บัลลังก์พญาหงส์ – ตอนที่ 689 โกหก

จิ้งหลิงพาซวนเอ๋อร์กับหมิงจูมาด้วย  

 

 

ซวนเอ๋อร์โตจนรู้ความแล้ว เมื่อได้พบถาวจวินหลันจึงไม่ได้ร้องไห้เสียงดัง แต่ก็ยังเอ่ยถามน้ำตาคลอ “ท่านแม่จะได้ออกมาเมื่อไร?” แม้จะไม่เข้าใจคำว่า ‘คุมขัง’ คืออะไร แต่ถาวจวินหลันถูกขังเอาไว้เรื่องนี้เขาดูออก   

 

 

แต่หมิงจูร้องไห้จะให้ถาวจวินหลันอุ้มให้ได้   

 

 

ซวนเอ๋อร์จับตัวหมิงจูเอาไว้ “อุ้มไม่ได้ แม่มีน้องนะ” เขาพูดพลางมองท้องของถาวจวินหลันที่นูนขึ้นเล็กน้อย แววตาละห้อยคล้ายกำลังมอง ‘น้องน้อย’ ในท้อง   

 

 

ถาวจวินหลันทั้งยินดีทั้งเจ็บปวด ลูบหัวของซวนเอ๋อร์ “ซวนเอ๋อร์เป็นเด็กดีจริงๆ รอแม่ออกไปก่อน แม่จะทำของอร่อยให้ซวนเอ๋อร์กิน หมิงจูก็ต้องเป็นเด็กดีด้วย ฟังคำของท่านพี่และท่านน้าให้ดี”  

 

 

หมิงจูน้ำตาคลอเบ้า ซวนเอ๋อร์จึงลูบหลังนางเบาๆ ปลอบว่า “ข้าให้ของว่างเจ้าหมดเลย เป็นเด็กดีนะนะ”  

 

 

หมิงจูลังเลเลือกไม่ถูกระหว่างแม่กับของว่าง แต่สุดท้ายก็เลือกของว่าง  

 

 

ถาวจวินหลันกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทันที “เจ้าเด็กเห็นแก่กิน”  

 

 

จิ้งหลิงก็หัวเราะ “เด็กๆ ก็เป็นเช่นนี้แหละเพคะ ถึงตอนนี้ปลอบได้แล้ว พอตกดึกคงร้องไห้อีกครั้ง” พูดไปพูดมาจิ้งหลิงก็กดเสียงเบาลง ท่าทีเคร่งขรึม “พูดไปแล้ว ท่านจะออกมาได้เมื่อไรเพคะ?”  

 

 

ถาวจวินหลันส่ายหน้า “เกรงว่าคงไม่ใช่เร็วๆ นี้ เจ้าเองก็รู้สถานการณ์ด้านนอกว่ากระจายกันไปถึงไหนแล้ว ตัวข้ามีโทษมากมาย เกรงว่าคงอธิบายได้ยาก”  

 

 

จิ้งหลิงเศร้ากว่าเดิม พาลคิดถึงสถานการณ์นอกวังขึ้นมา รีบถามว่า “เช่นนั้นจะทำอย่างไรเพคะ?” คิดว่าถาวจวินหลันเรียกนางมาวันนี้น่าจะมีวิธีบางอย่างเป็นแน่  

 

 

ถาวจวินหลันยิ้ม มองจิ้งหลิงอย่างจริงใจ “ข้าต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า”  

 

 

จิ้งหลิงส่งหมิงจูให้นางกำนัล แสดงท่าทีบอกให้พาเด็กออกไปก่อน แล้วถึงได้พูดอย่างเคร่งขรึมว่า “ขอแค่พระชายาสั่งมาเท่านั้น หม่อมฉันไม่ปฏิเสธบ่ายเบี่ยงเป็นแน่”  

 

 

ถาวจวินหลันมองไปทางซวนเอ๋อร์ที่ยังไม่อยากจากไป ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้พูดออกมาทันที แต่ปลอบเขาแทน “ซวนเอ๋อร์ตามนางกำนัลกลับไปก่อนดีกว่า วันหน้าค่อยมาหาแม่”  

 

 

ซวนเอ๋อร์เอาแต่ส่ายหน้า ดื้อรั้นไม่ยอมไป “ข้าไม่ไป”  

 

 

