พันธกานต์ปราณอัคคี – ตอนที่ 194 รวมตัวที่เขาโฮ่วเต๋อ

มั่วชิงเฉินมองเงาหลังสีเทานั่น แล้วยิ้มอย่างไร้เสียง ถือถุงเก็บวัตถุกลับเข้าห้องของตน

 

 

บัดนี้คือกลางฤดูร้อนพอดี เสื้อผ้าในถุงเก็บวัตถุล้วนทำจากผ้าไหมบางเบา พริบตาเดียวก็กองเต็มเตียงไปหมดเหมือนดอกไม้บานสะพรั่ง

 

 

มั่วชิงเฉินหยิบเสื้อเอียนหลัว[1]ลายดอกท้อกลางเมฆหมอกขึ้นมา แล้วมองดูกระโปรงเมฆสายรุ้งดอกเหมยที่อยู่ข้างๆ มุมปากกระตุกขึ้น อาจารย์เจ้าขา พรรคเหยากวงเราเป็นสำนักเต๋ามิใช่หรือ ท่านเลือกเสื้อผ้าพวกนี้ให้ข้า สามารถใส่ออกไปได้จริงๆ หรือ?

 

 

ฝังตัวคุ้ยในกองเสื้อผ้าครึ่งค่อนวัน ถึงพอกล้อมแกล้มรื้อเสื้อเอียนหลัวโปรยบุปผาสีขาวนวลได้ตัวหนึ่ง จับคู่กับกระโปรงสีมรกตอ่อนๆ

 

 

มั่วชิงเฉินเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ แล้วส่องกระจกเกล้าผมทรงมองจันทร์ห่วงคู่อย่างคล่องแคล่ว ทั้งน่ารักอีกทั้งไม่ขาดความสุภาพ

 

 

ส่องกระจกดู มั่วชิงเฉินรู้สึกไม่มั่นใจจริงๆ ไม่รู้ว่าแต่งตัวเต็มยศที่อาจารย์เอ่ยถึงตกลงเต็มถึงระดับใดกันแน่ หากคนอื่นล้วนใส่ชุดคลุมเต๋าเรียบง่าย ตนแต่งตัวเช่นนี้ก็คือโดดเด่นอยู่คนเดียวนะ ทว่าหากเป็นความหมายตามตัวอักษรดังที่ตนเข้าใจ การแต่งตัวเช่นนี้ก็ราบเรียบเกินไปอีก

 

 

คิดๆ แล้ว มั่วชิงเฉินเสียบดอกไม้มุกสีฟ้าดอกนั้นไว้ตรงกลางของผมทรงห่วงคู่ แล้วใส่ต่างหูหยกหยางจือรูปกระต่ายหยกโขกยา คนทั้งคนดูกระฉับกระเฉงขึ้นมาทันที่

 

 

“ชิงเฉิน เจ้าเสร็จหรือยัง?” เสียงกู้หลีดังมาจากหน้าประตู

 

 

“เจ้าค่ะ มาแล้ว” มั่วชิงเฉินตอบเสียงหนึ่ง แล้วรีบเดินออกไป เห็นตาของกู้หลี ทนไม่ไหวต้องก้มหน้าลงแผ่วเบา นี่ดูเหมือนเป็นครั้งแรกที่พบเขาด้วยลักษณะเช่นนี้หลังจากเติบใหญ่กระมัง

 

 

กู้หลีมองดูสาวน้อยงามหมดจดที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า ติ่งหูขาวเนียนห้อยกระต่ายน้อยซุกซนแกว่งไปแกว่งมาคู่หนึ่ง แกว่งจนเขาเหม่อลอยเบาๆ

 

 

“อาจารย์?” มั่วชิงเฉินยกตาขึ้นเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ถามอย่างลังเลว่า “ชิงเฉินเช่นนี้ ใช้ได้หรือไม่เจ้าคะ?”

 

 

กู้หลีหยุดชะงัก ตอบ ‘อืม’ เสียงหนึ่งเบาๆ จากนั้นกลับเอ่ยอีกว่า “รอสักครู่”

 

 

มั่วชิงเฉินหยุดฝีเท้าลง มองกู้หลีอย่างสงสัย

 

 

ในมือกู้หลีไม่รู้มีหินหยกน้ำแข็งที่กระจ่างใสยิ่งโผล่มาตั้งแต่เมื่อไร แสงวิญญาณสีเขียวเป็นสายๆ เกาะกุมที่ปลายนิ้ว ระหว่างที่นิ้วมือโบยบิน เศษหินหยกบินฟุ้งไปทั่วท้องฟ้าดังผลึกน้ำแข็ง ไม่นานนักก็แกะปิ่นหยกน้ำแข็งออกมาอันหนึ่ง หัวปิ่นเป็นรูปจันทร์เสี้ยวที่สวยงาม

 

 

มั่วชิงเฉินมองปิ่นหยกจันทร์เสี้ยวอย่างงงงัน “อาจารย์ ท่าน นี่ท่านมอบให้ชิงเฉินหรือเจ้าคะ?”

 

 

กู้หลีประดับรอยยิ้มนิ่งเรียบที่มุมปาก นิ้วมือเรียวยาวถือปิ่นหยกน้ำแข็ง เสียบไว้บนผมมั่วชิงเฉินอย่างระมัดระวัง แล้วเอ่ยเบาๆ ว่า “เช่นนี้ดูดีขึ้นสักหน่อย เข้าคู่กับต่างหูกระต่ายหยกของเจ้าพอดี”

 

 

ลมหายใจสดชื่นที่มุดเข้าปลายจมูกเข้มข้นยิ่งขึ้น เมฆแดงบินขึ้นแก้มมั่วชิงเฉินทันที นางรีบกดความคิดกวนใจลงไปว่า “อาจารย์ กระต่ายหยกไม่ได้อยู่ในวังจันทราหรือเจ้าคะ ท่านทำจันทราออกมาแค่ครึ่งดวงจะอยู่อย่างไรล่ะเจ้าคะ?”

 

 

กู้หลียิ้มอย่างสง่าเปิดเผย “อยู่ไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จึงตกลงมาแล้ว”

 

 

มั่วชิงเฉินจนด้วยคำพูด จากนั้นเหลือบมองชุดเทาของกู้หลีปราดหนึ่ง ขมวดคิ้วว่า “อาจารย์ ไยท่านถึงไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าล่ะเจ้าคะ?”

 

 

กู้หลีกระดกมุมปาก “เปลี่ยนแล้ว”

 

 

“เปลี่ยนแล้ว?” มั่วชิงเฉินเบิกตากว้างกวาดมองไปมา ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่รู้สึกว่าเสื้อชุดนี้และของแต่ก่อนดูแล้วจะแตกต่างกันตรงไหน

 

 

“อืม ชุดนี้ใหม่กว่าเล็กน้อย” ในที่สุดกู้หลีก็ต้านทานแรงกดดันจากสายตาที่ร้อนแรงของมั่วชิงเฉินไม่ได้ จึงเอ่ยเสียงเบา

 

 

มั่วชิงเฉินมุมปากกระตุก จากนั้นพลิกข้อมือ ในมือปรากฏมุกสีม่วงร้อยด้วยเชือกสีเขียวเม็ดหนึ่ง

 

 

“ยื่นมือมาเจ้าค่ะ” มั่วชิงเฉินโบกไข่มุกในมือ

 

 

กู้หลียื่นมือใหญ่ออกไปอย่างว่าง่าย สายตาไม่ห่างจากไข่มุกสีม่วง “นี่คือสิ่งใด ดูเหมือนมีฤทธิ์ในการสงบจิตใจ?”

 

 

มั่วชิงเฉินพลางผูกเชือกไว้บนข้อมือกู้หลีพลางพูดว่า “นี่คือสิ่งที่ชิงเฉินได้มาโดยบังเอิญยามท่องเที่ยวฝึกตน เรียกว่ามุกจื่อหวาสงบจิต มีฤทธิ์ในการสงบจิตใจจริงๆ คนเขาบอกข้าว่า มุกจื่อหวาสงบจิตนี้ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับก่อกำเนิดก็ใช้ได้ผลดี ดังนั้นอาจารย์ต่อไปท่านห้ามแกะออกมานะเจ้าคะ”

 

 

พูดพลาง มั่วชิงเฉินแอบลูบไข่มุกที่เหมือนกันเปี๊ยบบนข้อมือตน อารมณ์ดีขึ้นมาทันที

 

 

มองดูมุมปากที่กระดกขึ้นเบาๆ ของมั่วชิงเฉิน รอยยิ้มดุจบุปผา กู้หลียิ้มอย่างอบอุ่น แล้วยกมืออัญเชิญอาวุธเวทเหินหาวออกมา

 

 

อาวุธเวทเหินหาวของกู้หลีคือขลุ่ยไม้ไผ่เลาหนึ่ง ยามที่มั่วชิงเฉินยืนขึ้นไป รู้สึกเพียงว่าผิวขลุ่ยเป็นเงาลื่น มีความเสี่ยงของการเหยียบลื่น จึงรีบตั้งร่างกายให้นิ่ง ต่อให้เป็นเช่นนี้ เมื่อกู้หลีเพิ่งขับเคลื่อนอาวุธเวท ร่างกายนางยังคงแกว่งไกวทีหนึ่ง หากไม่เพราะหูตาไวจับชายเสื้อของกู้หลีไว้ ก็เกือบแกว่งตกลงไปแล้ว

 

 

“อาจารย์!” มั่วชิงเฉินโกรธนัก หรือว่าอาจารย์ทุกคนยามขับเคลื่อนอาวุธเวท ล้วนไม่บอกกล่าวกันหรืออย่างไร? ในยามนี้ นางเข้าใจความรู้สึกของหลี่จื่อหย่วนยิ่งนัก

 

 

บนลานกว้างเขาโฮ่วเต๋อผู้คนมากมาย ยืนเต็มไปด้วยศิษย์ในชุดคลุมสีเขียว และมีศิษย์ใส่ชุดเทาจำนวนนับไม่ถ้วนมองอยู่จากไกลๆ เปี่ยมด้วยความอิจฉา ในสถานการณ์เช่นนี้ บนลานกว้างย่อมไม่มีที่ให้ศิษย์จิปาถะได้ยืนเป็นธรรมดา

 

 

ในจำนวนนี้ ศิษย์ที่ยืนอยู่ด้านตะวันออกของลานกว้างสะดุดตาที่สุด เห็นเพียงพวกเขาใส่ชุดสวยงามทุกคน โดยเฉพาะศิษย์หญิง เสื้อผ้าสีต่างๆ ดั่งเมฆสีรุ้ง เมื่อเดินขึ้นมาเสียงเครื่องประดับกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง บวกกับใบหน้าที่งดงาม รูปร่างอรชร แต่ละคนดุจเซียนเหยียบคลื่นเดินมา สาวหยกจุติ ยั่วจนศิษย์จากเขาอื่นๆ ทั้งสี่เขาสอดส่องสายตามาไม่ขาดสาย สายตาของศิษย์ชายเต็มไปด้วยความตื่นเต้นรำพึงรำพัน ของศิษย์หญิงกลับทั้งเศร้าทั้งอิจฉา

 

 

ศิษย์จากเขาชิงมู่ไม่ว่าในสำนักหรือนอกสำนัก ต่างยืดอกเชิดหน้า ท่าทางกระฉับกระเฉง หากมีสายตาของคนอื่นกวาดมา ก็จะทำท่าสำรวม แต่กลับปิดบังความปีติอันเปี่ยมล้นไม่มิด

 

 

“ฮึ มีอะไรน่าภูมิใจหนักหนา” ศิษย์หญิงคนหนึ่งเห็นศิษย์พี่ที่พึงใจสายตามองไปทางผู้บำเพ็ญเพียรหญิงแห่งเขาชิงมู่ไม่ขาดสาย จึงดูหมิ่นเบาๆ ว่า

 

 

ผู้บำเพ็ญเพียรชายรีบก้มหน้าง้อว่า “ศิษย์น้องอย่าโกรธ ข้าเพียงแต่แปลกใจ อยากดูว่าอาจารย์อามั่วที่เล่าลือกันท่าทางเป็นเช่นไรเท่านั้น?”

 

 

“อาจารย์อามั่ว?” ศิษย์หญิงขมวดคิ้ว จากนั้นรู้แจ้งขึ้นมาทันที “ว้าย เจ้าหมายถึงอาจารย์อามั่วท่านนั้น? น้องได้ยินมาว่านางเป็นนางมาร ศิษย์พี่ ห้ามเจ้าดู!”

 

 

ผู้บำเพ็ญเพียรชายตกใจหน้าซีด รีบกระตุกศิษย์หญิงแรงๆ ทีหนึ่ง “ศิษย์น้อง เจ้าเบาหน่อย อาจารย์อามั่วท่านนั้นเป็นศิษย์รักของนักพรตเหอกวง อีกทั้งยังเป็นคนในดวงใจของอาจารย์อาเยี่ย หากใครได้ยินเข้า พวกเราล้วนเลี่ยงการลงโทษไม่พ้น”

 

 

ศิษย์หญิงก้มหน้าลง เอ่ยอย่างไม่พอใจว่า “บัดนี้ศิษย์ร่วมสำนักมากมายต่างลือกันอยู่นี่นา ท่านเซียนหรวนเป็นคนพูดนะ”

 

 

ผู้บำเพ็ญเพียรชายเกลี้ยกล่อมว่า “ศิษย์น้อง เจ้าอย่าเอาแต่ใจอีกเลย เจ้าก็พูดแล้ว ท่านเซียนหรวนเป็นคนพูด ท่านเซียนหรวนมีฐานะอะไร นางพูดได้ทว่าพวกเราพูดไม่ได้หรอกนะ…”

 

 

“ศิษย์น้องจาง เจ้าอย่าเบียดสิ ขืนเบียดอีกข้าก็ชนศิษย์พี่ข้างหน้าแล้ว” ศิษย์ชุดเทาคนหนึ่งเอ่ย

 

 

ศิษย์ชุดเทาอีกคนหนึ่งบ่นพึมพำเสียงหนึ่ง “คนเยอะจริงๆ มองไม่เห็นเลย เฮ่อ พวกเราศิษย์จิปาถะช่างน่าอนาถ สถานการณ์ครึกครื้นที่สิบปีก็ยากจะได้เจอสักครา ก็เห็นได้เพียงศีรษะเต็มตาไปหมด”

 

 

ศิษย์คนก่อนหน้าหัวเราะแหะๆ “ช่วยไม่ได้ ศิษย์น้องจาง ใครให้เจ้าตัวเตี้ยล่ะ”

 

 

ศิษย์ชุดเทาแซ่จางไม่พอใจแล้ว “ศิษย์พี่จ้าว เจ้าตัวสูง ก็เพียงแค่เห็นศีรษะมากขึ้นเท่านั้น นักพรต เจินจวินพวกนั้น อีกทั้งฉากพิธีที่จะจัดขึ้นในอีกสักครู่ เจ้ายืนอยู่นี่มองเห็นหรือไร?”

 

 

ศิษย์ก่อนหน้านี้แสยะปากอย่างกลัดกลุ้ม “เจ้าพูดถูก ศิษย์จิปาถะเช่นพวกเรานี้ ก็ได้แค่มาสัมผัสความครึกครื้นสักหน่อยเท่านั้น”

 

 

ศิษย์ชุดเทาข้างหน้าหันหน้ากลับมา มองทั้งสองคนถามว่า “พวกเจ้าเคยได้ยิน ‘สองโฉมสะคราญชิงชิง’ หรือไม่?”

 

 

ศิษย์ก่อนหน้านี้ ‘หา’ เสียงหนึ่งว่า “ใช่ ‘สองโฉมสะคราญชิงชิง’ ที่ลือกันอย่างเอิกเกริกก่อนหน้านี้หรือไม่?”

 

 

“ถูกต้อง” ศิษย์ข้างหน้าพยักหน้า

 

 

ศิษย์คนก่อนหน้านี้พยักหน้าว่า “เรื่องนี่ข้าต้องรู้อยู่แล้ว เล่าลือกันว่าอาจารย์อาทั้งสองท่านนั้นล้วนมาจากเขาชิงมู่ อายุน้อยๆ ก็สร้างรากฐานสำเร็จ กราบนักพรตระดับก่อแก่นปราณเป็นอาจารย์ พวกนางดูเหมือนมีความเกี่ยวพันกับอาจารย์อาเยี่ยด้วย”

 

 

ศิษย์ข้างหน้ายิ้มเยาะว่า “พวกเจ้ารู้ไม่หมด ‘สองโฉมสะคราญชิงชิง’ มาจากเขาชิงมู่ไม่ผิด ทว่าพวกนางแรกสุดก็เป็นเพียงศิษย์จิปาถะ อีกทั้งยังอยู่ร่วมห้องเดียวกัน เรื่องนี้ก็ไม่ค่อยมีคนรู้แล้วสินะ?”

