ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา – ตอนที่ 176 เขาทะลวงอเวจีมาตลอด

โก่วหานสือนำกระบี่ทะลวงสายฝนออกไป เพื่อฟันไปยังเฉินฉางเซิง ทุกคนต่างคาดคิดว่าเขาจะต้องล้มลงท่ามกลางน้ำฝนอีกครา อีกทั้งครั้งนี้ก็ไม่อาจยืนขึ้นใหม่ได้ ใครจะคาดคิด…เขาไม่ได้ยืนขึ้นใหม่ได้จริงๆ เพราะว่าเดิมทีเขามิได้ล้มลง เสื้อผ้าที่ชำรุดผุพังของเขา สีหน้าขาวซีด มองแล้วจนตรอกยิ่งนัก ทว่าเมื่อเขาย่างก้าวลงบนพื้นมิได้จนตรอก ย่างก้าวแน่วแน่ถึงขีดสุด ราวกับว่ามีพละกำลังไร้ขีดจำกัดก็มิปาน

สถานการณ์การต่อสู้ที่ดุเดือดตึงเครียด ไม่อาจหลงเหลือเวลาให้ตกตะลึงไว้มาก ร่างกายของเฉินฉางเซิงตั้งตรง พื้นรองเท้าเหยียบลงบนแอ่งน้ำ ถาโถมไปเบื้องหน้าประหนึ่งสุนัขป่า ย่างก้าวหยั่งเทวา เพียงชั่วพริบตาก็มายังด้านหลังของโก่วหานสือ นำกระบี่ลมฝนจงซานออกไปอย่างบ้าคลั่ง

กระบี่ของโก่วหานสืออยู่รอบกาย ดุจสายลมพัดต้นสนหมื่นไร่ เดิมทีก็ไม่มีช่องว่างหลงเหลือ ดุจต้นสนที่ถูกสายลมพัดท่ามกลางสายฝน กระบี่ของเขาตวัดลงบนกระบี่ของเฉินฉางเซิงอย่างแม่นยำ เสียงเคร้งดังขึ้น ดังออกมาจากตัวกระบี่ที่ปะทะกันทั้งสอง ราวกับว่าระฆังที่ส่งเสียงยาวนาน

พลังปราณแท้ที่น่าหวาดกลัวปะทะกันทำให้ม่านสายฝนระหว่างทั้งสองคนพลันโค้งงอ กลายเป็นม้วนสายฝนกลางอากาศ เม็ดฝนหลายร้อยเม็ดราวกับลูกธนูที่พุ่งไปทั่วสารทิศ

เฉินฉางเซิงประหนึ่งลูกธนูที่ถูกยิ่งออกไป ร่างกายปะทะเข้ากับม่านน้ำฝนนับไม่ถ้วน เท้าทั้งคู่อยู่ที่น้ำขังบนพื้นแผ่นหินเกิดเป็นระลอกคลื่นน้ำ กระเพื่อมไปยังกำแพงด้านหน้าถึงจะหยุดนิ่งลง

แต่ว่าครั้งนี้เขามิได้ล้มลง มิได้ชนเข้ากับกำแพงหิน หยุดนิ่งตามจิตใจที่แน่วแน่ของเขา มือที่กุมกระบี่ของเขามั่นคง ถึงแม้ข้อมือจะไม่ได้ผูกผ้าติดไว้ กระบี่สั้นก็คงจะไม่หลุดจากมือไปแห่งใด ไม่เหมือนสภาพยากลำบากขณะรับลำนำชาวประมงทั้งสามของโก่วหานสือตอนแรกเริ่มอย่างสิ้นเชิง

ขณะนี้ เขาสงบนิ่ง จนถึงขนาดว่าเยือกเย็น

มือที่กุมกระบี่ของโก่วหานสือยิ่งนานยิ่งแน่นขึ้น มองเฉินฉางเซิงที่อยู่ตรงข้าม ท่าทางยิ่งนานยิ่งหนักอึ้ง ความรู้สึกไม่เข้าใจและตกตะลึงในดวงตายิ่งนานยิ่งมากขึ้น เพราะว่าเมื่อรับกระบี่ครานี้ ในที่สุดเขาก็มั่นใจว่าการคาดเดาก่อนหน้านี้เป็นเรื่องจริง เช่นนั้นแล้วเรื่องที่ไม่อาจเกิดขึ้นก็ได้เกิดขึ้นแล้ว

มือเขายังคงกุมแน่นขนัด นิ้วมือเริ่มขาว ทว่าปลายกระบี่ที่ห้อยอยู่ข้างกายเขา กลับสั่นไหวเล็กน้อย เพราะว่าครั้งนี้พลังที่เฉินฉางเซิงแสดงออกมาไม่เหมือนเดิม ที่ทำให้เขายิ่งสั่นคลอนก็คือ ในคัมภีร์มหามรรคมิเคยบันทึกเรื่องราวเช่นนี้มาก่อน เป็นสิ่งปาฏิหาริย์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การฝึกบำเพ็ญเพียรของมนุษย์อันยาวนานบนโลกใบนี้ แล้วเขาทำได้อย่างไร

การรับกระบี่ครานี้คล้ายกับว่าธรรมดา ทว่าในความเป็นจริงเป็นการประกาศอย่างหนึ่ง

เฉินฉางเซิงป่าวประกาศกับทุกคน เขายังไม่ได้พ่ายแพ้ เขากำลังเพิ่มระดับขึ้นไป

เสียงจักจั่นด้านนอกหอชำระธุลีหยุดลงนานแล้ว ตามกระบี่ของเขา อยู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นอีก ราวกับว่าอยู่ในตลาด ผู้คนด้านนอกพระราชวังหลีร้องตะโกนเสียงดังโหวกเหวกโวยวาย ทำให้ผู้คนวุ่นวายใจ

ท้องฟ้าสีฟ้าครามด้านบนของตำหนักฝึกฝน มีก้อนเมฆหลายก้อน และยังมีก้อนเมฆที่ส่อเค้าว่าจะมีฝนตก เดิมทียังมีลางว่าฟ้าจะปลอดโปร่ง ผู้ใดจะคาดคิดเมื่อเฉินฉางเซิงออกกระบี่ ด้านในของเมฆส่อเค้าฝนจะมีเสียงฟ้าร้องออกมา ขอบฟ้าที่ไกลออกไปอยู่ๆ ก็เกิดแสงอาทิตย์ยามอัสดงขึ้นมา

ในหอชำระธุลีทั่วทั้งผืนเงียบสงัด

ผู้คนที่อยู่ข้างในรวมถึงโก่วหานสือ มีคนจ้องมองไปทางเฉินฉางเซิงอย่างตกตะลึง มีคนใจลอยมองไปยังท้องฟ้า จนถึงขนาดมีคนตื่นตระหนก ในใจครุ่นคิดนี่จะเป็นไปได้อย่างไร

เฉินฉางเซิง คาดไม่ถึงว่าจะผ่านขั้นทะลวงอเวจีแล้วรึ

……

……

ใช่แล้ว เฉินฉางเซิงสำเร็จขั้นทะลวงอเวจี

ทุกคนทราบดีว่าเมื่อการชุมนุมไม้เลื้อยเขายังชำระล้างกระดูกไม่สำเร็จ เช่นนั้นแล้วระยะเวลาในการชำระล้างกระดูกและนั่งถอดจิตของเขาก็จะต้องสั้นอย่างยิ่ง มากที่สุดก็ต้องไปถึงแค่ขั้นนั่งถอดจิต แม้แต่ธรณีประตูของขั้นทะลวงอเวจีก็คงไม่อาจมองเห็นได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงทะลวงอเวจีสำเร็จ ผู้เข้าสอบที่เข้าร่วมการสอบใหญ่นั้นเป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่ง

แต่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เฉินฉางเซิงใช้เพียงแค่หนึ่งคืนก็สามารถจุดดาวโชคชะตาสำเร็จ จากนั้นเริ่มดึงแสงดวงดาวชำระล้างกระดูก มาถึงวันนี้ใกล้จะสามร้อยคืน เขาดึงแสงดวงดาวชำระล้างกระดูกไม่เคยสำเร็จมาตลอด ทว่าแสงดวงดาวเหล่านั้นกลับไม่หายไปไหน แต่ทะลุผ่านผิวหนังเส้นผมรวมถึงกล้ามเนื้อ แล้วสะสมอยู่ในร่างกายส่วนลึกของเขา เมื่อแรกเริ่มนั่งถอดจิตที่ใต้บ่อน้ำ เคยคิดว่าทุ่งหิมะที่หนานั้นก็คือละอองดาวที่ร่างกายสะสมไว้ กลับมิได้สังเกตเห็นน้ำทะเลสาบผืนนั้น

น้ำใสในทะเลสาบมากมายเหล่านั้นถึงจะเป็นผลลัพธ์ที่เขาดึงแสงดวงดาวชำระล้างกระดูกอย่างแท้จริง

ในพื้นข้างใต้ ก่อนหน้าที่เขายังชำระล้างกระดูกไม่สำเร็จ เสี่ยงกับการเข้าสู่ขั้นถอดจิตปฐมภูมิ ร่างกายแตกเป็นเสี่ยงๆ โลหิตแผดเผา ถึงแม้เป็นมังกรดำก็คิดว่าเขาจะต้องเสียชีวิตอย่างมิต้องสงสัย แต่ไม่ว่าไฟของแสงดวงดาวจะน่าหวาดกลัวเพียงใด โลหิตที่อยู่ในหัวใจของเขากลับยังคงแวววาว เดิมทีไม่เคยเสียหายมาก่อน เพราะอะไรเล่า

เพราะว่าในหลายร้อยค่ำคืน เดิมทีเขาดึงแสงดวงดาวมิได้เพื่อนำมาชำระล้างกระดูก แต่ทุกคืนเขาได้สัมผัสกับแดนลี้ลับ แทรกซึมอยู่ไม่ห่างจากทะเลสาบสีเขียวมรกต การชำระล้างกระดูกรึ เขาฝึกฝนขั้นทะลวงอเวจีมาตลอด!

อยู่ภายใต้สถานการณ์ที่เขาไม่รู้ ละอองดวงดาวสีแดงที่ห่างไกล เข้าไปในร่างกายของเขาไม่หยุด เสาะหาหนทางก้าวไปข้างหน้ายอดเขาทุกค่ำคืน จ้องมองประตูหินใหญ่บานนั้นที่อยู่ตรงหน้า ข้ามผ่านค่ำคืนในการเคาะประตูอย่างเน้นหนักเหมือนโก่วหานสือ อีกทั้งเป็นการเคาะประตูอย่างเน้นหนักหลายร้อยคืน!

ด้วยเหตุนี้ก่อนหน้านี้เขาถึงไม่ได้ออกแรงในการผลักประตูแดนลี้ลับ เพียงแค่ผลักเบาๆ ก็ทำให้ประตูแดนลี้ลับเปิดออก เพราะว่าเขาเป็นผู้มีพรสวรรค์รึ ใช่แล้ว เขามีพรสวรรค์ในการฝึกบำเพ็ญเพียรอย่างแท้จริง แต่สิ่งสำคัญก็คือ ประตูหินบานนั้นได้ถูกผลักมาหลายคืนแล้ว เดิมทีก็ขาดเพียงแค่การตัดสินใจครั้งสุดท้ายเพียงเบาๆ เท่านั้น!

เขาใช้เวลาและพลังนับไม่ถ้วนในการแบกดินก่อเทือกเขา ทำเป็นเนินที่มีระดับสูงเท่ากับแท่นกานลู่ เพียงแค่ต้องการดินหนึ่งตะกร้าสุดท้าย ก็จะยืนอยู่ที่สูงสุดของจิงตูได้

ดินตะกร้าสุดท้ายนั้นไม่ได้หนัก เทลงก็เบาสบายยิ่ง มองแล้วเยือกเย็นยิ่ง หากเปรียบเทียบกับคำว่าสูงสุดในจิงตูแล้ว แน่นอนว่าจะต้องง่ายดาย แต่ใครจะคาดคิดว่าก่อนหน้านี้เขาทุ่มเทไปมากเพียงใด

ใช่แล้ว นี่ก็คือการฝึกบำเพ็ญเพียรของเฉินฉางเซิง

เพราะว่าสาเหตุเส้นปราณตัดขาดจากกัน เพราะว่าลักษณะพิเศษไม่อาจชำระล้างกระดูกได้เช่นนี้ เขาจึงใช้จินตนาการอันมหัศจรรย์และโชคชะตา เดินผิดเดินถูกในเส้นทางที่ไม่เหมือนผู้อื่น

ชำระล้างกระดูก นั่งถอดจิต แล้วทะลวงอเวจีรึ

ไม่ ก่อนการชำระล้างกระดูก เขาได้เริ่มนั่งถอดจิต

สิ่งที่เหนือกว่านั้นก็คือ ก่อนนั่งถอดจิต เขาได้เริ่มทะลวงอเวจีแล้ว

ถ้าหากกล่าวว่าโลกนี้มีสัจธรรมที่ว่าน้ำมักจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ

ในโลกของเฉินฉางเซิง น้ำจะไหลขึ้นสู่ที่สูง

ไม่มีผู้ใดรู้สถานการณ์ของเขา ไม่รู้ว่าเขาพบเจอกับสิ่งใด ทุ่มเทอะไรไปบ้าง ด้วยเหตุนี้จึงไร้ผู้คนนึกถึงสถานการณ์ของเขาตอนนี้ได้ และเป็นธรรมดาที่จะไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดเขาสามารถทะลวงอเวจีได้ อีกทั้งจะต้องรู้ว่า แต่ไหนแต่ไรมาการทะลวงอเวจีถูกมองว่าเป็นประตูสูงใหญ่อันดับแรกที่จะต้องใช้เวลาในการฝึกบำเพ็ญเพียรช้าๆ ยาวนาน เป็นด่านที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตาย หนุ่มน้อยผู้มีพรสวรรค์นับไม่ถ้วนที่ได้รับความสำคัญจากสำนักของตน ต่างก็ล้มอยู่หน้าธรณีประตูบานนี้ มีหนุ่มน้อยธรรมดาจำนวนมากที่ไม่ยอมเป็นไปตามโชคชะตาจึงทยอยเสียชีวิต จนถึงตอนนี้ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรในดินแดนต้าลู่อย่างน้อยครึ่งหนึ่งไม่กล้าลองการทะลวงอเวจี ถึงแม้จะมีคนที่สำเร็จ ดังเช่นโก่วหานสือ ดังเช่นแม่นางม่ออวี่ในปีนั้น เมื่อพวกเขาอยู่ในการทะลวงอเวจีก็ระมัดระวังอย่างยิ่ง ก่อนหน้าที่จะทะลวงนั้น จะต้องเตรียมตัวเป็นระยะเวลายาวนาน สำนักและพรรคก็จะมอบยาจำนวนมากและคอยช่วยเหลือพยุงดวงจิต ขณะทะลวงขั้น อย่างน้อยจะต้องมีผู้อาวุโสที่มีดวงจิตแกร่งกล้าจำนวนสามท่านคอยดูแลอยู่ข้างกาย หากตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ไว้วางใจก็จะช่วยชีวิตได้ทันท่วงที แต่เฉินฉางเซิง…อยู่ทะลวงขั้นทะลวงอเวจีเมื่อแข่งขันรอบสุดท้ายของการสอบใหญ่

เขาหลับตา จากนั้นลืมตาขึ้น ก็ทะลวงขั้นทะลวงอเวจีแล้ว

ทำให้ผู้ที่มองดูอยู่จำนวนมากรับรู้ได้ว่า สำหรับหนุ่มน้อยสำนักฝึกหลวงผู้นี้ การทะลวงขั้นอเวจีก็ง่ายดายเหมือนรับประทานอาหารเช้า เขาบอกว่าอยากกินข้าวต้ม จากนั้นก็ต้มข้าวต้มกิน ก่อนหน้านี้ เขามั่นใจว่าตนมิใช่คู่ต่อสู้ของโก่วหานสือ จึงตัดสินใจทะลวงขั้นอเวจี จากนั้นเขาก็ทะลวงขั้นอเวจี

บนโลกใบนี้จะมีเรื่องราวเช่นนี้ได้อย่างไร จะมีคนเช่นนี้ได้อย่างไร ถ้าหากทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องจริง เช่นนั้นสิ่งที่ตนเก็บสะสมไว้ได้ในปีนั้น วันเวลาที่รอคอยด้วยความยากลำบากเหล่านั้นจะนับว่าเป็นอะไร โก่วหานสือมิได้คิดเรื่องเหล่านี้ แต่บรรดาผู้ยิ่งใหญ่ที่ตกตะลึงข้างหน้าต่างบนชั้นสองเหล่านั้น กลับอดไม่ได้ที่จะคิดเช่นนี้

……

……

สายฝนที่โหมซัดกระหน่ำกลายเป็นฝนเส้นเล็กๆ ตกลงมาโปรยปราย แต่เมื่อมองแล้ว คงจะไม่หยุดตกในช่วงระยะเวลาสั้นๆ

เฉินฉางเซิงยืนอยู่ข้างหน้ากำแพงหิน ท่าทางบนใบหน้าที่อ่อนเยาว์สงบนิ่ง หากมองอย่างละเอียดหรือจะกล่าวว่ามองออกว่าแตกต่างจากก่อนหน้าเล็กน้อย เมื่อสังเกตดีๆ แล้ว ดวงตาได้แปรเปลี่ยนเป็นสุกสว่างขึ้นมา

เขาในเมื่อก่อนที่สงบนิ่งสุขุม ทำให้คนรู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่ ประหนึ่งแก่กว่าอายุจริงไปสี่ห้าปี ทว่าเขาเวลานี้ ก็เหมือนพระอาทิตย์ที่โผล่พ้นขอบฟ้าหลังจากฝนโปรยผ่านไปแล้ว

สดใส งดงาม เต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตที่ยากจะพบเห็นในร่างกายของเขา

โก่วหานสือมิได้สังเกตเห็นรายละเอียดปลีกย่อยนี้ เขารู้สึกเพียงว่าเวลานี้เฉินฉางเซิงน่าหวาดกลัวเล็กน้อย จนถึงขนาดรู้สึกว่าอันตรายมากกว่าเจ๋อซิ่วในรอบก่อนหน้านี้เสียอีก

ม่ออวี่จ้องมองเฉินฉางเซิงที่อยู่ท่ามกลางสายฝน ใบหน้าที่เฉยเมยก่อเกิดความรู้สึกสลับซับซ้อนจำนวนมาก นิ้วมือที่กุมกรอบหน้าต่างขาวซีดเล็กน้อย ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่

เพราะว่าเหตุผลบางประการ นางไม่อยากให้เฉินฉางเซิงพ่ายแพ้ในการสอบใหญ่ แต่นางชัดเจนยิ่งนัก จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ไม่อยากให้เฉินฉางเซิงชนะในการสอบใหญ่ครานี้ ถึงแม้จักรพรรดินีแต่ไหนแต่ไรมิได้แสดงออกมาอย่างชัดเจน แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากที่ลงมืออยู่เงียบๆ เพื่อรับประกันว่าเฉินฉางเซิงจะเดินไม่ถึงปลายทางสุดท้าย

ทว่ายังมีคนอีกจำนวนมากที่ยืนอยู่ตรงข้ามจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์

สำนักการศึกษากลาง เทียนไห่เซิ่งเสวี่ยที่ไม่ค่อยจะเชื่อฟังครอบครัว เจ๋อซิ่วที่ต่อสู้อย่างสุดความสามารถแทนสำนักฝึกหลวง สิ่งสำคัญที่สุดก็คือสายฝนฤดูใบไม้ร่วงที่ร่วงหล่นในหอชำระธุลี

สายฝนฤดูใบไม้ร่วงเหล่านั้น เป็นความหมายของความคิดจากใต้เท้าสังฆราช

นางยังคงคิดว่าเฉินฉางเซิงไม่อาจเดินไปจนถึงสุดทาง เพราะว่าพละกำลังของเขาไม่เพียงพอ แต่ในตอนที่นางคิดเช่นนี้ ในตอนที่นางคิดว่าเฉินฉางเซิงทำให้ผู้คนตกตะลึงไปแล้ว เช่นนั้นไม่ว่าความตกตะลึงอื่นใดต่างทำให้นางรู้สึกชินชา ทว่าเขากลับทำให้นางและผู้คนในสนามได้ตกตะลึงอีกครา

ม่ออวี่คิดไปถึงค่ำคืนนั้นอีกครา หันไปมองพระอาทิตย์ยามอัสดงตามขอบฟ้าตามจิตใต้สำนึก ในใจครุ่นคิดหรือว่าโลกใบนี้จะมีเรื่องโชคชะตาจริงๆ หรือว่าจะมีโชคที่สวรรค์ประทานให้จริงๆ

ที่จริงแล้วแม้แต่เฉินฉางเซิงเอง ก็ไม่เข้าใจว่าที่จริงแล้วเกิดสิ่งใดขึ้น เพราะเหตุใดตนอยู่ๆ ถึงเข้าไปอยู่ขั้นทะลวงอเวจี

แต่เมื่อเขากุมกระบี่สั้น ต้อนรับสายฝนเม็ดละเอียด มุ่งเข้าไปหาโก่วหานสืออีกครา เดิมทีเขาคิดไม่ถึงว่านี่มิใช่สวรรค์ประทาน เพราะว่าสวรรค์เคยประทานแต่ความยากลำบากให้เขา แต่ไหนแต่ไรไม่เคยมีโชค เขาจึงไม่เคยคิดถึงโชคชะตา เพราะว่าโชคชะตาสำหรับเขาแต่ไหนแต่ไรไม่เคยยุติธรรม เขามิได้เคารพและยำเกรง ทางกลับกัน ทุกเรื่องที่เขาทำก็คือการต่อสู้กับโชคชะตามาตลอด จากนั้นก็ได้ชัยชนะ

เขาจำได้ว่าเป็นครั้งที่สี่สิบเจ็ดที่ตนกุมกระบี่สั้นมุ่งไปหาโก่วหานสือ

สี่สิบห้าครั้งก่อนหน้านี้ เขาพ่ายแพ้ย่อยยับ ล้มลุกคลุกคลาน โลหิตและน้ำฝนท่วมตัว แต่เขาล้มแล้ว กลับไม่ล้มลงไป

ทุกครั้งก็จะปีนป่ายขึ้นมา ต่อสู้ต่อไป แน่วแน่และจริงจังมุ่งไปยังชัยชนะ

ในที่สุด เขายังไม่ชนะ แต่สองครั้งสุดท้าย เขาไม่ได้ล้มลง

เช่นนั้น ถ้าหากจะกล่าวถึงโชคชะตา นี่ก็มิใช่สิ่งที่สวรรค์ประทานให้ แต่เป็นเจตจำนงในส่วนลึกของสวรรค์ ที่มอบรางวัลของสี่สิบห้าครั้งก่อนหน้านี้ให้แก่เขา

ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา

ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา

ตลอดชีวิตของ เฉินฉางเซิง นั้นเต็มไปด้วยความลึกลับ เริ่มต้นจากกลิ่นหอมประหลาดที่แผ่กำจายออกมาจากตัวทำให้เหล่าสิ่งมีชีวิตเกิดความหิวกระหาย ตามมาด้วยร่างกายที่อ่อนแอเสียจนทำให้ไม่อาจบำเพ็ญเพียรได้ สุดท้ายจบลงที่อาการป่วยที่ทำให้ชีวิตของเขามิอาจยืนยาว ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาเขาทำได้แค่ท่องตำราจำนวนหลายพันเล่ม แม้จะรู้ว่าอาการป่วยมิอาจรักษา บางทีมันจะเป็นโชคชะตา แต่เขาก็อยากจะท้าทายลิขิตฟ้านี้ดูสักครั้ง เขามิใช่คนเก่ง แต่เขาอยากลอง และนั่นคือจุดเริ่มต้นเส้นทางการพลิกโชคชะตาของเขา…

Comment

Options

not work with dark mode
Reset