นำมาเป็นของรางวัลไม่ต่างกัน
ผู้ที่ได้รับอันดับหนึ่งและสองคือตระกูลหลง และตำหนักจารึกเทวะ
ของแคว้นแห่งนั้น
ฉินหยุนและคณะต่างได้เห็นสี่อันดับแรกของแคว้นมังกรทะยานฟ้า
สามคนเป็นชายหนุ่มรูปงาม ขณะที่อีกหนึ่งสวมใส่หน้ากากดูลึกลับ
“บุคคลสวมใส่หน้ากากผู้นี้เป็นศิษย์ของตระกูลหลง เป็นสตรีนาม
หลงเย่ว์ นางได้รับอันดับหนึ่ง และประกาศตนว่าจะเอาชนะพวกเรา
ทั้งสิบหกคนด้วยตัวของนางเอง!” เจี้ยนหนันหู่เข้าถึงข้างกายฉินหยุน
พร้อมกล่าวกระซิบ
คนทั้งสิบหกของแคว้นมหาดวงดาวต่างรวมตัวกันที่นี่ พวกเขามีข้อ
สงสัยเต็มอก สายตาพิจารณามองยังศิษย์ทั้งสี่อันเลิศล้ำของแคว้น
มังกรทะยานฟ้าไม่หยุดหย่อน
“มิตรสหายจากแคว้นมังกรทะยานฟ้า ให้ข้าทราบได้หรือไม่ว่าเรียก
พวกเรามาพบด้วยเรื่องอันใด?” เจี้ยนสือเทียนเอ่ยถามทันทีเมื่อมาถึง
“เพราะที่นี่กว้างขวาง หากพวกเราไปแออัดกันภายในโถงที่มีกลิ่น
อายผู้โง่งม พวกเราย่อมต้องสูดอากาศจากผู้โง่งมเหล่านั้น ถือเป็น
เรื่องชวนให้นึกรังเกียจจนเกินไป!”
ชายชราที่กล่าวเป็นครึ่งเซียน เขาสวมใส่ชุดสีม่วงหรูหราพร้อมตรา
อาจารย์จารึกเต๋า
ตราของอาจารย์จารึกเต๋าค่อนข้างพิเศษ มันเป็นสีดำพร้อมแกะสลัก
คำ “เต๋า” เอาไว้เด่นชัด
เจี้ยนสือเทียนกลับกลายเป็นมีโทสะ ครึ่งเซียนผู้อื่นของแคว้นมหา
ดวงดาวก็ไม่ต่างกัน
พวกเขาทราบว่าคนของแคว้นมังกรทะยานฟ้ามักอหังการอวดดี
เวลานี้ได้มีติดต่อพูดคุยหากัน ก็ยังเกินกว่าที่พวกเขาคาดคิดเอาไว้
มากนัก
“ข้าคือผู้จัดการอาวุโสมู่แห่งตำหนักจารึกเทวะประจำแคว้นมังกร
ทะยานฟ้า และเป็นราชันแห่งแคว้นมังกรทะยานฟ้า พวกเจ้าเรียกหา
ข้าเป็นราชันแคว้นมู่ได้!”
“ไม่ว่าทางด้านฐานะหรืออำนาจ ข้าล้วนอยู่สูงกว่าผู้จัดการเยี่ยของ
แคว้นมหาดวงดาวของพวกเจ้า! หากจำเป็น ข้าก็มีสิทธ์ิเข้าแทรกแซง
เรื่องราวของแคว้นมหาดวงดาว!” ชายชราชุดสีม่วงกล่าวคำออกด้วย
สีหน้าอหังการอวดดีเป็นล้นพ้น
ตอนนี้ สีหน้าของผู้จัดการเยี่ยมืดหม่นลงไม่ใช่น้อย
โดยเฉพาะบรรดาครึ่งเซียนของแคว้นมหาดวงดาว พวกเขาค่อนข้าง
ตึงเครียด เพราะแคว้นมังกรทะยานฟ้าคิดเข้าแทรกแซงแคว้นมหา
ดวงดาว
ราชันแคว้นมู่ได้เห็นเปาเฉิงโฉ่วและคณะจึงเผยสีหน้าไม่ยินดี เขา
หัวเราะออกเสียงดังลั่น “แคว้นมหาดวงดาวคล้ายไม่มีราชันแคว้น
กระมัง? หากไม่ใส่ใจ ให้ข้าได้ทำหน้าที่แทนให้ ข้าจะตั้งกฎที่ทำให้
แคว้นมหาดวงดาวต้องรุ่งโรจน์ให้เอง!”
“ราชันแคว้นมู่ มือของท่านคล้ายคิดยืดออกมากเกินไปแล้ว!” เจี้ยน
สือเทียนหัวเราะเสียงเย็น “ผู้มากพรสวรรค์ในแคว้นมหาดวงดาว
ของพวกเรามีมากมายนัก นี่ยังไม่ถึงคราวที่แคว้นอื่นจะคิดเข้า
ปกครองหรือออกคำสั่งต่อพวกเรา!”
“ได้ อย่างนั้นแล้วพวกเจ้าควรใช้โอกาสนี้ ใช้งานประลองยุทธ์เป็น
การคัดเลือกราชันแคว้นเสีย! ก่อตั้งกฎด้วยตัวพวกเจ้าเอง ภายหน้า
พวกเราจะได้ประลองต่อกันและเรียนรู้จากกันและกันได้!” ราชัน
แคว้นมู่เผยยิ้มโฉดชั่ว
ผู้จัดการเยี่ยกล่าว “ผู้นำของฝ่ายที่อยู่เบื้องหลังศิษย์ซึ่งได้รับอันดับ
หนึ่งในงานประลองยุทธ์ จะได้รับตำแหน่งราชันแห่งแคว้นมหา
ดวงดาว! ทุกท่านคิดว่าอย่างนี้เป็นไร?”
เปาเฉิงโฉ่วกล่าว “ข้าได้ยินว่าอันดับหนึ่งของแคว้นมังกรทะยานฟ้า
เป็นคนของตระกูลหลง อย่างนั้นแล้วเหตุใดจึงให้ผู้จัดการตำหนัก
จารึกเทวะเป็นราชันแห่งแคว้นเสียได้?”
ราชันแคว้นมู่เผยยิ้ม “เพราะผู้นำตระกูลหลงแห่งแคว้นมังกรทะยาน
ฟ้า ได้แสดงความนับถือต่อข้าและมอบตำแหน่งนี้ให้!”
ครึ่งเซียนจากหุบเขาเซียนโอสถเร่งรีบกล่าว “พวกเราหุบเขาเซียน
โอสถไม่เห็นด้วยกับการเลือกราชันแห่งแคว้นเช่นนี้! เว้นแต่ราชัน
แห่งแคว้นที่ได้รับเลือก จะไม่มีการจัดตั้งกฎเกณฑ์ใดจึงค่อยเป็นอีก
เรื่อง!”
เบื้องบนของขุนเขาเซียนอัคคีครามและอีกหลายสำนัก ต่างก็แสดง
การทักท้วงกันคนแล้วคนเล่า
“อย่างนั้นก็ไม่เลือก นี่ไม่ดีหรือไร?” เปาเฉิงโฉ่วหัวเราะ
“ไม่ได้ พวกเจ้าต้องเลือกราชันแห่งแคว้น และจัดตั้งกฎเกณฑ์ร่วมกัน!
ไม่เช่นนั้น พวกเราจะไม่มีทางได้รับต้นกำเนิดเซียนทั้งสองมาเป็น
รางวัล!” ผู้จัดการเยี่ยกล่าว
ทั้งฉินหยุนและเชี่ยวเย่ว์หลานที่อยู่ไม่ไกล ต่างมองหน้ากันเอง พวก
เขาพบว่าเรื่องราวช่วยไม่ได้ แทนที่จะได้มีงานประลองยุทธ์ที่ยอด
เยี่ยม แต่แล้วตอนนี้กลับกลายเป็นเครื่องมือเพื่อคัดเลือกราชันแห่ง
แคว้นไปเสียได้

Nine Sun God King

Nine Sun God King

Qin Yun, fallen crown prince of Qin Empire. Inherits the martial legacy of nine sun world. The superb martial legacy in his arsenal, insane inscription techniques in his fingertips, surrounded by enemies and beauties abound. But Qin Yun is not satisfied, he wants to go beyond the nine suns into the great astral infinity, to become a GOD.

Options

not work with dark mode
Reset