จิ้งหลิงก็ไม่อาจอยู่ที่นี่ได้นาน คนอื่นรู้เข้าจะทำให้จิ้งหลิงเดือดร้อนเอา ถาวจวินหลันทำได้แค่ปล่อยตามใจซวนเอ๋อร์ ในใจคิดว่าเด็กยังไม่รู้เรื่องอะไรจึงพูดแผนการที่ตนคิดออกมา “ตอนนี้ในวังหลวงมีข่าวแพร่สะพัดไปทั่ว เจ้าไปหาจางหมัวหมัว ให้นางช่วยกระจายข่าวแทนข้า พูดแค่เพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้น อย่างแรกข้าติดโรคระบาดเพราะหลิวซื่อ เป็นใครทำร้ายใครกันแน่ก็ยังไม่มั่นใจ อีกทั้งก่อนที่หลิวซื่อจะตายยังแอบส่งฎีกาขอให้แต่งตั้งข้าเป็นพระชายา อย่างที่สองการตายของหงฉวี ถาวจือเป็นคนกระทำ ถาวจือเพียงแค่อยากใส่ร้ายป้ายสีเท่านั้น อีกทั้งข้าได้รับความโปรดปรานแต่หงฉวีไม่ ทำไมข้าต้องฆ่านางด้วย? หลังจากหงฉวีตาย ฮ่องเต้ก็ไปสืบด้วยตนเอง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับข้า อย่างที่สามกู้ซีอ่อนเยาว์แต่ฮ่องเต้แก่ชราเลอะเลือน ตอนนี้กู้ซีทำให้ฮ่องเต้ลุ่มหลงจนโงหัวไม่ขึ้น คิดอยากจะทำอะไรกันแน่? อย่างที่สี่ตอนนั้นกู้ซีคาดหวังเรื่องการแต่งงานเข้าจวนอ๋องอย่างมาก”  

 

 

จิ้งหลิงเข้าใจความหมายของถาวจวินหลันทันที เรื่องแรกๆ เป็นการอธิบายแก้ต่างให้ตัวนางเอง เรื่องหลังๆ กลับเป็นการสร้างความร้าวฉานระหว่างฮ่องเต้และกู้ซี นางถามย้ำเบาๆ “แผนสร้างความร้าวฉานหรือเพคะ?”  

 

 

“ใช่” ถาวจวินหลันพยักหน้า มองไปทางซวนเอ๋อร์ทีหนึ่ง อธิบายเสียงเบา “ยามนี้กู้ซีได้รับความโปรดปราน อีกทั้งข้ายังมีแหล่งข่าวน่าเชื่อถือ เป็นไปได้สูงที่นางจะเกี่ยวกับเรื่องนี้ และนางยังโกรธแค้นข้า เพราะตอนนั้นนางไม่ได้เข้าจวนอ๋อง ดังนั้นเรื่องนี้ย่อมเป็นฝีมือของนาง ข้าไม่ปล่อยให้นางได้รับความโปรดปรานต่อไปแน่ ตอนนี้ฮ่องเต้ทรงระแวง ข้าต้องใช้ความขี้ระแวงของเขาให้เป็นประโยชน์” ขอเพียงฮ่องเต้ไม่เชื่อและหันมาสงสัยกู้ซีแทน พวกเขาก็จะมีโอกาส  

 

 

“ส่วนองค์รัชทายาท เจ้าช่วยข้าไปบอกเขาที ให้เขารอโอกาสลงมือ ชะตากรรมของตระกูลถาวอยู่ในมือเขาแล้ว” ถาวจวินหลันพูดเสียงเบา แฝงไว้ด้วยความเศร้าสร้อยและนิ่งขรึม ที่จริงเรื่องนี้ให้นางเป็นคนดำเนินการจะดีที่สุด แต่ตอนนี้นางถูกคุมขังอยู่ที่นี่ ไม่มีทางทำทั้งหมดนี้ได้  

 

 

จิ้งหลิงยังไม่หายกังวล “แต่ทางฮองเฮา จะ…”  

 

 

“แน่นอน” ถาวจวินหลันถอนหายใจ ก่อนยิ้มเล็กน้อย “ฝากองค์รัชทายาทบอกจวงอ๋องสักหน่อย ว่าฮองเฮาทราบเรื่องเขาทำร้ายองค์รัชทายาทฮุ่ยเต๋อแล้ว”  

 

 

จิ้งหลิงสูดหายใจเข้าอย่างแรง ก่อนหน้านี้นางไม่รู้เรื่องนี้ พอได้ยินอย่างไม่ทันตั้งตัวก็ตกตะลึง ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังไม่พูดอะไร  

 

 

กลับเป็นซวนเอ๋อร์ที่ทำหน้าจริงจัง ถามขึ้นในฉับพลัน “กู้ซีคือใครขอรับ?”  

 

 

จิ้งหลิงกำลังว้าวุ่นใจ จึงเผลอตอบตามความเคยชิน “คือจวงเฟยเหนียงเหนียง”  

 

 

ถาวจวินหลันอึ้งไป “ซวนเอ๋อร์ได้ยินที่พวกเราคุยเมื่อครู่หรือ?”  

 

 

ซวนเอ๋อร์พยักหน้า แล้วส่ายหน้าอีก สีหน้าคล้ายเข้าใจแต่ก็ดูมึนงง จนถาวจวินหลันอดหัวเราะไม่ได้ แต่ก็คิดว่าต่อให้ซวนเอ๋อร์ได้ยินเข้าก็ใช่ว่าจะเข้าใจ ดังนั้นจึงไม่ได้นึกสนใจต่อ พูดคุยกับซวนเอ๋อร์อีกสองสามคำก็ให้จิ้งหลิงพาพวกเขากลับไป   

 

 

แต่ที่ถาวจวินหลันไม่รู้ก็คือ หลังจากซวนเอ๋อร์เดินไปไกลแล้วก็แอบถามจิ้งหลิงอีก “ท่านน้าจวงเฟยทำให้ท่านแม่โดนขังใช่หรือไม่?”  

 

 

จิ้งหลิงได้ยินคำถามเช่นนี้ของซวนเอ๋อร์ ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี โดยเฉพาะหลังจากเห็นสายตาละห้อยอยากรู้ของซวนเอ๋อร์ ก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งถึงตอบตามจริง “ถือว่าใช่กระมัง แต่ซวนเอ๋อร์อย่าพูดเรื่องนี้ออกไปเชียว เก็บไว้ในใจนะ เข้าใจหรือไม่?  

 

 

ซวนเอ๋อร์พยักหน้า  

 

 

จิ้งหลิงแอบไปพบกับจางหมัวหมัวโดยเร็ว พอจางหมัวหมัวรู้จุดประสงค์ที่จิ้งหลิงมาหาก็หัวเราะ “ข้านึกว่านางจะไม่มาหาข้าเสียแล้ว”  

 

 

จางหมัวหมัวตามไทเฮามาอยู่ในวังหลังนานหลายสิบปี ย่อมต้องมีวิธีการมากจนนับไม่ถ้วน หลังจากถาวจวินหลันไหว้วาน นางก็จัดการปล่อยข่าวไป ไม่นานในวังหลวงก็มีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่ว ส่งผลให้คนในวังแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งแรกคิดว่าถาวจวินหลันใจดำอำมหิต อีกฝั่งคิดว่าถาวจวินหลันถูกใส่ร้าย  

 

 

แน่นอนว่าต้องขอบคุณท่าทางเป็นมิตรของถาวจิ้งผิงด้วย แม้จะบอกว่าไม่ชัดเจน แต่สถานการณ์ก็เริ่มเอนเอียงไปที่คนพูดเรื่องดีมากกว่าเรื่องเสีย  

 

 

การลงมือจากฝั่งหลี่เย่ย่อมรวดเร็ว ด้วยการโจมตีทั้งสองฝ่ายทิศทางลมภายในวังหลวงก็ค่อยๆ เกิดการหักเห และในตอนนี้เรื่องน่าแปลกใจก็เกิดขึ้น  

 

 

ซวนเอ๋อร์พาหมิงจูวิ่งออกไปข้างนอกวังตวนเปิ่น จากนั้นก็ไปหาฮ่องเต้ที่วังของกู้ซี แน่นอนว่ามีขันทีน้อยคนหนึ่งเป็นคนนำทาง แต่ก็ไม่รู้ว่าซวนเอ๋อร์ข่มขู่ขันทีน้อยคนนั้นอย่างไร ขันทีคนนั้นถึงได้เชื่อฟังพาพวกเขามา  

 

 

ซวนเอ๋อร์เป็นเด็กฉลาด เขาเลือกเวลามาตรงกับเวลาอาหารกลางวันพอดี ฮ่องเต้ต้องอยู่ที่นั่นแน่นอน   

 

 

ฮ่องเต้ได้ยินว่าซวนเอ๋อร์พาหมิงจูมาขอเข้าเฝ้า ก็ตกใจยิ่ง “มีแค่เด็กสองคนหรือ?”  

 

 

ขันทีเป่าฉวนรีบพูดว่า “บ่าวจะออกไปดูพ่ะย่ะค่ะ”  

 

 

ฮ่องเต้พยักหน้า กำชับอีกว่า “รีบพาเข้ามาเถิด” ถึงลูกชายไม่ค่อยเชื่อฟังเขา ส่วนตัวลูกสะใภ้ก็ไม่ค่อยชอบนัก แต่สำหรับหลานชายหลานสาวทั้งสองคนนี้ เขากลับชื่นชอบยิ่งนัก โดยเฉพาะซวนเอ๋อร์หลานชายคนโต และหมิงจูหลานสาวหน้าตาละม้ายคล้ายกู้กุ้ยเฟย  

 

 

กู้ซีแววตาทอประกาย “เด็กสองคนมากันอย่างไรเพคะ? วังหลวงใหญ่เพียงนี้ เดินหลงไปจะทำอย่างไร? อีกทั้งระหว่างทางยังมีบ่อน้ำมากมาย”  

 

 

พอพูดเช่นนี้ ฮ่องเต้ก็เป็นห่วงทันที คิดได้ว่าซวนเอ๋อร์เพิ่งอายุไม่เท่าไร แล้วยังพาหมิงจูมาอีกคน…คิดดูแล้วช่างน่าหวาดหวั่นนัก  

 

 

ฉับพลันก็นั่งไม่ติดที่อีก ตัดสินใจลุกขึ้นไปตามไปดูด้วย   

 

 

หมิงจูร้องไห้หนักจนหายใจติดขัด เพราะนางเดินมาเหนื่อย ส่วนซวนเอ๋อร์จับมือนางเอาไว้แน่น แต่ไม่ได้ปลอบนาง เพียงแค่ยืนดูอยู่ข้างๆ ขันทีน้อยที่พาพวกซวนเอ๋อร์มากลับยืนเหงื่อตกเต็มใบหน้า ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจกล่อมคุณหนูหมิงจูได้  

 

 

“โอ้ ทำไมหมิงจูร้องไห้หนักเช่นนี้” ขันทีเป่าฉวนรู้สึกสงสาร อุ้มหมิงจูขึ้นมา “หิวหรือ?”  

 

 

ซวนเอ๋อร์ตอบเสียงเบา “นางคิดถึงท่านแม่แล้ว” ก่อนกำหมัดขึ้นมา นับนิ้วมืออวบอ้วนทีละนิ้วรอบหนึ่ง แต่ก็ยังนับไม่ได้อะไร สุดท้ายก็พูดอย่างจริงจังว่า “ข้าก็ไม่ได้พบท่านแม่นานแล้ว คิดถึงท่านแม่”  

 

 

พอพูดจบ หมิงจูก็ยิ่งร้องไห้แผดเสียง ฮ่องเต้ก็เดินออกมาแล้วเช่นกัน เห็นหมิงจูร้องไห้เช่นนี้ก็รู้สึกสงสารจับใจ “เป็นอะไรหรือ?”  

 

 

ซวนเอ๋อร์เห็นฮ่องเต้ก็รีบทำความเคารพ ก่อนพุ่งเข้าไปออดอ้อน “เสด็จปู่!”  

 

 

ฮ่องเต้ถูกซวนเอ๋อร์พุ่งเข้าใส่เช่นนี้ก็เซไป รีบถามว่า “ซวนเอ๋อร์มาได้อย่างไร?”  

 

 

“ให้เขาพามา” ซวนเอ๋อร์ชี้ไปทางขันทีน้อยที่คุกเข่าตัวสั่นบนพื้น ฟ้องด้วยท่าทีจริงจัง “เขาไม่เชื่อฟังเลยขอรับ! เสด็จปู่พูดไม่ใช่หรือว่าซวนเอ๋อร์เป็นพระราชนัดดา ใครก็ต้องฟังข้ามิใช่หรือขอรับ? แต่ทำไมเขาถึงไม่ฟัง? ต้องให้ข้าขู่ถึงจะยอมเชื่อ”  

 

 

ฮ่องเต้เลิกคิ้ว “ขู่เขาอย่างไร?”  

 

 

“เหมือนเสด็จปู่ขอรับ ลากออกไปโบยให้ตาย!” เสียงอ่อนวัยของซวนเอ๋อร์สะท้อนความทรงอำนาจเอาไว้ ท่าทีแลดูเหมือนฮ่องเต้บางส่วน   

 

 

ฮ่องเต้หัวเราะเสียงดัง “สมแล้วที่เป็นหลานของข้า!”  

 

 

หัวเราะอยู่พักหนึ่ง ฮ่องเต้ถึงได้ยิ้มแย้มแจ่มใส ถามว่า “ซวนเอ๋อร์มาหาปู่ด้วยเรื่องอะไรหรือ? ใครให้ซวนเอ๋อร์มา?”  

 

 

“ข้าอยากมาเอง” ซวนเอ๋อร์ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ค่อยๆ คุกเข่าลงไป “ซวนเอ๋อร์อยากให้เสด็จปู่ปล่อยท่านแม่ออกมาขอรับ น้องร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน ก็เพราะคิดถึงท่านแม่ ซวนเอ๋อร์ก็คิดถึงท่านแม่เช่นกัน” พูดถึงประโยคสุดท้าย เสียงของเขาก็สั่นเครือเล็กน้อย “ซวนเอ๋อร์คิดถึงท่านแม่ พบท่านแม่ไม่ได้ ท่านพ่อก็ไม่กลับ พวกเขาไม่ต้องการซวนเอ๋อร์แล้วหรือขอรับ?”  

 

 

ฮ่องเต้จ้องซวนเอ๋อร์เขม็ง ใบหน้าดำคล้ำ “ซวนเอ๋อร์ ห้ามโกหก ใครเป็นคนให้เจ้ามาพูด?”  

 

 

ซวนเอ๋อร์เอาแต่ส่ายหน้า “ซวนเอ๋อร์ไม่ได้โกหก”  

 

 

ฮ่องเต้ถามหมิงจูอีก “หมิงจูใครใช้ให้พวกเจ้ามา?”  

 

 

หมิงจูเพิ่งจะหยุดร้องได้เพราะคำปลอบของขันทีเป่าฉวน กำลังสะอึกสะอื้นอยู่ก็ชี้ไปที่ซวนเอ๋อร์ “พี่ชาย โกหกข้า! ไม่มีท่านแม่!”  

 

 

ขันทีเป่าฉวนจึงถามลองเชิง “พี่ชายหลอกหมิงจู บอกว่ามาหาท่านแม่อย่างนั้นหรือ? แต่ไม่พบอย่างนั้นหรือ?”  

 

 

หมิงจูพงกหัวเล็กๆ เหมือนลูกเจี๊ยบจิกข้าว ไข่มุกเม็ดน้อยบนศีรษะตกลงมาหมด สายตาเปี่ยมด้วยแววตำหนิ  

 

 

ขันทีเป่าฉวนมองไปที่ซวนเอ๋อร์ทีหนึ่ง ก่อนมองฮ่องเต้ที่อารมณ์แปรปรวน รีบถามซวนเอ๋อร์ว่า “ซวนเอ๋อร์ เจ้ามาเองจริงหรือ?”  

บัลลังก์พญาหงส์

บัลลังก์พญาหงส์

ตัวนางเป็นลูกขุนนางนักโทษ ขายตัวเองและน้องสาวเข้ามาเป็นนางกำนัลต่ำต้อยในวัง เถาจวินหลันต้องยอมรับชะตากรรมเช่นนี้จริงๆ หรือ? จะต้องใช้ชีวิตอย่างน่าอัปยศอดสู แล้วตายไปอย่างเงียบๆ เช่นนั้นหรือ? นางจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นเด็ดขาด! นางมีทั้งความสามารถและหน้าตาอันงดงาม อำนาจ ครอบครัว ความรัก…นางต้องการมันทั้งหมด! ส่วนพวกปรปักษ์มันจะต้องโดนทำลายจนย่อยยับ!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset