ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา – ตอนที่ 32 อาจารย์ ท่านรับข้าเถอะ

“ข้ารู้เมื่อคืนวานข้าทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม ข้าขออภัยกับทุกคนอีกครั้ง แต่เขามีความสำคัญกับข้าจริงๆ พวกเจ้าไม่อาจขัดขวางข้าได้ และไม่ต้องคิดวางแผนขัดขวางข้า แน่นอน ข้ารับรองว่าจะไม่ออกห่างจากสายตาของพวกเจ้า”

กล่าวประโยคนี้จบ ลั่วลั่วมุ่งออกไปยังด้านนอกห้อง ตลอดทางมีหญิงรับใช้ยื่นผ้าที่มีกลิ่นหอมให้นางเช็ดหน้า บ้วนปากในภาชนะ ระหว่างที่เดินนางเอ่ยกับคนที่เดินตามหลังว่า “ถึงแม้ว่าจะต้องเดินตาม ก็ไม่ต้องเดินตามใกล้เกินไป เป็นการเปิดโปงที่มาของข้า หากเขาตกใจก็จะเป็นการไม่ดีนัก”

ด้านหลังนาง บุรุษวัยกลางคนคนหนึ่งและหญิงงามนางหนึ่งจ้องมองกันแวบหนึ่ง ใบหน้าขาวซีดเล็กน้อย

พวกเขาคือผู้ช่วยและผู้ดูแลที่ฝ่าบาทส่งให้มาปรนนิบัติองค์หญิง

เวลานี้ได้ยินคำพูดขององค์หญิงน้อย ทำให้แจ่มชัดในเรื่องราวความรักพื้นบ้านระหว่างหญิงสาวผู้มั่งคั่งกับหนุ่มน้อยผู้ศึกษาร่ำเรียนระหกระเหินด้วยความยากลำบาก เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะไม่สงบ

“ผู้ช่วยจิน ตอนนี้จะทำอย่างไรดี” หญิงงามผู้นั้นเอ่ยเสียงต่ำ

ผู้ช่วยจินบุรุษวัยกลางคนใบหน้าเขียวคล้ำ ไม่น่าดูจนถึงขีดสุด “พวกเจ้าปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิดล้วนแต่ไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใด ข้าจะรู้ได้อย่างไร ผู้ดูแลหลี่ หากเกิดปัญหาขึ้น เจ้าคงจะรับผิดชอบอย่างเต็มที่!”

ลั่วลั่วอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่ไปส่งที่ประตูข้างของสวนร้อยหญ้า นำสิ่งของที่บอกให้นางกำนัลจัดเตรียมไว้ก่อนแล้วขึ้นไปยังรถม้าที่มองแล้วธรรมดา มือน้อยๆ โบกให้กับทุกคน นั่งรถม้าขับไปยังตรอกไป๋ฮวาด้วยตนเอง ส่วนผู้มีฝีมือของเผ่านางได้แอบเดินทางไปก่อนนางนานแล้ว การกระทำของหญิงสาวสามารถพูดได้ว่ารวดเร็วและเฉียบขาด

ผู้ดูแลจ้องมองรถม้าค่อยๆ ลับตาไป ยกแขนเสื้อปาดน้ำตาที่หางตาเบาๆ รู้สึกไม่สบายใจ แต่กลับรู้สึกชื่นชม เอ่ยกับผู้ช่วยจินที่อยู่ข้างๆ “ในเมื่อองค์หญิงน้อยเริ่มมีความรักแล้ว เช่นนั้นคงต้องให้จักรพรรดิและราชินีทราบโดยเร็ว”

ใบหน้าของผู้ช่วยจินยิ่งทวีความไม่น่าดูขึ้นอีก เอ่ยว่า “หากจักรพรรดิทราบว่าองค์หญิงมีความรักใคร่กับมนุษย์ธรรมดา เจ้าคิดว่าพวกเราจะมียังมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกหรือ”

ผู้ดูแลหลี่ เอ่ยว่า “ลืมไปแล้วหรือ จักรพรรดิก็สมรสกับสตรีเผ่ามนุษย์มิใช่รึ”

ผู้ช่วยจินกล่าวอย่างโมโห “การสู่ขอกับการถูกสู่ขอ บุรุษกับอิสตรี เป็นเรื่องเดียวกันหรือ”

ผู้ดูแลหลี่ยิ้มเยาะ เอ่ยว่า “เก่งกาจ ประโยคนี้เจ้าก็ไปพูดกับราชินีเถิด”

ผู้ช่วยจินได้ยินพูดนั้นก็ไม่มีสิ่งใดจะเอ่ย ใจของเขาก็เช่นเดียวกัน

สวนร้อยหญ้ากับสำนักฝึกหลวงห่างกันเพียงแค่กำแพงเก่าๆ กั้น ถึงแม้จะเดินอ้อมตรอกไป๋ฮวา ระยะทางก็ใกล้อย่างยิ่ง รถม้าคันนั้นเดินทางได้ไม่ไกลก็ขับเข้าไปในประตูเก่าที่ไม้เลื้อยเพิ่งถูกตัดของสำนัก เมื่อมาถึงยังคงเงียบเชียบแต่ภายในสำนักกลับมีกลิ่นอายของการมีชีวิตใหม่

ทั่วทั้งสำนักฝึกหลวงเงียบสงบ ต้นไม้ในป่าทึบมีเสียงนกซ่อนอยู่ มุมชายคาที่ยื่นออกมาของอาคารหลังเล็กๆ กำลังสะท้อนกับแสงอาทิตย์ ราวกับเคลือบเงาไว้มิปาน สิงโตน้ำพุหินด้านนอกของอาคารหลักถูกปัดกวาดเช็ดถูจนสะอาดสะอ้าน ต้นหญ้าทั้งหมดถูกกำจัด เมื่อจ้องมองยังคงให้ความรู้สึกผ่านโลกมาอย่างโชกโชน แต่ในที่สุดก็ไม่ได้รู้สึกว่าถูกทิ้งไว้อีกแล้ว

ลั่วลั่วจูงม้าเดินไปยังริมทะเลสาบ จ้องมองร่องรอยลึกที่อยู่บนสนามหญ้าเหล่านั้น มองไปยังต้นไม้ที่ล้มลงระเนระนาดข้างริมทะเลสาบ คิดใคร่ครวญถึงการต่อสู้เมื่อคืน มองแล้วราวกับว่าเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ที่จริงแล้วเผ่ามารรอคอยที่จะลักลอบสังหารอย่างลับๆ มานานหลายปี ทันใดนั้นร่างกายรู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมา

สำนักฝึกหลวงเงียบสงบเป็นพิเศษ คล้ายกับว่าไม่มีผู้ใดสักคน แต่ในความเป็นจริงซ่อนเร้นไปด้วยยอดฝีมือจำนวนมากมาย มีผู้แกร่งกล้าของเผ่านางและก็มียอดฝีมือที่ราชวังส่งมา นางแน่ใจอย่างยิ่งว่าจะไม่มีก่อเกิดปัญหาใดๆ ต่อความปลอดภัยของตน จิตใจถึงจะค่อยๆ ผ่อนคลาย

ประตูของหอตำราปิดสนิทแนบแน่น แต่แม่กุญแจดอกนั้นมิได้ถูกใส่กลอน นางรู้ว่าข้างในมีคน

นางถอนหายใจลึกๆ หนึ่งครั้ง รู้สึกตื่นเต้น จึงมุ่งไปยังทางด้านนั้น

เฉินฉางเซิงกำลังอ่านคัมภีร์หมิงหัวในมือ ที่จริงแล้ว การที่จิตใจกระจัดกระเจิงในขณะอ่านตำรานั้นกลับไม่ค่อยได้พบเห็นนัก แต่ตอนนี้เขากำลังคิดไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืน

มือซ้ายลูบฝักของกระบี่สั้นเบาๆ หวนคิดถึงภาพเหล่านั้นอย่างเงียบๆ คาดหวังว่าจะไม่กระทบต่อการเรียนในสำนักฝึกหลวงของตน

ผู้มีฝีมือเผ่ามารผู้นั้นนึกไม่ถึงว่าจะดักซุ่มอยู่ที่จิงตูเป็นระยะเวลายาวนาน

แต่ถึงอย่างไรจะต้องมีคนรับผิดชอบเรื่องนี้

หญิงสาวที่ถูกเผ่ามารลอบสังหารฐานะคงจะไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ตอนนี้นางคงจะไม่เป็นไรแล้วกระมัง

กำลังคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ด้านนอกของหอตำราพลันมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นมา

เขายืดตัวลุกขึ้น เดินไปประตูจึงเปิดประตูไม้ที่หนักอึ้งออก หลังจากนั้นจึงพบกับหญิงสาวที่ตนกำลังเป็นห่วง

หญิงสาวมองแล้วตัวเล็กอย่างยิ่ง นัยน์ตากลมโตสุกสว่างสดใส ขนตายาวเป็นแพ ริมฝีปากแดง งดงามยิ่งนัก กำลังเบิกตากลมโต กะพริบขนตายาวทำให้น่ารักอย่างยิ่ง

เขายังไม่เคยคบค้าสมาคมกับหญิงสาวที่น่ารักเช่นนี้มาก่อน จึงเหม่อลอยไปชั่วขณะ

ลั่วลั่วเบิกตากลมโต กะพริบขนตาปริบๆ จ้องมองหนุ่มน้อยราวกับห่านใจลอยก็มิปาน รู้สึกเขินอายอยู่บ้าง ทั้งยังยินดีอยู่บ้าง ในใจคร่ำคิดวิธีการที่มารดาเคยสอนว่าแล้วต้องมีประโยชน์ไม่น้อย

“สวัสดี” เฉินฉางเซิงในที่สุดตื่นจากภวังค์ เดินถอยหลังหนึ่งก้าว

ลั่วลั่วเอ่ยตอบ “สวัสดี”

เฉินฉางเซิงกล่าวถามอย่างจริงจัง “ไม่ทราบว่ามีธุระอันใดหรือไม่”

ลั่วลั่วตะลึงงัน เมื่อคืนเพิ่งจะเคยพบกันและยังเกิดเรื่องราวมากมาย เจ้าไม่เข้าใจว่าข้ามาทำอะไรเชียวรึ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด จ้องมองลักษณะท่าทางที่จริงจังของเฉินฉางเซิง นางจึงจริงจังไปด้วย ทำความเคารพอย่างจริงจัง เอ่ยว่า “ขอบคุณอย่างยิ่งที่เมื่อคืนเจ้าช่วยชีวิตข้า”

ลักษณะท่าทางทำความเคารพอย่างจริงจังของหญิงสาว ดูแล้วงุ่มง่าม อาจจะเพราะว่าน้อยครั้งมากจริงๆ ที่นางจะเคารพผู้ใด โดยเฉพาะหลังจากออกจากบ้านเกิดมาถึงจิงตู แต่คำที่เรียกว่า จริงจังแต่มองดูแล้วงุ่มง่ามอย่างยิ่งเหมาะกับพวงแก้มที่งดงาม นั่นคือความน่ารักอย่างสมบูรณ์

เวลานี้นางน่ารักจริงๆ

เฉินฉางเซิงไม่คุ้นเคยกับการคบค้าสมาคมกับคนต่างเพศ กิริยาที่ถ่อมตัวก็งุ่มง่าม กล่าวต่อว่า “ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องเกรงใจ นี่คือสิ่งที่ข้าควรทำ”

นี่เป็นคำพูดพิธีรีตองที่มักจะเจอบ่อยๆ ลั่วลั่วกลับไม่ยินยอมพิธีรีตองกับเขา ยืดตัวตรง กลอกตาดำเล็กน้อย เอ่ยถาม “เพราะเหตุใดถึงเป็นสิ่งที่ควรทำ”

เฉินฉางเซิงตะลึงงัน หลังจากใคร่ครวญ จึงอธิบายอย่างตั้งใจว่า “เจ้าเด็กกว่าข้า และเขาก็เป็นเผ่ามาร พวกเราเป็นเผ่ามนุษย์ เช่นนั้นข้าควรจะต้องปกป้องเจ้าอย่างแน่นอน”

ลั่วลั่วได้ยินประโยคที่ว่าพวกเราเป็นเผ่ามนุษย์ จึงยิ้มออกมา หลังจากนั้นจึงสนใจรายละเอียดที่อยู่ในประโยคนี้ เขากล่าวว่าปกป้องเจ้าแต่ไม่ใช่ช่วยชีวิตเจ้า

“แต่ในที่สุดก็คือเจ้าช่วยชีวิตข้าแล้ว”

นางจ้องมองไปยังเฉินฉางเซิงแล้วเอ่ยถาม “ข้าจะนำอะไรมาตอบแทนเจ้าดีล่ะ”

เฉินฉางเซิงกล่าวอย่างจริงจัง “เจ้าเดินทางเพื่อจะมาแสดงความขอบคุณ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”

ลั่วลั่วคิดใคร่ครวญ จ้องมองไปยังเขาจึงยิ้มออกมา หลังจากนั้นหมุนกายออกไปยังด้านนอกของหอตำรา

นางหมุนกายยืดยาด เดินออกไปอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่

เฉินฉางเซิงจ้องมองด้านหลังเล็กกะทัดรัดของหญิงสาว รู้สึกปลงอนิจจังอย่างยิ่ง ตนเอ่ยว่าพอแล้วก็คือพอแล้ว เอ่ยว่าไปก็คือไป คนจิงตูทำสิ่งใดช่างใจกว้างเสียจริง

อย่างไรก็ตามเขาจึงกลับไปนั่งบนพื้นอีกครั้ง ขณะเตรียมตัวที่จะอ่านตำราต่อ…

หญิงสาวก็กลับมาอีกครา

นางขนสิ่งของเยอะแยะมากมายจากบนรถม้า หลังจากนั้นจึงนำของแต่ละสิ่งวางบนพื้นข้างหน้าของเฉินฉางเซิง

ของสิ่งแรกก็คือไข่มุกราตรี

ไข่มุกเม็ดนี้ใหญ่โตอย่างยิ่ง ถึงแม้จะไม่ได้ใหญ่เท่ากะละมัง แต่ใหญ่กว่าชามบะหมี่อย่างแน่นอนและยังกลมเกลี้ยงเป็นมัน ไม่มีจุดด่างพร้อยใดๆ ทั้งสิ้น

เฉินฉางเซิงเหม่อลอยจ้องมองไข่มุกราตรีกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนพื้นด้านหน้าตน

แม้แต่ไข่มุกราตรีเขายังไม่เคยเห็นมาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงใหญ่โตเช่นนี้

เขาเคยได้ยินมา แท่นกานลู่ในพระราชวังมีไข่มุกราตรีเม็ดใหญ่โตจำนวนนับไม่ถ้วน แต่เขาเชื่อว่าไข่มุกราตรีเหล่านั้นไม่ใหญ่โตเท่าเม็ดนี้อย่างแน่นอน

เฉินฉางเซิงไม่เคยเห็นไข่มุกราตรี แต่กลับรู้ว่าสิ่งที่เหมือนลูกบอลมันเงาคือไข่มุกราตรี สาเหตุไม่ใช่เพราะว่าเขาเคยอ่านบันทึกหรือการบรรยายที่เกี่ยวข้องในตำรา แต่เป็นเพราะว่าทุกสิ่งที่ลั่วลั่วได้หยิบขึ้นมาจะแนะนำอย่างตั้งใจเหมือนเด็กๆ

ลั่วลั่วใจกว้างอย่างยิ่ง แต่คงจะไม่ให้สิ่งของมีค่าไปอยู่ในมือของผู้ที่ไม่คู่ควรเป็นแน่

“นี่คือตำรารวบรวมเคล็ดลับวิชาเพลงกระบี่แห่งเขาหลีซาน…ไม่ว่าจะเป็นพรรคฉางเซิงหรือเทือกเขาเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่ต้องใช้กระบี่ล้วนแต่ต้องศึกษาเคล็ดลับวิชาเพลงกระบี่ชุดนี้ เพียงแต่ว่าพวกอนารยชนทางใต้ตระหนี่อย่างยิ่ง ไม่ยินยอมเผยแพร่ให้ภายนอกรับรู้ ข้า…ครอบครัวของข้าเพียงเพราะต้องการตำราเคล็ดลับเพลงกระบี่ชุดนี้ จึงต้องใช้แรงไม่น้อยกว่าจะได้มา”

นางนำตำราที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความโบราณส่งไปในมือของเฉินฉางเซิง ไม่ลืมที่จะเอ่ยเสริม “ฉบับนี้ถึงจะเป็นฉบับดั้งเดิม ฉบับที่อยู่ในหอกระบี่เขาหลีซานตอนนี้คือฉบับที่คัดลอกมาภายหลัง”

