ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา – ตอนที่ 38 ชี้แนะ

เนื้อหาเกี่ยวกับอุดมการณ์หรือความใฝ่ฝัน ความมุ่งมั่นที่นำมาเป็นบทเรียนแรก เดิมทีก็เหมาะสมยิ่งนัก แต่การใช้สองประโยคที่รวบรัดเพื่อที่จะอธิบายเรื่องราว ชัดเจนอย่างยิ่งว่าไม่สามารถเติมเต็มเนื้อหาของบทเรียนแรกได้ทั้งหมด เฉินฉางเซิงจึงสอนสิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้โดยสรุป

เขาหยิบตำราคู่มือรวบรวมชีพจรที่ได้ตรวจสอบจากตำหนักวัฒนธรรมนิกายหลวง พลิกไปหน้าที่แนะนำหน้าแรก แล้วก็เปิดพลิกไปยังหน้าสุดท้ายที่เป็นรูปภาพสีอธิบาย ชี้ไปยังลายเส้นสีเขียวสีแดงรูปร่างคนในภาพวาด เริ่มเปรียบเทียบกับสถานการณ์เฉพาะของลั่วลั่ว

ลายเส้นเหล่านั้น แทนชีพจรของมนุษย์ที่สลับซับซ้อนถึงที่สุด เมื่อเริ่มพิจารณาก็มีหนทางหลายสิบสายที่สามารถจะทำได้ ถ้าหากมุ่งดูจุดที่ไม่สำคัญ เช่นนั้นจำนวนคงจะเพิ่มอีกเท่าตัว แต่ตามวิธีการของลั่วลั่วเอง ร่างกายของนางเดิมทีไม่ได้มีชีพจรมากมายเช่นนั้น

นี่คือระบบของชีพจรทั้งสองชนิดที่ไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง ชนิดหนึ่งซับซ้อนแต่อ่อนแอ อีกชนิดหนึ่งง่ายดายแต่แข็งแกร่ง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชีวิตและสติปัญญาเดินไปในหนทางสองทิศทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หมดหนทางที่จะตัดสินว่าหนทางชนิดไหนที่สามารถไปได้ไกลกว่า อย่างน้อยในเดือนปีที่ตระหนักรู้ การแข่งขันครั้งนี้ไม่มีผลสิ้นสุด

เฉินฉางเซิงไม่ได้หวั่นไหวกับชีวิตที่มหัศจรรย์อีกชีวิตหนึ่ง เพียงตกตะลึงกับขั้นตอนอันมหัศจรรย์ของผู้สร้างสรรค์สรรพสิ่ง และเข้าใจมากขึ้น ถ้าหากชีวิตทั้งสองอยากข้ามผ่านเส้นเขตแดนตรงกลางเส้นนั้น เพื่อไปฝึกฝนวิธีบำเพ็ญเพียรของฝ่ายตรงข้าม เช่นนั้นคงจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากเรื่องหนึ่ง

หากเผ่าของลั่วลั่วสามารถฝึกฝนวิธีบำเพ็ญเพียรของเผ่ามนุษย์ได้อย่างสบาย ตอนนี้สิ่งที่นางฝึกฝนคงไม่ใช่กระบี่ลมฝนจงซาน แต่คงจะเป็นเคล็ดลับวิชาเพลงกระบี่หลีซานที่นางมอบให้กับเฉินฉางเซิงเมื่อวันก่อน

เคล็ดลับวิชาเพลงกระบี่หลีชานเป็นหนึ่งในวิทยายุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่ามนุษย์

เผ่าของนางฝึกฝนก็คงจะยากเหมือนกับการปีนป่ายขึ้นบนท้องฟ้า ด้วยเหตุนี้จึงทำได้เพียงหากไม่สามารถทำให้สิ่งที่สูงที่สุด ก็จะต้องเลือกสิ่งที่รองลงมา

วิธีการฝึกฝนบำเพ็ญเพียรของเผ่ามนุษย์ก็คือการขับเคลื่อนวิทยายุทธ์กับพลังปราณแท้มารวมกัน ดังเช่นกระบี่ลมฝนจงซาน เพียงแค่เข้าใจเคล็ดลับเพลงกระบี่คงจะไม่พออย่างแน่นอน ยังจะต้องเข้าใจวิธีการขับเคลื่อนพลังปราณแท้ของเพลงกระบี่ เช่นนี้ถึงจะสามารถแสดงอานุภาพที่แท้จริงของวิชาเพลงกระบี่ได้

เดิมทีในร่างกายของลั่วลั่วก็ไม่มีชีพจรที่มนุษย์มีทั้งหมด แล้วจะเข้าใจวิธีการเช่นนี้ได้อย่างไร ในเคล็ดลับเพลงกระบี่ได้เขียนไว้ ขับเคลื่อนชีพจรเหลาในแนวนอนตามใจปรารถนา นางสามารถอ่านเข้าใจ ปัญหาก็คือนางไม่มีชีพจรเหลา เช่นนั้นแล้วถึงแม้พลังจิตจะแกร่งกล้าเพียงใด ก็สามารถทำได้ถึงไหนเล่า

“มีเพียงแค่ค่ำคืนนั้น ทำตามประโยคที่อาจารย์บอก ข้าลองขับเคลื่อนพลังปราณแท้ พบว่าสามารถบังคับกระบี่ลมฝนดังเช่นเผ่ามนุษย์ การจำลองเช่นนี้ หรือว่า…อธิบายถึงวิธีที่เหมาะสมระหว่างเคล็ดลับวิชาเพลงดาบกับพลังปราณแท้ของข้า”

ลั่วลั่วชื่นชอบการเรียนรู้อย่างยิ่ง ถามอย่างตั้งใจ

เฉินฉางเซิงคิดไตร่ตรอง ไม่ได้ตอบปัญหาของนางในทันที หมุนกายเดินออกไปนอกหอตำรา มุ่งไปยังต้นไม้ริมทะเลสาบเพื่อหยิบกิ่งไม้ที่หักเมื่อคืนก่อน ชักกระบี่สั้นออกมาเพื่อปอกเปลือกกิ่งไม้ให้สะอาดสะอ้าน แปรเปลี่ยนเป็นท่อนไม้ที่เล็กเรียว ไม่ลืมที่จะใช้ก้อนหินริมทะเลสาบฝนปลายท่อนไม้ให้กลมมน

เขาเดินเข้าไปยังหอตำรา เอ่ยถาม “ถ้าหากไม่ยินยอม เจ้าก็เอ่ยออกมา”

ลั่วลั่วจ้องมองท่อนไม้ที่เรียวเล็กในมือของเขา ดวงตากลมโตเบิกกว้างจนถึงขีดสุด ในใจคิดว่าเพิ่งจะคารวะอาจารย์ แล้วไม้เรียวก็ตามมาติดๆ เลยหรือ หรือว่าอาจารย์เลื่อมใสในการสั่งสอนโดยการใช้ไม้เรียว แต่ว่าไม่ง่ายที่จะคารวะเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ นางจะกล้าเอ่ยไม่ยินยอมสามคำนี้ได้อย่างไร จึงทำได้เพียงใช้แรงทั้งหมดพยักหน้า

เฉินฉางเซิงชูท่อนไม้ในมือ มีเสื้อผ้ากั้นกลาง จิ้มลงไปที่จุดหน้าท้องของนาง หลังจากนั้นกล่าวว่า “ขับเคลื่อนพลังปราณแท้มายังจุดนี้”

เผ่ามนุษย์มีจุดตันเถียนที่อยู่ใต้สะดือลงไปสามนิ้ว แต่ไม่รู้ว่าลั่วลั่วมีหรือไม่ เป็นความลับของร่างกายทางด้านนี้ เขาจึงไม่สะดวกที่จะถามมากนัก แต่มองท่าทางของลั่วลั่วแล้ว คงจะไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ผ่านไปชั่วครู่ เขาจึงเอ่ยถาม “รู้สึกอย่างไรบ้าง”

ลั่วลั่วให้ความสนใจตำแหน่งที่ท่อนไม้สัมผัสดังกล่าวอย่างจริงจัง กล่าวตอบ “รู้สึกร้อนเล็กน้อย”

“เพลิงพระอาทิตย์ที่เข้าสู่ร่างกายแล้วสะท้อนออกมา จะให้ความรู้สึกนี้ เช่นนั้นข้าคิดว่า วิธีการใช้คงจะไม่แตกต่างกับจุดชีพจรเหลามากนัก”

เฉินฉางเซิงด้านหนึ่งกล่าว อีกด้านหนึ่งเริ่มจดบันทึก

ค่ำคืนวันนั้นเขาเอ่ยเพียงแค่ประโยคเดียว ก็ทำให้ลั่วลั่วขับพลังปราณแท้ออกมาได้สำเร็จ เป็นครั้งแรกที่สามารถควบคุมเคล็ดลับวิชาเพลงกระบี่ลมฝนจงซานได้อย่างแท้จริง แต่นั่นแท้จริงแล้วเป็นเพียงกระบวนท่าเดียวเท่านั้นและยังโชคดีที่ทำสำเร็จ ตอนนี้สิ่งที่เขาจะต้องทำก็คือทำลายขีดจำกัดชีพจรของเผ่ามนุษย์ คิดค้นขั้นตอนขึ้นมาเอง เป็นธรรมดาที่ยากลำบากหาสิ่งใดเปรียบได้

นี่คงจะไม่ใช่เรื่องหนึ่งวันหนึ่งคืนอย่างแน่นอน

ถ้าหากว่าเขาไม่ได้ศึกษาตำรามาตั้งแต่วัยเยาว์ ตนเองเจ็บป่วยมานานจึงศึกษาดังเช่นแพทย์ บวกกับสาเหตุชีพจรร่างกายไม่เหมือนกับคนทั่วไป แม้แต่ความน่าจะเป็นก็ยังไม่มี

เมื่อจดบันทึกเสร็จเรียบร้อย เขาเงยหน้าขึ้น คิดไตร่ตรอง ยื่นท่อนไม้จิ้มที่บริเวณคอของลั่วลั่ว แน่นอนว่ายังคงมีเสื้อผ้ากั้นอยู่

“ระมัดระวังหน่อย ช้าอีกหน่อย”

“รู้สึกอย่างไรบ้าง”

“หนาวเล็กน้อย”

“อืม”

“ตรงนี้ล่ะ”

ท่อนไม้ที่เรียวเล็กร่วงหล่นไปยังร่างกายของลั่วลั่ว ชี้ แล้วก็แนะไปตามจุดต่างๆ นี่ก็คือเป็นการชี้แนะ

เฉินฉางเซิงรับรู้ถึงผลการตอบโต้ จดบันทึก หลังจากนั้นทำต่อไป

เวลาที่ใช้ในการชี้แนะกับการสนทนารวดเร็วดังสายน้ำที่หลั่งไหล

เมื่อเวลายามเย็นได้ล่วงเข้ามา เฉินฉางเซิงรู้สึกว่าแขนเริ่มปวดเมื่อย เขาวางท่อนไม้ลง มองออกไปนอกหน้าต่าง พบเพียงกระเบื้องสีทองและกำแพงสีแดง พลันยิ้มออกมา

ใช้เวลาครึ่งค่อนวัน เขาแน่ใจบางสิ่งที่อาจจะเป็นไปได้ เสาะแสวงหาวิธีที่มีความเป็นไปได้ วิธีที่อยู่ในร่างกายของลั่วลั่ว

“ลองดูเสียหน่อย”

เขาละสายตาจากแสงพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับจากเมืองจิงตู จ้องมองลั่วลั่ว ชักกระบี่สั้นอยู่ที่เอวยื่นส่งไป

ลั่วลั่วรับกระบี่สั้นมา สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นสุกสว่างเป็นพิเศษ หลังจากนั้นจึงหลับตาลง เงียบนิ่งเป็นเวลานาน

แสงสายัณห์ถูกกำแพงเมืองกลืนเพียงชั่วพริบตาเดียวก็หายลับไป นางลืมตาขึ้น ส่งเสียงเบาๆ

เสียงร้องไพเราะยิ่งนัก ไม่มีเสียงทุ้มต่ำแม้แต่น้อย เสียงใสราวกับสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิ หรือสายลมในฤดูใบไม้ผลิ

ตามเสียงร้องที่ดังขึ้น มือของนางกุมกระบี่สั้นไว้ ค่อยๆ ชูขึ้นระหว่างเอว ดังดอกหยางกวัดแกว่งขึ้นไปบนท้องฟ้า

แสงของกระบี่มีนับไม่ถ้วนดังสายฝน ความรู้สึกของกระบี่มีมากมายราวกับสายลม

นี่คือลมฝน

นี่ก็คือกระบี่ลมฝน

ไม่มีชีพจรดังเช่นเผ่ามนุษย์ ไม่สามารถฝึกฝนวิธีการขับเคลื่อนพลังกระบี่ลมฝนจงซานได้ แต่สุดท้ายแล้วกระบี่ที่ออกมา กลับเป็นกระบี่ลมฝนจงซานอย่างแท้จริง นี่ก็สามารถอธิบายได้ว่า วิธีขับเคลื่อนพลังปราณแท้ที่ผู้ควบคุมกระบี่ใช้ สามารถจำลองวิธีการขับเคลื่อนพลังปราณแท้ของเผ่ามนุษย์จนอยู่ในระดับที่ยิ่งใหญ่ได้โดยสมบูรณ์

ลมฝนค่อยๆ หยุดลง แสงสุริยันเลือนราง ท้องฟ้ายามราตรีค่อยๆ ย่างกรายเข้ามา สวนเก่าทรุดโทรมเงียบสงัด

หอตำราทั่วทั้งผืนเงียบสงบ

มือลั่วลั่วที่กุมกระบี่สั้น สั่นเทาเล็กน้อย

นางมองไปยังเฉินฉางเซิง น้ำเสียงก็สั่นเทาเล็กน้อย “อาจารย์ ท่านยอดเยี่ยมจริงๆ”

นางตกตะลึงอย่างยิ่ง นางคิดว่าเฉินฉางเซิงคงจะเป็นเซียนที่มาจากสรวงสวรรค์ มิเช่นนั้นจะใช้ระยะเวลาสั้นแค่นี้ สอนสิ่งต่างๆ มากมายให้กับตนได้อย่างไร

เก่งกาจประหนึ่งเทพเซียน

เฉินฉางเซิงวางท่อนไม้บนเข่าด้านหน้า จ้องมองนางยิ้มดีใจออกมา

เขาสองสามวันมานี้ ไม่ใช่ หากจะกล่าวให้ถูกก็คือ สองสามปีมานี้ คิดใคร่ครวญกับปัญหานี้มาตลอด จะทำอย่างไรกับการฝึกบำเพ็ญเพียรในสภาพที่ชีพจรไม่เชื่อมต่อกัน เมื่อก่อนเขาไม่เคยฝึกบำเพ็ญเพียร ดังนั้นการคิดใคร่ครวญทั้งหมดจึงได้แต่คลำทางไปข้างหน้าในความว่างเปล่าอันมืดมิด แต่ตอนนี้ ถึงแม้เขาจะไม่มีพลังปราณแท้แม้สักนิด แต่เขามีลูกศิษย์คนหนึ่ง ลูกศิษย์คนนี้ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง สามารถนำความคิดที่มีของเขาบรรลุผลได้อย่างงดงาม และยังใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งวันพิสูจน์การคาดเดาของเขาว่าถูกต้อง

ลั่วลั่วกล่าวขึ้นมา “ขอบคุณอาจารย์ที่ชี้แนะ”

เฉินฉางเซิง เอ่ยตอบ “เช่นกัน เช่นกัน”

แสงสายัณห์ไม่เหมือนดังสีโลหิต แต่ประหนึ่งไฟในเตาของเกี๊ยวน้ำ อบอุ่นอย่างที่สุด

ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา

ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา

ตลอดชีวิตของ เฉินฉางเซิง นั้นเต็มไปด้วยความลึกลับ เริ่มต้นจากกลิ่นหอมประหลาดที่แผ่กำจายออกมาจากตัวทำให้เหล่าสิ่งมีชีวิตเกิดความหิวกระหาย ตามมาด้วยร่างกายที่อ่อนแอเสียจนทำให้ไม่อาจบำเพ็ญเพียรได้ สุดท้ายจบลงที่อาการป่วยที่ทำให้ชีวิตของเขามิอาจยืนยาว ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาเขาทำได้แค่ท่องตำราจำนวนหลายพันเล่ม แม้จะรู้ว่าอาการป่วยมิอาจรักษา บางทีมันจะเป็นโชคชะตา แต่เขาก็อยากจะท้าทายลิขิตฟ้านี้ดูสักครั้ง เขามิใช่คนเก่ง แต่เขาอยากลอง และนั่นคือจุดเริ่มต้นเส้นทางการพลิกโชคชะตาของเขา…

Comment

Options

not work with dark mode
Reset