 

 

“อะไรนะ พวกนางเป็นศิษย์จิปาถะมาก่อน?” ทั้งสองคนร้องอย่างตกใจ

 

 

ศิษย์ข้างหน้าพยักหน้า “ถูกต้อง บัดนี้ ‘สองโฉมสะคราญชิงชิง’ แผ่รัศมีเจิดจ้า จึงลือเรื่องในอดีตที่ว่ามาจากเขาชิงมู่เช่นกันออกมา ศิษย์ทั้งหลายของเขาชิงมู่ก็รู้สึกมีเกียรติไปด้วย ยามที่พูดถึงจึงละเลยความจริงที่แต่เดิมพวกนางเป็นศิษย์จิปาถะไปอย่างไม่รู้ตัว”

 

 

“เช่นนั้นศิษย์พี่รู้ได้เช่นไรกันล่ะ?” ศิษย์คนหนึ่งถาม

 

 

ศิษย์ข้างหน้าหัวเราะว่า “ข้าพอรู้จักศิษย์น้องแซ่หลิวแห่งเขาชิงมู่คนหนึ่ง เดินทีนางเป็นสหายร่วมห้องยามที่ ‘สองโฉมสะคราญชิงชิง’ เป็นศิษย์จิปาถะ พวกนี้พวกเจ้าก็ไม่ต้องล้วงลึก ข้าเพียงแต่อยากพูดว่า ตอนนั้น ‘สองโฉมสะคราญชิงชิง’ หากมีความคิดเช่นเดียวกับพวกเจ้า ก็ไม่มี ‘สองโฉมสะคราญชิงชิง’ ในยามนี้แล้ว ยิ่งไม่มีปลากระโดดประตูมังกร ได้รับการชื่นชมจากนักพรตระดับก่อแก่นปราณ”

 

 

ศิษย์สองคนรู้สึกเลื่อมใส “ศิษย์พี่ ขอบคุณที่เตือนสติ!”

 

 

ศิษย์จิปาถะพรรคเหยากวงแสนกว่าคน มีตั้งเท่าไรที่เข้าประตูเซียนมาพร้อมความฝันการบำเพ็ญเพียร กลับถูกความจริงอันโหดร้ายดับฝันในใจจนสิ้น ประวัติของมั่วชิงเฉินและต้วนชิงเกอสองคนได้นำความหวังมาให้ศิษย์จิปาถะนับไม่ถ้วนจริงๆ เพียงแต่พวกนางไม่รู้ตัวเท่านั้น ว่าในระหว่างที่ไม่ให้สุ้มให้เสียง มีคนตั้งเท่าไรเปลี่ยนแปลงไปเพราะพวกนาง…

 

 

บนแท่นพิธีสูงกึ่งกลางลานกว้าง ผู้บำเพ็ญเพียรระดับก่อกำเนิดห้าท่านนั่งตามตำแหน่ง ด้านหลังแต่ละท่านมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับก่อแก่นปราณนั่งอยู่หลายท่าน น้อยมีสามสี่คน มากมีแปดเก้าคน ไปข้างหลังอีก ที่ยืนอยู่คือศิษย์ก้นกุฏิของผู้บำเพ็ญเพียรระดับก่อแก่นปราณ คนเหล่านี้ ก็คือความสูงส่งที่สุดแห่งพรรคเหยากวงแล้ว

 

 

“ศิษย์น้องหลิวซาง เจ้าควรประจำที่แล้วกระมัง?” ผู้บำเพ็ญเพียรระดับก่อกำเนิดตรงกลางผมเกล้าทรงนักพรตเต๋าหวีจนเรียบแปล้ ชุดเซินอี[2]แขนกว้าง ท่วงท่าดั่งเซียน คือผู้เฒ่าไท่ซ่างอันดับหนึ่งแห่งพรรคเหยากวงโส่วเต๋อเจินจวินนั่นเอง

 

 

หลิวซางเจินจวินใส่ชุดคลุมเต๋าสีเข้ม ด้านหน้าหลังเป็นรูปภาพแปดเหลี่ยมเฉียนคุน บนแขนเสื้อกว้างเป็นลายเมฆากระเรียนเซียน ดูแล้วสง่างามเคร่งขรึม ได้ยินคำพูดของโส่วเต๋อเจินจวิน เขากลับเหล่ไปทางด้านทิศตะวันออก แอบบ่นพึมพำว่า “เหอกวงเจ้าเด็กบ้านี่ คงไม่ดื่มจนเมาเสียเรื่องหรอกนะ?”

 

 

ที่บ่นพึมพำนี้ถูกผู้บำเพ็ญเพียรระดับก่อกำเนิดหลายท่านนี้ได้ยินไป ทุกคนอดอมยิ้มไม่ได้

 

 

ในยามนี้เอง ก็เห็นลำแสงสีมรกตสายหนึ่งมาจากทิศตะวันออก เพียงพริบตาก็ร่อนลงบนลานกว้าง สายตาของศิษย์นับไม่ถ้วนบนลานกว้างตกไปตรงนั้นโดยพร้อมเพรียงกัน

 

 

กู้หลีนำมั่วชิงเฉิน ไม่สนใจสายตาของทุกคนเดินขึ้นแท่นสูงอย่างช้าๆ เอ่ยขออภัยต่อโส่วเต๋อเจินจวินและหลิวซางเจินจวินเสียงหนึ่งแล้วเดินไปที่ที่นั่งท้ายสุดทางด้านเขาชิงมู่นั่น นั่นคือที่นั่งของศิษย์คนสุดท้ายของหลิวซางเจินจวิน

 

 

มั่วชิงเฉินแข็งใจยืนอยู่หลังนักพรตเหอกวง รู้สึกเพียงว่าตนถูกสายตานับพันนับหมื่นคู่กวาดผ่านรอบแล้วรอบเล่า เผาจนควันจะขึ้นร่างแล้ว จึงอดส่งเสียงทางจิตไม่ได้ว่า “อาจารย์ สถานการณ์เช่นนี้ ท่านจะมาให้เร็วหน่อยไม่ได้หรือเจ้าคะ?”

 

 

กู้หลีเม้มปาก ไม่ตอบ เขาคงบอกศิษย์น้อยไม่ได้กระมัง ว่าคำพูดที่นางพูดเมื่อวานทำให้เขาจิตใจสับสน สุดท้ายลืมเรื่องวันนี้เสียสนิทเลย

 

 

เห็นกู้หลีไม่พูด มั่วชิวเฉินบ่นอยู่ในใจรอบแล้วรอบเล่า

 

 

เมื่อโส่วเต๋อเจินจวินประกาศเริ่มพิธีฉลองเสียงก้อง ในที่สุดสายตาเหล่านั้นก็เบนออกจากตัวมั่วชิงเฉิน กลับมีสายตาสายหนึ่งตั้งแต่ต้นจนจบก็ตกอยู่บนตัวนางไม่ไปไหน

 

 

มั่วชิงเฉินอดยกตามองไปไม่ได้ สิ่งที่เห็นคือใบหน้าหล่อเหลาไร้เทียมทานแต่กลับยากจะปิดความอิดโรยหน้าหนึ่ง

 

 

 

 

——

 

 

[1] เอียนหลัว คือผ้าชนิดหนึ่ง เนื้อผ้าบางเบา มองไกลๆ จะเหมือนเมฆหมอก มีด้วยกันสี่สี คือ สีฟ้าหลังฝน สีมะกอก สีเขียวต้นสน และสีเงินแดง

 

 

[2] ชุดเซินอี เป็นการนำเสื้อและกระโปรงมาเย็บเป็นชุดเดียวกัน แล้วสวมในลักษณะของชุดคลุม ดดยแหวกช่องสำหรับเป็นสาบเสื้อด้านหน้า แต่ด้านหลังยังติดกันอยู่ สาบเสื้อของเซินอีมีสองแบบ คือสาบเสื้อแหลมและสาบเสื้อตรง

พันธกานต์ปราณอัคคี

พันธกานต์ปราณอัคคี

สาวชนบทชีวิตอาภัพคนหนึ่งเท่านั้น เมื่อมีจอมยุทธ์ผู้หนึ่งมารับตัวนางกลับไปยังตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรของบิดา ตั้งแต่นั้นชีวิตของนางจึงพลิกผันไปโดยพลัน ถึงกระนั้นพรสวรรค์ของนางกลับมิได้ล้ำเลิศเฉกเช่นบิดา ยังดีที่มี ‘สุราทิพย์’ คอยช่วยเหลือ และนำพานางไปสู่เส้นทางที่คนธรรมดาได้แต่วาดฝันถึง ในเส้นทางสายนี้ยังมีเรื่องราวอีกไม่น้อยที่นางนั้นคาดไม่ถึง ทั้งออกผจญภัยปราบปีศาจสยบอสูร ปลูกสมุนไพรหลอมโอสถ โดนข่มเหงกีดกันเพราะความอ่อนด้อยจนไม่ต่างกับเป็นคนรับใช้ผู้หนึ่ง และไม่ทันได้เตรียมใจว่าจะพานพบกับรสรักที่ล้ำลึกเสียจนมิอาจถอน แรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทานผูกนางกับเขาอย่างไร้หนทางแยกจากกันได้… หนทางแห่งการบำเพ็ญเพียร ช่างเปลี่ยนไปมาจนมิอาจคาดเดาได้ เขาจะเป็นคนรับใช้ที่โดดเด่นในโลก (อดีต) แห่งนี้ให้ดู!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset