ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา – ตอนที่ 126 การเปลี่ยนแปลงที่แปลกประหลาด

ลมหิมะละเอียดร่วงหล่นไร้สุ่มไร้เสียง บริเวณรอบๆ บ่อน้ำรกร้างก็เงียบเชียบ ต้นไม้ของสะพานอุดรใหม่ใบไม้ร่วงหล่นไปสิ้นแล้ว ลำต้นของต้นไม้มีหิมะ ก็เหมือนกับทหารรักษาการณ์ที่ถือทวน จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ไพล่มือไว้ข้างหลัง ทอดสายตามองทิศทางของสำนักฝึกหลวงที่ไกลออกไป หลังจากเงียบนิ่งชั่วครู่พลางเอ่ยออกมา “การสอบใหญ่ใกล้จะเริ่มแล้ว มีความคิดเห็นเช่นไรเล่า”

“ใต้เท้าสังฆราชให้องค์หญิงลั่วลั่วเข้าศึกษาในพระราชวังตามความหมายของท่าน ทว่าก็มิได้มีอากัปกิริยาอย่างอื่น”

ม่ออวี่จ้องมองด้านข้างใบหน้าของจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ กล่าวเสียงเบา “ที่จริงจากที่ข้ามองแล้ว วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือสังหารเฉินฉางเซิงเสีย ไม่อย่างนั้นจะก่อเกิดความยุ่งยากมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร”

เรื่องวุ่นวายเกิดที่สำนักฝึกหลวง หลังจากความคิดเห็นขององค์จักรพรรดินี ภายในระยะเวลารวดเร็วก็ไม่มีผู้คนเอ่ยถึงอีก แต่ม่ออวี่คิดว่าองค์จักรพรรดินีมิได้หยิบยืมเหตุการณ์เหล่านี้เพื่อแสดงความโอบอ้อมอารีและมีน้ำใจ แต่เป็นการรอคอยให้คนที่อยู่ด้านหลังสำนักฝึกหลวงทั้งหมดได้แสดงตัวออกมา องค์จักรพรรดินีต่างเข้าใจเรื่องราวบนโลกใบนี้ทั้งหมดทั้งมวลอยู่ในสมอง หากมาถามนางในเวลานี้ โดยปรารถนาเพียงแค่อยากจะรู้ความคิดของนาง เช่นนั้นความคิดของนางก็เพียงพอที่จะหนักแน่นได้

นอกเหนือจากความคาดหมายของนาง จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์แน่วแน่จนกระทั่งคิดที่จะเมินเฉยมิได้แสดงท่าทางชื่นชมใดๆ ออกมา กลับเหยียดมุมปากขึ้นด้วยซ้ำไป เผยให้เห็นใบหน้ายิ้มแย้มที่แฝงไปด้วยความเยาะหยัน เอ่ยว่า “เรื่องดำเนินไปเช่นนี้ยังมิน่าสนใจหรอกหรือ กล่าวว่าสังหารเขาเสีย แล้วเจ้าจะนอนหลับสนิทได้อย่างไร เจ้าต้องรู้ว่ากลิ่นบนหมอนกับที่นอนสุดท้ายแล้วก็จะหายไป”

ม่ออวี่ได้ยินประโยคนี้จึงลุกลี้ลุกลน ในใจครุ่นคิดจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไรดี

จักรพรรดินีมิได้ให้โอกาสนางในการอธิบาย หันกายจ้องมองนาง ใบหน้าคล้ายจะยิ้มและไม่ยิ้ม พลางกล่าวว่า “การชุมนุมไม้เลื้อยค่ำคืนนั้น เป็นเจ้าที่จับเขาขังไว้ยังวังถง”

ม่ออวี่อยู่ๆ ก็รู้สึกว่าความหนาวเหน็บของหิมะวันนี้เข้าไปถึงกระดูก ไฉนจะกล้าลังเลแม้แต่เสี้ยววินาที กล่าวตอบ “ใช่เพคะ”

จักรพรรดินีมิได้มองบ่อน้ำรกร้างแห่งนั้นอีก เอ่ยว่า “นั่นเป็นสถานที่ที่ดี”

ม่ออวี่มิกล้าเอ่ยสิ่งใดอีก ก้มศีรษะด้วยความเคารพนอบน้อม ประคองมือขององค์จักรพรรดินี มุ่งไปยังพระราชวัง

ค่ำคืนที่ขังเฉินฉางเซิงอยู่ในวังถงนั้น เป็นนางที่ทำตามการร้องขอของผู้ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่ง ส่วนเฉินฉางเซิงเพราะเหตุใดถึงหลุดพ้นออกมาได้นั้น หรือเข้าไปอยู่ข้างใต้สระเย็น แล้วเจอสิ่งหวงห้ามนั่น ม่ออวี่ไม่รู้ และก็ไม่กล้าจะไปรู้ เพราะว่าไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม นั่นก็เป็นเพราะนางเป็นสาเหตุ

องค์จักรพรรดินีมิได้กล่าวพึงพอใจหรือไม่พอใจต่อเรื่องที่นางจัดการ แต่ในเมื่อเอ่ยขึ้นมา นั่นก็เป็นการเตือน

ราชสำนักและราษฎรของต้าโจวต่างทราบดี ม่ออวี่เป็นสตรีที่มีอำนาจบนโลกใบนี้เป็นอันดับที่สอง มีความรุ่งเรืองร่ำรวยและอำนาจทัดเทียมฟ้าดินยากจะจินตนาการได้ บางครั้งบางคราวนางได้แต่งแต้มจุดสีแดงระหว่างคิ้วอีกครา ทำให้การเยาะหยันที่เงียบสงัดไปแล้วหลายร้อยปีเริ่มปรากฏขึ้นใหม่อีกครั้ง แต่ว่านางชัดเจนยิ่งนัก ทั้งหมดนี้ล้วนมาจากการประทานหรือว่าความเห็นชอบจากจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์

หากวันหนึ่งจักรพรรดินีสงสัยในตัวนาง นางคงจะสูญสิ้นทั้งหมดไป ก็จะเสียชีวิตแม้แต่ดินฝังศพยังไม่มี

สายลมหิมะวันนี้เหน็บหนาวเป็นพิเศษจริงๆ มือที่นางประคองจักรพรรดินีเริ่มขาว ริมฝีปากขาวซีดยิ่งนัก ไม่มีสีโลหิตแม้แต่น้อย

เฉินฉางเซิงตื่นนอนบนเตียงของสำนักฝึกหลวง

ใบหน้าของเขาขาวซีดไร้สิ่งใดเปรียบ ริมฝีปากก็ขาวซีดยิ่งนัก ไม่เห็นสีโลหิตแม้แต่น้อย

แต่ว่าร่างกายเขาทุกแห่งล้วนแต่เป็นโลหิต บนบ่าและหน้าอก ยังมีเล็บนิ้วมือ ล้วนแต่เป็นโลหิตแห้งกรัง หากเปรียบเทียบกับที่นอนที่ขาวราวหิมะคล้ายกับว่าน่าหวาดกลัวแปลกตาเป็นพิเศษ

มองไปยังหลังคา เขาเบิกตาเขม็ง ไร้คำเอื้อนเอ่ย จนกระทั่งเวลาห้ายามเลยพ้นไป หลังจากลมหายใจค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสงบนิ่ง เขาถึงค่อยๆ ตะแคงร่างกาย มือซ้ายจับขอบเตียงเหยียดตัวลุกขึ้นนั่ง

เขานั่งเป็นเวลายี่สิบห้านาทีอยู่ข้างเตียง รอคอยให้การเต้นของหัวใจค่อยๆ ฟื้นกลับมาเป็นปกติ ยืดตัวลุกขึ้นไปด้านหน้ากระจก

เขาจ้องมองหนุ่มน้อยที่มีโลหิตท่วมตัวในกระจก เงียบนิ่งเป็นเวลายาวนาน

ตนยังมีชีวิตอยู่ ความรู้สึกชนิดนี้ดีจริงๆ

เดินทางไปอยู่เส้นคาบเกี่ยวของความตายมาแล้วหนึ่งรอบ หลังจากนั้นก็กลับมายังโลกมนุษย์อีกครา ความรู้สึกชนิดนี้ดีจริงๆ

อยู่ในที่ด้านล่างแห่งนั้นแท้จริงแล้วเกิดสิ่งใดขึ้น เขาจำไม่ค่อยได้เสียแล้ว รู้เพียงแค่ว่าหลังจากละอองดาวเริ่มเผาไหม้ จิตวิญญาณเขาก็ดิ่งลงสู่ห้วงลึก ห้วงลึกแห่งนั้นทั้งหมดล้วนแต่เป็นเปลวเพลิงที่แผดเผา ฝุ่นควันอุณหภูมิสูง การฉีกขาดอย่างน่าหวาดกลัว รวมถึงความเจ็บปวดที่ยากจะรับไหว และยังมีความสิ้นหวัง

เขารู้สึกว่าตนราวกับว่าฝันไป ทว่าเขารู้ดีนี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ขณะนี้เขายังมีอาการใจเลื่อนลอย จิตใต้สำนึกยกแขนเสื้อขึ้นมาดม บนเสื้อผ้าทุกแห่งล้วนแต่แช่ด้วยโลหิต เมื่อดมถึงแม้จะไม่ได้กลิ่นคาวโลหิตแทงขึ้นจมูก แต่ว่าสำหรับคนที่รักความสะอาดดังเช่นเขา นี่เป็นเรื่องที่ยากจะรับได้

เขาคิดว่าโลหิตเหล่านั้นเป็นของตน ก็ยังคงไม่อาจรับได้ ดังนั้นเขาจึงเริ่มอาบน้ำ อาบไปหลายรอบ ถึงจะมั่นใจว่าโลหิตทั้งหมดได้ถูกชะล้างออกแล้ว หยิบผ้าขนหนูมาเช็ดหยดน้ำบนร่างกาย เดินไปยังด้านหน้ากระจก เตรียมที่จะเปิดหน้าต่างออก ให้อากาศสะอาดสดชื่นของหิมะฤดูหนาวเข้ามา

เมื่อเดินไปถึงกระจกบานใหญ่ อยู่ๆ เขาก็หยุดชะงัก จ้องมองไปยังกระจก

ในกระจก มีหนุ่มน้อยผู้หนึ่งที่ร่างกายเปลือยครึ่งท่อน มองแล้วปกติยิ่งนัก แต่เขาพบสิ่งที่ไม่ปกติอย่างยิ่งบางแห่ง

บนโลกใบนี้มีคนดังเช่นเขาน้อยอย่างยิ่ง สำหรับร่างกายของตน เขาเข้าใจได้แจ่มชัดยิ่ง เพราะสาเหตุของอาการป่วย เขาจึงใส่ใจสิ่งเหล่านี้ เขาจำได้แม่น ไหล่ทางด้านซ้ายของตน มีรอยแผลเป็นที่เมื่อศิษย์พี่ใช้เข็มฝังพลาดให้เขา แต่ว่าขณะนี้ รอยแผลเป็นนั้นไม่มีแล้ว บนไหล่ด้านซ้ายทั้งหมดกลับเกลี้ยงเกลา

เวลานี้เขาถึงจะสังเกตเห็น ผิวหนังของตนกลายเป็นเกลี้ยงเกลาไปมาก ราวกับทารกแรกเกิด สิ่งที่ยิ่งทำให้เขาไม่เข้าใจก็คือ ชัดเจนยิ่งนักว่าตนได้รับบาดเจ็บสาหัส บนร่างกายกลับหารอยแผลเป็นไม่เจอ ถึงแม้เป็นรอยแผลที่หลงเหลือไว้นานมาแล้ว แต่ก็หายไปหมดสิ้น เกรงว่าแม้แต่รอยที่ละเอียดเล็กที่สุดก็ไม่เห็น

หรือว่า นี่ก็คือการชำระล้างกระดูก รับเอาละอองดาวจากดาวโชคชะตาจากที่ไกลโพ้น ในขั้นตอนที่กำลังกลายเป็นพลังปราณแท้ มีบางส่วนที่ถือโอกาสให้ตนชำระล้างกระดูกสำเร็จหรือ

ในใจของเขามิได้ก่อเกิดความปีติยินดีเพื่อชดเชยใดๆ เพราะขณะนี้เขางุนงงอย่างยิ่ง จิตใจยังอยู่ในช่วงเวลาเคลิบเคลิ้ม

เขาจ้องมองหนุ่มน้อยที่อยู่ในกระจก หัวคิ้วขมวดเข้าหากันใคร่ครวญคิดอย่างจริงจัง

ใคร่ครวญ เป็นเรื่องที่ทำให้คนสงบนิ่งเข้าใจกระจ่างแจ้ง เขายิ่งนานยิ่งกระจ่างแจ้ง เรื่องราวยิ่งคิดนานยิ่งมากขึ้น จนกระทั่งสุดท้าย ในที่สุดเขาก็คิดออก ก่อนที่ตนจะสลบไสลไป น่าจะอยู่ในพื้นที่ด้านล่างอันเหน็บหนาว อยู่ต่อหน้าร่างกายของมังกรดำ แล้วเพราะเหตุใดเมื่อตื่นขึ้นมาได้มาอยู่ที่สำนักฝึกหลวงเล่า

เขามองผ้าขนหนูที่เปียกชื้นเล็กน้อย ใช้มือลูบไล้เบาๆ เพื่อมั่นใจว่าความเปียกชื้นเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง

เขาเดินไปยังริมหน้าต่าง มองไปยังกำแพงที่อยู่ส่วนลึกของป่าฤดูหนาว ในใจครุ่นคิดว่าเส้นทางการออกมาจากพื้นที่ด้านล่างก็คือสระน้ำแห่งนั้น ถ้าหากมิใช่แพะดำที่คิดหาวิธีให้ตนกลับมายังสำนักฝึกหลวง ก็มีคนเดียวที่สามารถทำได้ คงจะเป็นสตรีวัยกลางคนผู้นั้น สตรีวัยกลางคนผู้นั้นแท้จริงแล้วคือผู้ใด

แท้จริงแล้วด้านล่างก่อนหน้านี้เกิดสิ่งใดขึ้น เพราะเหตุใดตนยังมีชีวิตอยู่ หรือว่าตนชำระล้างกระดูกสำเร็จแล้ว

เขายืนอยู่ริมหน้าต่างเงียบนิ่งเป็นเวลายาวนาน ในที่สุดก็ตัดสินใจ เดินกลับไปข้างเตียง พลิกที่นอนขึ้น นั่งขัดสมาธิ หลับตาแล้วเริ่มนั่งถอดจิตสำรวจตน

ความสิ้นหวังเหล่านั้นยังแพร่กระจายไปเต็มห้วงลึก เหมือนกันกับเขาที่เริ่มนั่งถอดจิตสำรวจตนเอง ตอนนี้เขามีชีวิตอยู่ กลับไม่ลังเลที่จะนั่งถอดจิตอีกครั้ง เพราะว่าการมีชีวิตอยู่เป็นสิ่งที่สำคัญต่อเขายิ่งนัก แต่เขาไม่อาจรับการมีชีวิตที่สับสนเช่นนี้ได้ เขาต้องการเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้ของตนเองว่าแท้จริงแล้วคืออะไร

ดวงจิตเข้าไปในร่างกายของเขา เริ่มท่องเที่ยวอีกคราหนึ่ง เพียงแค่ว่าเวลานี้หลังจากที่มีประสบการณ์แล้ว การท่องเที่ยวครานี้มิใช่การเป็นการสำรวจที่ไร้เป้าหมาย ก็เหมือนเป็นการสำรวจพื้นที่ของตนเอง ใช้เวลาเพียงไม่นาน จิตของเขาก็มาถึงยังพื้นที่หิมะพันลี้ผืนนั้น อยู่บนที่สูงมองลงมายังพื้น

เขาหลับตาแน่น ขนตากะพริบเล็กน้อย สีหน้าขาวซีดดุจหิมะ

เขาตึงเครียดยิ่งนัก กังวลเป็นอย่างยิ่งว่าดวงจิตจะเหมือนครั้งก่อน ร่วงหล่นบนพื้นหิมะโดยตรง กลายเป็นเปลวเพลิงดวงใหญ่ที่เผาไหม้น่าหวาดกลัวอีกครั้ง

ถึงแม้จิตใจจะมั่นคงดังเช่นเขา ก็ไม่อยากจะรับความทุกข์ทรมานอีกครั้งเป็นแน่

โชคดีก็คือ ดวงจิตของเขาครั้งนี้มิได้ร่วงหล่นลงไป และก็มิได้เกิดเหตุร้ายอย่างอื่นขึ้น

ที่ราบหิมะพันลี้ยังคงเป็นที่ราบหิมะพันลี้ ดวงจิตของเขาสังเกตเห็น ในมุมหนึ่งไร้ร่องรอยพื้นหิมะแผดเผา กลายเป็นธารหิมะที่กำลังไหลรินเป็นสายละเอียด ไหลไปยังทิศทางใต้ ตลอดทางเดินเป็นทุ่งกว้างชุ่มชื่นเปล่าเปลี่ยว มีเพียงลำธารที่รินไหลเส้นเล็กอย่างยิ่ง อีกทั้งเทือกเขายังตัดขาดจากกัน เดิมทีไร้หนทางที่จะประกอบกันเป็นสิ่งที่เรียกว่าระบบน้ำ

สิ่งที่กำลังไหลรินเส้นเล็กๆ คงจะเป็นพลังปราณแท้ เพราะว่าเส้นลมปราณมีความพิเศษ อีกทั้งยังไร้หนทางจะเชื่อมต่อกันดังเช่นผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรปกติ จึงทำได้เพียงแค่อยู่ในพื้นที่เล็กๆ เท่านั้น

เฉินฉางเซิงลืมตาขึ้น เริ่มคิดใคร่ครวญ

สถานการณ์ของเขาตอนนี้กับลั่วลั่วมีความคล้ายคลึงกัน ทว่าในความเป็นจริงแตกต่างกันอย่างมาก

พลังปราณแท้ภายในร่างกายของลั่วลั่วเต็มเปี่ยมสุดขีด เพียงแค่เส้นลมปราณของเผ่าปีศาจเปรียบเทียบกับเผ่ามนุษย์แล้วง่ายดายอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้จึงฝึกบำเพ็ญเพียรตามแบบเผ่ามนุษย์ได้ยากยิ่ง พลังปราณแท้ของเขาขณะนี้น้อยเสียจนน่าเวทนา อีกทั้งเส้นลมปราณยังตัดขาดจากกัน ปรารถนาจะฝึกวิทยายุทธ์เป็นสิ่งที่ยากลำบากยิ่ง ทว่าระหว่างคนทั้งสองมีบางอย่างที่จะสามารถเชื่อมต่อกันได้รางๆ

สำหรับปัญหาของเส้นลมปราณ หลายปีมานี้เขาใคร่ครวญมาตลอด ดังนั้นในเพียงแค่ระยะเวลาไม่กี่เดือนก็สามารถแก้ไขปัญหาของลั่วลั่วได้ อีกทั้งขั้นตอนการแก้ไขปัญหาของลั่วลั่ว ในความเป็นจริงแล้วก็เพื่อการเตรียมตัวแก้ไขปัญหาขณะนี้ของตนด้วย ส่วนการที่ตนจะฝึกบำเพ็ญเพียรอย่างไร เขาก็ได้เตรียมการไว้นานแล้ว

ใช่แล้ว ขณะนี้พลังปราณแท้ในร่างกายเขามีจำนวนไม่มาก เส้นลมปราณตัดขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง ทว่านี่มิได้หมายความว่าเขาไม่อาจฝึกบำเพ็ญเพียรได้

เขาเดินไปข้างหน้าต่าง มองต้นสนที่เตะตาในป่าฤดูหนาวริมทะเลสาบต้นนั้น ปรับลมหายใจเพียงชั่วครู่ กุมด้ามกระบี่สั้น

เสียงเคร้งกังวานใส กระบี่สั้นออกมาจากฝัก พลังกระบี่ที่รวมกันแพร่กระจายออกมา พัดกระจายออกไป จากริมหน้าตาชั้นสองของอาคาร

กระบวนท่าแรกของกระบี่ลมฝนจงซานก็คือ ยกบุษราคราม

แต่ว่าเขาไม่มีรูปแบบการขับเคลื่อนพลังปราณแท้ของกระบี่ลมฝนจงซาน อีกทั้งใช้วิธีลอกเลียนแบบที่ตนได้สอนลั่วลั่ว

นี่เป็นครั้งแรกของเฉินฉางเซิงที่ใช้พลังปราณแท้ เริ่มจากเวลานี้ เขาเริ่มเรียกขานตนเองว่าเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรผู้หนึ่ง หรืออาจจะเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญเต๋า

บุคคลอื่นถ้าหากมีประสบการณ์ดังเช่นเขา เวลานี้หรือว่าอาจจะยินดีปรีดา จนขนาดว่าน้ำตาไหลเต็มใบหน้า แต่เขามิได้เป็นเช่นนั้น ก็เหมือนกับที่เขาเพิ่งมั่นใจว่าพลังปราณแท้ในร่างกายได้ขับเคลื่อน เขาสงบนิ่งไม่เหมือนกับหนุ่มน้อยอายุสิบห้าปี แต่เหมือนกับผู้อาวุโสที่บำเพ็ญเพียรมาแล้วห้าร้อยปี

เพราะว่าการฝึกบำเพ็ญเพียรเดิมทีมิใช่เป้าหมายของเขา เป็นเพียงแค่ขั้นตอนหนึ่งของเขา และก็เป็นเพราะว่าเขาเคยคาดเดาภาพตอนนี้มาแล้ว คิดเป็นเวลาหลายครั้ง จนกลายเป็นชินชาเสียนานแล้ว

ตามพลังกระบี่ที่แทงออกไปยังอากาศ สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนเป็นขาวซีด เสียงโอ๊ยดังขึ้นแผ่วเบา เขารู้สึกเจ็บปวด

ต้นสนที่อยู่ไกลออกไปไม่ขยับแม้แต่น้อย แท่นหินที่อยู่ด้านนอกหน้าต่างแตกออก เศษหินหลายก้อนกระเด็นเข้ามาในห้องเหมือนลูกธนูอันแข็งแกร่ง ส่งเสียงดังพุ่งปะทะไปในกำแพง และก็ปะทะแขนซ้ายของเขา

ตามวิธีการที่สอนลั่วลั่ว หรือว่ายังมีปัญหาบางอย่าง จะต้องเสาะหาหนทางใหม่ แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเรื่องที่ง่ายดาย

เฉินฉางเซิงส่ายศีรษะ หันกายเตรียมหยิบผงยามาพันปิดไหล่ซ้าย

ถึงแม้พลังปราณแท้ของเขาจะอ่อนแอ ยากที่จะแสดงพลังของเพลงกระบี่ลมฝนจงซาน แต่ว่าถึงอย่างไรก็ใช้พลังปราณแท้ควบคุมกระบี่ ก้อนหินที่กระเด็นเพราะพลังเหล่านั้น เปรียบเทียบกับพลังของลูกศรธรรมดาก็ไม่ไกลกันมาก สามารถพุ่งลึกเข้าไปยังกำแพง เป็นธรรมดาที่จะสามารถทำร้ายแขนซ้ายของเขา

หลังจากนี้คงจะต้องระมัดระวังหน่อย เขาเอ่ยในใจกับตนเอง

หลังจากนั้นเขาพบว่า ไหล่ซ้ายของตนมิได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด แม้แต่ขนเส้นเล็กตามร่างกายต่างก็ไม่ได้ขาดแม้แต่น้อย

ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา

ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา

ตลอดชีวิตของ เฉินฉางเซิง นั้นเต็มไปด้วยความลึกลับ เริ่มต้นจากกลิ่นหอมประหลาดที่แผ่กำจายออกมาจากตัวทำให้เหล่าสิ่งมีชีวิตเกิดความหิวกระหาย ตามมาด้วยร่างกายที่อ่อนแอเสียจนทำให้ไม่อาจบำเพ็ญเพียรได้ สุดท้ายจบลงที่อาการป่วยที่ทำให้ชีวิตของเขามิอาจยืนยาว ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาเขาทำได้แค่ท่องตำราจำนวนหลายพันเล่ม แม้จะรู้ว่าอาการป่วยมิอาจรักษา บางทีมันจะเป็นโชคชะตา แต่เขาก็อยากจะท้าทายลิขิตฟ้านี้ดูสักครั้ง เขามิใช่คนเก่ง แต่เขาอยากลอง และนั่นคือจุดเริ่มต้นเส้นทางการพลิกโชคชะตาของเขา…

Comment

Options

not work with dark mode
Reset