พลิกนาฬิกา ย้อนชะตานางร้าย – ตอนที่ 130

“ดัชเชสไอซิส มีจดหมายมาครับ”

“อย่างนั้นหรือ จากใครล่ะ”

“คือ…”

พ่อบ้านอ้ำอึ้งเมื่อไอซิสถามกลับมา ไอซิสได้แต่ถอนหายใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายส่งจดหมายมาให้ด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก

ทั้งที่ตัดหางมิเอลทิ้งไปแล้วทำไมถึงยังคอยมากวนใจกันอยู่ได้

นอกจากนี้ข่าวลือเกี่ยวกับมิเอลก็หนักหนาเอาการ หากเอาตัวเองเข้าไปข้องเกี่ยวด้วยไอซิสก็กลัวว่าตัวเองจะตกกระไดพลอยโจนไปด้วย

เธอเพิ่งมาถึงราชอาณาจักรโครอาได้ไม่นานและพยายามทำเหมือนไม่รู้จักมิเอลให้มากที่สุด แต่ก็ต้องปวดหัวเมื่อมิเอลเล่นส่งจดหมายมาหาทุกวัน

“เธอส่งจดหมายเช่นนี้มาตลอด ท่านไม่ลองเขียนตอบไปสักฉบับหรือครับ”

คำแนะนำอย่างระมัดระวังของพ่อบ้านทำให้ไอซิสต้องวางเอกสารที่กำลังตรวจสอบอยู่ลง เธอคิดว่าเธอควรจะปฏิเสธไปให้เด็ดขาดเสียทีดีกว่าต้องมานั่งรำคาญใจกับเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ

“อ่านคร่าวๆ แล้วสรุปให้ฟังที”

“เข้าใจแล้วครับ”

ไอซิสออกคำสั่งก่อนจะถือเอกสารขึ้นมาอีกครั้ง

มันคือเอกสารที่ราชอาณาจักรโครอาส่งมาเธอจึงต้องอ่านและจัดการให้ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อเล่นงานเจ้าชายที่ทำให้ทั้งเธอ ตระกูลดยุก และเหล่าชนชั้นสูงต้องเป็นเช่นนี้

ไอซิสกุมขมับแล้วเริ่มหันกลับไปสนใจเอกสาร

เธออ่านอย่างละเอียดเพื่อไม่ให้มีอะไรตกหล่นหรือผิดพลาดแม้แต่อย่างเดียว เพราะแม้จะมีจุดมุ่งหมายเดียวกันอย่างการโจมตีจักรวรรดิแต่ไม่ว่าอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นถึงราชาของอีกเมืองหนึ่ง

แต่แล้วใบหน้าของพ่อบ้านที่ยืนอ่านจดหมายอยู่ข้างไอซิสก็พลันซีดเผือด

“ดะ ดัชเชสไอซิส ผมคิดว่าดัชเชสต้องอ่านจดหมายด้วยตัวเองแล้วล่ะครับ…!”

ไอซิสขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะถามหาเหตุผลเมื่อเห็นชายที่มักมีท่าทางภูมิฐานและรักษาภาพลักษณ์ให้สมเป็นพ่อบ้านแห่งตระกูลดยุกเสมอพูดจาอ้ำอึ้งไม่เหมือนเดิม

“มีอะไร เธอเขียนว่ายังไงบ้าง”

“คือ…”

แม้ว่าไอซิสจะเอ่ยเร่งพ่อบ้านก็ยังไม่อาจตอบมาได้โดยง่าย

ในที่สุดไอซิสก็ไม่อาจเอานะความอึดอัดได้ เธอแย่งจดหมายมาแล้วก้มลงอ่านเนื้อความที่ทำให้พ่อบ้านของเธอตกใจด้วยตาตัวเอง

[ดัชเชสไอซิส ดิฉันรู้ดีว่าท่านได้ทอดทิ้งดิฉันแล้ว ดิฉันยอมรับค่ะว่าความผิดของดิฉันช่างใหญ่หลวงนัก

แต่ก็หาใช่ความผิดของดิฉันเพียงฝ่ายเดียว ดัชเชสไอซิสอย่าลืมสิคะว่าดิฉันยังมีจดหมายที่ท่านเขียนมาให้ดิฉันอยู่ และในนั้นก็มีเรื่องของ ‘นางคนนั้น’ กับเจ้าชายที่ท่านเขียนไว้ด้วย

นอกจากนั้นยังมีเรื่องที่ท่านไอซิสคิดจะทำในอนาคตด้วยนะคะ ซึ่งหากท่านเมินจดหมายของดิฉันอีกในคราวนี้… ท่านคงต้องเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่ดิฉันจะพูดแล้วล่ะค่ะ]

“…เฮอะ”

ปลิ้นปล้อน

ไอซิสขยำจดหมายในมือแล้วปาลงพื้นอย่างแรง

‘บังอาจขู่ฉันงั้นหรือ!’ เธออยากบุกไปหักคอมิเอลที่คฤหาสน์เคานต์เสียเดี๋ยวนี้แต่ก็เก็บกลั้นอารมณ์ไว้ได้อย่างยากลำบากและยกชาอุ่นๆ ขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว

พ่อบ้านคาดเดาอารมณ์ของเธอเมื่อได้อ่านจดหมายเอาไว้ล่วงหน้าและรีบไปเตรียมน้ำเย็นมาให้ ซึ่งครั้งนี้ไอซิสก็ดื่มหมดในคราวเดียวอีกเช่นกันก่อนที่จะหัวเราะร่าออกมาอย่างไม่น่าเป็นไปได้

“ฉันจะฆ่ามันยังไงดีล่ะ หืม”

“ดัชเชสไอซิส…”

ปัญหาอยู่ที่ตัวเธอเองที่เขียนทุกอย่างลงไปในจดหมายอย่างไม่ระมัดระวังเพราะคิดว่ามิเอลจะไม่มีวันหักหลังเธอ หากเธอรู้ว่ามิเอลจะโง่ขนาดนี้เธอคงไม่ทำอะไรแบบนั้นลงไปแต่แรก

ไอซิสจำได้ดีว่าในจดหมายมีเรื่องอะไรเขียนเอาไว้บ้าง เธอหลับตาลงและฝังตัวลงกับโซฟา เธอจำเป็นต้องขบคิดเป็นกังวลเกี่ยวกับมันเพราะนี่คือเรื่องใหญ่และอันตรายเกินกว่าจะมองข้าม

‘ไม่สิ กังวลไปแล้วจะได้อะไร’

ในเมื่อเธอเริ่มเรื่องนี้ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าอย่างไรก็สลัดมิเอลทิ้งไปไม่ได้

ไม่ใช่สิ ที่เธอเริ่มเรื่องนี้ก็เพราะเธอไม่คิดว่าจะต้องมาเผชิญหน้ากับนางผู้หญิงชั้นต่ำและองค์รัชทายาทหุ่นเชิดแบบนี้

เธอไม่ได้ออกคำสั่งลงไปในจดหมายโดยตรงแต่ในนั้นก็ยังมีการใช้คำในเชิงอุปมาอุปไมยอยู่มากมาย ซึ่งมันก็เพียงพอให้องค์รัชทายาทนำความหมายโดยนัยเหล่านั้นมาเล่นงานเธอได้

หากมิเอลที่กำลังถูกสอบสวนในฐานะนักโทษอยู่เกิดปากโป้งขึ้นมาสะเก็ดไฟได้กระเด็นมาถึงเธอแน่

ช่วยไม่ได้สินะ ก่อนอื่นคงต้องลองฟังดูว่ามิเอลต้องการอะไรกันแน่

เธอจะมาทำตัวหมดเรี่ยวหมดแรงแบบนี้ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว ไอซิสถอนหายใจยาวก่อนจะปรับท่าทีให้เหมือนเดิมพลางกล่าวกับพ่อบ้าน

“…กระดาษกับปากกา”

“…ได้ครับ”

ไอซิสส่งจดหมายซึ่งมีเนื้อหาถามถึงสิ่งที่มิเอลต้องการไปให้พ่อบ้านแล้วกุมขมับ

พลางคิดว่าเธอควรจะจัดการกับลูกหนูปลิ้นปล้อนที่บังอาจตีตนเสมอเธออย่างไรดี

* * *

[ดิฉันจะทอดทิ้งเลดี้ได้อย่างไรกันคะ ดิฉันเพียงแค่กำลังยุ่งเพราะเพิ่งมาถึงโครอาได้ไม่นานเท่านั้น อีกไม่นานดิฉันจะติดต่อไปอีกครั้งนะคะ]

