ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา – ตอนที่ 151 ท้องฟ้า

ความเร็วของเฉินฉางเซิงแท้จริงแล้วเร็วอย่างยิ่ง หมัดแท้จริงแล้วก็ตรงยิ่งนัก

กล่าวตามเหตุผล หมัดของเขาจะต้องร่วงอยู่กลางอากาศ ไร้หนทางที่จะจู่โจมถูกกระบวนท่าขี่เมฆอันล้ำเลิศของฮั่วกวงได้

หมัดของเขาที่จริงแล้วชกความว่างเปล่า ร่วงอยู่กลางอากาศ ก่อเกิดเสียงพรึ่บดังขึ้น คล้ายกับว่าระฆังโบราณถูกตีให้เกิดเสียง

อากาศทั้งหมดไม่อาจรับพลังใดๆ คล้ายกับว่าถูกหมัดหนึ่งจู่โจมทำลาย

อย่างไรก็ตาม หมัดของเขามิได้หยุดยั้งเพียงเท่านี้ แต่ยังคงเดินหน้าต่อไป

ในอากาศที่ถูกทำลาย คล้ายกับว่าปรากฏทางสายหนึ่ง หนทางนั้นไร้วิธีใช้ตาเปล่ามองเห็น กลับทำให้ผู้คนรู้สึกว่ามีอยู่จริง

บรรดาผู้ยิ่งใหญ่ในตำหนักประจักษ์อักษรจ้องมองภาพที่อยู่ในกระจก ก็รู้สึกว่าหนทางนั้นมีอยู่จริง

หนทางเส้นนั้นเฉินฉางเซิงใช้หมัดเจาะออกไป กลับมิได้เป็นเส้นตรง แต่เป็นเส้นโค้ง ปลายด้านหน้าสุดแหงนขึ้นเล็กน้อย

เส้นนี้ไร้รูปร่าง มันวาวยิ่งนัก สวยงามอย่างยิ่ง เป็นความรู้สึกสวยงามตามธรรมชาติ

หมัดที่ตรงดิ่ง จะสามารถโจมตีในอากาศเป็นเส้นโค้งได้อย่างไร

มีเพียงแค่การอธิบายเดียวเท่านั้น นั่นก็คือหมัดของเขา ช่วงเวลาท้ายที่สุด ได้เปลี่ยนทิศทาง

บนโลกใบนี้มีวิชาหมัดอะไรที่จะสามารถทำเช่นนี้ได้

ฮั่วกวงล่องลอยไปตามท้องฟ้า

หมัดของเฉินฉางเซิงมุ่งไปยังท้องฟ้าตามเส้นโค้งที่ไร้รูปร่างนั้น

“เพลงกระบี่เผานภา”

ในตำหนักประจักษ์อักษรมีเสียงร้องตกตะลึงของเซวียสิ่งชวน

ที่จริงแล้วไม่มีวิชาหมัดใดสามารถเปลี่ยนแปลงทิศทางในห้วงเวลาสุดท้าย

บรรดาผู้ยิ่งใหญ่ในตำหนักประจักษ์อักษรทั้งชีวิตล้วนได้พบเจอและทรงความรู้มากมาย จะต้องไม่มีอย่างจริงแท้แน่นอน

แต่มีวิชากระบี่สามารถทำได้ ในกระบวนท่าสุดท้ายของเพลงกระบี่สามารถเปลี่ยนทิศทางได้

บรรดาผู้ใหญ่ในตำหนักประจักษ์อักษรก่อนหน้านี้นั่งนับอยู่ในใจเงียบๆ บนโลกนี้มีประมาณสามวิธีที่จะทำเช่นนี้ได้ หนึ่งในนั้นมีเพลงกระบี่ชนิดนี้

กระบี่เผานภาในเพลงกระบี่เขาหลีซาน!

ในตำหนักประจักษ์อักษรมีเสียงเก้าอี้และเสียงเสียดสีกับพื้นดังขึ้นต่อเนื่อง

บรรดาผู้ยิ่งใหญ่ตื่นตกใจจนลุกขึ้น จ้องมองหนุ่มน้อยที่อยู่ในกระจกซึ่งกำลังโจมตีท้องฟ้า

นักเรียนของสำนักฝึกหลวงจะใช้เคล็ดวิชากระบี่หลีซานที่ไม่แพร่งพรายสู้ภายนอกได้อย่างไร

ในตำนานเล่าขาน กระบี่เผานภาของเพลงกระบี่หลีซาน เป็นเคล็ดวิชาลับที่อาจารย์ปู่ท่านหนึ่งของหลีซานได้คิดค้นขึ้น เดิมทีไม่สอนสู่ภายนอก จนกระทั่งถึงร้อยกว่าปีก่อน เขาไปท่องเที่ยวหาความรู้เพิ่งกลับมาเขาหลีซาน ถึงขอร้องให้ท่านอาวุโสของหลีซานให้นำเพลงกระบี่นี้บันทึกลงในเคล็ดลับเพลงกระบี่เขาหลีซานด้วยความยากลำบาก

กระบวนท่ากระบี่นี้มีชื่อเสียงยิ่งนัก แต่กลับมีคนเพียงน้อยนิดที่จะใฝ่เรียน เพราะว่ากระบวนท่านี้เมื่อเรียนแล้วยากเกินไป ต้องการพลังจิตมาหล่อหลอมการฝึกฝนสูงเหลือเกิน

บรรดาลูกศิษย์ของพรรคกระบี่หลีซานรุ่นนี้ กล่าวกันว่ามีเพียงแค่ชิวซานจวินกับโก่วหานสือที่ฝึกฝนกระบวนท่านี้สำเร็จ

ตอนนี้ กระบวนท่านี้ปรากฏอยู่ในมือของเฉินฉางเซิง

เขามิได้ใช้กระบี่ สิ่งที่ใช้ก็คือหมัด

กระบี่เผานภา กลายเป็นหมัดที่ปะทะท้องฟ้า

ระหว่างหมัดของเขากับท้องฟ้าสีคราม ก็คือฮั่วกวง

ครั้นมัดของเขาก่อนที่จะพุ่งโจมตีท้องฟ้าคราม อันดับแรกจะต้องร่วงหล่นบนร่างกายของฮั่วกวงก่อน

เสียงโครมดังขึ้น

นั่นเป็นเสียงหมัดกับร่างกายปะทะกัน

หมัดของเฉินฉางเซิง ชนเข้ากับหน้าอกของฮั่วกวง

กระชับ แม่นยำ ทรงพลัง

เสียงปึงดังขึ้นทำลายความเงียบเป็นครั้งที่สอง

เป็นร่างกายและอากาศถูกโจมตีจนเกิดเสียง

ร่างกายของฮั่วกวง ลอยห่างจากพื้นดินทันที ล่องลอยไปในท้องฟ้า หลังจากนั้นก็กลายเป็นเงาสีดำเล็กๆ

ด้านนอกหอชำระธุลี บรรดาผู้เข้าสอบรวมตัวกันอยู่ด้านหน้าบันไดหิน รอคอยผลการสิ้นสุดของการต่อสู้ครั้งนี้

พอดีกับเวลานี้เอง พวกเขาได้ยินเสียงปึงดังขึ้นติดต่อกันสองครั้ง

เพราะว่าค่ายกลป้องกันเสียงในหอชำระธุลี ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่ได้ยินเสียงใดๆ มาตลอด ไม่เหมือนการต่อสู้ของถังซานสือลิ่วกับเหลียงปั้นหู ที่สามารถมองเห็นแสงกระบี่ทอดเงาออกมาบนท้องฟ้า ฮั่วกวงที่เข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนี้รวมถึงเฉินฉางเซิง จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าพวกเขาไม่ค่อยเก่งกาจสักเท่าไหร่

จนกระทั่งเสียงโครมปึงดุจอสนีบาตทั้งสองเสียงดังขึ้นทันทีทันใด คล้ายกับว่าฟาดฟันอยู่ข้างหูพวกเขา

บรรดาผู้เข้าสอบตกตะลึงหาสิ่งใดเปรียบได้ จากเสียงโครมตามมาด้วยเสียงบางอย่างทะลุท้องฟ้าออกมา สายตาก็เคลื่อนไหวตาม มองเห็นเงาคนที่ล่องลอยอยู่ในท้องฟ้า

ในสนามทั่วทั้งผืนเงียบเชียบ ผู้เข้าสอบจำนวนมากอ้าปากค้าง ทว่ากลับไร้คนพูดคุยกัน

สายตาของพวกเขาจ้องเขม็งไปยังเงาคนที่ลอยสูงละลิ่ว จากนั้นร่วงตกลงมาอีกครา

หลังจากนั้น บนพื้นก็ปรากฏรอยแตกร้าวกระจายเล็กน้อย

พวกผู้เข้าสอบก้มหน้ามองเท้า จากนั้นแหงนหน้ามองไปยังหอชำระธุลี ตกตะลึงจนไร้หนทางเอื้อนเอ่ย รู้สึกว่าจิตใจก็แตกร้าวตามไปด้วย

รอยแตกร้าวนั้น คงจะเป็นคนผู้นั้นตกลงมายังพื้น

ผู้เข้าสอบส่วนใหญ่ต่างก็ดูไม่ออกว่าเงาของคนที่ถูกโจมตีจนลอยไปยังท้องฟ้าคือผู้ใด แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ในจิตใต้สำนึกของคนทั้งหมดล้วนแต่คิดว่ามิใช่เฉินฉางเซิง

ในหอชำระธุลี

เท้าขวาของเฉินฉางเซิงอยู่ด้านหน้า เท้าซ้ายอยู่ด้านหลัง ประหนึ่งคันธนู

แขนขวาของเขางอเล็กน้อย กำหมัดชูขึ้นยังท้องฟ้า ประหนึ่งคบเพลิง

ฮั่วกวงถูกตีลอยขึ้นไป

เขาเก็บหมัด จากนั้นชักเท้าขวากลับมา ยืนลำตัวตั้งตรง มองไปยังท้องฟ้า

สายตาของเขาเคลื่อนไหวไปตามเงาคนผู้นั้น จากนั้นร่วงหล่นลง กลับมายังด้านในหอชำระธุลี

เสียงตุบดังขึ้น ฝุ่นละอองฟุ้งกระจาย บนพื้นสั่นไหวเล็กน้อย

ฝุ่นละอองหยุดลงเชื่องช้า ฮั่วกวงล้มลงบนพื้น กระอักโลหิตออกมาไม่หยุด ไม่รู้ว่ากระดูกหักลงไปกี่ท่อนแล้ว

เมื่อวินาทีที่เขาเริ่มลอยห่างจากพื้นดิน บรรดาผู้คุมสอบบนชั้นสองต่างพากันถลันลงมาเพื่อเตรียมช่วยเหลือชีวิตอยู่ก่อนแล้ว

นักบวชสตรีของสำนักสิบสามชิงเหย้า สาดแสงบริสุทธิ์ใส่ไม่หยุด ช่วยห้ามเลือดให้เขา เพื่อรับประกันว่าจะไม่ก่อให้เกิดเรื่องถึงชีวิต จากนั้นถึงเคลื่อนย้ายเขาไปยังพระราชวังหลี

นอนอยู่บนพื้นที่มีเม็ดทรายปกคลุม จ้องมองท้องฟ้าสีคราม ท่าทางของฮั่วกวงทุกข์ทรมานยิ่งนัก นัยน์ตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความไม่ยินยอมและโกรธแค้น สิ่งที่มากที่สุดกลับเป็นความผิดหวังห่อเหี่ยวใจ

เขาไม่เข้าใจ เพราะเหตุใดตนจึงพ่ายแพ้ในการต่อสู้สนามนี้

จะต้องรู้ว่าก่อนที่มาถึงจิงตู เขาได้รู้ล่วงหน้าก่อนแล้วว่าคู่ต่อสู้ของตนคือผู้ใด

ถ้าหากเฉินฉางเซิงแม้แต่การประลองยังผ่านไม่ได้ เป็นธรรมดาที่ไม่อาจเข้าร่วมการต่อสู้ ถ้าหากการต่อสู้รอบแรกก็ไม่อาจชนะได้ แน่นอนว่าจะไม่ได้เจอเขา สิ่งที่เขารู้ทั้งหมดก็คือ เพียงแค่เฉินฉางเซิงเข้ามาอยู่ในการสอบครั้งที่สอง เช่นนั้นตนถึงจะเป็นคู่ต่อสู้ของเขา ตนจะกลายเป็นเทือกเขาใหญ่ที่เขาไร้หนทางจะก้าวข้ามมาได้ เช่นนั้นประวัติศาสตร์จึงได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง ความสัมพันธ์ทิศใต้ทิศเหนือจะได้ไหลมารวมกันตามแนวทางที่ถูกต้องอีกครา…

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เขานอนอยู่บนพื้น ได้รับบาดเจ็บสาหัส ไร้หนทางที่จะขยับเขยื้อน แม้แต่จะหมุนคออย่างง่ายดายก็ทำมิได้

เขาอยากจะเอ่ยอะไรบางอย่างกับเฉินฉางเซิง แต่เขาไร้หนทางที่จะมองเห็นเฉินฉางเซิง ทั้งยังกล่าวไม่ออก จึงทำได้เพียงแค่จ้องมองท้องฟ้าสีคราม

ท้องฟ้าของตำหนักฝึกฝนเตี้ยกว่าท้องฟ้าด้านนอกมากยิ่งนัก เมื่อครู่เขาถึงขนาดรู้สึกว่าตนสามารถสัมผัสท้องฟ้าผืนนั้นได้

ก็เหมือนกับก่อนที่เขาจะเข้าในหอชำระธุลี คิดว่าตนสามารถเอาชนะเฉินฉางเซิงได้อย่างง่ายดาย

ทว่าในความเป็นจริง ท้องฟ้าเป็นสิ่งที่ไม่อาจสัมผัสได้

เขาไม่อาจเอาชนะเฉินฉางเซิงได้

เพราะเหตุใดเล่า

เฉินฉางเซิงสามารถคาดเดาความรู้สึกตอนนี้ของฮั่วกวงรวมทั้งบรรดาผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังได้ว่าขณะนี้รู้สึกสลับซับซ้อนเช่นไร มีความรู้สึกเช่นไร ทว่าเขามิได้ไปคาดเดา เพราะว่าความคิดของผู้อื่นมิได้เกี่ยวข้องกับเขา มิสนว่าจะเป็นสารเบื่อหนูเขาหรือน้ำผึ้งของพวกเขา ล้วนแต่มิได้เกี่ยวข้องกับเขา เดิมทีแต่ไหนแต่ไรเขาจะไม่นำเวลามาเสียกับเรื่องไร้ค่าเช่นนี้

เขาไม่ได้มองฮั่วกวงที่นอนอยู่บนพื้น ทำความเคารพไปยังนักบวชที่ควบคุมการต่อสู้ของพระราชวังหลี จากนั้นมุ่งออกไปยังด้านนอกหอชำระธุลี

นักบวชพระราชวังหลีผู้นั้นมาจากสำนักแกนกลาง มองภาพด้านหลังของหนุ่มน้อย พลางพยักหน้าชื่นชม

ตั้งแต่เข้ามาในหอชำระธุลีจนถึงจากไป เฉินฉางเซิงมิได้เอ่ยสิ่งใดแม้แต่ประโยคเดียว

ก่อนการต่อสู้ดำเนินขึ้น ฮั่วกวงเอ่ยว่าจะมิใช่ภาษาในการเยาะหยันเขา เพราะว่านั่นเป็นการกระทำที่ไร้ยางอาย เพียงแค่จะชนะเขาอย่างง่ายดายเท่านั้น

เฉินฉางเซิงใช้ความจริงบอกฝ่ายตรงข้าม การพูดคุยเดิมทีเป็นเรื่องที่น่าเบื่อและไม่น่าสนใจ ข้ามาต่อสู้ มิใช่มาสนทนา ยิ่งไปกว่านั้นพวกเราก็มิได้สนิทชิดเชื้อ หรือกระทั่งมิได้รู้จักกันเสียหน่อย

เช่นเดียวกันตอนก่อนการต่อสู้ดำเนินขึ้น ฮั่วกวงมองเขาประหนึ่งผู้อยู่ที่สูงมองต่ำลงมาเอ่ยกับเขา ถ้าหากไม่ชักกระบี่ ก็ไร้โอกาสที่จะชักกระบี่ออกมา

เฉินฉางเซิงใช้ความจริงพิสูจน์ให้เห็นว่า ที่จริงแล้วคนที่ต้องชักกระบี่อย่างแท้จริงก็คือฮั่วกวง

ในตำหนักประจักษ์อักษร ได้เงียบเชียบลงอีกครา

ผู้คนต้องใช้ระยะเวลายาวนานถึงจะสามารถระงับความตกตะลึงในจิตใจได้

ม่ออวี่จ้องมองทรายบนพื้นที่ว่างเปล่า ริมฝีปากขยับเล็กน้อย คล้ายกับว่าอยากจะยิ้มออกมา แต่ทว่าในที่สุดยังคงเก็บอาการสงบนิ่งไว้ต่อไป

เซวียสิ่งชวนมองไปยังใต้เท้ามุขนายกเหมยหลี่ซา รู้สึกงุนงงอย่างยิ่งกับระดับฝีมือที่แสดงออกมาของเฉินฉางเซิง

ผู้คนตอนนี้ถึงพบว่า มุขนายกไม่รู้ว่าหลับตาหลับตั้งแต่เมื่อใด ราวกับว่าหลับสนิทก็มิปาน

เพียงแค่รอยย่นบนใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นผ่อนคลายขึ้นมาก

รอยด่างที่เตะตาแต่เดิมของผู้สูงอายุก็เปลี่ยนเป็นเบาบางยิ่งนัก

บนใบหน้าของเขา มีกลิ่นอายของรอยยิ้มเจือจาง

ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา

ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา

ตลอดชีวิตของ เฉินฉางเซิง นั้นเต็มไปด้วยความลึกลับ เริ่มต้นจากกลิ่นหอมประหลาดที่แผ่กำจายออกมาจากตัวทำให้เหล่าสิ่งมีชีวิตเกิดความหิวกระหาย ตามมาด้วยร่างกายที่อ่อนแอเสียจนทำให้ไม่อาจบำเพ็ญเพียรได้ สุดท้ายจบลงที่อาการป่วยที่ทำให้ชีวิตของเขามิอาจยืนยาว ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาเขาทำได้แค่ท่องตำราจำนวนหลายพันเล่ม แม้จะรู้ว่าอาการป่วยมิอาจรักษา บางทีมันจะเป็นโชคชะตา แต่เขาก็อยากจะท้าทายลิขิตฟ้านี้ดูสักครั้ง เขามิใช่คนเก่ง แต่เขาอยากลอง และนั่นคือจุดเริ่มต้นเส้นทางการพลิกโชคชะตาของเขา…

Comment

Options

not work with dark mode
Reset