ลักษณะท่าทางของเฉินฉางเซิงเหม่อลอย จ้องมองตำราในมือ คิดว่าตนเองคงจะฝันเป็นแน่

ตนกำลังถือตำราเคล็ดลับวิชาเพลงกระบี่หลีซานอยู่ในมือรึ

ดินแดนต้าลู่ไม่มีผู้ใดไม่เคยได้ยินข่าวคราวของตำราเคล็ดลับวิชาเพลงกระบี่หลีซานที่ถูกคนขโมยไป

หรืออาจจะกล่าวได้ว่า นี่คือสิ่งที่ครอบครัวของนางช่วงชิงไป

หญิงสาวผู้นี้…ที่แท้คือใคร

มีเสียงตึงดังขึ้นครั้งหนึ่ง

ลั่วลั่วนำหีบที่หนักอึ้งวางไว้ด้านหน้าของเฉินฉางเซิง ละอองฝุ่นสั่นสะเทือนออกมาตามรอยแตกของพื้น

หีบถูกเปิดออก ด้านในเต็มไปด้วยทองรูปใบไม้กองไว้ แต่ว่านี่ไม่ใช่ทั้งหมด นางใช้มือน้อยๆ กอบทองรูปใบไม้ขึ้นแล้วปล่อยให้ร่วงหล่นราวกับใบไม้จริงๆ เผยให้เห็นสิ่งของที่แท้จริงที่อยู่ด้านล่าง นั่นคือหินผลึกล้ำค่าหายากซึ่งมีอยู่ครึ่งหีบ

“ใช่แล้ว ข้าพักอยู่ที่สวนร้อยหญ้า อยู่ข้างๆ นี้”

ลั่วลั่วนำสิ่งของออกมาจากข้างหลังราวกับเล่นกล แล้วยกตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นมา เอ่ยว่า “…ข้าก็ไม่รู้ว่าเจ้าปรารถนาสิ่งใด จึงให้คนหยิบสิ่งของมาอย่างละนิดละหน่อย”

เฉินฉางเซิงถูกไข่มุกราตรี ตำราเคล็ดลับวิชาเพลงกระบี่และยังมีหินผลึกครึ่งหีบทำให้ตกตะลึงจนมึนชา แต่ตอนนี้จ้องมองผลไม้ประหลาดและยาสมุนไพรที่พบเห็นได้ยากยิ่งบนโลกใบนี้ในตะกร้าไม้ไผ่ ถูกคนวางกองไว้อย่างไม่ใส่ใจราวกับคือหญ้าป่าก็มิปาน ยังคงถูกทำให้ตกตะลึงอีกคราจึงพูดสิ่งใดไม่ออกทั้งสิ้น

ลั่วลั่วจ้องมองไปยังเขาด้วยความแปลกประหลาด ในใจใคร่ครวญนี่ยังไม่พออีกหรือ

นางคิดใคร่ครวญ มือยื่นไปที่หน้าอกเสื้อด้านซ้ายใช้แรงเพียงน้อยนิดดึงกระดุมออกมาหนึ่งเม็ด

เมื่อคืนนางดึงมาสามเม็ดแล้ว กระดุมเม็ดนี้ถูกดึงออกมา หน้าอกเสื้อทางด้านซ้ายจึงร่วงลงมาปรากฏเห็นลำคอที่ขาวสะอาด

เฉินฉางเซิงถูกความขาวสว่างทำให้ตื่นจากภวังค์ รีบหมุนกายหันหลัง เอ่ยถามด้วยความตกใจ “เจ้าจะทำสิ่งใด”

ลั่วลั่วนำกระดุมที่ทำมาจากนอแรดส่งให้ เอ่ยว่า “ฮ่าๆ …ข้าก็เอาสิ่งนี้ให้เจ้าด้วย”

“นี่คืออะไร”

“กระดุมพันลี้ เจ้าเคยได้ยินหรือไม่”

เฉินฉางเซิงรับเอากระดุมเม็ดนั้น คิดไตร่ตรองบันทึกในตำราที่เกี่ยวข้องกับสิ่งของมหัศจรรย์เม็ดนี้ ตกตะลึงอย่างยิ่ง จึงยกกระดุมขึ้นไปในกลางอากาศเพื่อส่องกับแสงดวงอาทิตย์สังเกตดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ผ่านไปชั่วครู่ เขาจึงตื่นจากภวังค์ รีบนำกระดุมเม็ดนี้วางกลับไปในมือของหญิงสาว

“ไม่ได้ทำสิ่งใดจักไม่รับของรางวัล”

เขาจ้องมองหญิงสาวกล่าวอย่างจริงจัง “เรื่องเมื่อคืน สิ่งสำคัญก็คือขุนพลท่านนั้นได้มาช่วยชีวิตพวกเราทั้งสอง ข้ามิได้ทำสิ่งใดจริงๆ ถึงแม้จะทำสิ่งเล็กๆ แต่ก่อนหน้านี้ได้พูดไว้แล้ว เจ้าตั้งใจเดินทางมาเพื่อขอบคุณก็เพียงพอแล้ว ข้าจะรับสิ่งของที่ล้ำค่าเช่นนี้ได้อย่างไรกัน”

“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว สิ่งของเหล่านี้มิได้มาขอบคุณบุญคุณที่เจ้าได้ช่วยชีวิต”

ลั่วลั่วชี้ไปยังสิ่งของที่วางอยู่บนพื้นเหล่านั้น เอ่ยว่า “สิ่งของเหล่านี้คือของคารวะอาจารย์”

เฉินฉางเซิงฟังไม่ค่อยเข้าใจ เอ่ยถาม “อะไรนะ”

“ของคารวะอาจารย์”

ลั่วลั่วจ้องมองดวงตาของเขา ท่าทางมั่นคงอย่างยิ่ง “อาจารย์ ข้าต้องการคารวะท่านเป็นอาจารย์ ฝึกบำเพ็ญเพียรกับท่าน”

ทั่วทั้งหอตำราเงียบสงบ

มีลมเย็นสดชื่นพัดมาจากด้านนอกหน้าต่าง

ไข่มุกราตรีที่อยู่บนพื้นสีดำสนิทค่อยๆ กลิ้งอย่างเชื่องช้า

ตำราเคล็ดลับวิชาเพลงกระบี่ที่เก่าแก่หน้ากระดาษค่อยๆ พลิก ปรากฏเป็นภาพของคนที่ยืนถือกระบี่หลายสิบภาพ

สมุนไพรในตะกร้าไม้ไผ่แผ่กระจายกลิ่นหอมอ่อนๆ

เฉินฉางเซิงใช้เวลาอยู่นานถึงจะเข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้น

เขาจ้องมองหญิงสาว เอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ “เพราะอะไร”

ลั่วลั่วเอ่ย “ค่ำคืนวันที่หก เป็นอาจารย์ที่จุดแสงสว่างให้กับดาวโชคชะตาของตนเองใช่หรือไม่”

เฉินฉางเซิงคิดใคร่ครวญ กล่าวว่า “ใช่แล้ว…ทว่า เจ้าดู ข้าเพิ่งจะจุดแสงสว่างดาวโชคชะตา ยังไม่สำเร็จการชำระล้างกระดูก เมื่อคืนข้ามองการต่อสู้ระหว่างเจ้ากับเผ่ามารผู้นั้น เจ้าแข็งแกร่งกว่าข้ายิ่งนัก แล้วจะมาให้ข้าเป็นอาจารย์เจ้าได้อย่างไร”

ลั่วลั่วเอ่ย “เมื่อคืน ข้าสามารถจู่โจมเผ่ามารผู้นั้นจนได้รับบาดเจ็บ ไม่ใช่เพราะท่านอาจารย์สอนข้าหรอกหรือ”

เฉินฉางเซิง กล่าวว่า “ก่อนอื่น ไม่เรียกข้าว่าท่านอาจารย์ได้หรือไม่”

ลั่วลั่วยิ้มหวาน พลางเอ่ย “ได้ อาจารย์”

เฉินฉางเซิงจนปัญญา ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาอธิบาย “นั่นเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญ”

ลั่วลั่วยังคงยิ้มหวาน “แต่อาจารย์ท่านรู้เพลงกระบี่ลมฝนจงซาน รู้ย่างก้าวหยั่งเทวา นี่คงจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญกระมัง”

เฉินฉางเซิงคิดใคร่ครวญ จึงเอ่ยว่า “ข้าเพียงแค่…อ่านตำรามากกว่าคนอื่นนิดหน่อย”

ลั่วลั่วเบิกตากลมโต กล่าวอย่างตั้งใจ “เช่นนั้นวิธีการขับเคลื่อนพลังปราณแท้เล่า เคล็ดลับวิชาเพลงกระบี่ลมฝนจงซานข้าท่องจำจนคล่องแคล่วนานแล้ว แต่ไม่รู้จะใช้พลังปราณแท้ขับเคลื่อนออกมาควบคุมกระบี่ได้อย่างไร ปัญหานี้ถึงแม้จะเป็นอาจารย์สำนักเทียนเต้ากับสำนักเก็บเกี่ยวดวงดาวก็ไม่รู้ แต่อาจารย์…ท่านกลับใช้ประโยคเดียวชี้แนะได้”

เฉินฉางเซิงเงียบนิ่ง เขาอยากจะอธิบายว่านี่คือเรื่องบังเอิญอย่างแท้จริง ทว่าการใช้ประโยชน์จากพลังปราณแท้ภายใต้ข้อจำกัดของพลังปราณมีการทดลองเป็นที่พอใจจนใกล้เคียงกับการคาดเดาหลายอย่าง สถานการณ์คับขันเมื่อคืน ถูกบังคับให้ตะโกนออกไป คิดไม่ถึงหญิงสาวผู้นี้จะสำเร็จเกินความคาดหมาย

แต่ความสำเร็จของเมื่อคืน มิได้แสดงว่าจะสำเร็จตลอดไป

เขาก็ไม่สามารถนำปัญหาร่างกายของเขาอธิบายให้หญิงสาวผู้นี้ฟังได้

แน่นอน เขาไม่อาจรับหญิงสาวผู้นี้เป็นลูกศิษย์ได้

ถึงแม้ไข่มุกราตรีงดงามยิ่งนัก เคล็ดลับวิชาเพลงกระบี่จะเย้ายวนใจ ยาสมุนไพรเหล่านั้นจะดีเลิศ…

เขายืดตัวลุกขึ้น เตรียมที่จะออกจากหอตำรา แต่กลับพบว่า…ไม่สามารถก้าวเท้าเดินได้

เพราะว่าขาของเขาถูกคนกอดไว้

ลั่วลั่วเอียงตัวนั่งบนพื้น ร่างกายท่อนบนโน้มเอียงใช้สองมือกอดขาของเขาแนบแน่น

ใบหน้าน้อยๆ แนบติดกับขาของเขาแน่นขนัด

เขามองแล้วเหมือนกับหญิงสาวผู้น่าสงสารไม่ยินยอมถูกบุรุษผู้ทรยศหักหลังทอดทิ้งไป

ในใจของนางกลับเต็มไปด้วยความยินดี

นางคิดเงียบๆ ใช่แล้ว เป็นกลิ่นนี้!

“อาจารย์ ท่านรับข้าเถิด”

นางแหงนศีรษะขึ้น เบิกตากลมโตที่มีน้ำตาคลอ จ้องมองเฉินฉางเซิง กล่าวด้วยความน่าสงสาร “ท่านต้องการสิ่งใด ข้ารับปากท่านได้ทุกอย่าง”

ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา

ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา

ตลอดชีวิตของ เฉินฉางเซิง นั้นเต็มไปด้วยความลึกลับ เริ่มต้นจากกลิ่นหอมประหลาดที่แผ่กำจายออกมาจากตัวทำให้เหล่าสิ่งมีชีวิตเกิดความหิวกระหาย ตามมาด้วยร่างกายที่อ่อนแอเสียจนทำให้ไม่อาจบำเพ็ญเพียรได้ สุดท้ายจบลงที่อาการป่วยที่ทำให้ชีวิตของเขามิอาจยืนยาว ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาเขาทำได้แค่ท่องตำราจำนวนหลายพันเล่ม แม้จะรู้ว่าอาการป่วยมิอาจรักษา บางทีมันจะเป็นโชคชะตา แต่เขาก็อยากจะท้าทายลิขิตฟ้านี้ดูสักครั้ง เขามิใช่คนเก่ง แต่เขาอยากลอง และนั่นคือจุดเริ่มต้นเส้นทางการพลิกโชคชะตาของเขา…

Comment

Options

not work with dark mode
Reset