บุปผาเคียงบัลลังก์ – ตอนที่ 528 แช่น้ำอุ่น / ตอนที่ 529 จุมพิตที่หน้าผาก

ตอนที่ 528 แช่น้ำอุ่น  

 

 

เซียงฉือกับสวี่อี้หยอกล้อกันไปมาอยู่ครู่หนึ่งจนเหนื่อยทั้งคู่ ขณะแช่น้ำแร่อุ่นร่างกายจะขับเหงื่อออกมา น้ำในร่างกายจะถูกขับออกไปด้วย เพราะเหตุนี้ผู้คนจึงจะไม่ร้องไห้ในขณะแช่น้ำ เพราะในร่างกายจะไม่มีน้ำเพียงพอ  

 

 

เซียงฉือไม่รู้ว่าสวี่อี้เป็นอะไรไป นางที่เคยใจกล้าอยู่เสมอถึงกับร้องไห้อย่างอ่อนแอเช่นนั้น ทำให้นางรู้สึกสงสารยิ่ง  

 

 

สวี่อี้ตั้งแต่กลับเข้ามาดวงตาทั้งสองข้างก็ว่างเปล่าเหมือนกำลังคิดสิ่งใดอยู่ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร  

 

 

เซียงฉือให้นางสวมชุดปกติทั่วไปของตนเอง สวี่อี้สูงกว่าเซียงฉือเล็กน้อย ร่างกายก็บึกบึนกว่าหน่อย เพราะอายุนางมากกว่าเซียงฉือ พอมาสวมเสื้อผ่าหน้าสีชมพูดอกท้อของเซียงฉือแล้วยิ่งแลดูมีเสน่ห์ หญิงสาวทั้งสองห้อยขาลงในบ่อน้ำร้อนแล้วสนทนากัน  

 

 

“เซียงฉือ ตอนนี้เจ้ารู้สึกว่าชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง”  

 

 

เซียงฉือได้ยินสวี่อี้ถามเช่นนี้ นางลูบไล้ครีมบำรุงผิวบนร่าง เงยหน้าขึ้นพูดว่า  

 

 

“ตัวเองในวันนี้ก็คือที่ถูกกำหนดไว้แล้วในวันวาน ไม่ได้รู้สึกอะไร มีแต่พยายามจะไม่ให้เกิดความสำนึกเสียใจอะไรขึ้นในภายหน้าเท่านั้น”  

 

 

เซียงฉือตอบเช่นนั้น นางบรรจงทาครีมลงบนร่าง ไม่ได้มองสวี่อี้สนใจแต่ทำเรื่องของตนเอง  

 

 

สวี่อี้มองนางแล้วสัมผัสแตะตัวนาง ทำให้ครีมน้ำนมที่เซียงฉือเพิ่งทาไปเมื่อครู่ถูกแตะออกไปกว่าครึ่ง  

 

 

เซียงฉือมองสวี่อี้แล้วขยับตัวออกไปด้านข้างเล็กน้อย จากนั้นลงมือทาใหม่  

 

 

สวี่อี้ตามเข้าไปอีก เซียงฉือจึงละเลงทาไปบนตัวนาง  

 

 

“ทาเองเถอะ ไม่ต้องมาแตะตัวข้าเลย”  

 

 

สวี่อี้ยิ้มแล้วลงไปล้างตัวในสระจนสะอาด จากนั้นเตรียมผละไป  

 

 

เซียงฉือพูดไล่หลังนางขึ้นว่า  

 

 

“สวี่อี้ ข้าไม่ใช่เจ้า ข้าไม่สามารถบอกกับเจ้าได้ว่าข้ามีความสุขหรือสบายดีอย่างไรหรือไม่ เพราะภาระที่พวกเราแบกไว้แตกต่างกัน”  

 

 

สวี่อี้ชะงักแล้วจึงผงกศีรษะ นางเข้าใจความหมายของเซียงฉือ เมื่อแต่งกายเรียบร้อยและเซียงฉือก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จจึงเดินออกไปข้างนอก  

 

 

เห็นหงซีกูกูนั่งอยู่ที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งไม่รู้นางกำลังทำสิ่งใด เซียงฉือเดินเข้าไปแล้วคารวะตามมารยาท  

 

 

“ขอบคุณหงซีกูกูมาก พวกเราอาบเสร็จแล้ว…”  

 

 

หงซีเก็บอากัปกิริยาเกียจคร้านแล้วยิ้มตอบเซียงฉือ  

 

 

“อาบเสร็จก็ดีแล้ว ฝ่าบาทตรัสเรียกแม่นางเซียงฉืออยู่ หมัวหมัวบอกว่าเซียงฉือกำลังอาบน้ำ ฝ่าบาทจึงทรงเสด็จจากไปเมื่ออาบเสร็จแล้วก็ไปเข้าเฝ้าเถิด ไม่รู้ว่าทรงถามหาเจ้าเพราะอาจมีเรื่องอื่นใดกระมัง”  

 

 

เซียงฉือผงกศีรษะตอบรับแล้วหันกลับไปผลักสวี่อี้ให้มาหาหงซีกูกู พูดว่า  

 

 

“ขอฝากกูกูให้ช่วยดูแลใต้เท้าสวี่แทนข้าสักครู่ ข้าไปแล้วจะกลับมา”  

 

 

หงซีกูกูพยักหน้า สวี่อี้ยิ้ม เซียงฉือจึงได้ออกไป  

 

 

หงซีกูกูดึงสวี่อี้ไว้แล้วพูดว่า  

 

 

“ใต้เท้าสวี่มานี่ๆ ตรงนี้มีน้ำขิงชามหนึ่ง เห็นเซียงฉือบอกว่าท่านตากฝนมาเป็นห่วงว่าท่านจะเป็นหวัดจึงไหว้วานข้าเป็นพิเศษให้ต้มให้ท่านชามหนึ่ง ตั้งอุ่นอยู่บนไฟมาตลอด รีบดื่มเถิด คืนนี้คลุมศีรษะนอนหลับให้สนิทก็ไม่ป่วยแล้ว”  

 

 

สวี่อี้รับชามน้ำแกงมาจากหงซีกูกู นางมองดูยาน้ำสีดำข้างในนั้นแล้วบีบจมูกกรอกลงไป  

 

 

หงซีให้น้ำตาลนางสองก้อน สวี่อี้จึงได้อ้าปาก  

 

 

“น้ำขิงนี้ทำไมถึงได้ดื่มยากกว่ายาขมๆ อีกเล่า”  

 

 

หงซีกูกูจิ้มจมูกนางแล้วพูดว่า  

 

 

“จุ๊ๆๆ อย่าพูดแบบนั้น ถ้าต้องกินยาขมใช่จะเป็นเรื่องดีเสียเมื่อไรใช่หรือไม่”  

 

 

สวี่อี้ฟังแล้วเหมือนได้พบกับญาติที่เอาใจใส่ตนเองเช่นนี้ก็รู้สึกอบอุ่นใจ และบังเกิดความสบายตัวยิ่งกว่าน้ำขิงเสียอีก  

 

 

หงซีกูกูมองดูสวี่อี้แล้วจับมือนางพูดว่า  

 

 

“ดูร่างกายของเจ้านี่แล้วก็รู้ว่าดี ส่วนเซียงฉือของพวกเราสามวันมีเคราะห์สองวันป่วย หากแม่ของนางยังมีชีวิตอยู่ ไม่รู้ว่าจะเจ็บปวดใจแค่ไหน มาอยู่ในวังหากมีคนรู้ใจสักคนที่พูดคุยด้วยได้ ป้อนยาให้เจ้าได้ยามป่วยไข้ ควรเป็นสิ่งที่ต้องถนอมไว้”   

 

 

สวี่อี้พยักหน้า  

 

 

 

 

 

ตอนที่ 529 จุมพิตที่หน้าผาก  

 

 

เส้นผมของเซียงฉือยังไม่แห้ง นางรีบเร่งฝีเท้าไปถึงข้างนอกตำหนักฉินเจิ้ง เมื่อจัดแจงตัวเองดีแล้วจึงผลักประตู โดยไม่คาดคิด หรงจิงยืนอยู่ข้างหน้าพอดี ทั้งคู่จึงต่างตกใจไม่น้อย  

 

 

หรงจิงยืนอยู่ขณะเซียงฉือผลักประตูเข้ามาพอดี ร่างนางพุ่งมาข้างหน้าและเพราะความตกใจ จึงถลาเข้าไปในอ้อมอกหรงจิง  

 

 

หรงจิงยื่นมือออกรับนางไว้โดยสัญชาตญาณ อ่อนละมุนหอมกรุ่นชนเข้าเต็มอก  

 

 

“เจ้าเด็กต๊อง เดินไม่ใส่ใจระวังเสียเลย”  

 

 

ถึงจะพูดแบบนั้น แต่เมื่อเห็นเซียงฉือไม่แม้แต่จะสวมรองเท้า จึงยื่นมือช้อนร่างนางขึ้นมา เซียงฉือร้องอย่างตกใจแต่ก็รีบปิดปาก เบิ่งตาแวววาวคู่นั้นมองดูหรงจิง ไม่กล้าเอ่ยวาจา  

 

 

หรงจิงไม่สนใจ เขาเหลือบตามองซูกงกง ซูกงกงผู้ฉลาดยิ่งจึงนำองครักษ์กลุ่มหนึ่งออกไป เมื่อออกพ้นประตูห้องแล้วยังหับประตูให้อย่างใส่ใจยิ่ง แล้วตนเองก็ยืนคอยรับงานจากหรงจิงอยู่ที่หน้าประตูอย่างเรียบร้อย  

 

 

“ฝ่าบาทรีบปล่อยหม่อมฉันลงเถิดเพคะ แบบนี้ไม่เหมาะสมนะเพคะ”  

 

 

เซียงฉือร้องบอกเช่นนั้น นางไม่กล้าจ้องมองหรงจิงอีก  

 

 

หรงจิงไม่สนใจว่านางจะพูดอะไร อุ้มนางตรงไปบนเตียงอุ่น วันนี้มีทั้งฝนและหิมะตกลงมา เขากลับมาจากข้างนอกก็ได้ยินขันทีรายงานแต่ไม่ชัดเจน ไม่รู้ว่าเป็นสวี่อี้ที่ถูกฝนจนเสื้อผ้าเปียกปอน หรือเป็นเซียงฉือ ทำให้เขากังวลใจอย่างที่สุด  

 

 

เมื่อเห็นท่าทางเขินอายเช่นนั้นของเซียงฉือ ทำให้อารมณ์ดีอย่างยิ่ง  

 

 

“ข้าเป็นโอรสสวรรค์ ข้าพูดคำไหนก็เป็นคำนั้น จะทำอะไรก็เป็นไปตามบัญชาสวรรค์ มีตรงไหนไม่เหมาะสมกัน”  

 

 

ครั้งก่อนเซียงฉือกรำฝนโดยไม่ตั้งใจก็ยังป่วยหนักถึงเพียงนี้ แล้วตอนนี้ร่างกายนางอ่อนแออยู่ ทำไมจึงยังวิ่งออกไปตากฝนอีก  

 

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้นทำให้หรงจิงรู้สึกปวดใจ พอไปหานางไม่พบ เลยเป็นห่วงยิ่งขึ้น  

 

 

ยังดีที่ได้หงซีกูกูเล่าเรื่องราวให้เขาฟังในตอนท้ายจึงได้กระจ่าง ทำให้คลายกังวลลงบ้าง แต่เพราะนางแช่น้ำแร่อุ่นนานเกินไป ทำให้เขาร้อนรนขึ้นมาอีก  

 

 

เขานั่งอยู่ในห้องเป็นเวลานาน ขณะเตรียมจะออกไปดูอีกครั้ง ก็พบกับนางเข้าที่หน้าประตู  

 

 

หรงจิงนั่งกอดนางไว้ในอ้อมอก ห่มผ้าคลุมบนตัวนาง ตอนนี้เข้าฤดูหนาวแล้วอากาศหนาวขึ้นทุกวัน ร่างกายของนางกลัวความเย็น หรงจิงจึงสั่งให้คนเตรียมเตาผิงไว้แต่เนิ่นๆ ทำให้อบอุ่นไปทั้งห้อง  

 

 

เขารู้สึกถึงสีหน้าแดงซ่านของเซียงฉือ จึงเกิดคิดอยากจะกัดแก้มนางขึ้นมา  

 

 

หรงจิงกดข่มน้ำเสียง แนบเข้าไปใกล้ที่หูของนาง เรียกนางเบาๆ  

 

 

“เซียงฉือ”  

 

 

เซียงฉือรู้สึกราวกับมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านร่าง นางหนาวสะท้านไปทั่วจึงขดตัวอยู่ในผ้าคลุมไม่กล้าขยับกาย  

 

 

“ฝ่าบาท”  

 

 

เซียงฉือรู้สึกถึงบรรยากาศอบอุ่นในขณะนั้น หรงจิงตระกองนางนั่งด้วยมือข้างเดียว ร่างกายแนบชิดยิ่ง ไฟที่สุมไว้ในห้องเผาไหม้โชติช่วง อุ่นเสียจนเซียงฉือบังเกิดความแปลกประหลาดขึ้นในใจ  

 

 

มือข้างขวาของหรงจิงโอบเอวเซียงฉือไว้ เขาจ้องริมฝีปากชมพูของนางแล้วหัวเราะเบาๆ จุมพิตแผ่วๆ ลงบนหน้าผากนาง  

 

 

เซียงฉือไม่กล้าขยับราวกับถูกตรึงอยู่กับที่ นางกำลังทำอะไรอยู่ นางเป็นว่าที่ภรรยาของเหอเจี่ยนสุยนะ แต่ทำไม ใจของนางจึงไม่คิดต่อต้าน  

 

 

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่นางเคยชินกับการมีหรงจิงอยู่ด้วย คุ้นชินกับการวางอำนาจของเขาต่อตนเอง เหมือนคนข้างตัวที่แทรกซึมเข้ามาด้วยอิทธิพลของสภาพแวดล้อมโดยไม่รู้ตัว ทำให้นางยอมรับการมีตัวตนของเขาอยู่ในส่วนลึกของใจ  

 

 

เซียงฉือเผลอคลำกำไลหยกบนแขน แต่ว่ากำไลหยกหายไปไหนแล้ว  

 

 

หัวใจนางราวกับหยุดเต้นไปขณะหนึ่ง นางเริ่มสงสัยว่าระยะนี้ตัวเองเป็นอะไรไป  

บุปผาเคียงบัลลังก์

บุปผาเคียงบัลลังก์

ครอบครัวตระกูลอวิ๋นต้องโทษทั้งตระกูล บ้านแตกสาแหรกขาด ผู้ชายถูกเนรเทศ ผู้หญิงต้องเข้าวังเพื่อเป็นนางกำนัล แม้จะเป็นอย่างนั้น แต่ อวิ๋นเซียงฉือ ก็ไม่เคยหมดหวัง ชีวิตในวังหลวงแม้เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีแต่นางก็ยังมีเพื่อนที่แสนดีคอยอยู่เคียงข้าง รวมไปถึง หรงฉู่ องครักษ์หนุ่มที่พบกันโดยบังเอิญ เขาคอยช่วยเหลือนางหลายอย่าง และในระหว่างนั้นเองความจริงเรื่องตระกูลของนางก็ค่อยๆ เริ่มปรากฏขึ้น…

Comment

Options

not work with dark mode
Reset