บ่วงแค้นแสนรัก – ตอนที่ 411 คำหลอกลวงห้าปี

ลู่จิ้นยวนตามรถคนนั้นที่แสร้งปลอมเป็น ‘โม่โยว’ ไป

แต่โม่โยวตัวจริง กลับถูกโม่เทียนยวี๋พาตัวกลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลโม่แล้ว สำหรับโม่เทียวยวี๋นั้น เขารู้สึกว่าสถานที่ที่เขาพำนักอาศัยอยู่นั้นยังคงจะปลอดภัยมากกว่า

บนเตียงขนาดใหญ่ สติการรับรู้ของโม่โยวค่อยๆ กลับคืนมา เธอลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือ บริเวณระหว่างคิ้วขมวดย่นจนแน่น สมองตื้อไปหมด รู้สึกได้เพียงแต่ว่าปวดหัวเสียจนจะแตกออกมาเป็นเสี่ยงๆ

ราวกับว่ามีเศษแหลมเล็กๆ จำนวนมากมายนับไม่ถ้วนผุดขึ้นมาข้างในสมองของเธอ และมากขึ้นทุกขณะด้วย เลือดที่เข้าไปเลี้ยงสมองของเธอไหลเข้าไปมากขึ้นจนหัวแทบระเบิด ทำให้เจ็บปวดทรมานอย่างที่สุด ใบหน้าของเธอไร้สีจนซีดเผือด

ไม่รีรอให้เธอมีสติรับรู้ชัดเจน ก็มีเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นมา แต่เสียงนั้นก็เจือมาด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาดราวกับคนแปลกหน้า “อ้าว ตื่นแล้วเหรอ”

โม่โยวเงยหน้าขึ้นไปก็เห็นโม่เทียนยวี๋ เธอตื่นตะลึงตัวค้างไป เสี้ยววินาทีต่อมา ความทรงจำก่อนหน้านี้ก็ผุดขึ้นมาในสมอง โม่เทียวยวี๋ออกจากโรงพยาบาล เธอไปที่โรงพยาบาลนั้น หลังจากนั้น…….ก็ราวกับว่ามีคนทำให้เธอสลบไป

ใจของโม่โยวบีบรัดแน่นขึ้น ทันใดนั้นก็มีความรู้สึกไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นภายในใจอย่างอธิบายไม่ถูก หันไปมองดูรอบๆ ตัว

“ที่นี่………”

ที่นี่คือคฤหาสน์หลักของตระกูลโม่ เธอมองไปเพียงหนึ่งทีก็จำได้แล้ว ก็ในเมื่อแรกเริ่มเดิมทีก็อยู่ที่นี่มานานเสียขนาดนั้น

“ที่นี่คือตระกูลโม่ และก็เป็นบ้านของเราอีกด้วย เธอคงยังไม่ลืมไปหรอกใช่ไหม” โม่เทียนยวี๋เอาสองมือขึ้นกอดอก เอาขาขึ้นพาดขาอีกข้าง นั่งอยู่บนโซฟาที่ตั้งอยู่ข้างๆ สีหน้าที่แสดงออกมานั้นทำให้โม่โยวรู้สึกแปลกประหลาดอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

“เทียนยวี๋ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมฉันมาอยู่ที่นี่” สมองของเธอยังสับสนอยู่เล็กน้อย

โม่เทียนยวี๋เลิกคิ้วขึ้น ริมฝีปากยกขึ้นยิ้มอย่างชั่วร้าย “ก็ต้องเป็นฉันที่พาตัวเธอมาที่นี่ยังไงล่ะ”

“โม่โยว พวกเรารู้จักกันมา 5 ปีเต็มแล้วนะ เราทุกคนต่างก็เป็นผู้ใหญ่กันแลั้ว รู้จักคุ้นเคยกันมานานเสียขนาดนี้ ระหว่างเราก็ควรที่จะต้องมีความสัมพันธ์เกิดขึ้นมาตั้งนานแล้ว เมื่อก่อนฉันผิดเองที่ฉันไม่สนใจใยดีเธอ เธอคงจะโกรธมากเลยสินะ”

“ไม่เป็นไร ฉันเปลี่ยนแปลงได้ ที่นี่คือตระกูลโม่ แล้วก็ยังเป็นบ้านของเธออีกด้วย มีเรื่องหนึ่งที่เราควรที่จะรีบทำมาเสียตั้งนานแล้ว แต่ว่าตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไป โม่โยว ฉันจะให้เธอมาเป็นของฉันโดยสมบูรณ์แบบ เธอดีใจไหม”

คำพูดที่เต็มไปด้วยคำบอกใบ้ที่แม้แต่คนโง่ก็ยังฟังออก โม่โยวตื่นตระหนกจนตัวแข็งไปทั้งอย่างนั้น

เธอได้สติคืนกลับมาในทันที ร่างทั้งร่างสั่นระริกอย่างหยุดไม่ได้ ตระหนกมากเสียจนถอยไปทางด้านหลัง ดวงตาเบิกโพลงจ้องไปที่โม่เทียนยวี๋ สีหน้าราวกับไม่อยากจะเชื่อพลางส่ายหัวไปมา

“เทียนยวี๋ คุณ นี่มันอะไรกันเนี่ย พวกเราเลิกกันไปแล้วนะ คุณจะมาทำแบบนี้ไม่ได้”

“เลิกกัน? ใครยอมให้เธอเลิกกับฉันกัน ฉันตกลงแล้วด้วยงั้นเหรอ” โม่เทียนยวี๋ตะคอกออกมาโดยพลัน สีหน้าบิดเบี้ยว

เขากัดฟันกรอดจ้องเธอตาเขม็ง “ทำไม ไม่อยากอยู่ด้วยกันขนาดนี้เลยงั้นเหรอ ก่อนที่จะบอกเลิกกันเธอคงจะเฝ้ารอคอยจนตัวสั่นเลยละสิ เปลี่ยนใจเลิกรักกันเร็วขนาดนี้เลยใช่ไหม”

“ฉันขอบอกเธอไว้เลยนะว่า ตอนแรกถ้าไม่มีพวกเราตระกูลโม่ล่ะก็ เธอคงตายไปตั้งนานแล้ว จะมีอยู่เหมือนทุกวันนี้ได้อย่างไรกัน ฉันโม่เทียนยวี๋ยอมที่จะขอเธอแต่งงาน เธอก็ควรที่จะสำนึกในบุญคุณแล้วน้อมรับสิ มึงมีหน้าอะไรมาปฏิเสธกู?”

“นังผู้หญิงชั้นต่ำ คิดว่าตัวเองปีนไปเกาะลู่จิ้นยวนได้คงเก่งมากเลยสิท่า คิดจะเล่นกูงั้นเหรอ สบายใจได้ กูจะบอกให้มึงสำเหนียกไว้เลยนะว่า คิดจะเล่นกูแล้วจะมีจุดจบแบบไหน”

โม่โยวสีหน้าตื่นตระหนก ทั้งคำพูดของโม่เทียนยวี๋ แล้วก็ท่าทางแบบนี้ของเขา ทำให้เธอรู้สึกผวาได้จริงๆ เธอเผยอปากออกแต่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดว่าอะไรดี

เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามกดอารมณ์ตื่นตระหนกที่อยู่ภายในใจของตนเองให้สงบลงไว้ หยิกตัวเองอย่างเงียบๆ เพื่อบอกตัวเองให้สงบสติอารมณ์ลงเสีย

ตอนนี้โม่โยวมีความรู้สึกหนึ่งที่บอกเธอว่า ท่าทางของโม่เทียนยวี๋ดูราวกับว่ามีอะไรผิดปกติ เธอเหลือบตามองไปยังทิศทางที่มีประตู ตนจะต้องคิดหาทางหนีออกไปจากที่นี่ให้ได้ ไม่อย่างนั้นล่ะก็ เธอก็คงจบสิ้นแล้ว

“เทียนยวี๋ ฉันไม่รู้ว่าคุณเปลี่ยนไปเป็นแบบนี้ได้อย่างไร คุณใจเย็นลงก่อนเถอะ พวกเรามาคุยกันดีๆ ก่อนดีไหม คุณอย่าพึ่งโมโหเลย”

“เรื่องของลู่จิ้นยวน ฉันปิดบังคุณเอง แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจ เมื่อก่อนฉันคิดมาโดยตลอดว่ามันไม่จำเป็น ฉัน…….”

