พันธกานต์ปราณอัคคี – ตอนที่ 218 ความอาฆาตมาดร้ายบังเกิดกะทันหัน

“อาจารย์ วันนั้นประลองกับคนสุดท้ายของนิกายเหอฮวน ชิงเฉินดูเหมือนเข้าสู่เขตแดนที่ประหลาดอันหนึ่ง อานุภาพของเคล็ดวิชาพันบุปผาแปลงไม้จู่ๆ ก็เพิ่มขึ้นมากมาย ทว่าหลายวันมานี้ไปหาคนแลกเปลี่ยนวิชาที่โถงแสดงยุทธ์ กลับจับความตระหนักเช่นนั้นไม่ได้อีกแล้ว ท่านรู้หรือไม่ว่านี่มันเรื่องอะไรกันเจ้าคะ?” ไปโถงแสดงยุทธ์ติดกันช่วงระยะเวลาหนึ่ง มั่วชิงเฉินกลับหาความรู้สึกเช่นในวันนั้นกลับมาไม่ได้ จึงทนไม่ไหวต้องถามกู้หลี

 

 

กู้หลียิ้ม “ชิงเฉิน เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ไล่ตามมาตลอดชีวิตกลับมีเพียงคนจำนวนน้อยนิดที่กุมไว้ได้คืออะไร?”

 

 

มั่วชิงเฉินส่ายศีรษะ ผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่กวาดผู้บำเพ็ญเพียรระดับเดียวกันเรียบ ทว่าการเลื่อนขั้นกลับลำบากยากเข็ญยิ่งนัก ดังนั้นผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่จึงมีไม่มาก กระทั่งบัดนี้นางยังไม่เคยพบเจอมาก่อน จึงไม่เข้าใจวิชานั้นนัก เพียงแต่ได้ยินว่าพรรคอู่อี๋ในสี่สำนักแปดนิกายมีผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ค่อนข้างมาก

 

 

“จิตแห่งกระบี่ ที่พวกเขาตามหาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยมาตลอดชีวิตก็คือจิตแห่งกระบี่ เจนจิตแห่งกระบี่จึงรู้ทางสวรรค์ ดังนั้นผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ที่ตระหนักถึงจิตแห่งกระบี่พลังความสามารถเหนือกว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับเดียวกันมาก ทว่าคนที่สามารถตระหนักถึงจิตแห่งกระบี่นั้นช่างน้อยนัก ก็เหมือนกับทางสวรรค์ที่อัศจรรย์ไม่อาจเอ่ยเป็นคำพูดได้ วันนั้นเจ้าโอกาสวาสนานำพาให้เข้าสู่สภาพใจและจิตรวมเป็นหนึ่ง เคล็ดวิชาพันบุปผาแปลงไม้แฝงไว้ด้วยจิตแห่งกระบี่ จึงก่อให้เกิดอิทธิพลชนิดหนึ่ง คนที่อยู่ในอิทธิพลนั้นก็จะถูกบังคับโดยจิตแห่งกระบี่ ดังนั้นเจ้าถึงรู้สึกว่าเคล็ดวิชาพันบุปผาแปลงไม้อานุภาพเพิ่มขึ้นมาก” กู้หลีเอ่ยอย่างอดทน

 

 

มั่วชิงเฉินมือข้างหนึ่งยันแก้ม ขมวดคิ้วแผ่วเบาว่า “อาจารย์ เช่นนั้นต้องทำเช่นไรถึงควบคุมจิตแห่งกระบี่ได้ล่ะเจ้าคะ?”

 

 

“พวกเราผู้บำเพ็ญเพียรเต๋าต่างจากผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ ต่อให้ฝึกเคล็ดกระบี่บางอย่าง อีกทั้งโอกาสวาสนานำพาให้ตระหนักถึงจิตแห่งกระบี่ ที่จริงจิตแห่งกระบี่นั้นก็ไม่ใช่จิตแห่งกระบี่เสียทีเดียว หากแต่เป็นจิตแห่งกระบี่ผสานจิตแห่งคาถา เช่นเดียวกันจะก่อให้เกินอิทธิพลชนิดหนึ่งที่ทำให้ปราบศัตรูได้” กู้หลีเอ่ยต่อ

 

 

มั่วชิงเฉินตาสว่างขึ้นโดยพลัน จิตแห่งกระบี่ที่ผู้บำเพ็ญเพียรเต๋าตระหนักที่จริงคือจิตแห่งกระบี่ผสานกับจิตแห่งคาถาเช่นนั้นหรือ? นางดูเหมือนจะสัมผัสอะไรได้รางๆ กลับพูดไม่ออกว่าอะไรกันแน่

 

 

“อาจารย์ เช่นนั้นจิตแห่งกระบี่ที่เกิดจากผู้บำเพ็ญเพียรเต๋าฝึกเคล็ดกระบี่เทียบกับผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่บริสุทธิ์ อานุภาพจะด้อยกว่าสักหน่อยใช่หรือไม่เจ้าคะ?” มั่วชิงเฉินถามอีก

 

 

กู้หลียิ้มอย่างใจเย็นว่า “ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจต่อกระบี่หรือความเข้าใจต่อคาถา สืบสาวแหล่งที่มาแล้วล้วนเป็นความเข้าใจต่อทางสวรรค์”

 

 

มั่วชิงเฉินรู้แจ้งว่า “เช่นนี้ก็คือไม่มีการแบ่งสูงต่ำแล้ว?”

 

 

กู้หลีพยักหน้า “ต่างมีจุดเด่นเท่านั้น หากวันหลังมีโอกาสแลกเปลี่ยนกับผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่สักครั้ง เจ้าอาจตระหนักได้ชัดเจนขึ้นก็เป็นได้”

 

 

มั่วชิงเฉินกัดปากว่า “อาจารย์ พูดมาครึ่งค่อนวันท่านยังไม่ได้บอกชิงเฉินเลย ว่าจะควบคุมจิตแห่งกระบี่ได้เช่นไร”

 

 

“ชิงเฉิน เจ้าว่าจะควบคุมทางสวรรค์ได้เช่นไร?” กู้หลีอมยิ้มถามว่า

 

 

มั่วชิงเฉินชะงัก จากนั้นว่า “อาจารย์ ชิงเฉินใจร้อนไปแล้ว”

 

 

ชีวิตต่อจากนั้น มั่วชิงเฉินกลางวันไปโถงแสดงยุทธ์แลกเปลี่ยนกับคนอื่น กลางคืนบำเพ็ญเพียรวิชายุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้คาถาและเคล็ดกระบี่หรือการรุดหน้าของตบะ ล้วนพัฒนาขึ้นทุกวัน

 

 

ในวันนี้ นางไปลานประลองของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานที่โถงแสดงยุทธ์อีกครั้ง ที่นั่นกำลังล้อมเต็มไปได้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมลมปราณและผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐาน ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานคู่หนึ่งกำลังสู้กันอย่างดุเดือด

 

 

มั่วชิงเฉินยืนจ้องดูเงียบๆ ศิษย์พี่ทั้งสองคนนี้นางล้วนเคยประมือมาก่อน แม้โชคดีชนะ กลับไม่ยอมรับไม่ได้ว่าพลังความสามารถของสองคนค่อนข้างแข็งแกร่ง ต่างมีความโดดเด่น

 

 

“ดี!” เมื่อรู้แพ้ชนะ นอกลานประลองระเบิดเสียงโห่ร้องขึ้น

 

 

คนที่แพ้ก็ไม่หดหู่ กอบมือแล้วกระโดดลงจากเวทีอย่างสง่า

 

 

คนที่ได้ชัยชนะยืนอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าสงบ รอคอคนขึ้นเวทีคนต่อไป

 

 

มั่วชิงเฉินคิดๆ แล้ว ยกตัวกระโดดขึ้นเวทีไป คำนับทีหนึ่งว่า “ศิษย์พี่”

 

 

“อ๊า อาจารย์อามั่วมาอีกแล้ว!” ศิษย์ที่ล้อมดูมากมายนอกลานประลองโห่ร้องอย่างคึกคัก

 

 

คนที่มาโถงแสดงยุทธ์บ่อยๆ มีใครไม่รู้บ้างว่าช่วงนี้มั่วชิงเฉินมาประลองทุกวัน การประลองแต่ละครั้งล้วนยอดเยี่ยมตระการตา จนกระทั่งบัดนี้ยังไม่เคยแพ้ กระทั่งชนะนักบำเพ็ญระดับสร้างรากฐานระยะปลายคนหนึ่ง

