ท่านเทพมาแล้ว – ตอนที่ 60

บทที่ 60 ข้าเป็นญาติ

หลิวจวิ้นกับจางเหยี่ยนซิงจวินพูดอะไรมู่จิ่วสามารถทนได้หมด อวี๋เสี่ยวหลียนกับหยางอวิ้นรวมหัวกันทำเรื่องน่าชิงชังมากมายยังไม่ถูกขับออกจากทัพสวรรค์ นางมีสิทธิ์อะไรมาไล่มู่จิ่วไป? เขาพลันรู้สึกโกรธขึ้นมา “เจ้าวางอำนาจที่นี่ให้น้อยหน่อย!”

“ยังไงก็แล้วแต่ เจ้าไม่อาจอยู่ในทัพสวรรค์ต่อไปได้อีก!” อวี๋เสี่ยวเหลียนเปล่งเสียงออกมาแข็งยิ่งกว่าหิน “ทั้งทัพทหารสวรรค์นี้ คนที่ไร้ยางอายที่สุดคือเจ้า! ทำผิดยังแสร้งทำตัวเป็นผู้บริสุทธิ์ ความจริงเป็นเพียงแค่คนต่ำช้าไร้ยางอาย! หากพวกเจ้าไม่จัดการข้าจะไปฟ้องค่ายบัญชาการ ไปฟ้องวังหลิงเซียว! ดูสิว่าคนที่ซ่อนคนนอกไว้ในเรือนอย่างเจ้าจะมีเหตุผล หรือเป็นข้าที่มีเหตุผลกันแน่!”

เพราะคราวก่อนได้รับความคับแค้นใจจากเรื่องหญ้ากระดูกมังกรที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ความโกรธที่อดกลั้นไว้หลายเดือนผลักดันให้นางปลดปล่อยออกมาในเวลานี้ หยางอวิ้นพูดไม่ผิด เรื่องเมื่อคราวก่อนจะต้องเป็นพวกกัวมู่จิ่วทำแน่นอน หากนางไม่อาศัยโอกาสนี้แก้แค้นเอาคืน เด็กสาวบ้านนอกนี่ก็ได้เปรียบไปเปล่าๆ มิใช่หรือ?

มู่จิ่วกำหมัดจนมีเสียงดังกร๊อบ

ผู้ฟังอย่างจางเหยี่ยนซิงจวินก็ลำบากใจ

แต่เดิมเขาแค่คิดจะมาดูสถานการณ์และไกล่เกลี่ย ขอเพียงหลิวจวิ้นไม่กัดไม่ปล่อย เช่นนั้นแล้วหากให้กัวมู่จิ่วไล่คนแซ่ลู่นี่ออกไป เขาก็สามารถปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้ แต่ท่าทางของอวี๋เสี่ยวเหลียนกับหยางอวิ้นมุ่งมั่นขนาดนี้ เขาจึงไม่สะดวกจะทำอะไรแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น

“ใต้เท้าหลิว ท่านดู…”

หลิวจวิ้นใบหน้าเขียวคล้ำจ้องมองมู่จิ่ว ถึงแม้จะไม่พูด แต่ในดวงตากลับมีไฟปะทุ

ต่อให้มู่จิ่วกล้ากว่านี้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการต้องเลือกว่าจะอยู่หรือไป ก็ยังอดลมหายใจสะดุดไม่ได้

หากไม่มีคำพูดนี้ของอวี๋เสี่ยวเหลียน นางจะกัดฟันเลือกปล่อยลู่ยาไป รักษาหน้าที่การงานไว้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน อย่างแย่ที่สุดก็เขียนจดหมายส่งกลับไปหงชาง บอกให้พวกมู่หัวรับเขาไว้ แบบนี้ถึงแม้จะโดนหลิวหยางด่าทอ แต่อย่างน้อยก็นับว่านางดูแลรับผิดชอบเขาอย่างถึงที่สุดแล้ว แต่เมื่ออวี๋เสี่ยวเหลียนพูดเช่นนี้ นางรู้ดีว่าถึงจะเลือกปล่อยลู่ยาไปก็กู้สถานการณ์กลับมาไม่ได้แล้ว

อวี๋เสี่ยวเหลียนกับหยางอวิ้นมีผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่ง ส่วนนางคือผู้บำเพ็ญตนที่ไร้พลังไร้อำนาจ จะสามารถชนะพวกนางได้อย่างไร?

ยิ่งไปกว่านั้น นางรู้ว่าพวกนางอดกลั้นความโกรธไว้ คิดจะลงมือกับนางแต่แรกแล้ว

นางเพียงคิดจะทำงานอยู่บนสวรรค์อย่างสงบมั่นคงเท่านั้น ทำไมถึงได้ยากเย็นขนาดนี้?

ยามมู่จิ่วจิตใจว้าวุ่น สายตาของลู่ยาไม่ได้ละไปจากนางเลยแม้แต่น้อย

ความเดือดดาลของนาง ความน้อยเนื้อต่ำใจของนาง ความพยายามของนาง ความหดหู่ของนาง เขามองเห็นอยู่ในสายตาทั้งหมด

ความไม่พอใจต่อหลินเจี้ยนหรูคือเรื่องหนึ่ง แต่เดิมเขาก็คิดจะเปิดเผยฐานะเพื่อช่วยเหลือนางอยู่แล้ว ถึงแม้เรื่องนี้อาจทำให้เกิดข่าวลือไม่ดี ถึงแม้อาจจะสะเทือนไปทั่วทั้งสวรรค์ ถึงแม้ตอนแรกเขาเพียงคิดจะยืมพลังของนางปกปิดตนเองไว้ และถึงแม้ตอนนี้เขายังไม่แน่ใจว่านางมีความหมายอันใดต่อเขากันแน่ เขาคิดแต่เพียงจะปกป้องนางเท่านั้น

แต่ท่าทางของอวี๋เสี่ยวเหลียนทำให้เขาเปลี่ยนใจ ต่อให้เขาเสียสละออกไปก็ไม่ได้รับประกันเรื่องตำแหน่งหน้าที่ของนาง หลังเขาจากไปทั้งแบบนี้ก็จะไม่สามารถกลับมาได้อีกแล้ว ความเป็นอยู่ของนางจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นได้หรือ? ภายหลังนางตัวคนเดียวจะรับมือกับคนใจคอชั่วร้ายเหล่านี้ได้อย่างไร?

ไม่ต้องพูดถึงว่านางชอบยุ่งเรื่องคนอื่น ตัวเองยังเอาตัวเองไม่รอดยังคิดจะช่วยหลินเจี้ยนหรูเลย…

เขาไปไม่ได้

ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาประสานมือก้าวออกไปข้างหน้าพวกเขา พูดอย่างไม่เร็วไม่ช้าเกินไปว่า “ข้าจำได้ว่ากฎของค่ายทหารถูกบัญญัติไว้เมื่อตอนแต่งตั้งเทพเซียน แม้ในกฎจะไม่ได้พูดชัดเจนว่าห้ามให้คนนอกเข้าอยู่อาศัย แต่ก็ไม่ได้ระบุห้ามญาติเข้ามาอยู่ด้วยเช่นกัน ไม่ทราบว่าข้าพูดถูกหรือไม่?”

หลิวจวิ้นขมวดคิ้ว “เจ้าหมายถึงอะไร?”

ในกฎไม่มีพูดชัดเจนว่าห้ามญาติมาอยู่ด้วย

เพราะเหล่าทหารต่างก็เป็นศิษย์ของสำนักต่างๆ ในตอนแรกเริ่มเดิมทียังห้ามไม่ให้คนนอกเข้ามาอยู่พักแรม แต่ภายหลังทหารที่เป็นศิษย์ของลัทธิฉ่านมากขึ้นเรื่อยๆ เหล่า ‘สำนักคุณธรรมที่มีชื่อ’ ก็ยิ่งวางก้ามใหญ่โตขึ้น จึงมีคนของสำนักพวกเขาขึ้นมาบนสวรรค์บ่อยครั้ง ดังนั้นกฎที่ระบุด้วยวาจานี้จึงเหมือนมีไว้ประดับเฉยๆ

อีกอย่างที่แห่งนี้กว้างขวาง ถึงแม้จะอยู่ในลานบ้านเดียวกัน แต่การเข้าออกก็ค่อนข้างจะเป็นส่วนตัว ค่ายทหารสวรรค์เป็นเพียงเขตที่พักเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการทหาร ดังนั้นจึงมีญาติของแต่ละคนขึ้นมาพักอาศัยที่นี่ไม่น้อย โดยปกติเพียงต้องไปรายงานตัวต่อหน่วยจัดการไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดเท่านั้น โดยพื้นฐานแล้วไม่เป็นปัญหาอะไร

แต่กรณีของเขาไม่เหมือนกัน คราวก่อนกระจกฟ้าดินส่องดูมู่จิ่วแล้วไม่มีคนในครอบครัวที่ไหน ทะเบียนบ้านของนางก็เขียนไว้แบบนี้ คนแซ่ลู่นี้ไม่ใช่คนบ้านนางแน่ เขาพูดเรื่องนี้ก็ไม่มีประโยชน์

“ความหมายของข้าคือ ข้าไม่ใช่คนนอก แต่เป็นญาติของกัวมู่จิ่ว”

สายตาของลู่ยาราวกับลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านกลุ่มคน ไม่มีท่าทีกดดันหรือระแวดระวังเลยแม้แต่น้อย “ดังนั้นการที่ข้าอยู่ที่นี่ก็ไม่นับว่าผิดกฎ หากจะพูดว่าผิดกฎล่ะก็ ต้องเป็นเพราะนางไม่ไปแจ้งเรื่องแก่หน่วยจัดการก่อนทำให้เกิดเรื่องเข้าใจผิด แต่ถึงแม้จะไม่ได้ไปแจ้ง คิดดูแล้วก็ไม่น่าถึงกับต้องไล่ออกจากสวรรค์”

“ญาติ?”

มู่จิ่วสูดลมหายใจเย็นๆ เข้าไป คำโกหกนี้มัน…

นางยังไม่ทันออกปาก หลินเจี้ยนหรูมองนางกับลู่ยาครั้งแล้วครั้งเล่า รีบพูดออกมาว่า “แต่พวกเราต่างก็รู้ว่านางไม่มีญาติ”

“ข้าบอกว่าเป็นญาติก็เป็นญาติ” ลู่ยาพูด “และยังเป็นญาติที่มีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดาด้วย”

หลินเจี้ยนหรูนิ่งไป อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว “เช่นนั้นเจ้าเป็นอะไรกับนาง?”

“คู่หมั้น” ลู่ยาขยับปากพลางมองเขา

ไม่มีพ่อแม่พี่น้องไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีญาติ คู่หมั้นก็เป็นหนึ่งในญาติเหมือนกัน

หลินเจี้ยนหรูตัวแข็งค้างอยู่ตรงนั้นเหมือนกับรูปปั้น

ส่วนมู่จิ่วกลับเกือบจะหมดลมสิ้นชีพ!

คู่หมั้น?! เขาช่างกล้าพูด!

“เจ้า…”

“เจ้าอย่าโทษข้าที่พูดออกมาเลย ถึงตอนนี้ไม่มีอะไรต้องปิดบังแล้ว” ลู่ยาปัดปอยผมที่หางคิ้วนางออกอย่างอ่อนโยน ยังคงพูดต่อหน้าตาเฉย “พวกเราตั้งแต่เด็กก็หมั้นหมายกันแล้ว เจ้ายิ่งไม่มีญาติพี่น้อง ข้าเลยไม่วางใจให้เจ้าขึ้นสวรรค์มาเป็นทหาร การมาเยี่ยมญาติไม่มีอะไรแปลกประหลาด ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้ดีอะไรนัก”

ปากของคนทั้งลานบ้านกว้างเสียจนยัดไข่เข้าไปได้ทั้งใบ!

หลินเจี้ยนหรูมองเขาก่อนมองมู่จิ่ว สีหน้าแม้ยังคงดีอยู่ แต่มือที่จับกระบี่กลับกำแน่นจนน้ำมันแทบจะออกมา!

มู่จิ่วแทบกระอักเลือดออกมาจากลำคอ!

นางฟังไม่ผิดใช่ไหม? นางหมั้นกับเขาแต่ยังเล็ก? ซ้ำยังเป็นห่วงนางอีกด้วย?

เขากลายเป็นคู่หมั้นนางตั้งแต่เมื่อไหร่? นางรับเขาไว้อย่างดีเขายังกล้าอาจหาญเอาเปรียบนางอีก?

นางขนลุกชันสั่นขึ้นมาคราหนึ่ง ปากอ้ากว้างหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถพูดปฏิเสธได้!

เพราะสิ่งที่คนสมควรตายอย่างเขาพูดมีเหตุผล หากเขาเป็นคู่หมั้นของนางก็จะไม่ใช่คนนอกแล้ว? นางจะจัดการอุดปากพวกอวี๋เสี่ยวเหลียนโดยไม่ต้องโดนไล่ออกไปได้? แล้วยังปกปิดความผิดที่นางเก็บคนนอกไว้ได้ด้วย?

ถึงแม้การโกหกนี้จะทำให้คนไร้คำพูดไปบ้าง แต่ตอนนี้ก็ไม่มีข้อแก้ตัวแบบอื่นแล้ว…

“ไม่ผิด!” นางตบมือก้าวออกมา พูดเลยตามเลย “พวกเราสองคนเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็กจนโต แปดร้อยปีก่อนก็หมั้นกันแล้ว! เขาไม่ใช่คนนอก ไม่ใช่คนนอกจริงๆ! เขาเป็นคู่หมั้นของข้า! ก่อนขึ้นสวรรค์มาเขาก็ดูแลข้ามาตลอด เอาใจใส่อย่างดีไม่มีตกหล่นเหมือนพี่ชายแท้ๆ ดังนั้นเมื่อเห็นข้าขึ้นมาเป็นทหารเขาจึงตามมาด้วย!”

ท่านเทพมาแล้ว

ท่านเทพมาแล้ว

เส้นทางการบำเพ็ญเป็นเซียนของมู่จิ่วราบรื่นนัก แต่พอถึงจุดสำคัญกลับไม่สามารถเลื่อนขั้นเป็นเซียนได้ อาจารย์ชี้ทางสว่างให้นาง เดิมทีสามารถปะปนอยู่ในแดนสวรรค์รอเวลาที่จะสำเร็จสมหวัง ไหนเลยจะรู้ว่าไปได้ครึ่งทางกลับเก็บเจ้าตัวปัญหาได้คนหนึ่ง…

Comment

Options

not work with dark mode
Reset