ขอบตาของมิเอลแดงก่ำด้วยความหวังที่ได้รับหลังจากจดหมายมากมายหลายฉบับที่เธอส่งไปหาไอซิส ต้องให้ขู่แบบนี้ถึงจะยอมรับฟังกันอย่างนั้นหรือ ช่างโง่เขลาเสียจริง

ไอซิสขอให้เธอเผาจดหมายที่เขียนโต้ตอบกันมาตั้งแต่ก่อนที่เรื่องจะผิดแผนแบบนี้แล้ว แต่เธอก็ยังเก็บไว้เผื่อจนมันทำให้เธอได้ในสิ่งที่เธอต้องการ

‘หากเก็บไว้ตรงนั้นจะไม่มีใครหาเจอแน่นอน’

เคนเป็นคนเดียวที่เธอบอกเรื่องนี้ ทั้งยังฝากฝังเอาไว้ว่าหากมีอะไรเกิดขึ้นกับเธอให้เขาลงโทษไอซิสด้วยสิ่งนี้ เธอเองก็ไม่ได้สบายใจมากนักที่ต้องฝากฝังเรื่องนี้ไว้กับท่านพี่ที่หลงเสน่ห์นางโสเภณีนั่น แต่โชคร้ายที่เขาเป็นเพียงคนเดียวที่เธอสามารถเปิดเผยเรื่องนี้ได้

มิเอลอยากขอร้องให้พ่อช่วยแต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรท่านเคานต์ก็ไม่คิดจะช่วยเหลือเธอสักนิด เธอได้ยินว่าเขาขยับตัวได้ลำบากแต่แม้จะลำบากอย่างไรเขากลับไม่เคยเรียกหาเธอเลยสักครั้ง

ความเศร้าโศกถาโถมเข้ามาจนเธอต้องร้องไห้แต่ยิ่งกว่านั้นมันคือความอัดอั้นและโกรธแค้น

‘ท่านพ่อทิ้งลูกก่อน ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ลูกคงผลักท่านพ่อจากที่ที่สูงกว่านี้ไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด’

มิเอลจินตนาการได้อย่างน่ากลัวพร้อมกับกัดฟันกรอด

ตอนนี้เคนคือคนเดียวที่มิเอลสามารถพึ่งพาได้ ไม่ว่าเขาจะหลงนางลูกโสเภณีนั่นอย่างไรเขาก็ไม่มีวันทอดทิ้งน้องสาวแท้ๆ

เธอได้แต่รอคอยให้ไอซิสติดต่อมาหาเธอวันแล้ววันเล่า แต่จู่ๆ กลับมีเสียงดังวุ่นวายอยู่ด้านนอก

เธอลอบมองออกไปทางหน้าต่างที่ถูกปิดไว้อย่างแน่นหนาและได้เห็นรถม้าสวยงามหรูหราอย่างที่ไม่สามารถพบเห็นได้ง่ายดายนัก แม้จะอยู่ห่างออกไปเล็กน้อยแต่มันคือรถม้าที่มีตราประทับซึ่งมิเอลรู้จักเป็นอย่างดี

‘หรือว่า…!’

และผู้ที่ลงมาจากรถม้าก็หาใช่ใครอื่น มกุฎราชกุมารนั่นเอง

เธอมองเห็นอาเรียที่เดินวนไปมาราวกับได้ทำการนัดหมายกันไว้ก่อนแล้วปฏิเสธจะออกไปข้างนอกและเชื้อเชิญให้เขาเข้ามาด้านในแทน โดยมีเคาน์ติสอยู่ข้างๆ ด้วยกัน

หน้าต่างกรงเหล็กที่ซ้อนทับอยู่ด้านนอกทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดนัก แต่ดูเหมือนพวกเขากำลังรู้สึกยินดีที่ได้มาพบกันอีกครั้ง

ช่างบาดตาเหลือเกิน

ด้านหลังเจ้าชายมีอัศวินสองนายติดอาวุธพร้อมสรรพ พร้อมด้วยขุนนางที่แต่งกายอย่างเหมาะสมกับฐานะตนเองอีกคนหนึ่ง

หากเขาเพียงแค่ต้องการมาเจอหน้าอาเรียเฉยๆ ก็คงไม่พาคนรับใช้มาให้ยุ่งยากไปหมดเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าเขายังมีจุดประสงค์อื่นอีก

เธอหรี่ตาลงด้วยความสงสัยแต่แล้วอาซที่เพิ่งทักทายอาเรียเสร็จก็เงยหน้ากันมามองยังทิศที่มีห้องเธออยู่

เธอรู้สึกเหมือนใจจะร่วงไปอยู่ตาตุ่มเพราะความผิดที่ตนได้กระทำลงไป ตอนนั้นเองมิเอลถึงได้รู้ตัวว่าเขามาที่นี่เพื่อเจอเธอ

“ถ้าวันนี้เลดี้ไม่มีกำหนดการอะไร ออกไปข้างนอกกับผมไหมครับ”

“ไม่มีที่ไหนกันล่ะคะ พอคุณอาซกลับไปแล้วฉันว่าจะเข้าไปที่วิทยาลัยเสียหน่อยน่ะค่ะ เห็นคุณซาร่าบอกว่าวันนี้มีคาบเรียน”

“…ผมมาผิดวันสินะครับ รู้อย่างนี้ผมน่าจะถามก่อน”

จากนั้นไม่นานมิเอลก็เป็นอันได้ตัวแข็งทื่อเพราะความเครียดเมื่อได้ยินเสียงพูดคุยของอาเรียและอาซดังมาจากนอกประตู เธอมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องของไอซิสเสียจนลืมเรื่องการสอบสวนเกี่ยวกับยากดประสาทไปเสียสนิท ถึงอย่างนั้นเธอก็นึกไม่ถึงว่าองค์รัชทายาทจะเสด็จมาด้วยพระองค์เอง

“ถ้าอย่างนั้นผมขอเวลาเลดี้สักครู่ได้ไหมครับ หรือหากเลดี้ไม่มีเวลาผมก็จะไปวิทยาลัยกับเลดี้ด้วยครับ”

“หากท่านทำเช่นนั้นคนจะแตกตื่นเอาน่ะสิคะ”

“นั่นล่ะครับที่ผมอยากให้เป็น พวกคนที่คอยมองเลดี้ตาเป็นมันจะได้น้อยลงไงครับ ผมกังวลมาตลอดเลยนะ”

“ฉันก็กังวลเช่นกันค่ะ แต่คุณอาซดูจะกังวลเกินไปหน่อยนะคะ”

“จะไม่ให้ผมกังวลได้หรือครับ เลดี้ไม่รู้สึกถึงสายตารอบตัวเลดี้หรือครับ ถ้าทำได้ผมจะตามเลดี้ไปทุกที่แล้วจัดการสายตาพวกนั้น…”

น้ำเสียงของอาซเย็นเยียบราวกับกำลังเอ่ยเตือน

นั่นทำให้อาเรียยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะพูดแทรกขึ้นมาอย่างอ่อนโยนเหมือนเวลาปลอบเด็กน้อย

“เข้าใจแล้วค่ะ เอาไว้เสร็จงานแล้วเราค่อยคุยกันนะคะ ฉันเองยังต้องไปเตรียมตัวอีกค่ะ คงไม่เลวหากฉันจะขอติดรถม้าคุณอาซออกไปด้วย”

ทันทีที่บทสนทนาจบลง มิเอลก็ถอยไปจนสุดกำแพงที่ไกลจากประตูที่สุดด้วยความตกใจ

เป็นอย่างที่เธอคิด เสียงปลดโซ่ที่คล้องประตูไว้อย่างแน่นหน้าดังมาให้ได้ยิน ไม่รู้ว่าพวกเขาต้องคล้องไว้แน่นแค่ไหนเธอจึงได้ยินเสียงปลดดังอยู่เป็นเวลานาน

และไม่นานหลังจากนั้นเธอก็ได้พบกับเจ้าชาย อัศวินสองนาย พร้อมขุนนางที่เธอไม่รู้จักทั้งชื่อทั้งหน้าที่ได้เห็นผ่านหน้าต่างเมื่อครู่นี้ ข้างเขาคืออาเรียที่เข้ามาพร้อมสาวใช้

อาซผู้มีสีหน้าเย็นชาต่างจากอาซคนเดิมที่มิเอลจำได้ชี้นิ้วมาทางมิเอลพลางออกคำสั่งกับอัศวิน

สายตาของเขาเหมือนคนที่กำลังมองดูสัมภาระที่น่ารำคาญ

“ลากเธอออกไป”

ทันทีที่อาซออกคำสั่งอัศวินทั้งสองก็เข้ามาในห้องแล้วจับสองแขนของมิเอลไว้แน่น พวกเขาดูเหมือนจะลากเธอออกไปตามคำสั่งของอาซจริงๆ

“จะ จะพาดิฉันไปไหนคะ!”

มิเอลถามด้วยความตกใจแต่ไม่มีใครสนใจฟังเธอเลยสักคน พวกเขาจับแขนมิเอลอย่างแรงเกินจำเป็นแล้วบังคับลากเธอออกจากห้อง

“ดะ ดิฉันจะเดินไปเองค่ะ…!”

“ไม่มีตัวเลือกสำหรับนักโทษหรอกนะ”

คำเสียดสีจากขุนนางที่ตามมาติดๆ ทำเอามิเอลน้ำตาคลอ เธอไม่รู้ว่ากำลังถูกลากไปที่ไหนแต่หากเป็นแบบนี้เธอคงถูกใช้เป็นความบันเทิงให้พวกคนรับใช้ในคฤหาสน์ได้เชยชมเป็นแน่

“พี่นึกว่าน้องจะซูบผอมลงมากเสียอีกแต่นี่น้องก็ยังดูสมบูรณ์ดี คงไม่ค่อยได้ทำอะไรมากนักสินะ”

ความโกรธแค้นของมิเอลพวยพุ่งขึ้นมาเพราะเสียงพึมพำของอาเรียที่มีแต่มิเอลเพียงคนเดียวที่ได้ยิน

มันคือการกระทำแบบเดียวกับที่มิเอลเคยทำก่อนอาเรียจะถูกประหารเมื่อตอนที่ต้องตกเป็นนางร้าย

“ทั้งหมดเป็นเพราะแก! หากไม่มีแก! ถ้าไม่มีแกสักคนละก็!”

จู่ๆ มิเอลก็แกล้งก่อความวุ่นวายขึ้นมา อาเรียจึงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วแสร้งทำสีหน้าหวาดกลัวทั้งยังหดตัวด้วยความตกใจ กิริยาเช่นนั้นไม่ว่าใครมองก็ต้องคิดว่าอาเรียเป็นผู้เสียหายแน่นอน

พฤติกรรมน่ารังเกียจนั้นยิ่งทำให้มิเอลดีดดิ้น อัศวินจึงยิ่งออกแรงที่จับแขนเธอไว้มากกว่าเดิม

อาเรียยกยิ้มมุมปากไม่ให้ใครเห็นราวกับจะหยอกล้อมิเอลที่ตกอยู่ในสภาพแบบนั้น มิเอลเห็นภาพนั้นเต็มสองตาและยิ่งดีดดิ้นเข้าไปใหญ่

—เพี้ยะ!

จู่ๆ เธอก็รู้สึกเจ็บปวดที่แก้มขณะเดียวกันทัศนวิสัยของเธอก็เปลี่ยนไปในชั่วพริบตา ระเบียงทางเดินที่เคยมีเสียงดังวุ่นวายจากฝีเท้าและการดิ้นรนตะเกียกตะกายของมิเอลพลันเงียบกริบ

เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เมื่อค่อยๆ หันหน้ากลับมาก็เห็นภาพอาเรียกำลังยืนเบิกตาโตทั้งยังเอามือขึ้นปิดปากราวกับกำลังตกใจอยู่จริงๆ ไม่ได้แกล้งทำเหมือนอย่างเคย

“หากยังก่อความวุ่นวายเช่นนี้อีก คงต้องจับไปไว้ในคุกใต้ดินแทนกระมัง”

เจ้าชายคือผู้ที่เอ่ยเอ่ยคำเตือนนี้ออกมา

อาซสะบัดมือราวกับเพิ่งแตะต้องโดนของสกปรกค่อยๆ ออกเดินไปด้านหน้าหลังจากที่พูดแบบนั้นออกไป

“ตายแล้ว ดูหน้าบวมๆ นั่นสิคะ…!”

มิเอลหมดเรี่ยวแรงเพราะความตกใจถูกลากไปตามทางอย่างง่ายดายทิ้งคำพูดที่ฟังราวกับคำเยาะเย้ยของแอนนี่ไว้เบื้องหลัง ทั้งความตกใจ หวาดกลัว และสับสนจากความรุนแรงที่เพิ่งเคยประสบเป็นครั้งแรกได้หยุดความคิดทุกอย่างของมิเอลไว้เพียงเท่านั้น

การสอบสวนน่าจะเกิดขึ้นที่ห้องรับรองดังนั้นมิเอลจึงได้พบกับบรรดาคนรับใช้ในคฤหาสน์มากมายขณะเดินผ่านระเบียงทางเดินและบันไดเพื่อมุ่งหน้าไปห้องรับรอง

พวกเขาต่างพากันเหลือบมองแก้มบวมแดงของเธอด้วยความตกใจ นอกจากนั้นฝีเท้าที่ดูเย็นชาของเจ้าชายซึ่งแตกต่างจากตอนที่เขาทักทายอาเรียยังทำให้พวกคนรับใช้สงสัยเข้าไปใหญ่

“…!”

เมื่อไปถึงหน้าห้องรับรองเคนก็ยืนอยู่ตรงนั้นราวกับกำลังรอคอยอยู่ก่อนแล้ว เขาดูจะตกใจกับสภาพของมิเอลจึงได้จ้องมองแก้มของน้องสาวอย่างพูดไม่ออกอยู่เป็นนานสองนาน

อาซจึงช่วยอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบพร้อมรอยยิ้ม

“เธอก่อความวุ่นวายและไม่ยอมทำตามคำสั่ง ทั้งยังพยายามจะวิ่งเข้าหาเลดี้อาเรียซึ่งเป็นผู้เสียหายอีก ดูเธอจะยังไม่สำนึกว่าตนอยู่ในฐานะนักโทษ เราจึงคิดว่าแค่กักบริเวณอยู่ในคฤหาสน์น่าจะเบาไป”

คำพูดนั้นทำให้เคนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองมิเอล

“…เข้าไปข้างในเถิดครับ”

สีหน้าของเคนขณะเอ่ยตอบยากที่จะบอกได้ว่าเขารู้สึกอย่างไร มันดูใกล้เคียงกับคนที่อยากแสดงท่าทีโกรธเกรี้ยวออกไปแต่ก็ไม่อาจทำได้

อาซมองเคนด้วยสายตาเดียวกับตอนที่เขามองมิเอลก่อนจะหันสายตาไปอีกทางแล้วเดินตรงเข้าไปภายในห้องรับรอง

“ท่านพี่…!”

มิเอลซึ่งถูกลากตามหลังอาซไปพยายามเรียกเคนอย่างร้อนใจ แต่เขาก็ไม่อาจเอ่ยตอบมิเอลได้

………………………

พลิกนาฬิกา ย้อนชะตานางร้าย

พลิกนาฬิกา ย้อนชะตานางร้าย

เมื่อมารดาที่เป็นโสเภณีได้แต่งงานกับท่านเคานต์ อาเรียจึงได้ยกระดับฐานะทางสังคมอย่างรวดเร็ว เธอใช้ชีวิตอย่างหรูหราอู้ฟู่ ก่อนจะตกหลุมพลางของมิเอล น้องสาวบุญธรรม และถูกฆ่าตายท่ามกลางสายตาเย็นชาและคำเยาะเย้ยถากถาง ทันใดนั้น นาฬิกาทรายก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าราวกับภาพลวงตา และเธอก็ได้ย้อนเวลากลับมาอย่างปาฏิหาริย์…! “ข้าอยากเป็นผู้ที่งามสง่าเหมือนกับมิเอล น้องสาวของข้า” เพื่อต่อกรกับนางร้าย เธอจึงต้องร้ายยิ่งกว่า! เธอเลือกเส้นทางชีวิตใหม่เพื่อแก้แค้นคนที่บีบให้เธอเข้าสู่เส้นทางแห่งความตาย! เรื่องราวของนางร้ายที่ร้ายยิ่งกว่านางร้ายจึงเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับการแก้แค้นอันซับซ้อนที่ซุกซ่อนอยู่ในความงดงามที่อันตราย!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset