(นิยายแปล) ตำนานวังหลังของพระชายาขาบู๊ – ตอนที่ 52: เรื่องจริงของฝ่าบาทจักรพรรดิ

 

“ฝ ฝ่าบาท……ชอบคนอายุมากกว่า……หรือคะ?”

 

“ใช่จ้ะ ไม่รู้มาก่อนเลยรึ?”

 

ว่าไปแล้วก็รู้สึกเหมือนเคยได้ยินอยู่ ถ้าจำไม่ผิด เธอได้รายงานเรื่องที่เธอได้โกหกว่าฟาร์มาสชอบคนอายุมากกว่าไปในงานเลี้ยงน้ำชาของมาริเอล

ตอนนั้นเขาก็ได้พูดกับเฮเลนาว่า ‘ก็ไม่ผิดไปจากความเป็นจริงนัก’

 

“รักแรกของเด็กคนนั้นน่ะนะ คือสาวใช้ที่ทำหน้าที่คอยเลี้ยงดูล่ะ ในตอนนั้น……ฟาร์มาสน่าจะสักเจ็ดขวบมั้ง ส่วนสาวใช้ก็อายุประมาณยี่สิบ แต่เขากลับพูดกับเธออย่างดีอกดีใจเลยนะ บอกว่า ‘ไว้ข้าเป็นจักกะพัดเมื่อไหร่ ข้าจะให้เจ้าเป็นมะเหสี!’ แน่ะ”

 

“……งั้น หรือคะ”

 

“แน่นอนว่าสาวใช้คนนั้นก็แค่บอกว่า ‘ขอบพระคุณค่ะ’ แล้วก็ปล่อยผ่านไปน่ะ องค์ชายที่อายุเจ็ดขวบพูดอะไรไปก็ไม่นับเป็นหลักฐานทางกฎหมายได้อยู่แล้ว ส่วนสาวใช้คนนั้นก็แต่งงานไปหลังจากนั้นไม่นาน ฟาร์มาสก็เลยต้องอกหักไป”

 

“อ เอ่อ……”

 

นี่มันเป็นเรื่องที่เฮเลนาสมควรฟังจริง ๆ น่ะหรือ จะคิดยังไงนี่มันก็แค่การแฉอดีตที่น่าอับอายของฟาร์มาสเท่านั้นเอง

ทว่าลูเครเซียอุตส่าห์เล่าอย่างดีอกดีใจซะขนาดนี้ เฮเลนาคงก็มีหน้าที่ต้องเงียบปากแล้วฟังไปสินะ

 

“ในสมัยนั้นน่ะ เขาก็เนื้อหอมในหมู่เด็กผู้หญิงอายุรุ่นราวคราวเดียวกันอยู่นะ……แต่ฟาร์มาสเนี่ย พอเป็นเด็กผู้หญิงอายุเท่ากันแล้วดันชอบทำเย็นชาใส่ตลอด”

 

“นั่น……น่าจะเป็นธรรมดาของเด็กผู้ชายอายุประมาณนั้นนะคะ”

 

“งั้นรึ? แต่ว่าอย่างเช่น กับครูสอนพิเศษหญิงที่ทำหน้าที่คอยสอนวิชาต่าง ๆ ให้ในสมัยเด็ก หรือสาวใช้ส่วนตัวคนอื่น ๆ เขาก็มักจะพูดบ่อย ๆ นะ ว่า ‘จะให้เจ้าเป็นนางสะหนม!’ น่ะ”

 

“……ของจริงสินะคะ”

 

ไม่นึกเลยว่าจะเป็นพวกชอบคนอายุมากกว่าในระดับฮาร์ดคอร์ขนาดนั้น

การทำตัวหมางเมินต่อเด็กผู้หญิงอายุรุ่นเดียวกันมันเป็นธรรมดาของเด็กผู้ชายวัยเยาว์ แต่การที่เที่ยวไปบอกกับสตรีมากหน้าหลายตาว่า ‘จะให้เจ้าเป็นนางสนม!’ เนี่ย มันออกจะ……

ในความเป็นจริงปัจจุบันนี้ฟาร์มาสก็มีนางสนมมากกว่าห้าสิบคนแล้ว ทว่าสาเหตุหลักที่เขาไม่ได้แตะต้องใครเลยแบบนี้ก็คงคิดเป็นอื่นไม่ได้นอกจากเรื่องอายุ

 

“แต่ดูเหมือนไม่ใช่ว่าขอแค่อายุมากกว่าแล้วจะชอบทั้งหมดนะ”

 

“งั้นหรือคะ?”

 

“ใช่จ้ะ ฟาร์มาสน่ะ……ควรพูดยังไงดีนะ เขาใฝ่หาสิ่งที่ตนเองไม่มีจากอีกฝ่ายน่ะ อย่างเช่น มีความรู้ในสิ่งที่ฟาร์มาสไม่รู้ หรืออยู่ในตำแหน่งที่ฟาร์มาสไปไม่ถึง อะไรทำนองนั้น คนที่ฟาร์มาสจะยอมรับต้องมีจุดใดจุดหนึ่งที่เหนือไปกว่าเขาน่ะ คงเพราะแบบนั้นกระมังเขาถึงไม่ได้ชื่นชอบวังหลังนัก”

 

“หรือคะ……”

 

ลูเครเซียพูดถึงฟาร์มาสออกมาอย่างยาวเหยียด

ทว่าฟาร์มาสที่เฮเลนารู้จักนั้น เป็นคนที่มีความสามารถอย่างมาก แม้ในปัจจุบันจะโดนดูถูกว่าเป็นจักรพรรดิผู้โง่เขลา แต่มันก็เป็นไปเพื่อความสงบสุขของประเทศชาติ เพื่อการนั้นแล้วเขายอมโดนดูถูกเหยียดหยามได้ เป็นบุคคลที่น่าภาคภูมิใจขนาดนั้น

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีสติปัญญาวางแผนอันชาญฉลาด เข้าใจฐานะจุดยืนของตนเป็นอย่างดี แถมรูปร่างหน้าตาก็คมสันงดงามเพียบพร้อมเป็นอย่างยิ่ง

ไม่ว่าจะคิดยังไง ก็ไม่มีใครที่เหมาะสมจะยืนเทียบเคียง—

 

“ในจุดนั้นน่ะ หนูเฮเลนาเหมาะสมพอดีเลยนะ”

 

“……เอ๋?”

 

“ฟาร์มาสน่ะ หากมีจุดใดที่เหนือกว่าตนเองเขาก็จะให้คุณค่ากับสตรีคนนั้น อย่างครูสอนพิเศษในสมัยนั้นก็มีความรู้ที่เหนือกว่าฟาร์มาส ส่วนสาวใช้ในสมัยนั้นก็มีความสามารถทางกายที่เหนือกว่าฟาร์มาสไงล่ะ แต่ถ้าเป็นตอนนี้ทั้งสองคนก็คงด้อยกว่าฟาร์มาสไปแล้วล่ะนะ”

 

“……”

 

เมื่อลองคิดแบบนั้นดูก็พอจะเข้าใจได้

หากเป็นคุณครูสอนพิเศษก็เป็นธรรมดาที่จะมีความรู้ลึกซึ้งกว่าฟาร์มาส และหากมีความต่างในช่วงอายุของเด็กและผู้ใหญ่อยู่ ต่อให้สาวใช้จะเป็นสตรีก็เป็นธรรมดาที่จะมีความสามารถทางกายเหนือกว่าฟาร์มาส

จากนั้นเมื่อฟาร์มาสได้ร่ำเรียนทุกอย่างจากครูสอนพิเศษและเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็ไม่ผิดที่จะกล่าวว่าตอนนี้เขาเหนือกว่าทั้งสองคนนั้นแล้ว

 

“ก็หนูเฮเลนาน่ะ”

 

“คะ?”

 

“แข็งแกร่งกว่าฟาร์มาสใช่ไหมล่ะ?”

 

“……”

 

ไม่สามารถพยักหน้ารับตรง ๆ ได้

ทว่าหากเธอประลองกับฟาร์มาสก็คงเอาชนะได้ทั้งหมดสิบในสิบครั้ง ถึงขนาดที่ว่าต่อให้ฟาร์มาสถือดาบและเฮเลนาสู้ด้วยมือเปล่าผลลัพธ์นั้นก็คงไม่เปลี่ยนแปลงเลย

นี่ไม่ได้แปลว่าฟาร์มาสนั้นอ่อนแอ แต่เฮเลนาที่เอาชนะแปดยอดขุนศึกผู้อยู่ในจุดสูงสุดแห่งยุทธของจักรวรรดิกันเกรฟได้ถึงครึ่งหนึ่งต่างหาก ที่แข็งแกร่งเกินไป

 

“เอ่อ……คือว่าข้า ก็ทำได้แค่ต่อสู้นี่แหละค่ะ”

 

“ฉันก็คิดว่าเพราะแบบนั้นแหละ ฟาร์มาสถึงได้หลงไหลเธอยังไงล่ะ”

 

“ต แต่ว่า ฝีมือของข้าเป็นฝีมือที่ขัดเกลามาในสมรภูมิ สตรีที่มีกลิ่นคาวเลือดเช่นนี้ ไปยืนเคียงคู่กับฝ่าบาทจะไม่เป็นการเสียมารยาทหรือคะ……”

 

“อ้าว? เรื่องนั้นใครเป็นคนตัดสินงั้นหรือ?”

 

เมื่อได้ยินคำพูดของเฮเลนา ลูเครเซียก็เอียงศีรษะด้วยความฉงน

ราวกับจะบอกว่ารู้สึกสงสัยมาจากก้นบึ้งของหัวใจจริง ๆ

 

“ฟาร์มาสเคยบอกว่าหนูเฮเลนาคาวเลือดงั้นหรือ?”

 

“ม ไม่ค่ะ……”

 

“ฟาร์มาสเคยบอกว่าหากหนูเฮเลนายืนเคียงคู่มันจะเป็นการเสียมารยาทงั้นหรือ?”

 

“ไม่ค่ะ……”

 

“เช่นนั้นแล้ว ใครจะเป็นคนตัดสินกันล่ะ?”

 

เฮเลนาไม่สามารถตอบได้

การยืนเคียงคู่ฟาร์มาสไม่จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากผู้ใดนอกจากขอเพียงแค่ฟาร์มาสต้องการมันเท่านั้น และฟาร์มาสก็ได้ต้องการให้เฮเลนายืนเคียงคู่กับเขาในงานไว้อาลัยครบรอบหนึ่งปี

หากตัดสินว่าเรื่องนั้นเป็นการเสียมารยาท ก็เท่ากับเป็นการดูหมิ่นฟาร์มาสด้วยเหมือนกัน

 

“เอาเถอะ เรื่องมันก็เป็นแบบนั้นแหละ หนูเฮเลนาน่ะควรจะคิดถึงจุดยืนของตนเองมากกว่านี้อีกหน่อยนะ”

 

“……ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ”

 

“ก็บอกแล้วว่าไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นก็ได้”

 

‘ฮุฮุ’ ลูเครเซียยิ้ม รอยยิ้มนั้นมันเปี่ยมไปด้วยความสง่างามจริง ๆ

มันแตกต่างจากยิ้มของบุตรีขุนนางอย่างชาร์ลอตเต นี่เป็นรอยยิ้มของขุนนางที่มีความใจกว้าง ไม่มีการดูหมิ่นหรือดูแคลนผู้อื่น เป็นรอยยิ้มที่มีเพียงความอ่อนโยนเท่านั้น

 

“หนูเฮเลนาน่ะยุ่งทุกวันเลยหรือเปล่า?”

 

“ม ไม่ค่ะ คือว่า……สำหรับช่วงเช้าจากนี้ไปข้าจำเป็นต้องคอยชี้แนะบุตรีขุนนางคนอื่น ๆ แต่หากเป็นช่วงบ่ายก็จะมีแค่การฝึกของตัวข้าเอง หรือไม่ก็ประลองฝีมือกับบรรดาคนของกองกำลังอัศวินเท่านั้นค่ะ”

 

“งั้นหรือ……ฉันเองก็เข้าร่วมการฝึกช่วงเช้าด้วยได้ไหมนะ?”

 

“ร เรื่องนั้น……มันออกจะ”

 

“ฉันเองก็รู้สึกว่าขยับร่างกายไม่พออยู่เหมือนกันนะ”

 

ลูเครเซียหนีบเนื้อตรงหน้าท้องของตนเองผ่านชุดเดรสให้ดูราวกับจะบอกว่ามีเนื้อเยอะเกินไปเสียแล้ว แต่หากมองจากสายตาของเฮเลนา มันดูเป็นสัดส่วนร่างกายที่สมดุลจนเกินพอเลยล่ะ

ทว่า หากแค่อยากจะเคลื่อนไหวร่างกายบ้าง ต่อให้ไม่ใช่เฮเลนาเป็นคนสอนก็คงไม่มีปัญหา

 

“เช่นนั้นแล้ว ท่านลูเครเซียคะ ข้ามีข้อเสนอที่ดีอยู่”

 

“แหม อะไรหรือจ๊ะ?”

 

“ความจริงแล้ว เพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัยของวังหลัง ‘ขุนศึกหมาป่าเงิน’ ทิฟฟานี รีดจึงได้กลับมาจากสมรภูมิอยู่ค่ะ ทิฟฟานีเองก็เป็นถึงหนึ่งในแปดยอดขุนศึก หากมีข่าวลือว่าเธอกลับมาเพียงเพื่อรักษาความปลอดภัยในวังหลังให้ฝ่าบาท จุดยืนของฝ่าบาทก็อาจจะเลวร้ายลงได้ใช่ไหมล่ะคะ”

 

นี่เป็นเรื่องที่เฮเลนากำลังกังวลอยู่

ในสภาพการณ์ปัจจุบันที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายแปดยอดขุนศึกได้เช่นนี้ ทิฟฟานีกลับใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิดเพื่อมายังวังหลัง เฮเลนาคิดว่าเรื่องนี้อาจนำไปสู่ความไม่พอใจของประชาชนในด้านความมั่นคงของประเทศได้

ทว่าในจุดนี้ลูเครเซียสามารถทำประโยชน์ได้

แค่ทำให้ทุกคนคิดว่า ผู้ที่สั่งเคลื่อนย้ายแปดยอดขุนศึกที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้นั้นคือพระพันปีลูเครเซีย เท่านั้นก็พอ

ลูเครเซียเองก็เป็นตัวตนที่ประชาชนรู้จักเป็นอย่างดี ผู้ที่จะสามารถชี้แนะสั่งสอนลูเครเซียได้ก็ย่อมต้องเป็นสตรี และควรต้องเป็นบุคคลในระดับแปดยอดขุนศึกจึงจะเหมาะสม

ไม่รู้ว่าควรจะกล่าวเช่นนี้ดีรึเปล่า—แต่ก็นับว่าโชคดีที่เรย์ลาผู้เป็นมารดาของเฮเลนาและ ‘ขุนศึกหมาป่าเงิน’ รุ่นก่อนได้จากโลกนี้ไปแล้ว ส่วน ‘ขุนศึกหมาป่าเงิน’ รุ่นก่อนหน้านั้นก็ชราภาพไปมากแล้วเช่นกัน

 

“แหม งั้นหรือจ๊ะ แบบนั้น……จุดยืนของฟาร์มาสอาจจะแย่ลงจริง ๆ ก็ได้นะ”

 

“ค่ะ ดังนั้น ข้าคิดว่าหากทำให้เหมือนกับทิฟฟานีได้ถูกเชิญมาเพื่อเป็นอาจารย์ฝึกฝนร่างกายของท่านลูเครเซียก็น่าจะดีค่ะ”

 

“จะว่าไปแล้วแบบนั้นก็ดูเป็นธรรมชาติดีนะ ยอดเยี่ยมไปเลยจ้ะ หนูเฮเลนาเนี่ยเป็นสตรีที่เหมาะสมกับฟาร์มาสจริง ๆ เลยนะ……ดีเกินไปจนรู้สึกเสียของซะด้วยซ้ำ”

 

“ม ไม่หรอกค่ะ นั่นมันก็……”

 

‘อืม’ ลูเครเซียพยักหน้า

ราวกับว่าพึงพอใจและสมความตั้งใจแล้ว

 

“งั้นฉันจะลองขอให้ ‘ขุนศึกหมาป่าเงิน’ ทิฟฟานี รีดมาช่วยฝึกฝนให้ฉันในช่วงเช้าตั้งแต่พรุ่งนี้ไปก็แล้วกัน”

 

“แบบนั้นน่าจะดีค่ะ”

 

“ก็นึกอยู่ว่าถึงขนาดทำให้ฟาร์มาสหลงใหลได้จะต้องเป็นหญิงสาวแบบไหนกันนะ……แต่หากเป็นหนูเฮเลนาก็คงสามารถสนับสนุนฟาร์มาสได้แน่ คอยช่วยสนับสนุนเด็กคนนั้นด้วยนะ”

 

“เรื่องนั้น……”

 

“ฉันได้ยินมาอยู่นะ ว่าช่วงนี้เขามาหาติด ๆ กันทุกวันเลยไม่ใช่รึไง ได้ยินมาจากเกรเดียว่าฟาร์มาสออกไปหาอย่างดูอารมณ์ดีทุกเย็นทุกค่ำเลยล่ะ”

 

ตอนนั้นเอง เฮเลนาก็เกิดรู้สึกสงสัยในคำพูดของลูเครเซีย

ช่วงนี้มาหาติด ๆ กันทุกวัน—มันไม่ใช่นี่นา

อย่างน้อยที่สุด เมื่อคืนก่อนเขาก็ไม่ได้มา

 

“คือว่า……”

 

“อะไรหรือจ๊ะ?”

 

“เมื่อคืน……ฝ่าบาทไม่ได้เสด็จมาเยือนนะคะ”

 

“……เอ๋?”

 

เมื่อได้ฟังคำพูดของเฮเลนา

ลูเครเซียก็เบิกตากว้าง และเป็นครั้งแรกที่รอยยิ้มได้เลือนหายไปจากสีหน้าของเธอ

 

Comment

Options

not work with dark mode
Reset