ผมเป็นโอเมก้าของอริศัตรู ตอนที่ 5

CH-3, ยัยยิ้มสวย

 

 

 

CH-3, ยัยยิ้มสวย

คำเตือน : มีการใช้คำหยาบคาย

 

 

ทุกอย่างกลับมาปกติสุขแล้ว… หรือเปล่านะ

 

สองวันแล้วหลังจากที่เหตุการณ์เด็กวิศวะ UC ถูกเด็กวิศวะ JA ลากไปรุมกระทืบ เพียงเพราะว่ามันเข้าไปในเขตนั้นโดยไม่รู้อะไร มันเป็นอะไรที่น่าโมโหมากพอตัว เข้าไปแค่หนึ่งคนแต่ยกพวกไปลากตัวมาทำร้ายเป็นสิบคน ดีที่อาการไม่ได้สาหัสเท่าไหร่นัก ตอนนี้รุ่นน้องที่ตกเป็นเหยื่อก็ออกจากโรงพยาบาลมาพักรักษาตัวที่หอพักได้แล้ว และไม่มีเหตุวิวาทหลังจากนั้นตามมา

 

ฟังดูดี… แต่มันเป็นอะไรที่น่ากังวลมากกว่า

 

สำหรับภูมินรินทร์ที่อยู่ตรงจุดนี้มานานพอตัว อาจจะสี่ถึงห้าปีแล้วที่ทำงานให้กับเฮียลี่ เขาย่อมดูดีว่าความสงบเงียบคือเค้าลางของพายุลูกใหญ่ มันมักมาไม่ทันตั้งตัว รู้ตัวอีกทีมันก็เกิดขึ้นตรงหน้า ซึ่งยากจะรับมือ ยิ่งถ้าปล่อยให้พายุลูกนี้มันก่อตัวขึ้นมาโถมกระหน่ำเข้าใส่กันแล้วละก็ มันก็จะยิ่งทำให้เกิดพายุลูกเล็กลูกใหญ่ตามมา เขาจึงต้องสั่งให้ปีสองและขอให้รุ่นพี่มากปีจับตามองพวกเด็กปีหนึ่งเอาไว้ เพราะพวกนี้กำลังเมาศักดิ์ศรีและทำตัวห้าวหาญแบบเบียวๆ เขากลัวว่าพวกมันจะสร้างเรื่องขึ้นมาอีก

 

อย่างที่บอกว่าภูมินรินทร์ไม่อยากจะสร้างเรื่องสร้างราวอะไรอีกแล้ว พวกปีสองกับรุ่นพี่ก็เห็นด้วย พวกเขาอยากจะให้ทุกอย่างจบไปพร้อมกับเรื่องราวของเฮียลี่ เฮียคิริน ไม่ต้องมีความวุ่นวายอะไรตามมา กลับไปอยู่อย่างปกติสุขเหมือนอย่างที่เคยเป็น ไม่ใช่จ้องแต่จะเขม่นแล้วหาเรื่องยกพวกพ้องมาทำร้ายกัน

 

โดยเฉพาะหลิน…

 

เป็นการยากที่จะรู้ว่าหลินเติบโตมาอย่างไรมันถึงได้มีชุดความคิดแบบนั้น หลินหลงละเลิงในอำนาจที่มีมากเกินไป เป็นมาตั้งแต่มัธยมเพราะทุกคนยอมเคารพก้มหัวให้ เนื่องจากที่บ้านนั้นใหญ่โต แม้แต่คุณครูเองก็ไม่กล้าหือ นั่นอาจจะเป็นจุดที่ทำให้หลินไม่คิดฟังใคร แม้แต่เขาเองที่คอยจัดการคนที่จ้องจะทำร้ายมัน

 

 

กร๊อบ!