โม่โยวหมดคำที่พูดต่อ พูดไปพลางค่อยๆ ถอยหลังไปพลาง โม่เทียนยวี๋เห็นทุกการกระทำทั้งหมดของเธอ รอยยิ้มที่แย้มออกมาอย่างชั่วร้ายก็ยิ่งดูชัดเจนมากยิ่งขึ้นไปอีก

“หึหึ ฮะฮ่าฮ่าฮ่า…….” เขาหัวเราะออกมาเสียงดัง

“โม่โยว อันที่จริงแล้วเรื่องนี้น่ะ เธอไม่ได้รู้เรื่องอะไรมาโดยตลอดเลย ฉันตัดสินใจจะบอกให้เธอรู้ก็แล้วกันนะ”

แววตาของเขาดูบ้าคลั่งขึ้นมาเล็กน้อย “เธอรู้จักคุณลุงของฉันอยู่แล้วใช่ไหม ความจริงแล้วคนที่ช่วยเธอขึ้นมาจากแม่น้ำไม่ใช่ฉันหรอกนะ ตอนนั้นตัวเธอน่ะจะตายแหล่มิตายแหล่อยู่ แต่ฉันก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องของเธอเลย คนที่ช่วยเหลือเธอ ความจริงแล้วก็คือคุณลุงของฉัน”

โม่โยวไร้ซึ่งเสียงจะเอื้อนเอ่ย จ้องมองเขาตาแข็งค้าง

“หลังจากที่เขาช่วยเธอแล้ว ก็มอบหน้าที่หน้าที่หนึ่งให้ฉัน เธอรู้ไหม หน้าที่นั้นคืออะไร” ท่าทางของโม่เทียนยวี๋ดูแปลกประหลาดมาก

ทันใดนั้นภายในใจของโม่โยวก็มีความสึกไม่สบายใจผุดขึ้นมา

“คุณลุงบอกฉันเอาไว้ว่า ขอเพียงให้เธอตกหลุมรักฉัน ตกลงพร้อมใจที่จะอยู่กับฉันอย่างหวานชื่น แต่งงานกับฉัน อย่างน้อยที่สุดธุรกิจของตระกูลโม่ครึ่งหนึ่งก็จะตกเป็นของฉัน”

“เธอรู้ไหมว่าตอนนั้นฉันตื่นเต้นแค่ไหน ฉันเอาแต่วาดฝันถึงสิ่งที่อยากได้ แทบจะเป็นจริงอยู่ขึ้นมาตรงหน้าแล้ว ขอเพียงแค่คอยตื้อให้เธอมารักฉัน สำหรับฉันแล้วมันก็เป็นเรื่องตายตัวที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้วน่ะนะ”

“ฉันโม่เทียนยวี๋คนนี้เคยเล่นสนุกกับผู้หญิงมามากหน้าหลายตาจนนับไม่ไหว ดังนั้น สำหรับตัวฉันแล้วข้อเสนอนี้ก็ง่ายดายราวกับสั่งให้กินข้าวดื่มน้ำ เรื่องราวที่แท้จริงก็เป็นตามนี้แหละ”

“ฉันทั้งเสแสร้งทำเป็นอ่อนโยนคอยเอาอกเอาใจเธอ เพียงไม่นาน เธอก็อยู่กับฉันแล้ว ตอนนี้ฉันก็เสียดายขึ้นมาแล้วว่าทำไมตอนแรกถึงไม่รีบแต่งงานจดทะเบียนกับเธอ”

“เธอน่ะมันง่าย ถูกฉันชักใยให้เต้นไปบนฝ่ามือฉัน พูดตามตรงนะ ไม่มีความท้าทายเลยแม้แต่น้อย เธอรู้ไหมว่าทุกครั้งที่เธอโทรมาฉันกำลังทำอะไรอยู่ ฉันก็กำลังเล่นสนุกกับผู้หญิงไม่ซ้ำหน้าอยู่อย่างไงล่ะ”

“ผู้หญิงพวกนั้น แม้ว่าจะดูแล้วไม่ดีเหมือนเธอ แต่ฉันก็หน่ายเกินที่จะต้องมาคอยจ้องหน้าเธอที่ซังกะตายอย่างกับศพแล้ว อย่างกับพวกปัญญานิ่ม แค่ดูก็หมดอารมณ์จะกินจะแดกอะไรแล้ว เหอะ”

คำที่โม่เทียนยวี๋พูดออกมานั้น สำหรับโม่โยวแล้ว ทำให้รู้สึกตกตะลึงไปอย่างไม่ต้องสงสัยเลย เธอฟังแล้วแทบจะเป็นบ้าไปเลย รู้สึกว่าโม่เทียนยวี๋ที่อยู่ตรงหน้านี้ เป็นคนละคนกันอย่างสิ้นเชิง

คุณลุงของโม่เทียนยวี๋งั้นเหรอ? ใบหน้าที่ดูขึงขังเข้มงวดที่ปรากฏอยู่ในความทรงจำของเธอก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาในสมองของโม่โยวในตอนนี้ ซ้ำได้พาเอาความรู้สึกสับสนงุนงงมาด้วยเช่นกัน

ทำไมเธอถึงไม่เคยรู้ตัวเลยนะว่า หลังจากที่ตนได้สูญเสียความทรงจำและในช่วงเวลาห้าปีที่ดูเลือนลางไม่ชัดเจนนี้ กลับกำลังใช้ชีวิตอยู่ในการหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่ แต่ว่า ทำไมกันล่ะ?

เธอไม่เข้าใจถึงการกระทำของคุณลุงของโม่เทียนยวี๋เลยแม้แต่น้อย แน่นอนว่าอาจเป็นเพราะสูญเสียความทรงจำเลยไม่เข้าใจ เมื่อก่อนตนนั้นอาจจะรู้จักกับโม่ฉีจื้อก็เป็นได้

แต่ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาครุ่นคิดถึงเรื่องพวกนี้ โม่โยวรู้สึกว่าปวดหัวหนักมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซ้ำยังมีความรู้สึกหนักอึ้งอยู่

“ตอนนี้เธอ รู้สึกว่าตัวเองไม่มีแรงใช่ไหมล่ะ จะไม่มีแรงก็ถูกแล้ว”

คำพูดของโม่เทียนยวี๋ ทำให้ร่างทั้งร่างของโม่โยวรู้สึกเย็นสะท้านขึ้นมา เธอมองไปที่เขาอย่างหวาดกลัว รับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่าง รีบดิ้นที่จะลงมาจากเตียงในทันที แต่ขากลับอ่อนแรง ร่วงล้มลงไปกับพื้นในทันที

รู้สึกได้ว่าร่างทั้งร่างของเธอตัวอ่อนระโหยไม่มีแรงเลย จึงทำให้โม่โยวรู้สึกหวาดผวาขึ้นมา

โม่เทียนยวี๋ยิ้มอย่างชั่วร้ายออกมา ค่อยๆ ยันกายขึ้นมาช้าๆ จากนั้นก็เริ่มสาวเท้าก้าวเข้ามาหาโม่โยว…..

อีกด้านหนึ่ง

บนถนนหลวงเส้นหนึ่ง รถหลายคันกำลังแล่นไล่ตามไปด้วยความเร็วสูง โดยความเร็วของรถยนต์ทุกคันแทบที่จะพุ่งขึ้นจนถึงขีดจำกัด ถ้าไม่ใช่เพราะว่านี่เป็นถนนหลวงสายย่อยล่ะก็ จะต้องเกิดอุบัติเหตุขึ้นเป็นแน่ เพราะโดยปกติก็จะมีรถยนต์ไม่กี่คันที่แล่นอยู่บนถนน

บ่วงแค้นแสนรัก

บ่วงแค้นแสนรัก

ของขวัญวันเกิดอายุ18ปีของเวินหนิง คือเธอต้องติดคุก10ปี เพื่อการแก้แค้นเธอจึงตอบตกลงคำขอร้องของปีศาจ เธอต้องแต่งงานกับสามีที่นอนอยู่ในสภาพเหมือนผัก แต่คิดไม่ถึงว่า…

Comment

Options

not work with dark mode
Reset