ตำนานศิษย์พี่เจ้าปฐพี – บทที่ 119 จะไล่ตามคนที่นำหน้าอยู่ได้อย่างไร

ตัวอักษรบนกำแพงน้ำหายไป แต่ก็ยังไม่ได้มีคำสั่งให้เยี่ยนจ้าวเกอเข้าไปข้างใน

อาหู่กำลังมองกำแพงน้ำแหวกออกเป็นโพรง อดไม่ได้ที่จะอ้าปากตาค้าง

เยี่ยนจ้าวเกอมีสีหน้าท่าทางสงบนิ่งเป็นปกติ โค้งคำนับไปทางกำแพงน้ำนั้นครั้งหนึ่ง “ขอบพระคุณท่านอาจารย์ฟู่ขอรับ”

จากนั้น เยี่ยนจ้าวเกอก็เดินเข้าไปในทางเข้าที่แหวกออกเป็นโพรงบนกำแพงน้ำนั้น

อาหู่ยังคงตะลึงอยู่บ้าง แต่ก็เดินตามหลังเยี่ยนจ้าวเกอไปตามสัญชาตญาณ

สักพักใหญ่ อาหู่ถึงได้สติกลับคืนมา “คุณชายขอรับ ท่านทำได้อย่างไรกัน”

ชายหนุ่มดีดนิ้วครั้งหนึ่ง “อาจารย์ฟู่ได้พบกับศิษย์น้องเฟิงแล้ว แต่ท่านไขความลับที่ทำให้จันทรากายของศิษย์น้องเฟิงฟื้นฟูไม่ได้ ด้วยความใคร่รู้จนทนไม่ไหว จึงให้พวกเราเข้ามาอย่างไรเล่า”

อีกฝ่ายตะลึงงัน “ง่ายเช่นนั้นเลยหรือขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอยักไหล่ “อาจารย์ป้าฟู่ก็เป็นคนเช่นนี้แหละ เทียบกับศักดิ์ศรีแล้ว นางให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้มากกว่า อีกอย่าง ข้าก็แค่โดนพาลโมโหไปด้วย ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ใช่ท่านพ่อ”

เขาไพล่มือทั้งสองไว้ข้างหลัง เดินไปอย่างไม่เร่งรีบแต่ก็ไม่ชักช้า “แน่นอนอยู่แล้วว่าอาจารย์ป้าฟู่เป็นคนที่เปลี่ยนหน้าเร็วกว่าพลิกหนังสืออีก ไม่แน่ว่ารอให้ไขปัญหาได้แล้ว นางอาจจะโยนข้าออกไปอีกก็เป็นได้”

อาหู่หดคอลง “คุณชายท่านจะต้องออมมือหน่อยนะขอรับ ท่านถูกโยนออกไป ข้าเองก็ต้องโดนด้วยแน่ๆ”

ทั้งสองสนทนาไปพลาง เดินเหินบนน้ำไปพลาง จนมาถึงใจกลางทะเลสาบ

ภายใต้ศาลาขนาดมหึมาอันแปรสภาพมาจากเมฆสีขาว เป็นเกาะขนาดเล็กกลางทะเลสาบเล็กๆ ชายขอบเกาะถูกเมฆสีขาวปกคลุมจนทั่ว

ยอดเขาหนึ่งบนเกาะเล็กๆ เฟิงอวิ๋นเซิงกับซือคงจิงยืนอยู่ฝั่งหนึ่ง ส่วนเบื้องหน้าของพวกนางมีสตรีสวมอาภรณ์สีเขียวกำลังมองลงมาอย่างเงียบๆ

สตรีผู้นี้ดูจากหน้าตาแล้วยากที่จะคาดเดาอายุได้อยู่บ้าง นางเหมือนกับอายุยี่สิบต้นๆ ทว่าก็เหมือนกับอายุสามสิบกว่าๆ หน้าตาของนางงดงามไม่ด้อยไปกว่าซือคงจิงและเฟิงอวิ๋นเซิงที่อยู่ด้านข้างเลยแม้แต่น้อย

เนื่องด้วยการบ่มเพาะของกาลเวลา บัดนี้ดูให้ดีๆ แล้วเหมือนจะสวยกว่าหญิงสาวทั้งสองคนเสียอีก

เยี่ยนจ้าวเกอเดินขึ้นเขามา ครั้นเห็นสตรีผู้นี้ เขาก็โค้งตัวคำนับทันที “อาจารย์ฟู่”

นางก็คือฟู่เอินซูนั่นเอง สีหน้าท่าทางของนางเป็นปกติ จนดูไม่ออกเลยว่าเคยทิ้งเยี่ยนจ้าวเกอเอาไว้ด้านนอกก่อนหน้านี้เลยสักนิด

“ข้าพอใจลูกศิษย์ทั้งสองคนมาก ข้าขอรับพวกนางไว้เลยแล้วกัน ส่วนบันทึกของทางสำนัก ให้ตั้งพวกนางทั้งสองเป็นลูกศิษย์รับสืบทอดหลักได้เลย”

ประโยคแรกที่ฟู่เอินซูกล่าวหลังจากพบกัน ก็ได้แสดงความพออกพอใจที่มีต่อเฟิงอวิ๋นเซิงกับซือคงจิงเป็นอันดับแรก

เยี่ยนจ้าวเกอมองไปยังเฟิงอวิ๋นเซิง แววตาของฝ่ายตรงข้ามแสดงความรู้สึกขอบคุณจากใจ แต่ที่มากกว่านั้นคือจิตใจที่แน่วแน่ เพราะมีความหวังที่จะหวนกลับมาเป็นใหญ่ได้อีกครั้ง สำหรับนางที่อิ่มเอมกับความลำบากแสนเข็ญก่อนหน้านี้แล้ว การคว้าโอกาสที่อยู่ตรงหน้านั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด

จะว่าไปแล้วการที่นางเข้าสำนักเขากว่างเฉิงมาได้ แม้ว่าจะเก็บข้อมูลตัวตนของนางเป็นความลับ ผู้คนจำนวนมากไม่ทราบความเป็นมาที่แท้จริงของนาง คิดว่าเป็นเพียงคนที่สำนักรับเอาไว้โดยไม่ตั้งใจ

ตอนนี้ข่าวที่นางเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สืบทอดหลักยังไม่ได้เผยแพร่ออกไป รอจนข่าวเผยแพร่ออกไปแล้ว คิดว่าคงมีคลื่นลูกใหญ่เกิดขึ้นแน่ อย่างไรเสียนางก็เพิ่งเข้าสำนักมาได้เพียงครึ่งปี กระโดดก้าวก็เดียวทะยานขึ้นฟ้าเสียแล้ว

ซือคงจิงที่อยู่ด้านข้างเองก็เข้าสำนักมาหลายปีแล้ว ผ่านการฝึกฝนหนักหน่วงมากมายกว่าจะมาถึงวันนี้ได้

เยี่ยนจ้าวเกอมองไปทางซือคงจิง เห็นแววตาสดใสของนาง ทั้งยังเห็นความดีอกดีใจและความหวังอยู่หลายส่วน

สำหรับเรื่องของเฟิงอวิ๋นเซิง ซือคงจิงกลับไม่ได้รู้สึกไม่พอใจแต่อย่างใด นางเป็นหนึ่งในคนจำนวนน้อยที่รับรู้ความลับจันทรากายของเฟิงอวิ๋นเซิง ทว่านางกลับไม่ได้สนใจเรื่องนี้แต่อย่างใด

สำหรับซือคงจิงแล้ว นางให้ความสำคัญกับความสามารถอันโดดเด่นจากการฝึกฝนวรยุทธ์ที่แสดงออกมามากกว่า

ขณะที่ฟู่เอินซูพูด นางก็หันศีรษะไปมองเฟิงอวิ๋นเซิงครั้งหนึ่ง “จากที่นางเล่า ก่อนหน้านี้นางประสบอุบัติเหตุ จนพลังแห่งจันทราภายในร่างกายเหือดแห้งไปจนสิ้น แต่บัดนี้กลับฟื้นฟูได้เล็กน้อยแล้ว”

“เจ้าทำได้อย่างไร อวิ๋นเซิงบอกว่าเจ้าใช้วิชาเข็มทองฝังจุดลมปราณ กระตุ้นชีพจรจันทราของนางที่แห้งสนิทไปแล้ว ข้าสัมผัสได้ถึงน้ำมันเมล็ดหญ้าจากหญ้าฝูเจี้ยนเคลือบอยู่บนเข็มทอง แต่การฝังเข็มน่าจะต้องมีวิธีการเฉพาะสิ”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อย ทำเหมือนกับเรื่องเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นเช่นกัน พลางกล่าวว่า “เป็นดังนั้นไม่ผิดขอรับ เช่นนั้นข้าจะสาธิตให้ดูสักหน่อย ท่านอาจารย์โปรดชี้แนะด้วย”

สิ้นเสียง เขาก็มายืนอยู่เบื้องหน้าเฟิงอวิ๋นเซิง แล้วทำการสาธิต

ฟู่เอินซูเพียงแค่มองเข็มแรกอยู่ด้านข้าง ก่อนจะพยักหน้าอย่างช้าๆ “ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง”

ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อยพลางเก็บเข็มกลับคืน แล้วแอบส่งกระแสจิตไปหาเฟิงอวิ๋นเซิงอย่างลับๆ ‘เป็นอย่างไร รู้สึกว่าได้เจอคนที่พูดเร็วยิ่งกว่าข้าแล้วใช่หรือไม่’

ถึงแม้ว่าจะอยู่ต่อหน้าฟู่เอินซู กระนั้นเฟิงอวิ๋นเซิงก็ขยิบตาตอบกลับไป ‘ท่านอาจารย์กล่าวสิบประโยค ข้ากล่าวได้แค่แปด มีความห่างชั้นอยู่ แต่ก็ใช่ว่าจะตามไม่ทัน’

เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยนจ้าวเกอพลันเบะปาก ‘เยี่ยม มีความมุ่งมั่นดี!’

ทันใดนั้นสายตาของฟู่เอินเซิงก็ทอดมองมา จดจ้องอยู่ที่เยี่ยนจ้าวเกอ แล้วถามตรงๆ ว่า “ข้าได้ยินมาจากทางสำนัก ว่าเจ้าอยากรับผิดชอบการบ่มเพาะพลังแห่งจันทราของเฟิงอวิ๋นเซิงหรือ”

“ข้าย่อมทำการฝึกฝนต่างๆ ร่วมกับท่านอยู่แล้วขอรับ” เยี่ยนจ้าวเกอสบตากับฟู่เอินซูโดยไม่ยำเกรง “แต่ว่าด้านการฝึกในส่วนของสตรีแห่งจันทรา และการแย่งชิงมงกุฎจันทรา ข้าพอมีความคิดอยู่บ้าง”

ฟู่เอินซูกล่าวว่า “ดูจากที่เจ้าลงเข็ม ข้าก็พอจะดูออกว่าเจ้ามีความรู้ซึ้งและการศึกษาทดลองในด้านนี้ที่ไม่ธรรมดา ฉะนั้นลองกล่าวความคิดของเจ้ามาสิ”

ในบรรดายอดฝีมือระดับสูงของเขากว่างเฉิง ผู้ที่คอยตระเตรียมด้านการบ่มเพาะสตรีแห่งจันทรามาโดยตลอดก็คือฟู่เอินซู นางจึงมีสิทธิ์มีเสียงในการกล่าวเรื่องนี้มากที่สุด

หากก่อนหน้านี้ฟู่เอินซูไม่ได้ออกฌานมาโดยตลอดก็แล้วไป แต่ตอนนี้นางออกฌานมาแล้ว จึงต้องวัดความรู้ในด้านนี้ของเยี่ยนจ้าวเกอเป็นธรรมดา เพราะไม่ว่าอย่างไร เรื่องของสตรีแห่งจันทราก็เป็นเรื่องใหญ่ จะมองข้ามเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่ได้

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างไม่รีบร้อนว่า “ก่อนอื่นให้ช่วยศิษย์น้องเฟิงฟื้นคืนจันทรากายเสียก่อน ซึ่งนอกจากการฝังเข็มทองแล้ว ข้ายังวางแผนตามหาสถานที่วิเศษที่มีหยินเดี่ยวและหยางเดี่ยวอีกด้วย ที่หมายตาเขาเมฆนิมิตแห่งภูผาพิภพเอาไว้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ของสำนักเรากับเขาไร้พรมแดน อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อการฟื้นฟูของศิษย์น้องเฟิง”

“นอกจากนี้ ข้าได้ค้นพบการรักษาโดยการอาบน้ำสมุนไพรชนิดหนึ่ง หากได้นำมาใช้ด้วย คาดว่าจะช่วยศิษย์น้องเฟิงฟื้นฟูได้จากหลายๆ ทาง”

พูดถึงตรงนี้ เยี่ยนจ้าวเกอก็หยุดเว้นวรรคลงชั่วครู่ “ส่วนหลังจากที่ศิษย์น้องเฟิงฟื้นฟูแล้ว เริ่มกลับเข้าสู่เส้นทางการบ่มเพาะอีกครั้ง ข้าก็มีความคิดอยู่บ้างเช่นกัน ซึ่งข้าเชื่อว่าท่านอาจารย์ฟู่เองก็มีความคิดไม่ต่างจากข้า แต่ปัญหาหนึ่งที่เราต้องเผชิญก็คือ ศิษย์น้องเฟิงล่าช้ามาหลายปีแล้ว และเพิ่งเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง แต่เหมือนกับว่าเมิ่งหว่านและคนอื่นๆ นำหน้าไปไกลมากแล้ว อีกฝ่ายไม่มีทางย่ำอยู่กับที่หยุดรอพวกเราเป็นแน่ กลับกัน ผู้ที่ชนะได้มงกุฎจันทราไปครอบครองนั้นจะยิ่งพัฒนาเร็วยิ่งกว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ ศิษย์น้องเฟิงจะไล่ตามคู่ต่อสู้ทันได้อย่างไร”

ชายหนุ่มแบมือออก “พูดให้ถูกก็คือ ไม่ใช่เพราะมีสตรีแห่งจันทราคนหนึ่งแล้วทุกอย่างจะดีไปเสียหมด กระนั้นในที่สุดสำนักของเราก็มีสตรีแห่งจันทราสักที อย่างไรก็มีคุณสมบัติเข้าร่วมการทอดสอบแห่งจันทราแล้ว ไม่ต้องนั่งมองอยู่แต่บนแท่นเช่นนั้นเหมือนทุกๆ ปี แต่ถ้าต่อไปเป็นได้แค่คู่ซ้อมให้ผู้อื่น เช่นนั้นสตรีแห่งจันทราผู้นี้ก็ไม่ต่างอะไรกับไม่มี บ่มเพาะสตรีแห่งจันทรา เข้าร่วมการทดสอบแห่งจันทรา ทั้งหมดก็เพื่อให้ได้ซึ่งชัยชนะแล้วได้มงกุฎจันทรา!”

เฟิงอวิ๋นเซิงที่อยู่ด้านข้างผงกศีรษะเบาๆ นี่ต่างหากที่เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างแท้จริง

การฟื้นฟูจันทรากายของตนเพิ่งจะเริ่มขึ้นเท่านั้น

ฟู่เอินซูมองเยี่ยนจ้าวเกอ เมื่อเทียบกับการฟื้นฟูจันทรากายของเฟิงอวิ๋นเซิงแล้ว นี่ก็เป็นปัญหาที่นางกำลังปวดหัวอยู่เช่นกัน

หากไม่มีเฟิงอวิ๋นเซิง ถ้าเขากว่างเฉิงโชคดี สามารถหาสตรีแห่งจันทราคนหนึ่งได้อีกครั้ง นั่นก็สามารถเริ่มบ่มเพาะใหม่ได้เช่นกัน แต่ที่ล่าช้ากว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ในหลายปีที่ผ่านมานี้ จะชดเชยความห่างชั้น แข่งขันกับพวกเขาได้อย่างไร

การบ่มเพาะพลังแห่งจันทราที่ฟู่เอินซูศึกษาทดลองหลายปีมานี้ นางมั่นใจว่าหากเริ่มต้นพร้อมกัน สตรีแห่งจันทราที่บ่มเพาะจากนางจะไม่ด้อยไปกว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ แน่นอน ถึงกระนั้นการจะไล่ตามผู้ที่นำหน้าอยู่ให้ทัน ก็เป็นเรื่องที่ยากมาก

ฟู่เอินซูขมวดคิ้วเล็กน้อย “พูดเช่นนี้ เจ้ามีวิธีอย่างนั้นหรือ”

……………

ตำนานศิษย์พี่เจ้าปฐพี

ตำนานศิษย์พี่เจ้าปฐพี

Score 7.9
Status: Ongoing Artist: Native Language: Chinese
อ่านเรื่อง ตำนานศิษย์พี่เจ้าปฐพีชายหนุ่มข้ามมิติกาลเวลาครั้งแรกมาสู่ยุคสมัยที่อารยธรรมวรยุทธ์รุ่งเรืองจนถึงที่สุด มุมานะศึกษาและฝึกฝนคัมภีร์สุดยอดวิชาที่เก็บรวบรวมไว้ในวังเทพมากมาย แต่แล้วยุคสมัยอันรุ่งโรจน์ก็ต้องพบพานกับวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ ทุกสิ่งทุกอย่างพังทลายจนหมดสิ้น ทว่าชายหนุ่มผู้นั้นก็พาตนเองและสมองที่เปี่ยมไปด้วยความรู้ของสุดยอดวิชา ข้ามมิติกาลเวลาอีกครั้งไปสู่ยุคสมัยใหม่ ยุคสมัยนี้มีสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกขัดใจยิ่งนัก นั่นก็คือทุกอย่างช่างง่ายดายไปเสียหมด จนทำให้เขาได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสี่คุณชายแห่งยุค เหนือกว่าจอมยุทธ์รุ่นเยาว์ผู้ใดในบรรดาดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดในเวลาชั่วพริบตา กระนั้น แม้เขาจะยอดเยี่ยมอย่างไร เป็นที่น่าเคารพเลื่อมใสต่อศิษย์น้องในสำนักเพียงใด มีชื่อเสียงขจรไกลไปถึงหนแห่งไหน สุดท้ายแล้วก็ยังมีคนปากกล้าและอวดดี กังขาในความสามารถของเขาอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้จักเจียมตัวก็แล้วไปเถอะ แต่จะหาเรื่องคนที่มีพลังแก่กล้ากว่าตนอยู่อักโขเช่นนี้ ก็คงต้องประมือกันสักตั้งแล้ว “หากชอบรนหาที่ตายนัก ข้าจะสนองให้พวกเจ้าเอง!”

Comment

Options

not work with dark mode
Reset