พันธกานต์ปราณอัคคี – ตอนที่ 133

 ท่ามกลางความมืดมิดยังมีแสงแห่งความหวัง

 

 

 

“แค่กๆ” มั่วชิงเฉินฟื้นมา รู้สึกอวัยวะภายในเหมือนติดไฟ นางไอสองที แล้วมองไปรอบๆ

 

 

นี่ดูเหมือนเป็นห้องลับห้องหนึ่ง ไม่รู้ว่าใช้เป็นที่สำหรับขังคนโดยเฉพาะใช่หรือไม่ รอบข้างไม่มีสิ่งของใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงต่ำลงมาจากใต้หลังคาเล็กน้อย มีหน้าต่างบานหนึ่ง มีแสงสว่างรำไรส่องเข้ามา

 

 

นักพรตหานจางขังตนเองขึ้นมาตามที่คาดไว้จริงๆ!

 

 

มั่วชิงเฉินหัวเราะขมขื่นทีหนึ่ง ตกลงเขามีจุดประสงค์อะไรกันแน่นะ เรื่องมาถึงบัดนี้ ต้วนชิงเกอได้ถูกนักพรตรั่วซีแห่งเขารั่วสุ่ยพาไปแล้ว ตนก็ไม่อาจชดใช้ร่างหยินบริสุทธิ์ให้เขาได้

 

 

ว่ากันตามปกติแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรมีสิทธิ์ขาดในการควบคุมศิษย์ก้นกุฏิ และศิษย์ที่บันทึกชื่อของตน นอกจากนั้นหากศิษย์อื่นๆทำผิด ต้องมอบให้โถงลงทัณฑ์ โดยเฉพาะเช่นมั่วชิงเฉินประเภทนี้ ไม่ได้อยู่เขาเดียวกันกับนักพรตหานจางโดยสิ้นเชิง นักพรตระดับสูงมากมายยิ่งไม่ยอมเอาตัวไปพัวพันความยุ่งยากเช่นนี้ เพราะว่าอย่างไรเสียศิษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่งไม่เป็นไร แต่หากล่วงเกินผู้บำเพ็ญเพียรระดับเดียวกันแห่งหุบเขาอื่นเพราะการนี้ นั่นย่อมได้ไม่คุ้มเสียแล้ว

 

 

ทว่าหากผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงคนหนึ่งเจตนาลงโทษศิษย์ที่ไม่มีที่พึ่งคนหนึ่ง ย่อมไม่มีคนถามหาโดยสิ้นเชิง

 

 

นึกถึงท่าทางโมโหโกรธาของนักพรตหานจาง หากไม่มีพี่เสี่ยวซย่าและเฉินเจียวซิ่งคอยวิงวอน เกรงว่าเขาคงซัดตนตายคามือก็อาจเป็นได้

 

 

มั่วชิงเฉินมองดูหน้าต่างขนาดเท่าฝ่ามือ แล้วเม้มริมฝีปาก

 

 

เป็นเช่นนี้พริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายวัน มั่วชิงเฉินราวกับถูกลืมเลือนไปแล้วก็ไม่ปาน ถูกขังอยู่ในห้องเล็กๆ นั่น นางจากความร้อนรนกังวลใจในตอนแรก กลายเป็นความชินชาอย่างช้าๆ ถึงตอนหลังอะไรก็ไม่คิดแล้ว รักษาร่างกายให้แข็งแรง หลับตาบำเพ็ญเพียรขึ้นมา

 

 

“มั่วชิงเฉิน มั่วชิงเฉิน” ทันใดนั้นมีเสียงที่เล็กมากดังขึ้น

 

 

มั่วชิงเฉินลืมตาในบัดดล เพราะว่าไม่ได้เปิดปากเป็นเวลานาน เสียงจึงแห้งแหบอยู่บ้าง “เฉินเจียวซิ่ง?”

 

 

“ชู่ เจ้าเสียงเบาหน่อย ในห้องนี้จิตสัมผัสถูกกั้นไว้ ได้แต่คุยกันเช่นนี้แล้ว” เฉินเจียวซิ่งกดเสียงต่ำว่า

 

 

มั่วชิงเฉินอืมเสียงหนึ่ง

 

 

“เจ้าเป็นเช่นไรบ้างแล้ว?” เฉินเจียวซิ่งถาม

 

 

มั่วชิงเฉินตอบว่า “ข้ายังดีอยู่ นักพรตหานจางกะจะขังข้าถึงเมื่อใด?”

 

 

ข้างนอกหยุดไปครู่หนึ่ง ตามด้วยได้ยินเฉินเจียวซิ่งว่า “ข้าก็ไม่รู้ ท่านลุงใหญ่ท่านดูท่าทางโมโหมากเลย มั่วชิงเฉิน นี่ตกลงเรื่องอะไรกันแน่ เจ้าทำเพราะช่วยต้วนชิงเกอจริงหรือ? แล้วท่านลุงใหญ่เขาจับต้วนชิงเกอมาด้วยเหตุใดอีกล่ะ?”

 

 

ได้ยินคำถามของเฉินเจียวซิ่ง มั่วชิงเฉินเงียบไป ผ่านไปเนิ่นนานถึงเอ่ยเสียงต่ำว่า “ข้าก็ไม่รู้”

 

 

“เจ้า เอาเถอะ เช่นนั้นเจ้ารักษาตัวดีๆ ปกติท่านลุงใหญ่ยังนับว่าดีต่อข้าไม่น้อย ข้าจะคิดวิธีช่วยเจ้านะ อ้าว อันนี้ให้เจ้า” เฉินเจียวซิ่งพูดพลางโยนของสิ่งหนึ่งเข้ามาทางหน้าต่างเล็กบานนั้น

 

 

มั่วชิงเฉินยื่นมือรับพอมองดู มีโอสถเลี่ยงธัญพืชขวดหนึ่ง ยาลูกกลอนย้อนอายุขวดหนึ่ง จึงเอ่ยว่า “ขอบใจนะ”

 

 

“ขอบใจอะไร ข้าไม่ได้ช่วยเจ้าหรอกนะ รอเจ้าออกไปแล้ว ยังต้องตีกันเป็นเพื่อนข้านะ” เฉินเจียวซิ่งพูดจบ ข้างนอกก็ค่อยๆ ไร้สุ้มเสียงแล้ว

 

 

พริบตาเดียวผ่านไปอีกหลายวัน มั่วชิงเฉินชินกับการไม่คิดอะไรแล้ว ใช้ชีวิตก้มหน้าก้มตาบำเพ็ญเพียรเช่นนี้ ข้างนอกมีเสียงดังมาอีก

 

 

“มั่วชิงเฉิน เจ้าโง่นี่ บ้าที่สุด!” เสียงโมโหของเฉินเจียวซิ่งดังมาจากข้างนอก

 

 

“เป็นอะไรหรือ?” มั่วชิงเฉินงงงัน

 

 

ก็ได้ยินเฉินเจียวซิ่งขบเขี้ยวเคี้ยวฟันว่า “ต้วนชิงเกอเป็นร่างหยินบริสุทธิ์ใช่หรือไม่?”

 

 

มั่วชิงเฉินชะงัก จากนั้นว่า “เหตุใดเจ้าถึงรู้ได้ล่ะ?”

 

 

“ฮึ บัดนี้ทั่วทั้งพรรคเหยากวงใครไม่รู้บ้าง ในสำนักเราปรากฏร่างหยินบริสุทธิ์ที่พันปียังยากเจอสักคน ได้ถูกนักพรตรั่วซีแห่งเขารั่วสุ่ยรับเป็นศิษย์ก้นกุฏิคนสุดท้ายแล้ว สามวันให้หลัง ก็จะจัดพิธีไหว้ครูอย่างเป็นทางการนะ!” เฉินเจียวซิ่งโมโหว่า

 

 

“เอ่อ…เช่นนั้นก็ดีออกมิใช่หรือ” มั่วชิงเฉินเอ่ยนิ่งเรียบ

 

 

เฉินเจียวซิ่งที่อยู่นอกประตูเกือบกระโดดขึ้นมา “มั่วชิงเฉิน! เจ้ามันโง่ วันนั้นเจ้าก็ทำเพราะช่วยต้วนชิงเกอใช่หรือไม่ ทีนี้ดีแล้ว คนเขาก้าวกระโดดทีหนึ่งกลายเป็นศิษย์ก้นกุฏิของนักพรตระดับก่อแก่นปราณ ฮึ ยังเป็นศิษย์คนสุดท้ายด้วยนะ แล้วเจ้าลองดูอีกทีว่าเจ้ามีจุดจบเช่นไร!”

 

 

ว่ากันตามปกติแล้ว ศิษย์ก้นกุฏิของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูง ฐานะก็สูงศักดิ์มากแล้ว ทว่าศิษย์เอกและศิษย์คนสุดท้าย ฐานะยิ่งเหนือขึ้นหนึ่งชั้น ศิษย์เอกไม่ต้องพูดมาก ส่วนศิษย์คนสุดท้ายน่ะ ก็คือบอกว่ารับศิษย์มาถึงคนนี้เพียงพอแล้ว จากนี้ไม่รับศิษย์อีก แสดงว่าศิษย์คนนี้เป็นที่โปรดปรานของอาจารย์ยิ่งนัก

 

 

มั่วชิงเฉินไม่ออกเสียง ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีร่างหยินบริสุทธิ์ ได้รับความสำคัญเช่นนี้เป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ ทว่าเห็นท่าทางเช่นนี้ของเฉินเจียวซิ่ง ตนอย่าพูดจะดีกว่า

 

 

“เหตุใดไม่พูดแล้ว เสียใจภายหลังแล้วสิ?” เฉินเจียวซิ่งโมโหว่า

 

 

มั่วชิงเฉินไม่ได้รับคำ แต่ถามว่า “เฉินเจียวซิ่ง เจ้ามาดูข้า ไม่มีคนเห็นหรือ?”

 

 

เฉินเจียวซิ่งตอบว่า “ข้าพบว่าท่านลุงใหญ่กำลังยุ่งกับการหลอมโอสถ จึงบอกศิษย์น้องเฝ้าประตูโดยตรงว่ามาหาเจ้าคุยด้วย เพียงแต่ไม่รู้ว่ารอท่านลุงใหญ่ว่างแล้ว จะลงโทษเจ้าเช่นไร”

 

 

มั่วชิงเฉินคิดๆ แล้วว่า “ลุงใหญ่เจ้าเป็นนักพรตระดับก่อแก่นปราณ อาจจะลืมเรื่องของข้าไปโดยสิ้นเชิงแล้วก็ไม่แน่”

 

 

“ขอให้เป็นเช่นนั้นเถอะ ทว่าท่านลุงใหญ่ข้าปกติเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ไม่ถูก ปกติความจำดีต่างหาก” เฉินเจียวซิ่งเอ่ยอย่างเนือยๆ

 

 

สามวันให้หลัง

 

 

ศิษย์เฝ้าประตูอ่อนยวบลงกับพื้น เสี่ยวซย่าแวบเข้ามา กำลังจะเข้าไป กลับถูกเฉินเจียวซิ่งลากไว้ “เสี่ยวซย่า เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?”

 

 

“ศิษย์พี่เฉิน ท่านหลีกไป ข้าจะช่วยนางออกไป” เสี่ยวซย่าใบหน้านิ่งดุจน้ำ ไม่มีท่าทางสดใสร่าเริงเหมือนเคยแม้แต่น้อย

 

 

เฉินเจียวซิ่งเบิ่งตาใส่เขาปราดหนึ่ง “เจ้าหุนหันพลันแล่นเช่นนี้ทำอะไร หากถูกท่านลุงใหญ่ข้าพบเข้า…”

 

 

เสี่ยวซย่าผลักนางออก “ข้าไม่สนมากมายเช่นนั้นแล้ว ศิษย์พี่เฉิน เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าได้ยินอะไรมา ท่านผู้เฒ่าหานจางจะมอบชิงเฉินให้พี่ใหญ่ข้าทำหรูติ่ง บอกว่าในเมื่อนางขัดขวางชะตาที่ต้องกลายเป็นหรูติ่งของคนอื่น ก็ให้ตนเองรับกรรมนั้นเอง ดูสุดท้ายจะเสียใจภายหลังหรือไม่!”

 

 

“หา เจ้า เจ้าว่าอะไรนะ?” เฉินเจียวซิ่งตกใจร้องอย่างไม่อยากเชื่อ

 

 

เสี่ยวซย่าไม่พูดมากอีก ผลักเฉินเจียวซิ่งออกแล้ววิ่งเข้าไปข้างใน กลับถูกเฉินเจียวซิ่งลากไว้ไม่ยอมปล่อย “ไม่ได้ เสี่ยวซย่า ห้องลับนั่นถูกท่านลุงใหญ่ข้าเสกคาถาไว้ ขอเพียงคนอื่นฝืนเปิดออก ท่านก็จะรู้ ถึงเวลา ก็จบเห่กันจริงๆ แล้ว!”

 

 

เสี่ยวซย่าชะงักงัน กำหมัดไว้แน่นโบกไปมา ทันใดนั้นว่า “ข้าจะไปหาผู้ดูแลเขาชิงมู่ ชิงเฉินนางเป็นคนของเขาชิงมู่ บางทีพวกเขาอาจจะไม่ปล่อยไว้ไม่เหลียวแลก็ได้”

 

 

มั่วชิงเฉินเป็นเพียงศิษย์ฆราวาส เสี่ยวซย่าพูดเช่นนี้ ก็เป็นเพียงการรักษาม้าตายดั่งม้าเป็น[1]เท่านั้น

 

 

“ก็ได้แต่ทำเช่นนี้แล้ว เช่นนั้นข้าไปเขารั่วสุ่ยคราหนึ่ง เรื่องนี้อย่าเพิ่งบอกชิงเฉิน นางรู้ไปก็ไม่มีประโยชน์ เจ้าโง่นี่ ข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่านางจะจิตใจดีจนโง่เช่นนี้!” เฉินเจียวซิ่งกระทืบเท้า แล้ววิ่งไปทางทิศทางหนึ่ง

 

 

“นางไม่ใช่โง่ ที่จริงนางเข้าใจดีกว่าใครทั้งหมด” เสียงของเสี่ยวซย่าดังมาจากข้างหลัง

 

 

เขารั่วสุ่ย

 

 

ต้วนชิงเกอสยายผมออก ใส่ชุดขาวนั่งคุกเข่าอยู่บนเบาะ ด้านหลังมีผู้บำเพ็ญเพียรหญิงคนหนึ่งใช้หวีไม้หวีผมยาวของนางอย่างเชื่องช้า จากนั้นหยิบปิ่นไม้อันหนึ่งเกล้าเป็นผมทรงนักพรต

 

 

มีผู้บำเพ็ญเพียรหญิงอีกคนยกถาดมาใบหนึ่ง บนนั้นวางชุดสีเขียวชุดใหม่ ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงคนนั้นไม่พูดสักคำสะบัดชุดเขียวออก คลุมให้ต้วนชิงเกอ

 

 

“จุดธูปคารวะ…” เสียงสะท้อนอยู่ในตำหนัก ต้วนชิงเกอมือถือธูป กราบรูปเซียนบนตำหนักสามครั้ง

 

 

“ดำเนินพิธีไหว้ครู…”

 

 

ต้วนชิงเกอยกแขนขึ้นสูง หมอบลงบนพื้นหินเขียว กราบคารวะหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงกลาง

 

 

“เอาล่ะ ชิงเกอ จากนี้ไปเจ้าก็คือศิษย์คนสุดท้ายของนักพรตรั่วซีข้า จะไม่มีใครกล้าคิดมิดีมิร้ายกับเจ้าอีก!” หญิงสาวที่นั่งอยู่ยิ้มดุจดอกไม้ สีหน้าทระนง

 

 

“ขอบคุณอาจารย์ที่เมตตา” ต้วนชิงเกอหมอบกับพื้นว่า

 

 

พูดไปแล้ว นางเองยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ถูกนักพรตหานจางจับไว้แท้ๆ เหตุใดนักพรตรั่วซีถึงรู้เรื่องล่ะ และยังกลายเป็นอาจารย์ของตน

 

 

“ต้วนชิงเกอ เจ้าออกมานะ!” นอกตำหนักมีเสียงของหญิงสาวดังขึ้น

 

 

นักพรตรั่วซีที่อยู่ในนั้นคิ้วโก่งตั้งขึ้น “เหตุใดวันนี้ถึงมีคนมาวุ่นวาย?”

 

 

“อาจารย์ ศิษย์ขอออกไปดูสักหน่อย คนผู้นั้นเมื่อก่อนรู้จักกับศิษย์” ต้วนชิงเกอฟังออกว่าเป็นเสียงเฉินเจียวซิ่ง จึงรีบเอ่ย

 

 

เห็นนักพรตรั่วซีพยักหน้า ต้วนชิงเกอเดินออกไป ทว่าไม่นานนักกลับวิ่งเตลิดเข้ามา คุกเข่าลงตรงหน้านักพรตรั่วซีว่า “อาจารย์ ขอท่านได้โปรดช่วยสหายสนิทของศิษย์มั่วชิงเฉินด้วยเถอะเจ้าค่ะ”

 

 

“มั่วชิงเฉิน? เกิดอะไรขึ้น?” นักพรตรั่วซีขมวดคิ้วถาม

 

 

ต้วนชิงเกอหมอบลงกับพื้น เอ่ยอย่างรีบเร่งว่า “ที่ครั้งนี้ศิษย์ได้อาจารย์ยื่นมือเข้าช่วย เพราะชิงเฉินส่งข่าวแจ้งศิษย์พี่มั่ว ทว่านางกลับถูกนักพรตหานจางขังไว้ อาจารย์ ได้โปรดท่านต้องช่วยนางนะเจ้าคะ”

 

 

นักพรตรั่วซีมองมั่วหลีลั่วปราดหนึ่ง มั่วหลีลั่วรีบคำนับว่า “เรียนอาจารย์ ศิษย์น้องต้วนพูดไม่ผิดเจ้าค่ะ”

 

 

นักพรตรั่วซีครุ่นคิดครู่หนึ่งว่า “ชิงเกอ เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าใช้ไม้แข็งพาเจ้าออกมาจากที่พำนักนักพรตหานจาง ก็ทำให้เขาเสียหน้ามากแล้ว เพียงแต่เขาก็รู้ดีว่าสภาพร่างกายของเจ้าหากถูกสำนักรู้เข้า เดิมทีเขาก็ขังเจ้าไว้ไม่ได้อยู่แล้ว ทว่าบัดนี้หากข้ายังไปขอคนอีก นั่นก็จะกลายเป็นเงื่อนตายแล้ว”

 

 

“อาจารย์!” ต้วนชิงเกอรู้สึกสิ้นหวังทันที

 

 

“ลั่วเอ๋อร์ พาศิษย์น้องเจ้าไปพักผ่อนดีๆ เถอะ” นักพรตรั่วซีเอ่ยนิ่งเรียบ

 

 

กลับไม่คิดว่าทันใดนั้นมั่วหลีลั่วก็คุกเข่าลงว่า “อาจารย์ มั่วชิงเฉินก็มีบุญคุณช่วยชีวิตศิษย์ไว้ หากยามนี้ศิษย์เห็นตายไม่ช่วย วันหลังต้องถูกจิตมารพันกายเป็นแน่ หวังให้อาจารย์เห็นใจด้วยเจ้าค่ะ”

 

 

“ศิษย์ก็เช่นกัน หวังให้อาจารย์เห็นใจด้วยเจ้าค่ะ!” ต้วนชิงเกอโขกศีรษะกับพื้นอย่างแรง

 

 

“พวกเจ้า!” นักพรตรั่วซีจนด้วยคำพูด ในใจกลับปีติที่ศิษย์ทั้งสองไม่ใช่คนแล้งน้ำใจ

 

 

ต้องรู้ว่าคนบำเพ็ญเพียรไม่เหมือนคนบำเพ็ญมาร ปกติต่อให้ทำเรื่องชั่วช้าปานใด จิตใต้สำนึกยังคงได้รับอิทธิพลจากศีลธรรมกฎเกณฑ์ ทำเรื่องผิดต่อมโนธรรมแล้ว ก่อแก่นปราณและก่อกำเนิดจะผ่านจิตมารได้ยากนัก เพียงแต่ผู้บำเพ็ญเพียรนับหมื่นพันคนเดินถึงระดับก่อแก่นปราณมีเพียงคนเดียว จึงมีคนมากมายเพื่อผลประโยชน์ตรงหน้าแล้วลืมสิ่งเหล่านี้ไป

 

 

“เอาเถอะ” นักพรตรั่วซีเรียกเมฆสีแดงออกมา พาทั้งสองคนบินสู่เขาต้วนจิน

 

 

“ศิษย์พี่รั่วซี ไม่ทราบท่านให้เกียรติมาเยือนมีเหตุอันใด?” นักพรตหานจางเห็นนักพรตรั่วซีมาอีกแล้ว ข้างกายยังพาต้วนชิงเกอมาด้วย จึงกัดฟันถาม

 

 

นักพรตรั่วซีหัวเราะเบาๆ หนึ่งที “ศิษย์น้องหานจางพูดเกินไปแล้ว เราเป็นผู้บำเพ็ญเพียรสำนักเดียวกัน มาเยี่ยมเยือนกันมีสิ่งใดไม่ได้เช่นนั้นหรือ?”

 

 

นักพรตหานจางมุมปากกระตุก “กลัวแต่ที่พำนักข้าต่ำต้อย จะทำให้ตาศิษย์พี่สกปรก”

 

 

“หึๆ ศิษย์น้อง ข้าไม่ใช่รับศิษย์มาใหม่คนหนึ่งหรือไง ชิงเกอ ยังไม่มาคารวะอาจารย์อาอีก” นักพรตรั่วซีหัวเราะว่า

 

 

ต้วนชิงเกอเดินขึ้นหน้าก้าวหนึ่ง คารวะตามระเบียบ “ศิษย์ต้วนชิงเกอขอคารวะท่านอาจารย์อาเจ้าค่ะ”

 

 

นักพรตหานจางโกรธจนหน้าดำ

 

 

นักพรตรั่วซีว่า “ศิษย์คนเล็กข้านี่ ยังขาดศิษย์รับใช้ใกล้ชิดคนหนึ่งคอยจัดการเรื่องรอบตัวนางพอดี ได้ยินมาว่านางมีสหายชื่อมั่วชิงเฉินคนหนึ่งบังเอิญมาเป็นแขกอยู่ที่เจ้านี่ ยังหวังให้ศิษย์น้องตัดรัก”

 

 

“นักพรตรั่วซี ท่านอย่ารังแกกันเกินไปนะ!” นักพรตหานจางเอ็ดตะโร

 

 

ในยามนี้เอง ขอบฟ้ามีแสงวิญญาณปรากฏ ต่อมามีคนผู้หนึ่งกระโดดลงจากอาวุธเวท คือศิษย์ผู้ดูแลแห่งเขาชิงมู่

 

 

“ศิษย์คารวะอาจารย์ลุงทั้งสอง” ผู้บำเพ็ญเพียรแซ่เฉียนเอ่ย

 

 

“วันนี้ที่ข้านี่ช่างครึกครื้นเสียจริง เจ้ามาทำอะไร?” นักพรตหานจางปฏิบัติต่อศิษย์ระดับสร้างรากฐาน ย่อมไม่เกรงใจอยู่แล้ว

 

 

ผู้บำเพ็ญเพียรแซ่เฉียนกลับตอบอย่างมีสัมมาคารวะยิ่งนักว่า “เรียนอาจารย์ลุง ศิษย์รับคำสั่งท่านผู้เฒ่าเหอกวง รับศิษย์ของท่านกลับเขาขอรับ”

 

 

 

 

——

 

 

[1] รักษาม้าตายดั่งม้าเป็น หมายถึง ทำสิ่งที่รู้ว่าไม่มีทางสำเร็จแต่ก็ยังลองดู เหมือนม้าที่ตายไปแล้วรักษายังไงมันก็ไม่ฟื้นแต่ก็ยังพยายามให้มันกินยา

พันธกานต์ปราณอัคคี

พันธกานต์ปราณอัคคี

สาวชนบทชีวิตอาภัพคนหนึ่งเท่านั้น เมื่อมีจอมยุทธ์ผู้หนึ่งมารับตัวนางกลับไปยังตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรของบิดา ตั้งแต่นั้นชีวิตของนางจึงพลิกผันไปโดยพลัน ถึงกระนั้นพรสวรรค์ของนางกลับมิได้ล้ำเลิศเฉกเช่นบิดา ยังดีที่มี ‘สุราทิพย์’ คอยช่วยเหลือ และนำพานางไปสู่เส้นทางที่คนธรรมดาได้แต่วาดฝันถึง ในเส้นทางสายนี้ยังมีเรื่องราวอีกไม่น้อยที่นางนั้นคาดไม่ถึง ทั้งออกผจญภัยปราบปีศาจสยบอสูร ปลูกสมุนไพรหลอมโอสถ โดนข่มเหงกีดกันเพราะความอ่อนด้อยจนไม่ต่างกับเป็นคนรับใช้ผู้หนึ่ง และไม่ทันได้เตรียมใจว่าจะพานพบกับรสรักที่ล้ำลึกเสียจนมิอาจถอน แรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทานผูกนางกับเขาอย่างไร้หนทางแยกจากกันได้… หนทางแห่งการบำเพ็ญเพียร ช่างเปลี่ยนไปมาจนมิอาจคาดเดาได้ เขาจะเป็นคนรับใช้ที่โดดเด่นในโลก (อดีต) แห่งนี้ให้ดู!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset