ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา – ตอนที่ 250 ทวนกระแสน้ำ… (ตอนปลาย)

เสียงฉับ แสงกระบี่พลันหยุดลงริมแม่น้ำ กระบี่ได้บินทะยานกลับมาในฝัก

เฉินฉางเซิงกับเจ๋อซิ่วมองไปทางนั้น เห็นคนที่ลงมือเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญวัยกลางคนผู้หนึ่ง ร่างกายสวมเป็นเสื้อผ้าป่าน ดวงตาทั้งคู่สงบนิ่ง ข้างกายยังมีนักพรตวัยหนุ่มคนหนึ่ง คงจะเป็นสหายของคนผู้นี้

ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรหลายร้อยคนที่เข้าไปในสวนโจว ล้วนแต่อยู่ขั้นทะลวงอเวจี ส่วนใหญ่แล้วเป็นกำลังสำคัญของทุกพรรคทุกสำนัก เช่นนี้แล้วเพียงแค่มองแวบเดียวก็มองอายุออกมีไม่มากนัก ในความคิดของเฉินฉางเซิง ถ้าหากไม่ใช่การฝึกบำเพ็ญเพียรด้วยตนเอง เช่นนั้นก็คงจะเติบโตมาจากสำนักเล็กๆ

เขาคิดไม่ผิด ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรผู้นี้นามว่าฝูเชียนซง เป็นผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรของอารามชิงซวีแห่งเทียนหนาน จนถึงขนาดว่าเป็นเจ้าอารามของอารามชิงซวี ตัวเขาฝึกบำเพ็ญจนถึงขั้นทะลวงอเวจีระดับกลาง หากอยู่ในพระราชวังหลีหรือว่าพรรคฉางเซิงก็นับว่ามิได้พิเศษ ทว่าหากอยู่ในพรรคปกติก็นับว่าเป็นยอดฝีมือที่ยอดเยี่ยม หนุ่มน้อยผู้นั้นก็คงจะเป็นลูกศิษย์ใหญ่ของเขา เพิ่งจะเข้าสู่ขั้นทะลวงอเวจี

เมื่อเห็นเฉินฉางเซิงกับเจ๋อซิ่วที่อยู่ๆ ก็ปรากฏตัว นักพรตหนุ่มของอารามชิงซวีจู่ๆ ก็ตึงเครียดขึ้นมา มือขวาสั่นเทา คล้ายกับว่าเตรียมที่จะออกกระบี่

ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรวัยกลางคนผู้นั้นเพียงแวบแรกที่เห็นก็มองฐานะของเฉินฉางเซิงออก จึงยกมือขึ้นปัดกระบี่เขา จากนั้นยกมือประสาน พลางเอ่ยว่า “คำนับเจ้าสำนักเฉิน”

อารามชิงซวีเดิมทีก็อยู่ในระบบของนิกายหลวง กล่าวตามกฎของสวนโจวแล้ว ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรวัยกลางคนผู้นี้ลงมือกับลูกศิษย์เทือกเขาเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่อาจห้ามปราบได้ เพียงแค่เผชิญหน้ากับเฉินฉางเซิงเขากลับเคารพอ่อนน้อมขึ้นมาเท่านั้น เพราะว่าถึงอย่างไรเขาจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในสวนโจว จะกล้าไร้มารยาทกับเฉินฉางเซิงได้อย่างไร

เมื่อได้ยินประโยคที่ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรวัยกลางคนผู้นั้นแนะนำตัว เฉินฉางเซิงถึงเข้าใจว่าเกิดเรื่องใดขึ้น มองเศษชิ้นส่วนศาสตราวิเศษในมือของฝ่ายตรงข้าม ในใจครุ่นคิดของล้ำค่าและมรดกในสวนโจวก็ถูกเสาะหาจนพบมาพอสมควรแล้ว เพราะเหตุใดหญิงสาวของเทือกเขาเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองถึงได้หาพบง่ายดายเช่นนี้เล่า

“นั่นเป็นศาสตราวิเศษที่ผู้อาวุโสของวัดฉือเจี้ยนพวกเราค้นพบเมื่อแปดสิบปีก่อน เพียงแค่ครานั้นรีบร้อนออกมา ไม่ทันได้นำไปด้วย ด้วนเหตุนี้จึงซุกซ่อนไว้ที่ข้างใต้ริมต้นไม้”

เยี่ยเสี่ยวเหลียนจ้องมองผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรผู้นั้นเอ่ยด้วยความโกรธแค้น “เดิมทีนี่เป็นของของสำนักข้า คิดไม่ถึงว่าเจ้าสุ่มโจมตีช่วงชิงแย่งไป หน้าไม่อายเอาเสียเลย”

ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรท่าทางกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ปีนี้เขาอายุห้าสิบกว่าปี อยู่ในขั้นทะลวงอเวจีมาหลายปี คาดไม่ถึงว่าจะใช้วิธีสุ่มโจมตีช่วงชิงมาจากหญิงสาวที่อยู่ในขั้นทะลวงอเวจีได้ไม่นาน หากแพร่งพรายก็ไปก็คงจะไม่ดีนัก

อารามชิงซวีเป็นสาขาแยกของนิกายหลวง หลังจากเรื่องราวผ่านพ้นไปก็มิได้เกรงกลัวการตอบโต้ของคนทางทิศใต้ ไม่ว่าจะเป็นเทือกเขาเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน เพราะว่ากฎระเบียบของสวนโจวเหล่านักปราชญ์เป็นผู้ตั้งขึ้น ในเมื่อได้ฉีกหน้ากันเช่นนี้ แน่นอนว่าจะต้องให้ฝ่ายตรงข้ามถอยออกจากสวนโจวโดยเร็วที่สุด ทว่าเมื่อเฉินฉางเซิงกับเจ๋อซิ่วปรากฏออกมา เขาจึงทำได้เพียงแค่เก็บกระบี่

เมื่อแปดสิบปีก่อนแม่ชีอาวุโสของวัดฉือเจี้ยน เข้ามาสำรวจในสวนโจว เพื่อตามหาชิ้นส่วนของศาสตรา กลับเป็นเพราะว่าสาเหตุบางประการทำให้ไม่ได้เอาออกไปด้วย จึงได้ซุกซ่อนไว้ที่ใต้ต้นไม้ หลังจากออกจากสวนโจวจึงได้นำความลับนี้บอกให้แก่ศิษย์รุ่นหลัง ให้พวกเขาไปเสาะหาหลังจากเข้ามาในสวนโจว สามารถจินตนาการได้ว่า เบื้องหลังของเรื่องราวที่ยาวนานจะต้องมีความลับซุกซ่อนไว้มากมาย จนถึงขนาดทำให้คนปลงอนิจจังเป็นแน่

เฉินฉางเซิงจ้องมองสตรีเทือกเขาเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับบาดเจ็บ เอ่ยว่า “ศิษย์พี่ถง ท่านเป็นอย่างไรบ้าง”

ต่างกันกับพรรคฉางเซิงไม่มาก เทือกเขาเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ก็ควบคุมดูแลบรรดาพรรคต่างๆ จำนวนมาก ดังเช่นเยี่ยเสี่ยวเหลียนก็เป็นลูกศิษย์สำนักฉือเจี้ยน เด็กสาวมีพรสวรรค์ดียิ่ง ไม่แน่ปีหน้าอาจจะเข้าไปอยู่ในสถานศึกษาหนานซี ซึ่งสถานศึกษาหนานซีมิได้มีส่วนนอกส่วนในดังเช่นโลกมนุษย์ เพียงแค่สวีโหย่วหรงถูกกำหนดให้เป็นเทพธิดาทางทิศใต้ในรุ่นต่อไปจึงมีความพิเศษอยู่บ้าง หากกล่าวตามลำดับการเข้าสำนักแล้ว สวีโหย่วหรงก็คงจะเป็นศิษย์พี่ของหญิงสาวแซ่ถงผู้นี้ เฉินฉางเซิงไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดถึงขานนางว่าศิษย์พี่ เรียกตั้งแต่สุสานเทียนซูจนถึงขณะนี้

ศิษย์พี่ถงยืดตัวยืนขึ้นภายใต้การประคองจากเยี่ยเสี่ยวเหลียน มือที่กุมอยู่ไหล่ข้างซ้ายมีโลหิตไหลซึมออกมา สีหน้าขาวซีด “คงไม่เป็นอะไร”

อยู่ในสุสานเทียนซู นางสามารถจ้องมองแผ่นป้ายอนุสรณ์เห็นเข้าใจจนทะลวงขั้นทะลวงอเวจีภายในระยะเวลาหนึ่งเดือน พรสวรรค์ในการฝึกบำเพ็ญเพียรสามารถกล่าวได้ว่าโดดเด่น เยี่ยเสี่ยวเหลียนคิดไม่ถึงก็สามารถทะลวงขั้นได้ มีโชคดีจริงๆ แต่สาเหตุที่สำคัญแท้จริง ก็ยังเป็นเพราะค่ำคืนนั้นเฉินฉางเซิงดึงแสงดวงดาว

ผู้เข้าสอบในการสอบใหญ่ปีนี้ชัดแจ้งในจุดนี้อย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้บรรดาลูกศิษย์ของสำนักเด็ดดารา สำนักจวนพระราชวังหลี และหอจงซื่อ ยังคงมีความรู้สึกอิจฉาแต่ก็ยังคงรู้สึกขอบคุณ ทว่าลูกศิษย์เทือกเขาเทพธิดาดังเช่นพวกเขาทั้งสองและของสำนักที่เหลือ กลับมีความรู้สึกสลับซับซ้อนต่อเฉินฉางเซิงมากกว่า

ไม่มีคนทิศใต้ผู้ใดที่ชื่นชอบเฉินฉางเซิง ทว่าจะต้องยอมรับความเมตตาจากเขา

เยี่ยเสี่ยวเหลียนเป็นเพียงแค่เด็กสาว ครุ่นคิดเรื่องราวจึงเป็นเยาว์วัยและตรงไปตรงมาไปมาก เมื่อแรกเริ่มทำให้เฉินฉางเซิงอับอายขายหน้าบนทางเดิน หลังจากนั้นความรู้สึกได้เปลี่ยนไปช้าๆ หลังจากค่ำคืนในสุสานเทียนซูคืนนั้น จึงหลงเหลือเพียงแค่ความเคารพเกรงกลัวและซาบซึ้งใจ เวลานี้เห็นภาพเบื้องหลังของเฉินฉางเซิง นางรู้สึกว่าจิตใจสงบไปมาก คล้ายกับว่าหาที่พึ่งเจอ

นางประคองศิษย์พี่ไปยืนอยู่ข้างหลังเฉินฉางเซิง จ้องมองอาจารย์และศิษย์ที่ติดตามของอารามชิงซวี

เป็นธรรมดาว่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรวัยกลางคนมิได้สนใจสายตาที่โกรธเคืองของนาง สนใจเพียงแค่ความคิดของเฉินฉางเซิง เขาเชื่อว่าตามการฝึกฝนได้ทะลวงขั้นทะลวงอเวจีของตน ไม่ว่าเฉินฉางเซิงจะมีพรสวรรค์เหนือผู้คนเพียงใด ถึงแม้เขาจะมีหนุ่มน้อยลูกหมาป่าที่มีกลิ่นอายของความเยือกเย็นในตำนานยืนอยู่ข้างกาย ก็ไม่อาจเอาชนะตนได้ แต่เขาเป็นส่วนหนึ่งในระบบนิกายหลวง จะไม่เกรงกลัวคนอยู่เบื้องหลังพระราชวังหลีของเฉินฉางเซิงได้อย่างไร

ถือโอกาสที่เฉินฉางเซิงยังไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เขาฉวยจังหวะเอ่ยออกมา “สวนโจวมีขนาดใหญ่ ข้าอาจารย์ศิษย์สองคนจะต้องไปเสาะหาอีกหลายรอบ เจ้าสำนักเฉิน ก็คงจะขอลาท่านก่อนแล้ว”

ศิษย์พี่ถงผู้นั้นมองไปทางเฉินฉางเซิง เอ่ยด้วยความรู้สึกเสียใจ “การหยิบของล้ำค่าที่สวนโจว จะต้องอาศัยความสามารถของตน เดิมทีข้าไม่มีหน้าไปขอความช่วยเหลือจากศิษย์พี่เฉิน เพียงแค่ศาสตราชิ้นนั้น เป็นของรักของผู้อาวุโสในวัด ก่อนเดินทางมาที่นี่ได้ถูกไหว้วาน ให้พวกข้าช่วยนำกลับไป อีกทั้งยัง…”

คำพูดได้หยุดเพียงเท่านี้ เพราะว่านางรู้สึกว่าการไหว้วานมิได้มีเหตุผลแต่อย่างใด

เฉินฉางเซิงที่จริงไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร อาจารย์และศิษย์ของอารามชิงซวีที่ซุ่มโจมตีช่วงชิงสิ่งของ ถึงแม้จะมิได้มีเกียรติยศมากมายแต่อย่างใด ทว่าในเมื่อกฎของสวนโจวเป็นเช่นนี้ อีกทั้งฝ่ายตรงข้ามยังเป็นส่วนหนึ่งในระบบนิกายหลวง ยังให้ความเคารพต่อตนมิได้ขาด กลับกัน ถึงแม้เขาจะมีการหมั้นหมายกับสวีโหย่วหรง แต่มิได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเทือกเขาเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ ทิศเหนือทิศใต้เดินทางไม่เหมือนกัน หรือว่าเขาสามารถช่วยคนทิศใต้ลงมือกับคนทิศเหนืออย่างนั้นหรือ

นี่เป็นครั้งแรกที่ทำให้เขาพบกับปัญหาในการเลือกที่ยุ่งยากเช่นนี้

เพียงรู้สึกว่า ปีนั้นเหล่านักปราชญ์ที่ตั้งกฎระเบียบนี้ ทำให้ผู้คนรังเกียจจริงๆ

เวลานี้เอง พลังกระบี่ที่หนาวเย็นยิ่ง ได้พุ่งมาจากในป่าที่ห่างไกล

ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรวัยกลางคนท่าทางเปลี่ยนเล็กน้อย ประสานมือคำนับเฉินฉางเซิง จึงเตรียมตัวเพื่อนำลูกศิษย์จากไป

ศิษย์พี่ถงถอนหายใจออกมา มิได้เอ่ยสิ่งใดอีก เยี่ยเสี่ยวเหลียนกลับถลึงตาจ้องมองเฉินฉางเซิง ราวกับว่าไม่เข้าใจเพราะเหตุใดเขาถึงให้คนเช่นนี้ออกไป ครุ่นคิดในใจว่าเจ้าเป็นเขยของเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์นะ ทว่ากลับคิดไม่ถึงอย่างยิ่ง ที่ตนคิดเช่นนี้ นั่นแสดงว่าเฉินฉางเซิงเข้าไปแทนที่อยู่ในใจของนางแทนชิวชานจวินที่ครั้งหนึ่งไม่อาจแทนที่ได้แล้ว

เฉินฉางเซิงจ้องมองศิษย์อาจารย์ที่กำลังลุยน้ำข้ามไปยังฝังตรงข้าม ในที่สุดจึงได้ตัดสินใจออกมา

ทว่าเวลานี้เอง ใบไม้ได้สั่นไหว จวงห้วนอวี่ปรากฏตัวขึ้นบนพื้นทรายริมแม่น้ำ

เขาจ้องมองเฉินฉางเซิง ท่าทางเฉยเมย มิได้เอ่ยสิ่งใด ทว่าความหมายกลับชัดเจน

เขาจับตามองเฉินฉางเซิงว่าในที่สุดจะทำอย่างไร

ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา

ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา

ตลอดชีวิตของ เฉินฉางเซิง นั้นเต็มไปด้วยความลึกลับ เริ่มต้นจากกลิ่นหอมประหลาดที่แผ่กำจายออกมาจากตัวทำให้เหล่าสิ่งมีชีวิตเกิดความหิวกระหาย ตามมาด้วยร่างกายที่อ่อนแอเสียจนทำให้ไม่อาจบำเพ็ญเพียรได้ สุดท้ายจบลงที่อาการป่วยที่ทำให้ชีวิตของเขามิอาจยืนยาว ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาเขาทำได้แค่ท่องตำราจำนวนหลายพันเล่ม แม้จะรู้ว่าอาการป่วยมิอาจรักษา บางทีมันจะเป็นโชคชะตา แต่เขาก็อยากจะท้าทายลิขิตฟ้านี้ดูสักครั้ง เขามิใช่คนเก่ง แต่เขาอยากลอง และนั่นคือจุดเริ่มต้นเส้นทางการพลิกโชคชะตาของเขา…

Comment

Options

not work with dark mode
Reset