 

เสียงนั้นดังขึ้นจากซอกหลืบแห่งหนึ่ง ร่างไร้วิญญาณถูกรัดแล้วออกแรงบิดจนคอหัก ก่อนจะลากเข้ามาในซอกหลืบจัดวางท่าทางราวกับว่านี่เป็นการพูดคุยบทสนทนาลับระหว่างภูมินรินทร์กับคนแปลกหน้า

 

นั่งรอไม่นานคนจากบ้านใหญ่ก็มา พวกเขาเป็นคนของเฮียลี่ จึงไม่ต้องกังวลอะไร พริบตาเดียวศพตรงหน้าก็หายไป ทิ้งเอาไว้เพียงร่างสูงเพรียวที่กำลังสูบบุหรี่

 

“เฮ้อ…ขนาดอยู่ในรั้วมหาลัยก็มีนักฆ่างั้นเหรอ”

 

ภูมินรินทร์ถอนหายใจพร้อมกับปล่อยควันสีขาวคลุ้งออกมา มือของเขายังคงสั่นไหว เป็นเรื่องยากที่จะทำใจให้ชินชากับการฆ่าคน ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เคยเก็บเรื่องนี้ไปฝันร้ายเลยสักครั้ง เขามองว่ามันเป็นงานที่หากเขาไม่ทำเขากับน้องก็ตาย

 

ชีวิตของสุนัขรับใช้มันก็มีแค่นี้…

 

งานของภูมินรินทร์คือดูแลความปลอดภัยให้หลิน จะบอกว่าเป็นบอดี้การ์ดนอกเครื่องแบบก็ได้ แต่ก็ดูแลแค่ในรั้วมหาลัยเท่านั้น

 

เด็กนั่นจะรู้บ้างไหมว่าครอบครัวห่วงมากขนาดไหน ถึงขนาดบริจาคทุนสร้างตึกเรียนใหม่ให้ทั้งหมด กระจกในตึกนี่หนาแบบกันกระสุนได้ เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กนั่นถึงตกเป็นเป้าของการสังหาร เขาไม่เคยคิดหาเหตุผล เขาทำแค่งานของตัวเองไปก็พอ เรื่องเรียนก็ไม่ต้องห่วงอะไร ตารางเรียนของเขาถูกปรับคนเดียวเพื่อให้สอดคล้องกับหลินในทุกเวลา อันที่จริงเขาแทบไม่เข้าเรียน สอบเทียบเอาตลอด ด้วยความฉลาดและสามารถสอนติวเพื่อนร่วมปีได้ เลยทำให้ไม่มีใครกล้าว่าเขาจ่ายใต้โต๊ะหรือใช้เส้นสาย เพราะเขามีความสามารถที่พิสูจน์ให้เห็นได้จริง

 

“วันนี้เลิกเรียนเร็วสินะ”

 

วันไหนหลินเลิกเรียนเร็ว วันนั้นเหมือนกับวันพักผ่อนของภูมินรินทร์ เพราะการดูแลหลินในแต่ละวัน เขาต้องสูญเสียพลังงานชีวิตไปมาก

 

ร่างสูงโปร่งเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าห้องเรียน ตอนแรกตั้งใจจะแสดงตัวให้เห็น แต่ก็ฉุกคิดได้ว่าฝ่ายนั้นเกลียดขี้หน้าตัวเอง เขาเลยตัดสินใจมาหลบอยู่ด้านหลัง คอยมองแล้วสอดส่องความปลอดภัย

 

พอหลินออกมามันก็เดินพูดเล่นกับเพื่อนตามปกติ แต่แววตาดูเซ็งไปนิดหน่อย เพราะคนจากบ้านใหญ่มารับแล้ว สำหรับเด็กอายุ 19 ปี การจะรู้สึกแบบนั้นย่อมไม่แปลก เนื่องจากไม่สามารถใช้ชีวิตอิสระได้อย่างเต็มที่เท่าไหร่นัก

 

“หลิน”

 

“มึงมาทำไม”

 

“รีบไปที่รถ”

 

“มึงจะ…!”

 

ร่างกายของหลินแข็งเกร็งขึ้นมา เมื่อถูกมือเรียวสวยโอบเข้าที่ช่วงเอวแล้วออกแรงให้เขาก้าวเดินตาม อีกทั้งใบหน้าที่อยู่ใกล้ชิดกันมากก็พานให้หายใจติดขัด

 

“ก้มหัวลง”

 

ภูมินรินทร์เอาตัวเข้ามาบัง เขารู้สึกไม่ไว้ใจสถานการณ์เท่าไหร่นัก เพราะเห็นคนแปลกหน้าวนเวียนแถวตึก เหล่าบอดี้การ์ดที่พึ่งมาถึงก็รับรู้ได้จากท่าทีของเขา จึงกระจายออกไปตรวจโดยรอบ ส่วนเขาก็พาหลินมาส่งถึงรถอย่างปลอด เด็กนั่นที่เงียบมานานจู่ๆ ก็โมโหร้ายใส่กันอย่างไม่มีสาเหตุ

 

“ปล่อยกู!”

 

“งั้นก็เข้าไปในรถก่อน” ภูมินรินทร์พูดแล้วจัดการดันเข้าไปในรถ “ขอโทษด้วย นี่มันเหตุฉุกเฉิน”

 

“มึงคิดว่ากูดูแลตัวเองไม่ได้เหรอ”

 

“…”

 

“แค่หมาที่พี่กูทิ้งเอาไว้ แค่หมาอย่างมึง…กูไม่สนใจหรอก เพราะมึงเป็นแบบนี้ไง พี่ถึงทิ้งมึงไปอยู่มาเก๊า”

 

“หลิน…”

 

“อะไร กูพูดแทงใจดำมึงหรือไง?”

 

“กูต่างหากที่หักอกพี่มึง”

 

“…!?”

 

“จำเอาไว้ให้เด็กเหี้ย”

 

ปึง!

 

ภูมินรินทร์ตอกหน้าใส่อย่างเหลืออด เขาหวังว่าเฮียลี่จะจัดการน้องตัวเองสักที เพราะเขาเริ่มทนนิสัยของมันไม่ไหวแล้ว

 

 

หลังจากทุกอย่างกลับมาปกติสุข ภูมินรินทร์ก็มาทำงานพาร์ทไทม์ที่ทำประจำ แต่ดูเหมือนว่าวันนี้จะไม่ใช่วันที่ดีของเขา เพราะนอกจากจะต้องมาปวดหัวกับน้องชายเฮียลี่ เขายังมาเจออริของตัวเองอย่างซึ่งหน้าและอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

 

“หมาเฮียลี่นี่”

 

“…”

 

“ขอโทษ…ครับ” คิงเอ่ยเสียงแผ่วเมื่อถูกสายตาคมดุของสิงหามองมาอย่างกดดัน

 

“ขอโทษแทนคิงด้วย มันปากไวไปหน่อย”

 

“ไม่เป็นไร คุณลูกค้าจะรับอะไรดีครับ”

 

ภูมินรินทร์ไม่สนใจ ตอนนี้เขาคือพนักงานของที่ร้านไม่ใช่อริของอีกฝ่าย การต้องรับมือกับลูกค้าที่มีหลากหลาย ย่อมเป็นหน้าที่ของเขา

 

“กะ… ผมเอาเมนูแนะนำ… ครับ” คิงชะงักเมื่อถูกสิงหามองตาดุอีกครั้ง เนื่องจากว่าเขาจะพูดจาหยาบคาย จึงต้องเปลี่ยนคำพูดและลงท้ายด้วยคำว่าครับอย่างช่วยไม่ได้ แม้มันจะพูดออกมาได้ยากมากเหลือเกิน “แล้วก็ขอบลูฮาวายหนึ่งแก้วด้วย…ครับ”

 

“เมนูแนะนำจะต้องรออีกสิบห้านาทีนะครับ คุณลูกค้าอยากจะรับเมนูอื่นแทนไหมครับ”

 

“ไม่ครับ เอาตามนั้นเลยคะ…ครับ”

 

“ครับ แล้วคุณลูกค้า…” ภูมินรินทร์แอบอมยิ้ม เขามองว่าคิงน่ารักสำหรับการพยายามพูดครับของมัน

 

“สวยดี”

 

“ครับ?”

 

“ชุดนี้… มึงใส่แล้วดูสวยขึ้น”

 

“…”

 

“เอ่อ… เอาเหมือนที่คิงสั่ง แต่ขอเป็นน้ำเปล่า…ครับ”

 

“ครับ รอสักครู่นะครับ”

 

“เดี๋ยว!”

 

“ครับ?”

 

“ถ้าที่พูดไปเมื่อกี้ทำให้ไม่สบายใจ กู ไม่สิ…ผมขอโทษด้วย”

 

“ไม่เป็นไร ผมยินดีรับคำชมอยู่แล้ว”

 

ถึงจะไม่เข้าใจว่าสวยตรงไหนก็เถอะ…

 

ชุดที่ภูมินรินทร์สวมใส่เป็นเครื่องแบบของทางร้าน เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวขนาดพอดีตัว กางเกงขายาวสีดำ สวมทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีดำมีระบายลูกไม้ ด้านหลังมัดด้วยโบขนาดใหญ่สีดำ เขารู้สึกเหมือนสวมใส่ชุดนักศึกษาที่มีผ้ากันเปื้อน แต่คนอื่นคงไม่รู้สึกแบบนั้น

 

“เฮียชมไอ้ภูผาว่าสวย?” คิงหันมาถามทันทีเมื่อภูมินรินทร์เดินจาก “ได้ไง… ทำไมถึงชมว่ามันสวยล่ะ

 

“ทำไม? แค่ชมมันผิดตรงไหน”

 

“เฮียชอบมัน?”

 

“กูไม่ได้ชอบ ไม่มีทางใช่”

 

“แล้วทำไมถึงชม?”

 

“กูมีปากไงคิง” สิงหาพูดพร้อมกับชี้มาที่ปากของตัวเอง “เนี่ย…ปากกู เพราะกูมีปาก กูเลยอยากพูดอะไรก็ตามที่กูอยากจะพูด หรือกูอยากจะชมใครก็ได้ที่กูอยากจะชม”

 

“อ่าหะ…”

 

“ภูผามันสวย ทั้งสวยทั้งหล่อ แต่กูมองว่ามันสวย ตาก็สวย ยิ้มก็สวย แม่งสวยไปหมด สวยตั้งแต่หัวจรดเท้า”

 

“…”

 

“ซึ่ง… การที่กูชมใครสักคนมันไม่ได้หมายความว่ากูชอบเค้า กูแค่ชมว่าเค้าสวย”

 

“…”

 

“สวยสัxๆ”

 

“แล้วส่วนไหนที่เฮียมองสวย”

 

“ใคร?”

 

“ภูผา”

 

“รอยยิ้ม” ตอบทันทีทันควัน ตอบโดยไม่ต้องครุ่นคิดหาคำตอบใดๆ เพราะมันชัดเจนว่าใครคือคนสวยในสายตา

 

“ยัยยิ้มสวย”

 

“เนี่ย… เฮียสิงห์ชอบมัน”

 

“เหี้xเถอะ ต่อยตีกันแทบตายใครจะชอบลง”

 

“เฮียชมมันไม่หยุดปากเลย โคตรหลงอ่ะ”

 

“ก็มันสวย กูก็ต้องชมว่าสวยสิ จะให้กูบอกว่ามันน่าเกลียดเหรอ ในเมื่อมันโคตรสวย

 

“…”

 

ไอ้เฮียสิงห์… มึงหลงเขาแล้วไอ้เหี้x คิงได้แค่ครุ่นคิดในใจอย่างเอือมระอา

 

 

 

 

 

______________

Loading … 100 per.

สิงหาพูดคำว่าสวยไปแล้วกี่คำ?

 

ละเลิง = หลงลืมตัวเพราะความลำพอง หรือคึกคะนอง. 

ระเริง = ร่าเริงจนออกนอกหน้า, สนุกสนานเบิกบานใจ, บันเทิงใจเต็มที่

 

 

ผมเป็นโอเมก้าของอริศัตรู

ผมเป็นโอเมก้าของอริศัตรู

ผมเป็นโอเมก้าของอริศัตรู
Score 6.8
Status: Ongoing
อ่านเรื่องผมเป็นโอเมก้าของอริศัตรู เรื่องย่อ "อยู่ข้างกูเอาไว้ หรือมึงชมชอบที่จะฮีทกับอัลฟ่าแปลกหน้าแล้วถูกเขาขืนใจทั้งที่ไม่มีสติ? ไม่... กูไม่ได้เป็นห่วงคนอย่างมึง แค่เวทนาโอเมก้าอย่างมึงที่ต้องกระเสือกกระสนปลอมตัวเป็นอัลฟ่า"

Comment

Options

not work with dark mode
Reset