 

 

คนบนเวทีสีหน้าแข็งทื่อ จากนั้นตะโกนเรียกผู้บำเพ็ญเพียรคนก่อนหน้าว่า “ศิษย์น้องจาง เจ้านัดข้าไปเอาของที่ตลาดมิใช่หรือ ไอยา เกือบลืมไปแล้ว!” พูดพลางกระโดดลงจากเวทีด้วยความเร็วที่เร็วกว่าฟ้าผ่า ลากศิษย์น้องจางที่ยังไม่ได้สติกลับมาคนนั้นวิ่งทะยานไปแล้ว

 

 

มั่วชิงเฉินเหลอหลา จากนั้นกวาดสายตาไปลานประลองเล็กอื่น มีเพียงบนลานประลองเล็กสองลานที่มีผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานระยะกลางและระยะปลายลานละคนกำลังรอคู่ต่อสู้อยู่ เห็นมั่วชิงเฉินมองมา จึงกระโดดลงจากเวทีพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ได้ยินเพียงคนหนึ่งว่า “แย่แล้ว แย่แล้ว วันนี้เป็นวันที่นัดศิษย์น้องหลิวไว้ไม่ใช่หรือ ไยข้าถึงลืมได้นะ ทีนี้ศิษย์น้องหลิวต้องโกรธแน่แล้ว”

 

 

อีกคนหนึ่งว่า “หมดกัน อาจารย์สั่งข้าไปทำธุระให้ท่านวันนี้ชัดๆ ไยถึงวิ่งมาโถงแสดงยุทธ์ด้วยความเคยชินอีกแล้ว”

 

 

ทั้งสองคนไม่เห็นเงาอย่างรวดเร็ว

 

 

มั่วชิงเฉินเหลอหลาอีกครั้ง สายตากวาดไปที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานที่อยู่ข้างล่างเวที กลับเห็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานพวกนั้นเหมือนใจสื่อถึงกันได้ก็ไม่ปานเบือนหน้าแล้วก็วิ่ง บางคนอย่างน้อยยังพูดพอเป็นมารยาทสักสองประโยค บางคนไม่พูดสักแอะหนีไปโดยตรงให้รู้แล้วรู้รอดไป

 

 

มั่วชิงเฉินยืนอยู่บนเวทีอย่างเดียวดาย เห็นเพียงศิษย์ระดับหลอมลมปราณล้วนๆ ใต้เวทีกำลังจ้องนางตาปริบๆ ยืนต่ออีกครึ่งค่อนวันก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐาน จึงได้แต่เดินลงเวทีไปอย่างเคอะเขิน

 

 

เห็นมั่วชิงเฉินออกจากลานประลอง มีศิษย์ที่เพิ่งมาโถงแสดงยุทธ์เป็นครั้งแรกคนหนึ่งในที่สุดก็ทนไม่ไหวถามว่า “ขอบังอาจถามศิษย์พี่ นี่มันเรื่องอะไรกันน่ะ ไยอาจารย์อาพวกนั้นเห็นอาจารย์อาเมื่อครู่ท่านนั้นแล้วถึงวิ่งหนีไปหมดเลย?”

 

 

คนที่อยู่ข้างๆ นั้นเอ่ยอย่างไม่อยากเชื่อว่า “ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะไม่รู้จักอาจารย์อาท่านเมื่อครู่? ช่างเถอะช่างเถอะ เรื่องนี้เจ้าไปถามเอาเองเถอะ ทว่าเรื่องเมื่อครู่ข้ากลับเล่าให้เจ้าฟังได้ ช่วงนี้อาจารย์อามั่วมาประลองทุกวัน จนถึงบัดนี้ไม่เคยแพ้มาก่อน เจ้าดู อาจารย์อาระดับเดียวกันสู้นางไม่ได้ อาจารย์อาระยะปลายสู้ชนะแล้วไม่น่าภูมิใจ สู้แพ้แล้วขายหน้า เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วใครกล้าสู้กับนางอีก หาเรื่องให้ลำบากใจเปล่าๆ”

 

 

ศิษย์ที่ถามงงเป็นไก่ตาแตก ผ่านไปพักใหญ่ถึงว่า “จิ๊ๆ ยามที่ศิษย์น้องยังไม่เข้าสำนักก็ได้ยินมาว่าผู้บำเพ็ญเพียรหญิงพรรคเหยากวงเราดุดัน บัดนี้ดูแล้วช่างสมคำร่ำลือจริงๆ เลยนะ”

 

 

มั่วชิงเฉินที่ออกจากโถงแสดงยุทธ์กลับห่อเ**่ยวเล็กน้อย ดูท่าทางต่อไปคงมาโถงแสดงยุทธ์นี่ไม่ได้แล้ว ไม่ก็ไปรับภารกิจที่โถงปฏิบัติงานเถอะ เมื่อคิดได้เช่นนี้ก็มุ่งหน้าเดินไปโถงปฏิบัติงาน

 

 

ใครจะรู้ว่าเมื่อถึงหน้าประตูโถงปฏิบัติงาน ก็พบกับต้วนชิงเกอเข้าโดยไม่คาดคิด

 

 

ผู้บำเพ็ญเพียรชายคนหนึ่งกำลังยื้อๆ ยุดๆ เสนอหน้าอยู่ข้างหน้า

 

 

มั่วชิงเฉินสายตาเย็นชาลง ผู้บำเพ็ญเพียรคนนั้นไม่คิดเลยว่าจะเป็นคนร้ายที่ฆ่าท่านปู่ของนางเถียนหยวน!

 

 

มองดูท่าทางที่ก้อร่อก้อติกต่อต้วนชิงเกออย่างหน้าไม่อาย ความอาฆาตมาดร้ายสายหนึ่งแวบเข้าในตามั่วชิงเฉิน เมื่อยกตาขึ้นอีกครั้งกลับสงบไร้คลื่นลมแล้ว

 

 

“ชิงเกอ เจ้ากลับมาแล้ว” มั่วชิงเฉินเดินเข้าไป ทักทายอย่างเป็นธรรมชาติ

 

 

ต้วนชิงเกอเหมือนได้รับการปลดปล่อย รีบลากมั่วชิงเฉินไว้ว่า “ชิงเฉิน ข้ากำลังจะไปหาเจ้าพอดีเลย” พูดจบหันหน้าพูดกับเถียนหยวนว่า “ต้องขออภัยด้วย ศิษย์พี่เถียน ข้ายังมีธุระต้องขอตัวก่อน”

 

 

มีคนอื่นอยู่ด้วย สุดท้ายเถียนหยวนก็สำรวมขึ้นเล็กน้อย ถลึงตาใส่มั่วชิงเฉินอย่างไม่พอใจแล้วสะบัดหน้าจากไป

 

 

มั่วชิงเฉินและต้วนชิงเกอไม่เจอกันหลายวัน เมื่อพบกันโดยบังเอิญเช่นนี้นางจึงไม่ได้รับภารกิจเป็นการชั่วคราวหากแต่ตามต้วนชิงเกอไปคุยที่ที่พำนักของนาง

 

 

“จังหวะไม่ดีจริงๆ ศิษย์พี่มั่วกักตนแล้ว” ต้วนชิงเกอยิ้มนิ่งเรียบว่า

 

 

มั่วชิงเฉินและมั่วหลีลั่วพบกันแล้ว จึงไม่รู้สึกว่ามีอะไร กองของขวัญต่างๆ ไว้เต็มโต๊ะปล่อยให้นางเลือกตามระเบียบ

 

 

หลังจากเลือกไปเลือกมารอบหนึ่ง ความซึมเศร้าเล็กน้อยที่หน้าต้วนชิงเกอในที่สุดก็กวาดหายจนหมดเกลี้ยง

 

 

มั่วชิงเฉินถึงถามว่า “ชิงเกอ คนคนนี้เป็นใครน่ะ ไยอยู่ดีๆ ก็มาพัวพันเจ้าล่ะ?”

 

 

ความแค้นอันใหญ่หลวงกับเถียนหยวนเป็นหินยักษ์ที่ทับอยู่ในใจนางมาตลอด ต่อให้สนิทสนมกันเช่นต้วนชิงเกอ นางก็ไม่กล้าเปิดเผยความสนใจที่มีต่อคนคนนั้นแม้แต่นอ้ย

 

 

สีหน้าต้วนชิงเกอประหลาดเล็กน้อย ทอดถอนใจว่า “ชิงเฉิน ยังจำเรื่องที่ปีนั้นเจ้าถูกคนบีบจนไม่อาจไม่ไปทดสอบที่หุบเขาโยวเล่อได้หรือไม่? คนเมื่อครู่ ก็คือคุณชายเถียนคนนั้น!”

 

 

มั่วชิงเฉินเบิกตากว้าง “ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเขา ช่างสันดอนขุดง่าย สันดานขุดยากจริงๆ เพียงแต่…ชิงเกอ บัดนี้เจ้าเป็นศิษย์คนสุดท้ายของนักพรตรั่วซีแล้ว ไยเขายังกล้าคิดมิดีมิร้ายกับเจ้าอีก?”

 

 

ใบหน้าต้วนชิงเกอฉายแววอารมณ์เสีย เอ่ยอย่างแค้นเคืองว่า “คุณชายเสเพลเช่นนั้นมีอะไรไม่กล้าบ้าง เทียดของเขาคือนักพรตซานอินศิษย์ก้นกุฏิของผู้เฒ่าไท่ซ่างอันดับหนึ่ง แม้ไม่ใช่ศิษย์คนแรก ทว่าศิษย์คนแรกของเขาโฮ่วเต๋อดับสูญไปตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว นักพรตซานอินมีตบะระดับก่อแก่นปราณระยะปลาย พลังความสามารถไม่ธรรมดา ถือว่าตนเองเป็นศิษย์คนแรกอย่างเงียบๆ มานานแล้ว คุณชายเสเพลคนนั้นแน่นอนต้องเห็นว่าเทียดของเขาเป็นศิษย์คนแรกของเขาโฮ่วเต๋อ นั่นไม่ต่างอะไรกับศิษย์คนแรกของพรรคเหยากวงทั้งพรรค สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรหญิงเช่นข้านี้แม้ไม่กล้าบีบบังคับกันเกินไป ทว่ากลับหน้าด้านตามตื๊อไม่หยุด ยังทำอะไรเขาไม่ได้จริงๆ”

 

 

มั่วชิงเฉินสงสัยเล็กน้อย หลายปีก่อนที่ตลาด นางจำได้ว่าเถียนหยวนเห็นมั่วหลีลั่วก็เหมือนหนูเห็นแมวชัดๆ ไยบัดนี้กลับไม่เกรงกลัวต้วนชิงเกอแม้แต่น้อย พวกนางเป็นศิษย์ของนักพรตรั่วซีเหมือนกันนะ

 

 

ก็ได้ยินต้วนชิงเกอเอ่ยอีกว่า “ก็มีแต่ศิษย์พี่มั่วที่เอาเขาอยู่”

 

 

“เพราะอะไร?” มั่วชิงเฉินกำลังอยากรู้อยากเห็นข้อนี้พอดี จึงรีบถาม

 

 

ต้วนชิงเกอเม้มปากยิ้มว่า “พรรคเหยากวงมีใครไม่รู้บ้างว่าศิษย์พี่มั่วไม่ไว้หน้าผู้บำเพ็ญเพียรชาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าศิษย์พี่มั่วตบะสูงกว่าเขามาตลอด หลายปีก่อนยังเคยสั่งสอนเขามาครั้งหนึ่งนะ ทว่า ชิงเฉิน เจ้ายังจำเรื่องที่ปีนั้นศิษย์พี่มั่วถูกศิษย์ร่วมสำนักไม่กี่คนตามฆ่าในหุบเขาโยวเล่อหรือไม่?”

 

 

มั่วชิงเฉินพยักหน้า

 

 

ต้วนชิงเกอสีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อยว่า “ต่อมาศิษย์พี่มั่วแอบบอกข้าว่า สงสัยเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับคุณชายเสเพลคนนั้น เป็นไปได้มากที่เป็นการแก้แค้นนาง ทว่าศิษย์พี่มั่วก็ไม่ใช่คนน่ารังแก ใช้แผนอันแยบยลทำให้เขาถูกลงโทษ ปิดประตูสำนึกผิดอยู่นานมาก สิ้นสุดการสำนึกผิด นักพรตซานอินก็สั่งให้เขาออกจากสำนักไปฝึกตนแล้ว ใครจะคิดว่าข้าดวงไม่ดี ระหว่างทางที่กลับมาดันบังเอิญเจอกับเขาได้”

 

 

มั่วชิงเฉินเกิดความคิดในใจ แอบสูดหายใจเข้าอึดหนึ่งถึงถามว่า “ศิษย์พี่มั่วใช้แผนแยบยลอะไร? ชิงเกอเจ้าลอกเลียนแบบมาให้เขาลิ้มลองความลำบากอีกสักครั้งก็ได้แล้ว”

 

 

ต้วนชิงเกอส่ายศีรษะว่า “ศิษย์พี่มั่วก็ไม่ได้เล่าละเอียด ดูเหมือนจะวางแผนให้เขายามที่เกี้ยวพาราสีศิษย์หญิงถูกท่านผู้เฒ่าไท่ซ่างอันดับหนึ่งและอาจารย์ปู่ข้าหรูอวี้เจินจวินเจอเข้าอย่างจัง เจ้าก็รู้กฎสำนักของพรรคเหยากวงเรา ในนั้นมีข้อหนึ่งก็คือห้ามเกี้ยวพาราสีดูแคลนศิษย์หญิง ทว่าก็เพียงพูดไปเช่นนั้นเอง นอกจากศิษย์ก้นกุฏิเช่นพวกเรานี้ ศิษย์หญิงคนอื่นเจอคุณชายเสเพลนั่น มีสักกี่คนที่ไม่กล้ำกลืนฝืนทน จะมีคนไหนอีกที่กล้าฟ้องไปถึงหน้าท่านเจินจวินล่ะ”

 

 

แต่ละคนต่างมีวิถีในการเอาตัวรอด ศิษย์หญิงธรรมดาเจอเรื่องเช่นนี้ ฟ้องไปถึงหน้าท่านเจินจวินอาจสามารถลงโทษคนคนนั้นได้จริง ทว่าต่อจากนั้นล่ะ ยังไม่รู้จะเจอปัญหาอีกเท่าไร ส่วนเจินจวินระดับก่อกำเนิดพวกนั้น จะมีเวลามาสนใจเรื่องหยุมหยิมพวกนี้ได้เช่นไรกัน

 

 

“ดีที่เหยากวงเราก็มีวายร้ายแค่คนนี้คนเดียว สายตาก็ค่อนข้างสูงอีก มิเช่นนั้นยังไม่รู้ว่าจะมีศิษย์หญิงเท่าไรต้องประสบเคราะห์” ต้วนชิงเกอถอนใจว่า

 

 

ในใจมั่วชิงเฉินกลับเต้นอย่างบ้าคลั่งขึ้นมา

พันธกานต์ปราณอัคคี

พันธกานต์ปราณอัคคี

สาวชนบทชีวิตอาภัพคนหนึ่งเท่านั้น เมื่อมีจอมยุทธ์ผู้หนึ่งมารับตัวนางกลับไปยังตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรของบิดา ตั้งแต่นั้นชีวิตของนางจึงพลิกผันไปโดยพลัน ถึงกระนั้นพรสวรรค์ของนางกลับมิได้ล้ำเลิศเฉกเช่นบิดา ยังดีที่มี ‘สุราทิพย์’ คอยช่วยเหลือ และนำพานางไปสู่เส้นทางที่คนธรรมดาได้แต่วาดฝันถึง ในเส้นทางสายนี้ยังมีเรื่องราวอีกไม่น้อยที่นางนั้นคาดไม่ถึง ทั้งออกผจญภัยปราบปีศาจสยบอสูร ปลูกสมุนไพรหลอมโอสถ โดนข่มเหงกีดกันเพราะความอ่อนด้อยจนไม่ต่างกับเป็นคนรับใช้ผู้หนึ่ง และไม่ทันได้เตรียมใจว่าจะพานพบกับรสรักที่ล้ำลึกเสียจนมิอาจถอน แรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทานผูกนางกับเขาอย่างไร้หนทางแยกจากกันได้… หนทางแห่งการบำเพ็ญเพียร ช่างเปลี่ยนไปมาจนมิอาจคาดเดาได้ เขาจะเป็นคนรับใช้ที่โดดเด่นในโลก (อดีต) แห่งนี้ให้ดู!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset