ผมนี่แหละเจ้าแห่งฟาร์มปลา – ตอนที่ 285 เอกลักษณ์ของขั้วโลกเหนือ

ฉินสือโอวไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น รอทยิ้มแล้วพูดขึ้นมาว่า “อ่าฮ่า เห็นได้ชัดว่าวินนี่รับเคเวียคไม่ไหว น่าเสียดายมาก เธอเลยไม่ได้สัมผัสกับรสชาติความอร่อยแบบชาวอินูเปียต”
วินนี่พยักหน้าเหมือนกันกับลูกไก่ตัวเล็กๆ เธอพูดกับฉินสือโอวอย่างอ่อนแรงว่า “คุณเอาปลาย่างไปได้ไหมคะ? ฉันอยากจะทานผัก”
ฉินสือโอวถือเอาเนื้อปลากลับมาแล้วก็ฉีกมันกิน ตั้งใจยั่วให้วินนี่อยากกินบ้าง “อืม รสชาติเยี่ยมยอดจริงๆ ฝีมือของผมนี่ดีขึ้นเรื่อยๆ แล้ว คุณแน่ใจนะครับว่าคุณไม่อยากทาน? ปลาย่างอร่อยกว่าผักย่างตั้งเยอะ”
วินนี่ส่ายหัวไม่หยุด เธอก้มหน้าลงไปอย่างแรง ราวกับว่าไม่อยากเห็นโศกนาฏกรรมอะไรทั้งสิ้น
ฉินสือโอวไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น รอทจึงช่วยอธิบายให้เขาฟังว่า “ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบเคเวียค ฉิน คนที่กล้าหาญอย่างพวกเรามีอยู่เพียงน้อยนิดเท่านั้น ทว่าพูดตามจริง สำหรับคนทั่วไปแล้ววิธีทำเคเวียคก็รับได้ยากจริงๆ นั่นล่ะ”
“ไม่ต้องพูดแล้วค่ะ มิสเตอร์รอท เห็นแก่พระเจ้าเถอะนะคะ เอาไว้ค่อยคุยเรื่องนี้ทีหลังดีไหมคะ?”วินนี่พูดพร้อมกับมองไปที่สามีภรรยานามสกุลรอทด้วยท่าทางน่าสงสาร
รอทหัวเราะฮ่าๆ เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ จากนั้นก็ย่างเนื้ออีกสองไม้พร้อมทั้งทาเคเวียคลงไปแล้วส่งมันให้กับฉินสือโอว
ฉินสือโอวเป็นคนที่มีจุดเด่นอยู่หนึ่งอย่าง นั่นก็คือเขามีความอยากรู้อยากเห็นถึงขั้นที่เหนือกว่า เมื่อเห็นท่าทางแบบนี้ของวินนี่เขาก็รู้สึกว่าอาหารมื้อนี้ต้องมีอะไรที่เขาไม่รู้แน่ๆ ดังนั้นเขาจึงล้วงเอามือถือออกมาแล้วเริ่มกูเกิ้ลมันทันที
เป็นธรรมดาว่า สิ่งที่ต้องกูเกิ้ลก่อนอันดับแรกก็คือเคเวียค
จากนั้นข้อมูลโดยสังเขปที่ค้นได้ก็ปรากฏขึ้นมา ฉินสือโอวรู้สึกว่ามันไม่ค่อยถูกต้องเท่าไรนัก เนื่องจากสิ่งแรกที่มีความเกี่ยวข้องกับเคเวียคที่กูเกิ้ลได้แนะนำไว้ ก็คือ ‘ราชาของอาหารพิสดารทั่วโลก’
เขาอ่านต่อไปอีก ข้อมูลเยอะก็ยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ซอสชนิดนี้เป็นหนึ่งในเครื่องปรุงที่ชาวเอสกิโมจำเป็นต้องมีไว้ในชีวิต มีความสำคัญพอๆ กับเกลือของชาวมองโกเลียเลยทีเดียว ทว่าอันหนึ่งให้เกลือ ส่วนอีกอันให้วิตามิน
เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า บริเวณขั้วโลกเหนือมีพืชอยู่น้อยเกินไป ดังนั้นผู้คนจึงต้องการวิตามินจากเนื้อสดมาเสริมสร้างโภชนาการ และถ้าปรุงเนื้อให้สุก วิตามินก็จะสลายไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้นในบางครั้งชาวเอสกิโมจึงต้องทานเนื้อดิบ
เคเวียคก็ถือว่าเป็นเนื้อดิบชนิดหนึ่ง ต้องจับแมวน้ำตัวใหญ่มาก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงจับนกที่มีชื่อว่า Appaliarsuk มาเพิ่ม
Appaliarsuk มีชื่อที่ทางวิชาการว่า ‘นกลิตเติ้ลอ็อก’ เป็นนกที่มีสายพันธุ์ใกล้เคียงกับเพนกวินที่สุดในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่สามารถบินได้ แต่พวกมันยังสามารถใช้ปีกทั้งสองข้างว่ายลงไปในน้ำได้อีกด้วย ทั้งยังสามารถดำลงไปได้ลึกถึงห้าสิบเมตร
เมื่อจับนกลิตเติ้ลอ็อกได้มากพอแล้ว ชาวอินูเปียตก็จะฆ่าพวกมันให้ตาย จากนั้นก็ใส่ลงไปในท้องของแมวน้ำแล้วค่อยเย็บปิด บนรอยเย็บก็ยังต้องทาไขมันตากแห้งของแมวน้ำลงไป เพื่อป้องกันไม่ให้มีหนอน
เมื่อทำขั้นตอนที่เหมือนกับการผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ยังไม่สามารถนำไปขึ้นโต๊ะได้ทันที ทั้งหมดนี้แค่กำลังเริ่มต้นเท่านั้น พวกเขาต้องนำแมวน้ำไปฝังไว้ในชั้นดินเยือกแข็งคงตัว ปล่อยให้กรดในกระเพาะของแมวน้ำหมักนกลิตเติ้ลอ็อกไปอย่างช้าๆ
แล้วก็มาถึงส่วนที่สำคัญที่สุด สองสามปีต่อมา ชาวอินูเปียตก็จะหาที่ที่ฝังแมวน้ำไว้ในตอนนั้นแล้วขุดมันขึ้นมา จากนั้นก็นำนกลิตเติ้ลอ็อกพวกนี้ออกมา หักหางของนกพวกนี้ แล้วดูดกินของที่อยู่ข้างในที่กลายเป็นเนื้อเหนียวๆ เลยโดยตรง หรือไม่ก็บีบของที่อยู่ข้างในพวกนี้ลงไปบนเนื้อย่างเหมือนกับการบีบหลอดยาสีฟัน…
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ สายตาของฉินสือโอวก็แข็งขึ้นมายิ่งกว่าสายตาของวินนี่เสียอีก เขายัดโทรศัพท์เข้าไปในกระเป๋าอย่างเงียบๆ ลุกขึ้นยืนอย่างซวนเซ แล้ววิ่งไปที่ชายหาดที่อยู่ด้านหลัง
รอทถามเขาด้วยความแปลกใจว่า “ฉิน นายไม่กินแล้วเหรอ ไปตรงนั้นทำไมกันน่ะ?”
ฉินสือโอวพยายามฝืนยิ้มออกมา เขาโบกมือไปมาโดยที่ไม่ได้อ้าปากออก เขากลัวว่าถ้าเขาอ้าปากแล้วตัวเองจะอ้วกออกมาน่ะสิ!
โชคดีที่มีวินนี่คอยอยู่ข้างกาย ตอนนี้แอร์โฮสเตสสาวขาสวยสามารถฟื้นฟูจิตใจให้กลับมามีท่าทางที่ร่าเริงได้แล้ว เธอยิ้มแล้วบอกกับพวกเขาว่า “ขอโทษด้วยนะคะ มิสเตอร์และมิสซิสรอท ฉินชินกับการเดินเล่นหลังทานอาหารเสร็จน่ะค่ะ พวกคุณทานกันไปก่อนเลยนะคะ ฉันจะไปเดินเป็นเพื่อนเขาสักหน่อย”
พอตามฉินสือโอวทัน วินนี่ก็จับเขาไว้ เธอมองเขาด้วยสายตาของความเห็นอกเห็นใจพร้อมทั้งพูดกับเขาว่า “นิสัยอยากรู้อยากเห็นของคุณมีมากเกินไปหน่อยนะคะ”
ฉินสือโอวตบลงไปบนสะโพกงามงอนของเธอหนึ่งครั้ง แล้วพูดด้วยความเจ็บแค้นว่า “วินนี่ ทำไมเมื่อสักครู่นี้คุณถีงไม่เตือนผม? ผมรู้สึกเหมือนว่าในท้องของผมตอนนี้มีแต่อึหมาเต็มไปหมด ผมอยากอ้วกมากๆ ผมทนไม่ไหวแล้ว!”
วินนี่รู้สึกว่าเธอไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงตอบเขาไปว่า “ฉันจะเตือนคุณยังไงล่ะคะ? จำที่ฉันเคยบอกไว้เมื่อก่อนหน้านี้ได้ไหม? นอกจากคุยธุรกิจแล้ว คุณอย่าไปยุ่งกับอย่างอื่นเด็ดขาด”
เธอหยุดไปพักหนึ่ง แล้วพูดขึ้นมาอีกว่า “อีกอย่างหนึ่งคือพวกเราต้องเคารพวัฒนธรรมและประเพณีของพวกเขาด้วย ฉันรู้ว่าเคเวียคคืออะไร ดังนั้นฉันก็เลยไม่กินมัน แต่ถ้าฉันอธิบายให้คุณฟังแล้วคุณไม่ทานมันอีก นั่นก็เท่ากับเป็นการดูหมิ่นวัฒนธรรมของพวกเขา”
“ให้ตายเถอะไอ้เวรเอ๊ย”ฉินสือโอวหาที่ที่ไม่มีคน เขารีบนั่งยองๆ พร้อมทั้งเอามือล้วงคอตัวเองทันที
นอกจากเรื่องที่เขาอ้วกเอาอาหารเย็นออกมา การเดินทางมาซื้อฟาร์มปลาในครั้งนี้ของฉินสือโอว โดยรวมแล้วก็นับว่าราบรื่นมาเลยทีเดียว
สองสามีภรรยารอทมีความประทับใจที่ดีมากๆ ต่อพวกเขา ต่อมาฉินสือโอวโอนเงินเรียบร้อยแล้วและขณะที่เขากำลังเตรียมตัวเดินทางกลับเกาะแฟร์เวล พวกเขาก็ตั้งใจมาส่งฉินสือโอวและวินนี่ที่ท่าเรือ และยังเชิญให้พวกเขาไปเป็นแขกที่บ้านหากมีเวลาว่างอีกด้วย
“ที่บ้านของฉันยังมีน้ำผลไม้ผสมเคเวียคอยู่หนึ่งถัง ถ้านายมาครั้งหน้า ฉันจะให้นายได้ลองชิมดู พูดจริงๆ เลยนะเพื่อน รสชาติมันนะ ‘จุ๊จุ๊’ สุดยอดจริงเลยล่ะ” รอทส่ายหัวอย่างทอดถอนใจ
ฉินสือโอวเกือบจะอ้วกออกมาอีกแล้ว เขาจะไม่ไปเป็นแขกให้อย่างเด็ดขาด
เมื่อกลับมาถึงฟาร์มปลา หู่จือและเป้าจือก็แสดงท่าทางสนอกสนใจฉินสือโอวเป็นพิเศษ พวกมันเดินอ้อมหน้าอ้อมหลังเขาอยู่ตลอดเวลา
ฉินสือโอวหัวเราะเหอะๆ อุ้มเอาลูกหมาสองตัวขึ้นมาหมุนไปรอบๆ เขาพูดกับวินนี่อย่างลำพองใจว่า “ดูนี่สิ เด็กๆ สนิทกับผมมากกว่าเดิมแล้ว ตอนนี้พวกมันไม่ได้สนใจคุณเลยสักนิด”
วินนี่ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่ไม่ได้พูดออกมา สุดท้ายก็ยิ้มหวานๆ ให้เขาแต่ก็ยังไม่ได้พูดอะไรอยู่ดี
ฉินสือโอวจึงพูดกับเธออย่างไม่ค่อยชอบใจว่า “คุณอยากพูดอะไรก็พูดเถอะครับ ระหว่างพวกเรายังมีอะไรให้ต้องปิดบังกันอยู่อีกเหรอ?”
วินนี่จึงพูดด้วยความระมัดระวังว่า “โอเคค่ะ ที่ฉันอยากจะพูดก็คือ เด็กๆ ได้กลิ่นอึนกที่อยู่ในปากของคุณ ดังนั้นพวกมันถึงได้เลียปากคุณด้วยความร้อนแรงขนาดนี้ ฮิๆ”
เมื่อพูดจบ วินนี่ก็หมุนตัวแล้ววิ่งหนีไป
ฉินสือโอวเศร้าและอับอายจนถึงที่สุด เขาปล่อยลูกหมาทั้งสองตัวลงแล้วรีบวิ่งตามไป เมื่อกอดเธอเอาไว้ได้ เขาก็จั๊กจี้เธอพร้อมทั้งบอกกับเธอว่า “ห้ามพูดถึงเรื่องนี้อีก ต่อไปไม่ต้องพูดถึงแล้ว ไม่อยากนั้นผมจะจัดการคุณให้ดู!”
เมื่อกลับเข้ามาในบ้าน ฉินสือโอวก็ไปแปรงฟันอีกครั้ง จากนั้นก็บ้วนน้ำยาบ้วนปากอีกสองรอบ ถึงได้รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
เขากลับมาที่ห้องรับแขก บุชก็กระพือปีกแล้วส่งเสียง ‘แควกๆ’ มาทางเขา
บุชฉลาดมาก ถึงแม้มันจะบินไม่ได้ แต่ว่ามันเรียนรู้วิธีที่จะเพิ่มความเร็วในการวิ่ง นั่นก็คือการกระพือปีกเพื่อช่วยในการวิ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ในบางครั้งมันจะสามารถร่อนอยู่บนอากาศได้ในช่วงระยะหนึ่ง
ฉินสือโอวอุ้มมันขึ้นมา เขาแกล้งแหย่หัวมันไม่หยุดพร้อมทั้งถามกับมันว่า “ร้องทำไม แกร้องทำไมห้ะ? ไม่ได้เจอป๊ะป๋าหนึ่งวันก็เลยคิดถึงมากเลยใช่ไหม?”
“แควกๆ แควกๆ!”
“ทำไมยังร้องอยู่อีกล่ะ? ป๊ะป๋าก็อยู่ข้างๆ แกแล้วไม่ใช่เหรอ?”
“แควกๆ แควกๆ แคว๊ก!”
วินนี่รับเอาบุชมาลูบตรงท้องที่แห้งจนแฟบของบุช เธอกลอกตาใส่ฉินสือโอวหนึ่งครั้งแล้วพูดขึ้นมาว่า “แกนี่โวยวายเก่งจริงๆ เฮ้ ที่รัก ไม่มีคนให้อาหารแกใช่ไหมล่ะ?”
เธอจึงไปหั่นปลาแฮร์ริ่งหนึ่งตัวเพื่อมาป้อนมัน บุชคาบเอาไว้ในปากแล้วกลืนลงไปในลำคอ เมื่อกินปลาแฮร์ริ่งตัวนี้เข้าไปแล้ว มันก็เงียบลงไปทันที
ทว่าทันใดนั้น หู่จือ เป้าจือ และฉงต้าก็ร้องครวญครางพร้อมทั้งโผเข้ามา ลูกกวางอูฐปอหลัวที่อยู่ในสวนก็ร้องตามพวกมันอย่างบ้าคลั่ง
วินนี่ทำท่าทางจนปัญญา เธอพูดกับเขาว่า “พระเจ้า เมื่อคืนวานนี้เด็กๆ ไม่ได้กินอะไรเลย ไม่แปลกใจที่หู่จือและเป้าจือจะอยากเลียแม้กระทั่งอึนก”
ฉินสือโอว “…”
……………………………………………

ผมนี่แหละเจ้าแห่งฟาร์มปลา

ผมนี่แหละเจ้าแห่งฟาร์มปลา

ชีวิตบัดซบของ ‘ฉินสือโอว’ เริ่มต้นด้วยการถูกใส่ร้ายว่ายักยอกเงินและถูกให้ออกจากบริษัท หนำซ้ำยังต้องชดใช้จนไม่มีแม้แต่เงินจ่ายค่าเช่าห้อง แต่ไม่รู้ว่าโชคดีหรืออะไร เขาพบว่าคุณปู่รองได้ทิ้งพินัยกรรมมูลค่าหลายร้อยล้านไว้ให้ นั่นคือฟาร์มปลาที่แคนาดา แต่ที่นั่นกลับโกโรโกโสทรุดโทรม ปลาสักตัวก็แทบไม่มี นอกจากนั้นยังต้องเสียภาษีการยืนยันพินัยกรรมจำนวนมากอีก จากที่ตอนแรกเขากะจะขายฟาร์มแล้วหอบเงินกลับประเทศจีน กลับต้องฟื้นฟูกิจการฟาร์มปลาเพื่อหาเงินไปจ่ายค่าภาษี ไม่งั้นจะต้องยอมเสียฟาร์มให้ทางการไป ทว่าระหว่างที่สำรวจทะเลสาบในเกาะ เขาถูกปลาทำร้ายจนเลือดที่คางหยดลงไปบนจี้รูปหัวใจสีน้ำเงินที่มีชื่อว่า ‘หัวใจโพไซดอน’ ทำให้ตัวจี้หลอมเข้าไปในตัวเขา จากนั้นมา… จิตสำนึกของเขาก็สามารถสำรวจและควบคุมท้องน้ำรวมถึงทำการเยียวยาและรักษาสิ่งมีชีวิตในทะเลได้ และนี่ คือหนทางกอบกู้ฟาร์มมรดกของเขา!

Options

not work with dark mode
Reset