ผมนี่แหละเจ้าแห่งฟาร์มปลา – ตอนที่ 1327 ไหนใครพูดไม่ฟัง

หลังจากการก่อสร้างโดยรวมเสร็จ ก็ยังเหลือเตียงพับสองเตียง บูลหัวเราะฮ่าๆ และพูดว่า “ชิท เพื่อน อย่าบอกนะว่าพวกเราต้องเตรียมเตียงไว้ให้ม้าพวกนี้ด้วยน่ะ”
แอร์แบ็คใช้สายตาเวทนาคนโง่มองไปที่บูลแล้วพูดว่า “พูดบ้าอะไรของนาย? เตียงนี่มีไว้ให้คนนอนต่างหากเล่า!”
ชาร์คเองก็พูดอย่างไม่พอใจว่า “ไอ้โง่ อย่าเอาสติปัญญาที่มีอยู่น้อยนิดของนายไปโชว์ให้คนอื่นเห็นนะ แบบนี้จะทำให้ภาพลักษณ์ฟาร์มปลาของพวกเราดูแย่เอาได้!”
ประตูคอกม้าทั้งสองฝั่งยังมีที่ห้องเล็กที่ถูกกั้นไว้อีกสองห้อง พอแอร์แบ็คนำเตียงเข้าไปวาง หลังจากนั้นก็จะใช้เป็นที่นอนของคาวบอยได้
อย่างที่เขาว่ากันว่าม้าที่ไม่ได้กินหญ้ามื้อดึกไม่มีทางอ้วนพี การให้อาหารและการเลี้ยงม้าเป็นงานที่ยากลำบากมาก หากเป็นการเลี้ยงม้าอย่างมืออาชีพ จะต้องมีคนเข้ามานอนอยู่ในคอกม้าเพื่อทำงานกะกลางคืน
สำหรับฉินสือโอวแล้วนี่ไม่ใช่สิ่งจำเป็น เนื่องจากเขาเลี้ยงม้าแค่สองตัว อีกทั้งยังเลี้ยงไว้เพื่อความเพลิดเพลินเป็นการสำคัญ และเขาก็ไม่ได้คิดว่าจะฝึกม้าสองตัวนี้ให้กลายเป็นม้าแข่งระดับสุดยอดอะไรเลยด้วย ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องลำบากมาดูแลม้าตอนกลางคืน
เมื่อเป็นเช่นนี้ห้องที่กั้นไว้สองห้องจึงสามารถใช้เป็นห้องอเนกประสงค์กับห้องเก็บของได้ ใช้ห้องหนึ่งเก็บอุปกรณ์ต่างๆ อย่างขลุมขี่พร้อมสายบังเหียนกับอานม้า ส่วนอีกห้องหนึ่งก็เอาไว้เก็บหญ้าและอาหารสำหรับเลี้ยงม้า
นอกจากนี้แล้วยังต้องสร้างส้วมหลุมไว้ในคอกม้าอีกด้วย แอร์แบ็คเองก็มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาพูดอย่างจนปัญญาว่า “ก่อนฉันจะสิบห้า เงินค่าขนมส่วนใหญ่ก็มาจากการขุดส้วมหลุมนี่แหละ ชิท หนึ่งหลุมได้สองดอลลาร์ แม่งเอ๊ย ตอนนั้นฉันโคตรคึกเลยล่ะ!”
หลุมส้วนถูกสร้างไว้ด้านหลังคอกม้า ห่างจากคอกม้าประมาณสองร้อยเมตร อยู่ในที่ร่มหันหน้าไปทางทิศเหนือ แอร์แบ็คพาอีวิลสันไปช่วยกันจัดการเรียบร้อยแล้ว ขุดส้วมหลุมมีความลึก 1 เมตร และใช้ปูนซีเมนต์โบกบริเวณรอบๆ
เมื่อจัดการเสร็จการสร้างคอกม้าก็เป็นอันเสร็จสิ้นดีแล้ว ฉินสือโอวลองทดสอบน้ำกับไฟฟ้าดูแล้วพบว่าไม่มีปัญหาอะไร ต่อจากนั้นจึงพาเปากงกับตี้หลูเข้ามาข้างใน
อาศัยอยู่ในคอกม้าย่อมไม่มีความสุขเท่าได้อยู่ในทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ หลังจากที่พวกลูกม้าพันธุ์อเมริกัน เพนต์ถูกพามาถึงทางเข้าคอกพวกมันก็หยุดเท้าไม่ยอมก้าวไปข้างหน้า พยายามใช้กีบเท้าไถพื้นสนามหญ้าทำการประท้วงแบบเงียบๆ
พวกหู่เป้าฉงหลัวกับลูกแมวป่าที่เดิมทีกำลังเล่นกันอยู่กับลูกม้า เมื่อเห็นว่าเพื่อนของพวกมันถูกลากเข้ามาที่นี่จึงพากันตามมาด้วย ทุกตัวกำลังมองภาพเหตุการณ์นี้ด้วยความสนอกสนใจ
