ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา – ตอนที่ 75 หมู่เมฆกระจัดกระจาย

คนของตระกูลถังแห่งเวิ่นสุ่ยล้วนแต่ทราบกันดี ผู้อาวุโสของตนไม่ทนต่อการสู้รบเป็นระยะเวลายาวนาน การไม่อดทนในที่นี้ มิใช่ว่าต้านทานไม่ไหว ไม่มีความอดทน และก็ไม่ใช่ว่าทนความรำคาญไม่ได้

ค่ำคืนนี้ถังซานสือลิ่วแสดงออกเหมือนกับว่าทนความรำคาญไม่ได้ยิ่ง เท้าขวาของเขาเหยียบออกไปข้างหน้า ต้นหญ้าป่าต้นนั้นลู่ลงไปตามลม กระบี่เวิ่นสุ่ยในมือส่องแสงล้อกับดวงดาวเต็มท้องฟ้า ม้วนขดไปยังชีเจียน พลังของกระบี่แยกกระจายออกไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืน ในระหว่างนั้นมีแสงเปลวเพลิงออกมา

“เก็บเมฆสนธยา”

ฝูงชนที่ชมการประลองอยู่ด้านบนบันไดหินด้านหน้าตำหนัก มีคนที่รู้จักเพลงกระบี่นี้ จึงร้องเสียงตกตะลึงออกมา

ปราณแท้ของถังซานสือลิ่วออกมาหมดแล้ว พลังกระบี่วิ่งออกไปข้างหน้าอย่างอิสระ ราวกับว่ากำลังแผดเผาอยู่ภายใต้ท้องฟ้ายามราตรีจริงๆ

ก้อนเมฆค่อยๆ เคลื่อนตัวบนท้องฟ้าเหนือสนามการประลอง ถูกแสงเปลวเพลิงบนกระบี่ประหนึ่งกำลังลุกไหม้ขึ้นมา ราวกับเวลาพระอาทิตย์ตกที่แผดเผาก้อนเมฆ

สิ่งที่น่าเกรงกลัวก็คือก้อนเมฆยามสนธยาที่ลุกไหม้ซุกซ่อนพลังดาบที่ไร้ขอบเขต เป็นพลังกระบี่ที่ดุเดือดรุนแรงจนถึงที่สุด

ฝูงชนสั่นสะท้าน ในใจครุ่นคิดหนุ่มน้อยผู้เย่อหยิ่งกำเริบแท้จริงแล้วก็มีเหตุผลที่เย่อหยิ่งกำเริบ

ท่าทางของโก่วหานสือแปรเปลี่ยนเป็นหนักแน่นจริงจังขึ้นมา เขาสามารถคิดได้ ถังซานสือลิ่วออกจากเวิ่นสุ่ย มาฝึกบำเพ็ญเพียรสำนักเทียนเต้าในจิงตูเป็นเวลาหลายเดือน จะต้องก้าวหน้ากว่าปีที่ผ่านมา ความสามารถคงจะไม่ได้อยู่อันดับที่สามสิบหกในประกาศชิงอวิ๋นดังแรกเริ่มอีกต่อไป กลับคิดไม่ถึงว่าความสามารถของเขาก้าวหน้าไปมากมายเช่นนี้ ในที่สุดก็มีระดับเช่นนี้

ท้องฟ้าค่ำคืนลุกไหม้ก้อนเมฆยามเย็น พลังกระบี่ปะทะเข้ามาที่ใบหน้า ร่างกายที่ผอมบางของชีเจียนสั่นไหวไม่มั่นคง ใบหน้าเรียวเล็กขาวซีด ทว่ากลับมองไม่เห็นความหวาดกลัว

เขาร้องออกมาเบาๆ ตรีเพชรในมือถืออยู่ด้านหน้าเป็นเหมือนกับยอดภูเขาทั้งสองฝั่งของแม่น้ำที่ค่อยๆ มาบรรจบกัน แสงโชติช่วงของตะวันคล้อยบ่ายได้บดบังร่างกายพวกเขาไว้!

ถังซานสือลิ่วมุ่งไปด้านหน้าเชื่องช้า ทั่วทั้งป่าล้วนแต่เป็นเปลวเพลิง พลังกระบี่อยู่ด้านใน ร้ายแรงอย่างยิ่ง ค่อยๆ เคลื่อนไหวค่อยๆ ส่องสว่าง ปลายของกระบี่รวมตัวกันเป็นแสงสีขาวที่สะดุดตา!

สนามด้านหน้าตำหนักมืดมิด ถูกก้อนเมฆยามเย็นส่องแสงสว่าง ทันใดนั้นพลันสว่างราวกับกลางวัน ราวกับว่าพระอาทิตย์กำลังขึ้น และราวกับว่าพระอาทิตย์ตกดินถูกใครบางคนดึงให้ขึ้นกลับมายังโลกมนุษย์อีกครั้ง!

“แขวนดวงสุริยัน!”

กลุ่มฝูงชนที่ชมการต่อสู้ส่งเสียงร้องตะโกนออกมาอีกครั้ง

จนกระทั่งเวลานี้ บรรดาผู้แข็งแกร่งที่สามารถแยกแยะออก ในที่สุดสามารถมั่นใจได้ว่าถังซานสือลิ่วสามารถเข้าใจเพลงกระบี่เวิ่นสุ่ยของตระกูลถังได้อย่างแท้จริง!

เก็บเมฆสนธยา!

แขวนดวงสุริยัน

ลำธารใบไม้แดง!

สามกระบวนท่าแห่งเวิ่นสุ่ย!

สามกระบวนท่าแห่งเวิ่นสุ่ยก็คือเพลงกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลถังแห่งเวิ่นสุ่ย เพลงกระบี่ชุดนี้มีเพียงสามท่า ทว่าเพียงพอที่จะพลิกฟ้าเปลี่ยนวันคืนได้

จากฝีมือการฝึกบำเพ็ญเพียรของถังซานสือลิ่ววันนี้ ถึงแม้จะสามารถศึกษาเพลงกระบี่ชุดนี้สำเร็จ แต่ก็ไม่อาจนำอานุภาพของเพลงกระบี่ชุดนี้ออกมาได้หมด ทว่าก็เพียงพอที่จะแข็งแกร่งได้

ตามนิสัยที่เกียจคร้านของเขา ต้องใช้เวลาสี่ปีเต็มเพื่อตั้งใจฝึกฝนในเพลงกระบี่ชุดนี้ บวกกับการฝึกฝนอย่างหนักในไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ในที่สุดก็ฝึกฝนจนชำนาญ เดิมทีเขาคิดจะใช้ในงานชุมนุมไม้เลื้อยหรือว่าเพื่อจัดการเทียนไห่หยาเอ๋อร์ หรืออาจจะใช้กับการต่อสู้กับจวงห้วนอวี่ในวินาทีที่สำคัญที่สุด ทว่ากลับไม่มีโอกาสมาตลอด จนกระทั่งค่ำคืนนี้ได้ประลองกับชีเจียน

ด้านหน้าของตำหนักมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตกตะลึงดังขึ้น

เฉินฉางเซิงไม่เข้าใจ เอ่ยถามลั่วลั่ว “ทำไมหรือ”

“กระบี่สามกระบวนท่านี้ร้ายแรงอย่างยิ่ง เป็นกระบี่ที่เผาผลาญทำลายล้าง”

ลั่วลั่วกล่าวถาม “แต่ทุกคนล้วนแต่ตกตะลึง นอกจากตรงนี้แล้ว ยังเป็นเพราะว่ามีคนคาดไม่ถึง ถังซานสือลิ่วเพียงแค่เริ่มต้นก็นำสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดออกมาใช้เสียแล้ว”

เฉินฉางเซิงเงียบนิ่ง ในใจครุ่นคิดหรือว่ามีอะไรไม่ถูก

“ไม่มีใครเพียงแค่เริ่มแรกก็ใช้กระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุด”

ลั่วลั่วรู้ว่าอาจารย์ไม่มีประสบการณ์ทางด้านการฝึกบำเพ็ญเพียรและการต่อสู้ ครุ่นคิดสักพักจึงเอ่ยว่า “เช่นนี้…ช่างไม่พิถีพิถันเสียเลย”

ที่จริงแล้วไม่พิถีพิถันอย่างยิ่ง

บนบันไดหินหน้าตำหนัก ไม่ว่าจะเป็นหอจงซื่อหรือว่ากระทรวงสิบสามชิงเหย้า รวมถึงเทือกเขาเทพธิดาและนิกายทางทิศใต้ พอดีกับว่าผู้อาวุโสของสำนักเหล่านั้นมีเวลาว่าง เตรียมที่จะอธิบายรายละเอียดการต่อสู้ครั้งนี้ให้กับลูกศิษย์ แต่ใครจะคาดคิด การต่อสู้เพิ่งเริ่มขึ้น ถังซานสือลิ่วจะใช้กระบวนท่าที่ร้ายแรงที่สุด แพ้ชนะก็อยู่ตรงหน้า

บรรดาอาจารย์ผู้อาวุโสของสำนักเหล่านั้น จะมีเวลาได้เอ่ยสิ่งใด เพียงแค่ถอดทอนหายใจสองสามทีหรืออาจจะสั่นคลอนจนไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา

การต่อสู้ของผู้ฝึกวิทยายุทธ์ น้อยมากที่เพียงแค่แรกเริ่มก็ใช้กระบวนท่าใหญ่ แน่นอนว่าไม่ได้เป็นเพราะความเกี่ยวข้องกับความสง่าผ่าเผยหรือว่าจิตใจ และก็ไม่เกี่ยวข้องกับการพิถีพิถันใดๆ สิ่งสำคัญที่สุดเพราะว่ากระบวนท่าใหญ่เป็นกระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุด นั่นก็หมายถึงการเป็นผู้กำชัยชนะ ใช้กระบวนท่าใหญ่ไป เพียงแค่ชั่วครู่ก็สามารถเห็นผลแพ้ชนะ

มีเพียงแค่การต่อสู้ที่เห็นชัดเจนว่าแข็งแกร่งกับอ่อนแอ ถึงจะปรากฏเหตุการณ์เช่นนี้

ผู้แกร่งกล้าที่มั่นใจหาสิ่งใดเปรียบล้วนแต่เลือกวิธีการเช่นนี้ หรืออาจจะเป็นคนที่รู้อยู่แก่ใจว่าตนเองไม่อาจสู้คนอื่นได้จึงทำได้เพียงทุ่มสุดตัว

ระดับขั้นวิทยายุทธ์ของถังซานสือลิ่วกับชีเจียนคล้ายคลึงกัน การต่อสู้ครั้งนี้ถ้าหากทำตามการดำเนินการตามปกติ อย่างน้อยจะต้องประมือกันหลายสิบกระบวนท่าขึ้นไปถึงจะสามารถรู้แพ้ชนะ

เขาไม่มีเหตุผลที่จะต้องเสี่ยงเช่นนี้ เพียงแค่ลงมือก็จะต้องรู้แพ้ชนะ

ถังซานสือลิ่วไม่ได้รู้สึกรำคาญ ไม่ได้มั่นใจอย่างยิ่ง และก็ไม่ใช่เพราะไม่มีความมั่นใจ

เขารู้ว่าปราณแท้และระดับความชำนาญของชีเจียนสามารถชนะตนได้เล็กน้อย ถ้าหากต้องกล่าวถึงระดับความหมายของเนื้อหาที่แท้จริงของเพลงกระบี่ เกรงว่าพรรคกระบี่เขาหลีซานจะอยู่เหนือกว่าตระกูลถังแห่งเวิ่นสุ่ย ถ้าหากยังคงต่อสู้เช่นนี้ต่อไป สุดท้ายแล้วคนที่ต้องพ่ายแพ้ก็คงจะเป็นตน

เขาอยากจะชนะ ดังนั้นเขาจะต้องเป็นฝ่ายรุกฉกฉวยผลแพ้ชนะก่อน

การตัดสินแพ้ชนะของฝ่ายรุก ก็คือใครจะเป็นผู้เคลื่อนไหวก่อน

เขาจึงไม่ลังเลที่จะใช้กระบวนท่าสามกระบวนท่าแห่งเวิ่นสุ่ยอัดเข้าไป ต่อด้วยเก็บเมฆสนธยาและแขวนดวงสุริยัน อานุภาพของเพลงกระบี่ทั้งสองรุนแรงสามารถพลิกทะเลคว่ำภูเขา สามารถปกคลุมชีเจียนได้โดยตรง

นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่าการเคลื่อนไหว

เขาศึกษาการต่อสู้ระหว่างจวงห้วนอวี่กับชีเจียนเมื่อสองปีก่อนอย่างละเอียดถี่ถ้วน เขาจึงรู้ว่าจุดอ่อนของชีเจียนคือสิ่งใด

เขาเชื่อว่าถึงแม้จะผ่านไปแล้วสองปี ชีเจียนจะต้องแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น จิตใจจะต้องแน่วแน่ยิ่งขึ้น แต่จุดอ่อนนั้นยังคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทั้งหมดแน่นอน

เพราะว่าเด็กอายุสิบสองปี ผ่านพ้นไปสองปี ก็ยังคงเป็นเด็กที่อายุยังไม่ถึงสิบสี่ปี

เด็กถึงอย่างไรแล้วก็คือเด็ก

เด็กเยาว์วัยอายุยังน้อย ประสบการณ์ไม่มาก สิ่งสำคัญก็คือไม่เหมือนผู้ใหญ่ที่สามารถแบกรับความกดดันได้ ถึงอย่างไรเสียก็ไม่เหมือนดังเช่นเฉินฉางเซิงที่เริ่มจากอายุสิบปีก็มีชีวิตอยู่ในความกดดันที่น่าเกรงกลัวบนโลกใบนี้มาตลอด

ชีเจียนเป็นลูกศิษย์ของพรรคกระบี่เขาหลีซานที่เล็กที่สุด กลับเป็นหนึ่งในสองคนที่แบกรับความกดดันมากที่สุดทั่วทั้งเขาหลีซาน อีกคนก็คือชิวซานจวิน

เขาอายุไม่ถึงสิบสองปีก็เผชิญหน้าการประลองกับนักเรียนที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักเทียนเต้า มิได้พ่ายแพ้ให้กับฝ่ายตรงข้าม สามารถเรียกได้ว่าเป็นคนที่ผู้คนต่างเกรงกลัว หากอาจารย์ปู่ในตำนานท่านนั้นของเขาหลีซานที่ออกไปท่องเที่ยวบนเมฆาสี่มหาสมุทร บังเอิญกลับมายังเทือกเขาล่วงรู้เรื่องนี้ คงเอ่ยชื่นชมว่า หากเขาหลีซานมีศิษย์เช่นนี้ พันปีก็มิถดถอย

นี่เป็นการประเมินที่สูงระดับไหน ก็เป็นแรงกดดันที่หนักอึ้งระดับนั้น

ชีเจียนมีความกดดันในการท่องตำราฝึกบำเพ็ญเช่นนี้ เมื่ออายุยังเยาว์วัย ยิ่งนานยิ่งแปรเปลี่ยนเป็นสงบนิ่ง ยิ่งนานยิ่งเหมือนกับเด็กที่เป็นผู้ใหญ่

แต่ก็เหมือนกับที่ถังซานสือลิ่วคิด เด็กถึงอย่างไรก็คือเด็ก

ถังซานสือลิ่วลงมือก็คือสามกระบวนท่าแห่งเวิ่นสุ่ย ก็คือต้องนำความกดดันที่เขาแบกรับมาผลักดันให้อยู่ในระดับสูงสุด

ตามความกดดันเช่นนี้ ก็ต้องถือไพ่เหนือกว่าชีเจียน

นอกจากผู้สูงส่งอาวุโสระดับเหมาชิวอวี่ มีเพียงโก่วหานสือเมื่อเวลาแรกเริ่มก็เข้าใจเจตนาของถังซานสือลิ่ว

ท่าทางของเขาแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังและหนักแน่น เขารู้ว่าศิษย์น้องเป็นผู้มีพรสวรรค์ความสามารถ ทว่าเพราะสาเหตุของอายุ ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงสุดท้ายจึงมีจุดอ่อน เมื่อสองปีก่อนพ่ายแพ้ให้กับจวงห้วนอวี่ ผู้คนในใต้หล้าต่างคิดว่าเป็นเพราะประสบการณ์ไม่เพียงพอ และสาเหตุของการฝึกบำเพ็ญเพียรไม่มากพอ แต่เขากลับเข้าใจ กระบี่ท่าสุดท้ายที่ศิษย์น้องพ่ายแพ้ ก็คือพ่ายแพ้ให้กับการไม่เด็ดเดี่ยวเพียงพอ

สาเหตุที่เด็ดเดี่ยวไม่เพียงพอเป็นเพราะชีเจียนลนลาน ที่ลนลานก็เป็นเพราะว่าแรงกดดันที่มีมากเกินไป

เป็นไปอย่างที่คาดคิดไว้ เผชิญหน้ากับพลังของกระบี่ที่ประหนึ่งก้อนเมฆยามเย็นกำลังลุกไหม้ เผชิญหน้ากับปลายกระบี่ที่ประหนึ่งดวงอาทิตย์เจิดจ้าในตอนกลางวัน ท่าทางของชีเจียนยังคงสงบนิ่ง ตรีเพชรยังคงแน่วแน่ พลังลมปราณไม่ได้ส่อเค้าให้เห็นว่าแปรปรวนแต่อย่างใด หน้าผาที่ไร้รูปร่างยังคงค่อยๆ ปิดลง แต่โก่วหานสือมองออก…เขาเริ่มลนลานแล้ว

หัวคิ้วของโก่วหานสือขมวดขึ้นเล็กน้อย

สำหรับความคิดที่ซุกซ่อนอยู่ในพลังกระบี่ของถังซานสือลิ่ว อาจจะมีบางคนหรือทุกคนล้วนคิดว่าไร้ยางอาย เป็นการรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า แต่เขามิได้คิดเช่นนั้น ก็เหมือนดังที่เขาเคยเอ่ยก่อนหน้านี้ เพียงแค่ใช้ความสามารถในร่างกายตน นั่นเป็นสิ่งที่สามารถใช้ได้ ในเมื่อเป็นการต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นจิตใจหรือความสามารถในการแบกรับความกดดันล้วนแต่สามารถถูกโจมตีได้ทั้งสิ้น

เขาเพียงแค่รู้สึกเสียดาย ชัดเจนยิ่งนักว่าศิษย์น้องแข็งแกร่งกว่าคู่ต่อสู้ กลับเป็นเพราะสาเหตุการพ่ายแพ้ในจิตใจ

เงาของถังซานสือลิ่วได้มาอยู่ด้านหน้าของชีเจียน

กระบี่เวิ่นสุ่ยจุดประกายไฟหมู่เมฆทั้งหมดในท้องฟ้า ต้นหญ้าป่าที่อยู่ในก้อนอิฐกลางลานหน้าตำหนัก ทั้งหมดกลายเป็นสีหยก

ที่โล่งกว้างสี่ด้านต่างมีเปลวเพลิง พระอาทิตย์ตกดินปกคลุมพื้นที่กว้างใหญ่

ท่าทางของชีเจียนมั่นคง ตรีเพชรราวกับหน้าผาที่ตั้งตรง

ถังซานสือลิ่วไม่ให้โอกาสใดๆ กับเขา

แว่วเสียงลำน้ำตามซอกเขา กระบี่เวิ่นสุ่ยสั่นไหวขึ้นมา บนตัวกระบี่ราวกับมีลำธารหมื่นสายรินไหล สุดท้ายแปรเปลี่ยนเป็นแม่น้ำสายหนึ่ง

ก้อนเมฆยามเย็นลุกไหม้ในท้องฟ้า ส่วนปลายของกระบี่แปรเปลี่ยนเป็นพระอาทิตย์ตกดิน หญ้าสีหยกที่อยู่บนพื้นทั้งหมดร่วงหล่นอยู่บนกระบี่ ร่วงโรยอยู่ในแม่น้ำสายนั้น กลายเป็นเหรียญกษาปณ์สีทองหลายแสนเหรียญ

พลังกระบี่ทั้งหมดถูกชักกลับระงับไว้ น้ำในแม่น้ำกระเพื่อมขึ้นบนฝั่ง ต้นไม้สีเขียวเป็นทิวแถวอยู่เหนือฝั่งปรากฏไฟลุกโชนขึ้นมา ราวกับว่าเป็นใบไม้แดงในฤดูใบไม้ร่วง

ท่าสุดท้ายของกระบวนท่าเวิ่นสุ่ยทั้งสาม

ลำธารใบไม้แดง!

ใบหน้าเรียวเล็กของชีเจียนปรากฏอาการลุกลี้ลุกลนขึ้นมา

ตอนนี้เองมีผู้คนจำนวนมากมองออกแล้วว่า เขาจะต้องพ่ายแพ้

ลูกศิษย์ของพรรคกระบี่เขาหลีซานผู้นี้ ยังไม่ทันได้ใช้เคล็ดลับวิชาที่งดงามประณีตของพรรคกระบี่เขาหลีซาน ก็จะต้องพ่ายแพ้อย่างไม่เป็นธรรมเช่นนี้แล้วหรือ

มองเห็นสายตาที่ผิดหวังเจ็บปวดรวดร้าวของศิษย์น้อง โก่วหานสือหมดหนทางที่จะทนต่อไปได้

เขาจ้องมองในสนามตะโกนลั่นออกมา “หมู่เมฆไปเมฆามาไกลใกล้ขุนเขา!”

เสียงนั้นเข้ามาในหูของชีเจียน หนุ่มน้อยไม่เข้าใจ เพราะเหตุใดเวลาสำคัญเช่นนี้ ศิษย์พี่ถึงเอ่ยประโยคนี้ออกมา

ประโยคนี้เป็นหนึ่งในเพลงกระบี่เขาหลีซาน เป็นกระบวนท่าที่ธรรมดา หากจะกล่าวให้ถูกต้อง บรรดาลูกศิษย์หลังจากเข้าพรรคกระบี่เขาหลีซานจะต้องร่ำเรียนเพลงกระบี่นี้ให้ทะลุปรุโปร่ง

แต่ก็เหมือนการฝึกซ้อมกระบวนท่าเขาหลีซานในหลายปีก่อน ชีเจียนเชื่อฟังปฏิบัติตามคำชี้แนะของศิษย์พี่ ไม่มีความลังเลใดๆ

เขายกเข่าขวาขึ้น ข้อมือกดต่ำลง ตรีเพชรมุ่งไปทางด้านหลังฉับพลัน ร่างกายประหนึ่งดอกบัวพิการที่อยู่ในสายลม เฉียดไปยังด้านหลัง

การถอยกลับไป พลังทั้งสองลงอยู่ด้านล่างขอบผาหยุดอยู่กลางอากาศ

กระบี่เวิ่นสุ่ยของถังซานสือลิ่วถือโอกาสเข้าไป เปล่งแสงสว่างไสวในท้องฟ้ายามราตรี เพียงชั่วพริบตาก็มาถึงด้านหน้าของชีเจียน

ฉับ! ฉับ! ฉับ! ฉับ!

ชุดคลุมยาวของชีเจียนขาดตรงมุมหลายแห่ง หัวคิ้วปรากฏรอยแผลมีโลหิตสดไหลอาบสายหนึ่ง มองแล้วจนตรอกอย่างยิ่ง แต่สุดท้ายแล้วก็หลุดพ้นจากพลังกระบี่ของถังซานสือลิ่วสำเร็จ!

ไม่มีผู้ใดคาดคิดถึงเหตุการณ์เช่นนี้

ผู้คนมั่นใจอย่างยิ่ง สิ่งสำคัญอยู่ย่างก้าวที่ถอยของชีเจียน

การถอยนั้นแท้จริงแล้วมหัศจรรย์อย่างไร ถึงสามารถหลบหลีกเพลงกระบี่สามกระบวนท่าแห่งเวิ่นสุ่ยได้

ชีเจียนชัดเจนยิ่งนัก การหลบหลีกเพลงกระบี่เวิ่นสุ่ยทั้งสามเป็นเพราะฝีมือและพลังกระบี่ของตน

แต่กรณีแรกก็คือการก้าวถอยนั้น

จะต้องถอยก่อนถึงจะสามารถยืนได้ใหม่อีกครั้ง

การถอยก้าวนั้นเป็นเพราะตนรู้ว่าสู้ไม่ได้ จึงถือโอกาสดำเนินไปตามสถานการณ์

ยอดเขาแท้จริงแล้วอยู่ไกลหรือใกล้ บางที มีเพียงก้อนเมฆซึ่งอยู่ข้างขอบฟ้าเท่านั้นที่จะพัดผ่านเข้าใกล้หรือว่าพัดผ่านห่างออกไป

โก่วหานสืออบรมสั่งสอนเขา มิใช่กระบวนท่ากระบี่เฉพาะเจาะจง แต่คือจะเผชิญหน้าแรงกดดันอย่างถูกต้องได้อย่างไร

เพราะว่าอายุเป็นสาเหตุ เพราะว่าผู้ชมเป็นสาเหตุ โดยสรุปแล้วเวลานั้นหมดหนทางที่จะแบกรับแรงกดดัน

ในเมื่อดันความทุรังก็คือความกล้าหาญ การเรียนรู้ที่จะถอยหลังก็เป็นสติปัญญาอย่างหนึ่ง

โก่วหานสือใช้สติปัญญาของตนเอง ขจัดพลังกดดันที่มาจากกระบวนท่าเวิ่นสุ่ยทั้งสามแทนชีเจียนให้หมดไป

ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นถังซานสือลิ่วที่จะรับแรงกดดันต่อ

ท่าทางของชีเจียนยินดีเล็กน้อย พลังของกระบี่กลับขึ้นมาใหม่ รวดเร็วรุนแรงประหนึ่งหินผาที่อยู่ระหว่างยอดภูเขา

แต่ไม่เหมือนก่อนหน้านี้ ตรีเพชรที่อยู่ในมือของเขา ฉวยโอกาสอาศัยเข้าไปในหมู่เมฆ

หน้าผาทั้งสองข้างไม่เหมือนก่อนหน้านี้ที่ค่อยรวมตัวกัน แต่…พังทลายลง!

สายลมยามค่ำคืนพัดผ่าน เสื้อคลุมยาวมีเสียงหวีดหวิว หนุ่มน้อยถือกระบี่ทะลวงออกไป ทำลายดวงตะวันที่กำลังจะตก พลังกระบี่ประหนึ่งหน้าผาที่พังทลายลงฉับพลัน!

หน้าผาแตกแยกออกทันที ก้อนเมฆยามเย็นลอยกระจัดกระจายอลหม่าน!

ถังซานสือลิ่วถอนหายใจหนึ่งที เก็บกระบี่กลับมา เท้าทั้งสองเหยียบบนก้อนเมฆถอยกลับ ท่วงท่าเอ่ยไม่ออกว่าสง่าผ่าเผย

มีเสียงดังขึ้น จนกระทั่งถึงตอนนี้จึงดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้ายามค่ำคืน

นั่นเป็นเสียงของกระบี่เวิ่นสุ่ยกับตรีเพชรมาปะทะกัน

เพียงแค่ชั่วพริบตา สถานการณ์ก็เลวร้าย

เพียงพบหน้ากัน ช่วงระหว่างหน้าอกกับท้องของถังซานสือลิ่วพลันปรากฏรอยแผลเส้นหนึ่ง

เท้าทั้งคู่ของเขาร่วงสู่พื้นดิน กุมกระบี่ตั้งตรง มือที่จับกุมด้ามกระบี่สั่นเทาเล็กน้อย

เขารู้ว่าตนเองตกอยู่ในสถานการณ์เป็นเบี้ยล่าง ทว่าจิตใจกลับไม่ได้ลนลานแต่อย่างใด

ตอนนี้เอง มีเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลังของเขา

“ถอยอีก!”

ถังซานสือลิ่วฟังออกว่าเป็นเสียงของเฉินฉางเซิง ในใจครุ่นคิดกำลังเล่นสิ่งใด

ตนกุมกระบี่ตั้งตรง รอคอยชีเจียนมาจู่โจมเงียบๆ ช่างสง่าผ่าเผยเหลือเกิน หากถอยอีกเพียงก้าวเดียวนั่นมิใช่การจนตรอกหรอกหรือ

เขาก็คิดเช่นนี้ ทว่าไม่รู้ว่าเท้าของเขาก้าวถอยไปข้างหลังไปแล้วหลายย่างก้าวตั้งแต่เมื่อไหร่

เขาเพิ่งจะห่างจากพื้นที่เขาได้ยืนอยู่ก่อนหน้านี้ พลันปรากฏรอยแตกที่ลึกขึ้น!

ใบหน้าของถังซานสือลิ่วแปรเปลี่ยนเป็นซีดขาว เขาเพิ่งจะรู้ตอนนี้เอง พลังกระบี่ของชีเจียน คาดไม่ถึงว่าจะซุกซ่อนอย่างไร้เสียงมาจนถึงตรงนี้!

จนกระทั่งถึงตอนนี้ พลังกระบี่ของฝ่ายตรงข้ามถึงจะใช้จนหมด!

หน้าผาได้คว่ำลงฉับพลัน ลำน้ำถูกแบ่งแยก ใบไม้แดงริมฝั่งได้ถูกทำลายลง ทว่าหินผาเหล่านั้นกระจัดกระจายร่วงหล่นลงมา กลับไกลกว่าที่ผู้คนจะมองเห็น!

ถ้าหากมิใช่เพราะการเตือนของเฉินฉางเซิง เกรงว่าตอนนี้เขาคงจะได้รับบาดเจ็บสาหัส!

โก่วหานสือแปลกประหลาดใจยิ่ง จ้องมองไปยังเฉินฉางเซิง

บนบันไดหินด้านหน้าตำหนักเงียบสนิท สายตาของผู้คนทั้งหมดต่างร่วงหล่นไปยังร่างกายของเฉินฉางเซิง

การปะทะกันไม่กี่กระบวนท่าของถังซานสือลิ่วกับชีเจียน เวลาเพียงชั่วครู่ กลับพบเจอกับอันตรายล่อแหลมใหญ่ยิ่ง

โก่วหานสือสามารถมองทะลุความหมายที่แท้จริงของกระบวนท่าเวิ่นสุ่ยทั้งสาม เสียงที่ตะโกนดังก้อง เพื่อช่วยเหลือชีเจียนโต้ตอบโดยใช้กระบวนท่าที่ธรรมดาที่สุดในเพลงกระบี่เขาหลีซาน ย้อนจู่โจมพลังทำลายกลับไป ความรู้ระดับนี้ สติปัญญาโต้ตอบระดับนี้ แท้จริงทำให้คนชมเชย แต่เขาคือโก่วหานสือ ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีผู้ใดจะรู้สึกว่าตกตะลึงหรือแปลกประหลาดใจจนเกินไป

แต่ว่า…เพราะเหตุใดเฉินฉางเซิงถึงสามารถมองทะลุอานุภาพกระบี่ของชีเจียนออก เพราะเหตุใดมองแล้วเขาคุ้นเคยเพลงกระบี่เขาหลีซานหาใดเปรียบ

หรือว่าเขาจะเหมือนกับโก่วหานสือมีความรู้กว้างไกลลึกซึ้งไร้ที่เปรียบ

ไม่มีผู้ใดสามารถเชื่อการคาดเดานี้ได้

เสี่ยวซงกงก็ไม่เชื่อ เขาคิดไปถึงเรื่องราวเก่าๆ เมื่อหลายร้อยปีก่อน มองไปยังจินอวี้ลวี่ที่อยู่ในลานกว้างตรงหน้า นัยน์ตาเพิ่มความอาฆาตแค้นยิ่งขึ้น

ทั่วทั้งสนามสงบนิ่งเงียบเชียบ เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ก็ถูกทำลายอีกครา

เฉินฉางเซิงราวกับไม่สามารถรับรู้สายตาหลายร้อยคู่ที่จ้องมองมายังตน

เขาชักสายตากลับจากถังซานสือลิ่ว จ้องมองไปยังโก่วหานสือที่อยู่ตรงหน้า

“คว่ำกุณฑีทอง!”

“ไอมหาสมุทร!”

“หน้าต่างเงาโคม!”

“แขวนกระบี่ปลูกพนา!”

เขาเอ่ยคำทั้งสี่ต่อเนื่องกัน

นั่นเป็นชื่อของกระบวนท่าทั้งสี่ท่า

เพลงกระบี่ทั้งสี่กระบวนท่าของตระกูลถังแห่งเวิ่นสุ่ย

ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา

ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา

ตลอดชีวิตของ เฉินฉางเซิง นั้นเต็มไปด้วยความลึกลับ เริ่มต้นจากกลิ่นหอมประหลาดที่แผ่กำจายออกมาจากตัวทำให้เหล่าสิ่งมีชีวิตเกิดความหิวกระหาย ตามมาด้วยร่างกายที่อ่อนแอเสียจนทำให้ไม่อาจบำเพ็ญเพียรได้ สุดท้ายจบลงที่อาการป่วยที่ทำให้ชีวิตของเขามิอาจยืนยาว ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาเขาทำได้แค่ท่องตำราจำนวนหลายพันเล่ม แม้จะรู้ว่าอาการป่วยมิอาจรักษา บางทีมันจะเป็นโชคชะตา แต่เขาก็อยากจะท้าทายลิขิตฟ้านี้ดูสักครั้ง เขามิใช่คนเก่ง แต่เขาอยากลอง และนั่นคือจุดเริ่มต้นเส้นทางการพลิกโชคชะตาของเขา…

Comment

Options

not work with dark mode
Reset