ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา – ตอนที่ 61 ให้ข้ากล่าวกับเจ้าสักคำหนึ่ง

คณะทูตจากทางใต้มาถึงจิงตูในฐานะแขก กล่าวตามเหตุผลแล้วไม่ควรเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามก่อน หากแต่หญิงสาวที่สวมผ้าคลุมหน้าสีขาวกับอาจารย์กระทรวงสิบสามชิงเหย้าสนิทชิดเชื้อ และคบค้าสมาคมกับสวีซื่อจีก่อนแล้ว เห็นบรรยากาศในตำหนักแปลกประหลาดพิกล จึงเอ่ยถามขึ้นมา

ผู้คนส่วนใหญ่ในตำหนักล้วนเข้าร่วมการชุมนุมไม้เลื้อยเป็นคืนแรก จะไม่รู้จักหญิงสาวที่ทำให้เทียนไห่หยาเอ๋อร์พิการผู้นั้นได้อย่างไร เมื่อได้ยินแขกเอ่ยถาม ใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้น “นางเป็นนักเรียนของสำนักฝึกหลวง ไม่รู้เพราะเหตุใดจึงมาล่าช้าเล็กน้อย”

เมื่อได้ยินประโยคนั้น สตรีที่มาจากเทือกเขาเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นเปล่งเสียงเบาๆ ราวกับว่าแปลกประหลาดใจ หนุ่มน้อยที่มีกระบี่วางพาดบนตักทั้งสามพลันเงยหน้าจ้องมองลั่วลั่วพร้อมเพรียงกัน แววตาคมกริบของพวกเขาประหนึ่งกระบี่วิเศษถูกชักออกจากด้ามฝัก

ผู้คนดินแดนทิศใต้ที่ไกลโพ้นต่างล่วงรู้ว่าสำนักฝึกหลวงถูกทิ้งไว้ให้รกร้างมาเนิ่นนาน เมื่อบนเส้นทางเดินก่อนหน้านี้ พวกเขาได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับการชุมนุมไม้เลื้อยค่ำคืนแรก ถึงรู้ว่าปีนี้สำนักฝึกหลวงมีนักเรียนใหม่เพิ่มมาสองคน แล้วหญิงสาวผู้นี้เป็นผู้มีพรสวรรค์อยู่ๆ ก็โผล่มาจากที่ใดกัน

หนุ่มน้อยที่มาจากเขาหลีซานทั้งยังเป็นสามในผู้ยอดฝีมือเจ็ดคำโคลงแห่งแดนเทพในตำนาน นางต่อสู้จนเทียนไห่หย่าเอ๋อร์พ่ายแพ้ไม่เป็นท่า สำหรับพวกเขาก็มิได้เก่งกาจแต่อย่างใด ทว่าหญิงสาวผู้นี้อายุยังเยาว์วัยกลับแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ช่างคุ้มค่าที่จะให้ความสนใจจริงๆ

โก่วหานสือก็เงยหน้าเหลือบมองนางเช่นกัน แต่เขาเพียงส่งยิ้มอ่อนโยนราวกับไม่ใคร่จะสนใจนัก

ลั่วลั่วไม่ได้แยแสสายตาของหนุ่มน้อยทั้งสามที่เมียงมองมา ยอดฝีมือเจ็ดคำโคลงแห่งแดนเทพยอดเยี่ยมจริงๆ หากเวลานี้ความสนใจของนางอยู่ที่โก่วหานสือ นางชัดเจนยิ่งนักว่าคนผู้นี้มิได้ด้อยเลย ตนนั้นหาใช่คู่ต่อสู้ของเขาไม่ แล้วอาจารย์เล่า จะชนะเขาได้หรือไม่

ทั่วทั้งงานเงียบเชียบในทันใด นางยืนอยู่หน้าประตูตำหนักจึงเป็นที่สะดุดตาเล็กน้อย

ท่าทางที่เฉยชาของสวีซื่อจี เอ่ยขึ้นมา “ในเมื่อมาช้า ก็เป็นการเสียมารยาทแล้ว ยังไม่รีบนั่งลงอีก ทำให้คนเขาหัวเราะเยาะกันหมดแล้ว!”

ฟังประโยคที่ไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อยของสวีซื่อจี เฉินหลิวอ๋องชะงักเล็กน้อย หลังจากนั้นคลี่ยิ้มออกมา ในใจคิดว่าจนกระทั่งตอนนี้คาดไม่ถึงว่าสวีซื่อจีจะยังเดาฐานะของหญิงสาวผู้นี้ไม่ออก ดูท่าจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ให้ความเชื่อใจอย่างไรก็คงจะมีขอบเขต หากเปรียบกับเซวียสิ่งชวนแล้วเห็นทีจะต่างชั้นอยู่มาก

เฉินหลิวอ๋องมองไปยังเหมาชิวอวี่เจ้าสำนักเทียนเต้า เวลานี้ผู้ที่ล่วงรู้ฐานะที่แท้จริงของลั่วลั่วมีเพียงพวกเขาสองคน ทว่าสิ่งที่เขาพบคือท่าทางที่เงียบงันและเคร่งขรึมของเหมาชิวอวี่ ราวกับว่าไม่ล่วงรู้สิ่งใด จู่ๆ ใจของเขาก็สั่นไหวขึ้นมา หันกายมองไปยังเหมยหลี่ซามุขนายก กลับพบว่าฝ่ายตรงข้ามหลับตาพริ้มเกือบจะหลับอยู่แล้ว

“ผู้อาวุโสเหล่านี้ช่างไม่สะทกสะท้านเสียจริง……”

เฉินหลิวอ๋องถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาตระหนักยิ่งนักว่าใต้เท้ามุขนายกเป็นคนที่คมในฝัก เกรงว่าคงจะคาดเดาฐานะของลั่วลั่วได้นานแล้ว

ลั่วลั่วปรายตามองสวีซื่อจี ถ้าหากเป็นเวลาอื่นมีผู้ใดกล้าด่าทอตนเช่นนี้ มีหรือนางจะลดราวาศอกจบเรื่องราวง่ายดาย ไม่ต้องมองว่าอยู่ต่อหน้าเฉินฉางเซิงนางน่ารักเชื่อฟัง แท้จริงแล้วดุดันและดุร้าย ไม่เห็นหรือว่าองค์หญิงผิงกั๋วยังเกรงกลัว?

แต่ค่ำคืนนี้สถานการณ์พิเศษกว่าปกติ มือของนางกุมถุงผ้าในแขนเสื้อแนบแน่น พลางคิดไปถึงสิ่งที่เฉินฉางเซิงมอบหมายก่อนหน้านี้ นางสูดหายใจเข้าลึกๆ ข่มกลั้นความโกรธแค้นทั้งหมดทั้งมวลลงไป และก็ไม่ได้สนทนากับสวีซื่อจี มุ่งตรงไปยังตำแหน่งของสำนักฝึกหลวง

ตอนนั้นเอง เสียงดนตรีพิธีการดังขึ้น ผ้าม่านปลิวไสว พร้อมทั้งนางกำนัลในวังสิบกว่าคนที่ติดตามมากับขันที มีหญิงสาวนางหนึ่งสวมชุดในวังวิจิตรงดงาม เดินเนิบนาบเข้ามาในตำหนัก

หญิงสาวผู้นั้นก็คือแม่นางม่อ​อวี่

ถึงแม้นางจะเป็นผู้ที่มีอำนาจยิ่งใหญ่คนหนึ่งในราชวงศ์ต้าโจว แต่ถึงอย่างไรภายนอกก็มิได้มีฐานันดรใดๆ กล่าวตามเหตุผล ก็คงจะด้อยสักเล็กน้อย หากเวลานี้อยู่ในตำหนักด้านหน้าของพระราชวัง ผู้คนต่างรู้ดีว่านางเป็นตัวแทนของจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ จึงนั่งเงียบๆ และลุกขึ้นต้อนรับพร้อมเพรียงกัน

ผู้คนหลายร้อยในตำหนักยืนขึ้นพร้อมเพรียงกัน ไม่เว้นแม้แต่ผู้อาวุโสของคณะทูตจากทางใต้ ราวกับคลื่นกระเพื่อมอยู่ภายใต้แสงสว่างของไข่มุกราตรี

มีสองคนที่ไม่ลุกขึ้น

คนหนึ่งก็คือเหมยลี่ซามุขนายกสำนักการศึกษากลางที่กำลังหลับตาพริ้ม มุมปากประเดี๋ยวยิ้มประเดี๋ยวหุบ ราวกับว่าหลับไปแล้วจริงๆ

อีกคนก็คือลั่วลั่วที่อยู่ตรงมุมนั้น นางเพ่งมองใบหน้าของม่อ​อวี่เงียบๆ อย่างไร้มารยาทเล็กน้อย

ผู้คนต่างลุกขึ้น มีเพียงสองคนที่ยังนั่งอยู่ เป็นธรรมดาที่จะดึงดูดสายตาของผู้คน ผู้คนต่างจ้องมองไปพร้อมกัน ใบหน้าของสวีซื่อจีถมึงทึงยิ่งขึ้น ถึงแม้เขาจะรู้ว่าความเป็นมาของลั่วลั่วไม่ธรรมดา ทว่าค่ำคืนนี้คณะเจรจาของทิศใต้มาเจรจาสู่ขอ เขาจะต้องมั่นใจว่าทุกอย่างจะต้องอยู่ในการควบคุม ดังนั้นก่อนหน้านี้ที่ตั้งใจด่าทอนาง เพราะต้องการรู้ล่วงหน้าว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งใดหรือไม่

เวลานี้คล้ายกับว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว

ใต้เท้ามุขนายกฐานะไม่เหมือนกับนาง เขาไม่สามารถแสดงความเคืองโกรธของตนได้ เช่นนั้นจึงพุ่งเป้าไปยังคนผู้นั้น

เขามองไปยังตำแหน่งของสำนักฝึกหลวงที่อยู่ในมุมนั้น

ราวกับว่าผู้คนโดยรอบก็คิดเหมือนกับเขา ไม่มีผู้ใดกล้ามองไปยังที่นั่งของใต้เท้ามุขนายก สายตาของผู้คนทั้งหมดมองไปยังลั่วลั่วที่อยู่มุมนั้น

ลั่วลั่วหาได้แยแสต่อสายตาเหล่านั้น นางจ้องเขม็งที่ม่อ​อวี่ นัยน์ตาสงบนิ่ง ท่าทางเคร่งขรึม ฉายแววเตือนให้ม่อ​อวี่ระวังตัว

ความรู้สึกของผู้คนหวาดกลัวเล็กน้อย มิรู้ได้ว่าต่อไปจะเกิดเรื่องราวใดต่อ

สวีซื่อจีกำลังเตรียมว่ากล่าวเสียสองสามประโยค ในตำหนักพลันมีเสียงกังวานใสดังขึ้น

“ไม่เป็นไร ”

ม่อ​อวี่ยิ้มบางเอ่ยออกมา เหยียดแขนทั้งสองตรงออกไป แขนเสื้อลดต่ำลงเล็กน้อย เป็นสัญลักษณ์ให้ทุกคนนั่งลง

ประโยคนี้ราวกับว่าเอ่ยกับทุกคน เอ่ยกับสวีซื่อจี แสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจของนาง

มีเพียงลั่วลั่วที่ล่วงรู้ว่า ประโยคนี้นางเอ่ยกับตน

นางให้คำมั่นกับลั่วลั่วว่าเฉินฉางเซิงจะไม่เป็นอันใด

นางรู้ดีว่าม่อ​อวี่จะไม่โป้ปด โดยเฉพาะเวลานี้ นางรู้แล้วว่าม่อ​อวี่กระทำสิ่งใดลงไปบ้าง และหลังจากส่งสัญญาณเตือนอีกด้วย

จิตใจของนางผ่อนคลายลงเล็กน้อย ทว่านางมิได้ผ่อนคลาย

นางนั่งอยู่ในมุมนั้นจ้องมองม่อ​อวี่เงียบๆ มองตาไม่กะพริบและไม่ละสายตาไปที่ใด

ราวกับเสือในป่าที่กำลังดักซุ่มจ้องมองเหยื่อเงียบๆ พร้อมที่จะกระโดดออกมาฉีกเหยื่อให้ขาดกระจุยกระจายได้ทุกเมื่อ

ม่อ​อวี่รับรู้ถึงสายตาที่ส่งทอดมาจากมุมที่อยู่ไกลออกไป ขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกคาดไม่ถึง นางกับองค์หญิงผิงกั๋วต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าการที่ไปศึกษาที่สำนักฝึกหลวง คงเป็นเพราะว่าลั่วลั่วอยู่ที่สวนร้อยหญ้าจนเบื่อ จึงไปเล่นสนุกกับคนธรรมดาเท่านั้นเอง

ถึงแม้ระหว่างนางกับเฉินฉางเซิงจะมีไมตรีจิตต่อกัน ก็มิควรจะให้ความสำคัญถึงขนาดนี้

ลั่วลั่วรับรู้ได้ถึงสายตาของนาง ในตำหนักแห่งนี้ยังมียอดฝีมืออีกมากมาย ก็คงจะสังเกตเห็นเช่นกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนโดยรอบที่นั่งตำแหน่งสำนักฝึกหลวง จู่ๆ ก็รู้สึกเย็นยะเยือกขึ้นมา

……

……

เฉินฉางเซิงคิดว่าตนเองตายไปแล้ว ทว่ายังไม่ตาย

มังกรยักษ์สีดำชะงักอยู่กลางอากาศด้านหน้าเขา มันไม่ได้ขยับเขยื้อนไปด้านหน้าต่อ

ทั้งสองอยู่ห่างกันสิบกว่าจ้าง เหตุเพราะมังกรยักษ์สีดำตัวนี้มีขนาดใหญ่โตมหึมาเกินมังกรทั่วไป จึงทำให้ระยะห่างใกล้กันยิ่ง ขนาดที่เขาสามารถมองเห็นลมและหิมะที่สะสมตามโคนฟัน มังกรดำทอดถอนใจอย่างเชื่องช้าและยาวนาน เสียงลมพายุแผดร้องก้องคำราม ละอองหิมะกับเกล็ดน้ำค้างล่องลอยปลิวว่อนอยู่กลางอากาศนับไม่ถ้วน

เฉินฉางเซิงคิดว่าตนกำลังยืนอยู่ด้านนอกของเมืองเสวี่ยเหล่าไกลโพ้นทางทิศเหนือ

สิ่งที่ทำให้มังกรดำหยุดชะงัก มิใช่เพราะความกล้าหาญของเขาและก็มิใช่ประโยคที่เผชิญกับความตายก่อนหน้านี้ ทว่าเป็นเพราะกระบี่สั้นในมือของเขา

กระบี่สั้นเล่มนั้นมองแล้วธรรมดายิ่ง

ขณะที่มองกระบี่สั้นที่อยู่ในมือของเขา ส่วนลึกของดวงตามังกรดำราวกับมีดวงดาวนับไม่ถ้วนเปล่งประกายเจิดจรัสขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนั้นจึงมอดดับลงอีกครา

ดวงดาวทุกดวงล้วนแล้วแต่มีความรู้สึก

ผิดหวังห่อเหี่ยว

ไม่เข้าใจ

ตกตะลึง

ไม่สงบ

อาฆาตแค้น

จากลา

พบเจอ

สนิทสนม

ระแวดระวัง

โกรธเคือง

สง่างาม

ไม่ใส่ใจ

ใส่ใจ

อยากลืมเลือน

ยากที่จะลืมเลือน

ผิดหวัง

สิ้นหวัง

มีความหวัง

และยังมีความหวัง

……

……

ดวงตาที่ดุร้ายโหดเหี้ยมของมังกรดำปรากฏความรู้สึกสลับซับซ้อนนับไม่ถ้วนออกมา

เป็นเผ่ามนุษย์ ยากที่จะเข้าใจอย่างยิ่ง เพราะเหตุใดนัยน์ตาเพียงชั่วพริบตาถึงสามารถก่อเกิดความรู้สึกที่มากมายเช่นนี้

เฉินฉางเซิงไม่เข้าใจ ร่างกายเขาปกคลุมด้วยหิมะท่วมตัว กุมกระบี่แนบแน่น จ้องมองมังกรดำอย่างเงียบงันไร้สุ้มเสียง

มังกรดำจ้องมองเขาเงียบๆ มันจ้องมองเป็นระยะเวลายาวนาน

อยู่ๆ มังกรดำ…ก็คำรามเสียงทุ้มต่ำออกมา !

สายลมเย็นแผดก้องคำราม พื้นที่ข้างใต้ผนังกำแพงไกลออกไปมีเกล็ดน้ำแข็งรวมตัวร่วงหล่นลงมาดังซู่ซ่า เกล็ดน้ำค้างที่อยู่บนผิวของมหาสมุทรเงินกระเด็นปลิวว่อน

เสียงคำรามทุ้มต่ำนั้นเป็นหนึ่งคำ เหตุเพราะมีความหมายเฉพาะ

เสียงคำรามทุ้มต่ำราวกับเสียงที่บริสุทธิ์ เพราะนั่นคือเสียง ทั้งยังเป็นเสียงพยางค์เดี่ยว

เป็นเสียงที่สั้นรวดเร็ว กลับสลับซับซ้อนยิ่ง

ประหนึ่งลมพายุที่ดูเหมือนบ้าระห่ำ หากข้างในกลับมีการไหลเวียนที่เชี่ยวกรากและมีทิศทางลมนับไม่ถ้วน

นี่คือภาษามังกร

ได้หายสาบสูญในโลกมนุษย์หลายพันปี นับว่าเป็นภาษามังกรที่ยาวนานหมื่นปีขึ้นไป

จนกระทั่งถึงวันนี้ ไม่มีผู้ใดเคยได้ยินภาษามังกร ส่วนคนที่สามารถพูดภาษามังกรได้…ยิ่งไม่รู้ว่าจะเสาะแสวงหาแห่งหนใด

มังกรเป็นสิ่งมีชีวิตที่สูงส่งที่สุดบนโลกใบนี้ มีร่างกายและจิตวิญญาณที่ประเสริฐ ร่างกายแข็งแกร่งไร้เทียมทาน มีโครงสร้างที่สลับซับซ้อนไร้สิ่งใดเปรียบ การรวมกันของจิตใจและจิตวิญญาณแข็งแกร่งไร้เทียมทาน มีเพียงมันถึงจะสามารถใช้วิธีที่ยากจะจินตนาการเพื่อคบค้าสมาคม

เรียบง่ายสูงสุดแต่เจริญสูงสุด สูงส่งสูงสุด

“นี่คือภาษามังกรในตำนานหรือ”

เฉินฉางเซิงตกตะลึงงันอย่างยิ่ง

ในเมื่อไม่ได้ถูกลมหิมะคุมขัง น่าจะเป็นเพราะเวลานี้ทั่วทั้งร่างกายแข็งทื่อ

เพราะว่าเขาตะลึงงันจริงๆ

ความตกตะลึงของเขา เมื่อได้ยินเสียงของคำรามของมังกรแตกต่างกับผู้คนบนโลกใบนี้ หรืออาจจะกล่าวว่า ความตกตะลึงของเขาเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง

เขาเคยได้ยินเสียงชนิดนี้มาก่อน

ตอนอยู่วัดเก่าที่ซีหนิง เขากับศิษย์พี่ท่องคัมภีร์สามพันธรรมะม้วนสุดท้ายมีทั้งหมดหนึ่งพันหกร้อยหนึ่งตัวอักษรถ่ายทอดความหมายสัจธรรมที่ซุกซ่อนอยู่ข้างใน พวกเขาไม่รู้ความหมายของอักษรบนตำราม้วนนั้น จึงไปถามอาจารย์ ทว่าอาจารย์กลับตอบว่าเขาก็ไม่รู้เช่นกัน แต่เขา…อ่านได้

เมื่อเขากับศิษย์พี่เริ่มเรียนอ่านตัวอักษรเหล่านั้น

พวกเขาไม่รู้ความหมาย แต่รู้การออกเสียง

แต่ไหนแต่ไรเขาไม่รู้ว่าอักษรที่แปลกประหลาดพิลึกเหล่านั้นคือสิ่งใด

หลังจากนั้นหลายปี จนกระทั่งเขายืนต่อหน้ามังกรยักษ์น้ำค้างแข็งในพื้นที่ข้างใต้พระราชวังลึกลงไป สุดท้ายเขาจึงเข้าใจ

นั่นก็คือภาษามังกร

ที่แท้คัมภีร์สามพันธรรมะม้วนสุดท้ายเขียนด้วยภาษามังกร

เงียบสงัด

เป็นความเงียบที่กินเวลายาวนาน

มังกรดำจ้องมองเฉินฉางเซิงเงียบๆ ราวกับว่ากำลังรอคอยสิ่งใดอยู่

เฉินฉางเซิงไม่รู้ว่ามันกำลังรอคอยสิ่งใด ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงนิ่งเงียบ

ในดวงตาของมังกรดำอยู่ๆ มีดวงดาวนับไม่ถ้วนสุกสว่างสดใสอีกครา หลังจากนั้นมอดดับไป

มันเงียบนิ่งชั่วครู่ จึงคำรามเสียงทุ้มต่ำอีกครา

เสียงคำรามนี้ทุ่มต่ำยิ่ง ไม่มีสายลมเย็นพัดผ่าน ทว่ามีความรู้สึกอยากทำลาย

ขนตาของเฉินฉางเซิงปลิวร่วงหล่นลงมา

จอนผมเขาถูกพัดกระจาย เส้นผมดำขลับปลิวแผ่กระจายเต็มด้านหลัง หลังจากนั้นจึงลู่ลง

เสื้อผ้าของเขาถูกพัดกระจาย หลังจากนั้นจึงลู่ลง

เสียงคำรามทุ้มต่ำที่เคืองโกรธของมังกรก็คือความผิดหวัง ตามมาด้วยสิ้นหวัง

เฉินฉางเซิงรู้ว่าตนเองจะต้องตาย คำนี้มิได้น่าขบขัน ทว่าเศร้าสลดยิ่ง

ก่อนหน้านี้มังกรราวกับให้ความหวังแก่เขา ดังนั้นจึงทำให้เขามีชีวิตอยู่อีกชั่วประเดี๋ยว

แต่ตอนนี้ความหวังได้หายไปแล้ว

ทันใดนั้นเฉินฉางเซิงก็โศกเศร้ายิ่ง หากแต่มิใช่เพราะหมดความหวังและก็มิใช่เพราะตนเอง

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เมื่อฟังเสียงคำรามทุ้มต่ำของมังกรดำ เขากลับโศกเศร้ายากที่จะเอ่ยได้

ราวกับว่าเขาผ่านกาลเวลามายาวนาน อ้างว้างจนไร้ขอบเขต

ข้างใต้ที่มืดมิด การลวงหลอกกับการปิดบังอำพราง การรอคอยที่ทุกข์ทรมานกับความสิ้นหวัง

สิ่งเหล่านั้นเขาล้วนแต่เคยมีประสบการณ์ผ่านพ้นมาแล้วทั้งสิ้น

เงาของความตายก็เหมือนกับความมืดมิดยามค่ำคืน เขาทุกข์ทรมานยิ่งยวดมานานหลายปี ทุกยามทุกเวลามิหยุดยั้ง

เขาไม่มีใครให้พูดด้วย ไม่มีที่ให้ระบาย ทำได้เพียงรอคอยการตัดสินสุดท้ายอย่างโดดเดี่ยว

อยู่ๆ เขาก็อยากปลอบประโลมมังกรดำตัวนี้

เขาไม่รู้ว่าควรเอ่ยอะไร เพียงแค่รู้สึกว่าเวลานี้ควรจะกล่าวอะไรเสียหน่อย

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเอ่ยกับมังกรดำหนึ่งคำ

เขาไม่รู้ความหมายของคำนี้

ครั้นเยาว์วัย เป็นคำแรกที่เขาอ่านเป็นในคัมภีร์สามพันธรรมะม้วนสุดท้าย

เป็นคำพยางค์เดี่ยว ออกเสียงแปลกพิลึกยิ่ง

ในคำนั้นราวกับแฝงไปด้วยข่าวสารที่ไร้ขอบเขต

เมื่อได้ยินคำนั้น ดวงตาทั้งคู่ของมังกรดำพลันเปล่งลำแสงเจิดจ้าออกมานับไม่ถ้วน!

ทั่วทั้งโลกกลับเงียบเชียบ

ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา

ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา

ตลอดชีวิตของ เฉินฉางเซิง นั้นเต็มไปด้วยความลึกลับ เริ่มต้นจากกลิ่นหอมประหลาดที่แผ่กำจายออกมาจากตัวทำให้เหล่าสิ่งมีชีวิตเกิดความหิวกระหาย ตามมาด้วยร่างกายที่อ่อนแอเสียจนทำให้ไม่อาจบำเพ็ญเพียรได้ สุดท้ายจบลงที่อาการป่วยที่ทำให้ชีวิตของเขามิอาจยืนยาว ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาเขาทำได้แค่ท่องตำราจำนวนหลายพันเล่ม แม้จะรู้ว่าอาการป่วยมิอาจรักษา บางทีมันจะเป็นโชคชะตา แต่เขาก็อยากจะท้าทายลิขิตฟ้านี้ดูสักครั้ง เขามิใช่คนเก่ง แต่เขาอยากลอง และนั่นคือจุดเริ่มต้นเส้นทางการพลิกโชคชะตาของเขา…

Comment

Options

not work with dark mode
Reset