เชอร์ลี่ย์เห็นแบบนี้แล้วก็ใจอ่อน เธอพูดว่า “ฉิน ช่างมันเถอะค่ะ ไม่อย่างนั้นก็เลี้ยงพวกมันแบบปล่อยดีไหมคะ? คุณดูสิ พวกหู่จือฉงต้าก็ไม่เห็นจะถูกขังเลย”
ฉินสือโอวหันไปมองลูกม้าอเมริกัน เพนต์ที่ไม่ยินยอมให้ตัวเองถูกขัง แล้วจึงหันไปมองเหล่าสัตว์เลี้ยงที่เรียงตัวเป็นแถวเดียวกันอยู่ทางด้านหลัง หลังจากนั้นเขาก็ครุ่นคิดอยู่สักพัก ในขณะที่เชอร์ลี่ย์กำลังคิดว่ามีโอกาสที่จะพลิกสถานการณ์ เขาก็พูดขึ้นมาว่า “ที่จริง ให้พวกมันเล่นอยู่ข้างนอกก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”
เมื่อได้ยินอย่างนี้เชอร์ลี่ย์ก็ดีใจขนาดหนักขึ้นมาทันที เธอยื่นแขนออกไปกอดตี้หลูเอาไว้ แต่หลังจากนั้นฉินสือโอวก็พูดต่ออีกว่า “แต่ ฉันซื้อคอกม้ามาแล้วนี่สิ จะไม่ใช้เลยก็คงไม่ได้หรอกใช่ไหมล่ะ? เพราะอย่างนั้น พาพวกมันเข้าไปอยู่ในนั้นก็ดีแล้ว ใช้ของให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ไง”
เชอร์ลี่ย์ “…”
ลูกม้าขัดขืน ฉินสือโอวจึงหันไปพยักหน้าให้กับอีวิลสัน คนหลังถอดเสื้อผ้าออก แล้วเดินเข้ามาอุ้มเปากงที่มีหัวสีดำเหมือนถ่านขึ้นมา หลังจากนั้นก็หอบฮืดฮาดพามันเข้าไปอยู่ในคอกม้า
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้ลูกม้าตกใจจนฉี่แทบราด เปากงถึงกับไม่กล้าดิ้นตัวออกจากอ้อมแขนของอีวิลสัน ส่วนตี้หลูก็ยิ่งเสียอาการมันฉี่เร็ดออกมาแล้วเล็กน้อย
สำหรับอีวิลสัน การอุ้มลูกม้าก็เหมือนกับการที่คนทั่วไปอุ้มลูกแกะนั่นเอง ไม่มีอะไรลำบากเลยแม้แต่นิดเดียว
อีวิลสันเดินออกมาจากคอกม้าอีกครั้ง คราวนี้ไม่จำเป็นต้องให้เขาจัดการตี้หลูก็รีบสับเท้าวิ่งเข้าไปในคอกม้าด้วยตัวเอง
ฉินสือโอวหันกลับไปเรียกปอหลัวให้เข้ามาหา หลังจากนั้นก็ให้มันมาดูลูกม้าที่ถูกขังไว้ในคอก พื้นที่ในคอกม้ามีขนาดพอดี ลูกม้าอเมริกัน เพนต์ที่ยืนอยู่ข้างในก็ยืนมองเพื่อนๆ ที่มีอิสระเป็นของตัวเองด้วยท่าทางน่าสงสาร
ฉงต้าตบประตูคอกม้า มันร้องคร่ำครวญอยู่ที่สองทีพร้อมกับเบิกตาโตจ้องมองฉินสือโอว
ฉินสือโอวไหวไหล่ เขาเคาะหน้าผากของมันแล้วพูดว่า “เห็นแล้วใช่ไหม ต่อไปนี้ถ้าใครไม่เชื่อฟัง ก็จะถูกขังไว้ในนี้ เข้าใจไหม?”
สัตว์เลี้ยงทั้งฝูงมองดูเขาด้วยท่าทางทึ่มทื่อ หลังจากนั้นหู่จือกับเป้าจือก็รีบเข้ามาเลียฝ่ามือออดอ้อนเขาทันที ลูกแมวป่าเองก็ขยับเข้ามาใกล้อย่างรักใคร่สนิทสนมพยายามทำตัวให้น่ารักเพื่อออดอ้อน
ในเวลาอาหารค่ำ พอวินนี่นำอาหารมาเทใส่ชามอาหารของบรรดาสัตว์เลี้ยง พวกมันก็พากันกินอาหารของตัวเองอย่างว่ายง่าย เมื่อกินเสร็จก็คาบชามอาหารของตัวเองเข้าไปในครัว หลังจากนั้นก็กลับไปนั่งอยู่ในห้องรับแขกอย่างเชื่องๆ
วินนี่รู้สึกประหลาดใจ เธอพูดขึ้นมาว่า “เอ๊ะ เกิดอะไรขึ้นกันแน่นะเนี่ย? ทำไมเย็นวันนี้พวกเด็กๆ ถึงว่าง่ายนักล่ะ?”
ปกติเวลากินอาหารพวกสัตว์เลี้ยงเหล่านี้จะต้องทะเลาะกันให้ได้สักครั้ง อันดับแรกฉงต้าจะเป็นฝ่ายแย่งอาหารของหู่จือกับเป้าจือก่อน แล้วหู่จือกับเป้าจือก็จะไปแย่งลูกหมาป่าขาวกินอีกที ส่วนหลัวปอก็จะแย่งของกินของลูกแมวป่า ลูกแมวป่าเองก็แย่งเฟอเรทสองพี่น้อง รังแกกันตามน้ำหนักและขนาดตัวเป็นทอดๆ
หลังจากทะเลาะกันเสร็จแล้ว กินอาหารเสร็จแล้ว การต่อสู้ก็จะถูกยกระดับขึ้น พวกมันทุกตัวจะเริ่มเล่นกัน ตีกันวุ่นวายตั้งแต่ห้องรับแขกไล่ไปจนถึงริมชายหาด ทุกๆ ครั้งก็จะมีเศษหญ้าเศษทรายติดตัวกลับมาเสมอ แต่วันนี้กลับเป็นเหมือนกับคนละคน
ฉินสือโอวหัวเราะพร้อมกับเล่าเรื่องเมื่อตอนบ่ายให้เธอฟัง วินนี่พอได้ฟังอย่างนั้นก็หัวเราะออกมาบ้าง เธออุ้มเสี่ยวเถียนกวาที่มีน้ำมันติดอยู่เต็มมือขึ้นมาแล้วพูดกับเขาว่า “พรุ่งนี้คุณพาเธอไปแถวๆ นั้นบ้างสิคะ ตอนนี้ก็มีแต่ลูกสาวของพวกเราที่ดื้อที่สุดแล้วล่ะค่ะ”
ฉินสือโอวรับลูกสาวมาอุ้ม หลังจากนั้นก็ถามเธอว่า “คนสองคนเมื่อเที่ยงที่ผมส่งไปให้ไม่ได้สร้างความวุ่นวายให้คุณใช่ไหม?”
วินนี่ไหวไหล่พูดว่า “วุ่นวายแล้วยังไงล่ะคะ? คุณเป็นสามีของฉัน ฉันก็ต้องฟังคำของคุณใช่ไหมล่ะ? มีปัญหาก็ต้องแก้ปัญหา ถ้าไม่มีปัญหาก็สร้างมันขึ้นมาจะได้ช่วยกันแก้ไข”
ฉินสือโอวพูดด้วยรอยยิ้ม “อืม เป็นภรรยาที่ดีจริงๆ เดี๋ยวผมจะออกใบประกาศสำหรับการเป็นแม่ที่ดีกับภรรยาที่น่ารักให้ก็แล้วกัน พูดจริงๆ เลยนะ สองคนนั้นที่ถูกส่งไปไม่ได้สร้างปัญหาอะไรใช่ไหม?”
วินนี่พูดกับเขาว่า “ไม่ได้มีปัญหาอะไรค่ะ ฉันให้พวกเขาเซ็นสัญญาแล้ว สัญญาที่เซ็นก็สอดคล้องกับกฎหมายมาตรฐานแรงงาน เงินเดือนสี่พันแปดร้อยดอลลาร์ ทำงานสัปดาห์ละสี่สิบแปดชั่วโมง มีค่าล่วงเวลาแล้วก็จ่ายค่าประกันให้ด้วย พวกเขาก็ดูเต็มใจดีนะคะ”
ที่วินนี่ทำแบบนี้ถือว่าใจดีมากๆ ปัจจุบันนี้บริษัทจัดหางานทั่วๆ ไปในแคนาดามักจะกดขี่ผู้ย้ายถิ่นฐานใหม่ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีการศึกษาต่ำ ทั้งยังไม่รู้กฎหมายมาตรฐานแรงงาน
เหตุการณ์ประเภทนี้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในช่วงสองปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่แคนาดายอมรับผู้อพยพมากที่สุด ธุรกิจที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายบางแห่ง จะบีบแรงงานอพยพใหม่ด้วยวิธีนี้ แม้กระทั่งงานนั่งโต๊ะก็ยังถูกเอารัดเอาเปรียบ
แต่ต่อมาหลังจากการต่อสู้ของสหภาพแรงงาน รัฐบาลพรรคเสรีนิยมจึงต้องจัดทำร่างพระราชบัญญัติฉบับที่ 18 โดยกำหนดให้หน่วยงานจัดหาแรงงานชั่วคราวและบริษัทที่เป็นลูกค้าของพวกเขาต้องรับรองค่าจ้าง ค่าจ้างงานในวันหยุดราชการและค่าล่วงเวลาของพนักงานตามกฎหมาย
แต่ถึงแม้จะมีข้อกำหนดทางทางกฎหมายแล้ว แต่ก็ยังมีบริษัทขนาดเล็กบางแห่งที่กดขี่แรงงานอพยพใหม่อยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับงานในชนบท ดังนั้นแม้ว่าแคนาดาจะมีสวัสดิการที่ดี แต่ก็ไม่ใช่สวรรค์ ยิ่งเป็นผู้อพยพย้ายถิ่นฐานใหม่ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจแล้ว ก็เรียกได้ว่านี่คือนรกดีๆ นี่เอง
เมื่อวานนี้ตอนที่ฉินสือโอวกำลังค้นหาข่าวเกี่ยวกับบริษัทนายหน้าผิดกฎหมาย เขาเห็นข่าวมากมายที่เกี่ยวข้องกับการกดขี่เอารัดเอาเปรียบแรงงานที่เพิ่งอพยพย้ายถิ่นฐานมาใหม่ โดยเฉพาะผู้อพยพชาวจีนที่ต้องพบกับการกดขี่ครั้งแล้วครั้งเล่า
ผู้อพยพชาวจีนมักจะมีจิตสำนึกในการรักษาสิทธิของตนที่ค่อนข้างต่ำ อีกทั้งยังมีโอกาสน้อยมากที่ชาวจีนจะลาออกหรือฟ้องร้องผู้ว่าจ้างเพราะไม่ได้รับค่าล่วงเวลาหรือค่าจ้างในวันหยุดราชการ พวกเขามักจะจัดการปัญหาเรื่องการไม่ได้รับค่าจ้างด้วยการลาออกเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา โดยจะไม่เอาตัวเองไปพบกับความยุ่งยากแค่เพราะเพื่อเงินค่าจ้างสำหรับหนึ่งถึงสองสัปดาห์
และก็เป็นเพราะเห็นข่าวพวกนี้ ฉินสือโอวจึงตัดสินใจช่วยซ่งชิงซานกับคาปาไล ก็เหมือนกับที่เขาคุยโทรศัพท์กับวินนี่นั่นแหละ สำหรับเขาแล้วนี่เป็นเรื่องที่ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ แต่สำหรับคนที่ไม่มีความสามารถ ไม่มีคอนเน็คชั่นอย่างซ่งชิงซานกับคาปาไลแล้ว นี่เป็นความยากลำบากที่ไม่มีอะไรมาเปรียบเทียบได้เลย
…………………………………………..

ผมนี่แหละเจ้าแห่งฟาร์มปลา

ผมนี่แหละเจ้าแห่งฟาร์มปลา

ชีวิตบัดซบของ ‘ฉินสือโอว’ เริ่มต้นด้วยการถูกใส่ร้ายว่ายักยอกเงินและถูกให้ออกจากบริษัท หนำซ้ำยังต้องชดใช้จนไม่มีแม้แต่เงินจ่ายค่าเช่าห้อง แต่ไม่รู้ว่าโชคดีหรืออะไร เขาพบว่าคุณปู่รองได้ทิ้งพินัยกรรมมูลค่าหลายร้อยล้านไว้ให้ นั่นคือฟาร์มปลาที่แคนาดา แต่ที่นั่นกลับโกโรโกโสทรุดโทรม ปลาสักตัวก็แทบไม่มี นอกจากนั้นยังต้องเสียภาษีการยืนยันพินัยกรรมจำนวนมากอีก จากที่ตอนแรกเขากะจะขายฟาร์มแล้วหอบเงินกลับประเทศจีน กลับต้องฟื้นฟูกิจการฟาร์มปลาเพื่อหาเงินไปจ่ายค่าภาษี ไม่งั้นจะต้องยอมเสียฟาร์มให้ทางการไป ทว่าระหว่างที่สำรวจทะเลสาบในเกาะ เขาถูกปลาทำร้ายจนเลือดที่คางหยดลงไปบนจี้รูปหัวใจสีน้ำเงินที่มีชื่อว่า ‘หัวใจโพไซดอน’ ทำให้ตัวจี้หลอมเข้าไปในตัวเขา จากนั้นมา… จิตสำนึกของเขาก็สามารถสำรวจและควบคุมท้องน้ำรวมถึงทำการเยียวยาและรักษาสิ่งมีชีวิตในทะเลได้ และนี่ คือหนทางกอบกู้ฟาร์มมรดกของเขา!

Options

not work with dark mode
Reset