ผมนี่แหละเจ้าแห่งฟาร์มปลา – ตอนที่ 1319 กำลังภายในกับผีน่ะสิ

เดิมทีวินนี่กำลังช่วยแม่ฉินเข้าครัวทำอาหาร พอพวกฉินสือโอวพากันกลับมาเธอถึงได้ออกมาดู แต่ปรากฏว่าตอนนี้เธอกลับเข้าไปในครัวไม่ได้แล้ว ฉงต้ามุดเข้ามาหาอ้อมอกเธอแล้วน้ำตาก็หยด ‘แหมะๆ’ เลยทันที
“นี่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” วินนี่ถามด้วยความตกใจ
ฉินสือโอวเกาจมูกพร้อมกับยิ้มเจื่อนๆ แล้วตอบเธอว่า “ไม่รู้เหมือนกัน ฉงต้าก็อยู่ในฤดูหาคู่เหมือนกันหรือเปล่า? พอเห็นว่าตัวเองไม่มีคู่เลยรู้สึกเศร้าจนร้องไห้ออกมา?”
วินนี่เผยรอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวออกมา คิ้วทั้งสองข้างค่อยๆ ชี้สูงขึ้น ปรากฏรอยยิ้มอันตรายขึ้นบนริมฝีปากสีแดงสด
ฉินสือโอวอธิบายกับเธอว่า “มันก็เป็นไปได้นะ คุณไม่รู้หรอก เมื่อก่อนตอนที่ผมอยู่เมืองไหเต่า หลายๆ ครั้งผมก็ร้องไห้เพราะเศร้าใจที่ไม่มีแฟนสักที แอบร้องไห้คนเดียว มันเจ็บปวดหัวใจมากจริงๆ”
วินนี่พูดด้วยรอยยิ้ม “คุณจะแถไปถึงเมื่อไรกันคะ?”
ฉินสือโอวถอนหายใจออกมาอย่างหมดปัญญา ในที่สุดก็ต้องพูดความจริงออกมา
พอได้ฟังเขาพูดจนจบแล้ว วินนี่ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา ในตอนนี้เสี่ยวเถียนกวาก็เข้ามาดึงหูของฉงต้าพอดี รอยยิ้มใสซื่อปรากฏอยู่บนใบหน้าเล็กๆ มือเล็กๆ ของเธอจับเอาใบหูอ่อนนุ่มของฉงต้าเอาไว้แล้วออกแรงดึงมันลงมาข้างล่าง
ดีเลยทีนี้ ลูกระเบิดของวินนี่อยู่ในจุดที่กำลังจะปะทุออกมาอยู่แล้ว ความแค้นของพ่อมีลูกสาวเป็นคนเอาคืน วินนี่อุ้มเธอขึ้นมาแล้วตีก้นเล็กๆ ของเธอเข้าให้สองที หลังจากนั้นก็พูดอย่างเด็ดขาดจริงจังว่า “เคยบอกหลายครั้งแล้วไม่ใช่เหรอ ไม่รู้เหรอว่าแม่บอกไม่ให้หยิกเพื่อนแบบนี้?”
เสี่ยวเถียนกวาแหงนหน้าขึ้นไปมองหน้าเธอ หลังจากนั้นพอรู้ว่าตัวเองถูกตีก้น เธอก็แบะปากแล้วร้องไห้โฮเลยทันที ขณะที่กำลังร้องไห้เธอก็ยื่นมือออกมาตีวินนี่ด้วย
ได้ยินเสียงร้องของหลานสาว แม่ฉินที่อยู่ในห้องครัวก็รีบวิ่งออกมาถามว่า “เป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น?”
วินนี่หันกลับไปพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่มีอะไรค่ะ คุณแม่คะ คุณแม่ไปทำอาหารต่อเถอะค่ะ เดี๋ยวพอหนูโอ๋สักหน่อยลูกก็คงไม่เป็นอะไรแล้ว เด็กน้อยนี่เพิ่งจะถูกหนูตีมาแกเลยโมโหนะคะ”
ฉินสือโอวคิดว่าคราวนี้ลูกสาวของเขาน่าสงสารจริงๆ วินนี่ไม่เคยปล่อยให้ลูกทำตัวเสียนิสัยตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ที่ลูกสาวดึงหูฉงต้ายังไม่เท่าไร แต่พอถูกตีแล้วยังกล้าตีเธอคืน แบบนี้ก็เท่ากับหาเรื่องให้ตัวเองเลยไม่ใช่เหรอ?
แต่วินนี่กลับไม่ได้ไปอบรมสั่งสอนเด็กน้อยต่อ แต่ช่วยเช็ดน้ำตาให้กับเด็กน้อยแล้วโยกตัวลูกไปมา เธอฮัมเพลงกล่อมเด็กเพื่อโอ๋ลูกสาวตัวน้อย ขณะเดียวกันก็กอดหน้าผากของฉงต้าเอาไว้ พร้อมกับใช้มือเกาหน้าผากอ้วนๆ ของมันไปด้วย
พอเป็นแบบนี้แค่แป๊บเดียวเด็กหญิงตัวน้อยก็หยุดร้องแล้ว เพียงแต่ว่าเธอยังส่งเสียงสะอึกสะอื้นขึ้นมานานๆ ครั้ง ฉงต้าก็หยุดร้องไห้แล้วเหมือนกัน แต่ฉินสือโอวคิดว่ามันตกใจจนหยุดร้องไห้มากกว่า ท่าทางของวินนี่ตอนที่สั่งสอนเสี่ยวเถียนกวาเมื่อสักครู่ ต้องทำให้มันนึกถึงเรื่องไม่ดีบางอย่างที่มันเคยทำไว้แน่ๆ
โอ๋เด็กน้อยทั้งสองได้แล้ว วินนี่ก็จับเถียนกวายัดให้กับฉงต้า ครั้งนี้เด็กน้อยไม่ได้ดึงหูของฉงต้าอีก แต่นั่งเล่นกับตัวเองคนเดียวอยู่ในอ้อมกอดของมัน
วินนี่ทำหน้าบึ้งบอกให้ฉินสือโอวนั่งลงข้างๆ ฉินสือโอวก็ยิ้มแหยๆ แล้วพูดกับเธอว่า “ผมนึกว่าคุณจะจัดการลูกสาวของเราให้เรียบร้อยเสียอีก”
วินนี่ถลึงตาใส่เขา พูดว่า “ลูกสาวเรายังไม่รู้เรื่องรู้ราว ถ้าเธอรู้เรื่องรู้ราวแล้ว ถ้าถูกลงโทษแล้วยังทำตัวเป็นเด็กกล้าตีแม่คืน คุณก็คอยดูแล้วกันว่าฉันจะจัดการเธอยังไง!”
ฉินสือโอวพูดกับเธอว่า “ถึงตอนนั้นผมจะช่วยคุณจัดการกับเธอเอง!”
วินนี่จึงตอบเขากลับไปว่า “อย่าเปลี่ยนเรื่อง ลูกสาวเรายังไม่รู้เรื่องเลยยังให้อภัยได้ แต่คุณเป็นเด็กเหมือนกันกับเธอด้วยเหรอคะ? คุณก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวเหมือนกันเหรอ? เรื่องนี่ฉันจะไม่ยกโทษให้คุณเด็ดขาด คุณแกล้งฉงต้าแบบนี้ได้ยังไงกันคะ?”
ฉินสือโอวพูดอย่างจนปัญญาว่า “เรื่องนี้โทษผมได้ด้วยเหรอครับ? ผมก็แค่แกล้งหยอกเล่นเฉยๆ”
วินนี่จึงพูดด้วยความโมโหว่า “แกล้งหยอกเล่น? คุณโยนฉงต้าลงไปในทะเลนะ! นั่นมันคือมหาสมุทร! เด็กๆ พวกนี้ไม่เข้าใจว่าคุณล้อเล่นหรอกนะคะ พวกเขามีแต่จะรู้สึกว่าตัวเองถูกทอดทิ้งเท่านั้น!”
ฉินสือโอวทำได้แค่ยกมือขึ้น แล้วพูดว่า “เอาล่ะๆ ต่อไปผมจะไม่ล้อเล่นแบบนี้อีกแล้ว”
พอพูดจบ เขาก็นั่งลงตรงข้ามฉงต้า เขายื่นมือออกไปพร้อมกับพูดว่า “พ่อขอโทษนะ ลูกรัก เย็นนี้พวกเรากินข้าวด้วยกันดีไหม?”
ฉงต้ายังคงก้มหน้าก้มตาไม่สนใจเขา มันถึงกับยอมเล่นกับเสี่ยวเถียนกวาที่มันเคยไม่อยากเล่นด้วย
วินนี่ร้องเหอะออกมา แล้วพูดกับเขาว่า “คิดเอาเองแล้วกันนะคะ คราวนี้ฉงต้าเจ็บปวดใจมากจริงๆ”
ช่วงเวลาอาหารเย็น ฉินสือโอวเก้าอี้ของโต๊ะอาหารให้ฉงต้าหนึ่งตัว พอพวกหู่จือเป้าจือหลัวปอเห็นก็พากันคาบกะละมังใส่อาหารวิ่งเข้ามาก่อความวุ่นวาย ลูกแมวป่าก็กระโดดขึ้นไปบนขาของเขาอย่างคล่องแคล่ว แล้วยื่นหัวยื่นหน้าออกไปหาโต๊ะอาหาร
“ประโยคนั้นพูดว่ายังไงนะ? ไม่กลัวความยากจนอะไรนะ?” พ่อฉินหัวเราะฮ่าๆ ออกมาเมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์นี้
ขณะที่เชอร์ลี่ย์กำลังทาเนยลงไปบนขนมปังเธอก็พูดขึ้นมาว่า “ไม่กลัวความยากจนแต่กลัวความไม่เท่าเทียม ใช่ไหมคะ?”
แม่ฉินจึงเอ่ยปากชมเธอว่า “นับวันเชอร์ลี่ย์ก็ยิ่งพูดภาษาจีนได้คล่องแคล่วขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปจะไปเป็นทูตประจำประเทศจีนใช่ไหม?”
เชอร์ลี่ย์แย้มรอยยิ้มหวาน พูดว่า “หนูขอคิดดูก่อนดีกว่าค่ะ เพราะหนูยังอยากเป็นนักไวโอลินมากกว่า”
ฉินสือโอวกลอกตาใส่ เชอร์ลี่ย์จึงถามเขาด้วยความไม่พอใจว่า “ฉิน คุณหมายความว่ายังไงคะ?”
ฉินสือโอวจึงพูดด้วยความรู้สึกรำคาญใจว่า “ฉันไม่ได้ทำใส่เธอ แต่ฉันถูกเด็กงี่เง่าพวกนี้ต่างหาก โอเค ถ้าแหย่ไม่ได้ฉันก็จะไม่แหย่แล้ว ทุกคนไปนั่งกินอาหารบนพรมเถอะ”
ไม่ใช่แค่กินข้าวเป็นเพื่อนฉงต้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่พอตกดึกฉินสือโอวก็ยังปูเสื่อ นอนกอดฉงต้าเอาไว้ เพื่อทำให้มันรู้สึกว่าเขาอยู่กับมันตลอดเวลา และไม่อยากเสียมันไป
แบบนี้ฉงต้าถึงได้รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง ขณะที่กำลังนอนหลับมันก็เกาะติดฉินสือโอวไว้อย่างแนบแน่น
ฉินสือโอวเลยต้องไปหยิบเอาแป้งเย็นเด็กของลูกสาวมา ขนของฉงต้าไม่ได้แข็งมากขนาดนั้น แต่มันแค่ร้อนเกินไปหน่อย…
ตอนที่กำลังเตรียมตัวเข้านอน ไวส์ก็กอดหมอนใบเล็กวิ่งลงมาหาเขาแล้วพูดว่า “อาจารย์ พวกเรานอนด้วยกันเถอะครับ”
ฉินสือโอวพูดด้วยความจำใจว่า “ไวส์ ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้เลยนะ นายฝันร้ายหรือยังไง?”
ไวส์ตอบเขากลับไปด้วยความกลัดกลุ้มว่า “ไม่ใช่ครับ แต่พรุ่งนี้พ่อกับแม่ของผมจะมารับผมกลับอเมริกาแล้ว ต้องรอจนถึงตอนเปิดเทอมปลายเดือนกันยายนผมถึงจะได้กลับมาที่นี่”
ฉินสือโอวนึกขึ้นมาได้ในทันที ดูเหมือนว่าช่วงหลายวันนี้ที่วอร์ชิงตันจะเริ่มงานประชุมเกี่ยวกับแหล่งพลังงานอะไรสักอย่าง ครั้งที่แล้วไวส์เคยบอกว่าพ่อแม่ของเขาก็ไปงานนี้เหมือนกัน เขาเกือบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ
เมื่อเป็นแบบนี้เขาคงปฏิเสธไม่ได้แล้ว เลยเขยิบเพื่อหลีกทางให้เขาได้เข้ามา พร้อมกับบอกเขาว่า “มาสิ เด็กดี มานอนตรงกลางระหว่างอาจารย์กับฉงต้า ฉงต้าก็คงจะคิดถึงนายเหมือนกัน”
ไวส์ยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมกับพูดว่า “ใช่แล้ว อาจารย์ครับ ผมก็จะคิดถึงคุณกับฉงต้าเหมือนกัน”
เอนตัวนอนได้สักพัก ฉินสือโอวกำลังจะหลับอยู่แล้ว แต่อยู่ดีๆ ไวส์ก็พูดขึ้นมาอีกว่า “อาจารย์ ผมอยากไปนอนตรงฝั่งของอาจารย์”
ฉินสือโอวก็พูดพึมๆ พำๆ ว่า “อยู่ใกล้ๆ กันกับฉงต้าก็ดีแล้วนะ จนกว่าจะถึงปลายเดือนกันยา นายก็จะไม่ได้เจอฉงต้าแล้วเหมือนกัน”
ไวส์ “แต่ผมร้อนนี่”
“อดทนหน่อยเถอะน่า ลองคิดดูสิว่าฉงต้าจะไม่ได้เจอนายอีกนานเลยนะ รีบสนิทกันไว้ตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่า”
“ถ้าอย่างนั้นอาจารย์ก็ส่งแป้งเย็นเด็กมาให้ผมที ผมเหงื่อออกเยอะมาก!”
ช่วงเช้าเฮลิคอปเตอร์ของสองสามีภรรยาบรูซก็มาถึงฟาร์มปลาแล้ว วิเวียนลงมาจากเครื่องบินเป็นคนแรก เธอพุ่งเข้าไปหาไวส์พร้อมกับกางมือออก ดวงตาคู่นั้นชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำตา หลังจากได้กอดไวส์แล้วเธอก็เอาแต่ร้องว่า ‘ลูกรักของแม่’ ออกมาอย่างไม่ขาดสาย
จอร์จมองดูสีหน้าของไวส์เป็นอย่างแรก หลังจากนั้นก็เข้าไปทักทายฉินสือโอว เขาจับมืออย่างแรงพร้อมกับพูดว่า “ขอบคุณ ฉิน ขอบคุณนะ!”
ฉินสือโอวก็ตอบเขากลับไปด้วยรอยยิ้ม “ไวส์เป็นเด็กดีมากๆ ผมไม่ต้องดูแลอะไรเขาเลย เพราะอย่างนั้นคุณไม่ต้องขอบคุณผมหรอก”
จอร์จจึงพูดด้วยความยรู้สึกตื่นเต้นว่า “ไม่ๆๆ ไม่ใช่แค่เรื่องไวส์อย่างเดียว แต่คุณยังเป็นอาจารย์ของผมกับวิเวียนด้วย กำลังภายในที่คุณสอนพวกเรามาเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก ตั้งแต่พวกเราฝึกทำสิ่งนี้ จิตใจและพละกำลังของผมกับวิเวียนดีขึ้นมาก เหมือนกับว่าพวกเราเด็กลงไปเป็นสิบปีอย่างนั้นเลยล่ะ!”
ฉินสือโอวหัวเราะเสียงดังออกมา กำลังภายในกับผีน่ะสิ!
………………………………………………

ผมนี่แหละเจ้าแห่งฟาร์มปลา

ผมนี่แหละเจ้าแห่งฟาร์มปลา

ชีวิตบัดซบของ ‘ฉินสือโอว’ เริ่มต้นด้วยการถูกใส่ร้ายว่ายักยอกเงินและถูกให้ออกจากบริษัท หนำซ้ำยังต้องชดใช้จนไม่มีแม้แต่เงินจ่ายค่าเช่าห้อง แต่ไม่รู้ว่าโชคดีหรืออะไร เขาพบว่าคุณปู่รองได้ทิ้งพินัยกรรมมูลค่าหลายร้อยล้านไว้ให้ นั่นคือฟาร์มปลาที่แคนาดา แต่ที่นั่นกลับโกโรโกโสทรุดโทรม ปลาสักตัวก็แทบไม่มี นอกจากนั้นยังต้องเสียภาษีการยืนยันพินัยกรรมจำนวนมากอีก จากที่ตอนแรกเขากะจะขายฟาร์มแล้วหอบเงินกลับประเทศจีน กลับต้องฟื้นฟูกิจการฟาร์มปลาเพื่อหาเงินไปจ่ายค่าภาษี ไม่งั้นจะต้องยอมเสียฟาร์มให้ทางการไป ทว่าระหว่างที่สำรวจทะเลสาบในเกาะ เขาถูกปลาทำร้ายจนเลือดที่คางหยดลงไปบนจี้รูปหัวใจสีน้ำเงินที่มีชื่อว่า ‘หัวใจโพไซดอน’ ทำให้ตัวจี้หลอมเข้าไปในตัวเขา จากนั้นมา… จิตสำนึกของเขาก็สามารถสำรวจและควบคุมท้องน้ำรวมถึงทำการเยียวยาและรักษาสิ่งมีชีวิตในทะเลได้ และนี่ คือหนทางกอบกู้ฟาร์มมรดกของเขา!

Options

not work with dark mode
Reset