พิชิตสวรรค์ ทะยานฟ้า – ตอนที่ 1042 หนิวโหย่วเต๋ออยู่ที่นี่แล้ว

บทที่ 1042 หนิวโหย่วเต๋ออยู่ที่นี่แล้ว

“ดูท่าคงใกล้จะจบแล้ว”

จุยหย่วนที่อยู่ข้างกายเกาก้วนพึมพำเบาๆ

เกาก้วนกวาดสายตาเย็นชามองกระแสคนบนท้องฟ้าที่หลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศ

“พวกเราก็รีบไปกันเถอะ!” สวีถังหรานทั้งกังวลทั้งตื่นเต้น การทดสอบบ้าๆ นี่กำลังจะจบแล้ว

พวกเขานับว่าอยู่ใกล้จุดหมายสุดท้ายที่สุด เหมียวอี้โบกมือ “ไป!”

พอเหลือบมองภาพการเคลื่อนไหวหมู่รอบข้าง ชิงอวี้หลางที่ดูเอาสนุกอยู่ข้างๆ ก็นั่งไม่ติดที่แล้ว โบกมือชี้พร้อมสั่งว่า “ลงมือ!”

จากนั้นนำสมาชิกเจ็ดคนเหาะออกไปดัก

พวกโฉวตั้งไห่ที่ล้อมโจมตีฮุ่ยชิงเหยียนก็ร้อนรนแล้วเช่นกัน  พบว่ากองกำลังแต่ละฝ่ายสะกดทัพไว้ไม่เคลื่อนไหวเพราะเลือกเวลา ไม่น่าเชื่อว่าจะเลือกพุ่งโจมตีในเวลานี้ ทำเอาพวกเขาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี เรียกได้ว่าจะซ้ายก็ลำบากจะขวาก็ลำบาก

ถ้าไปดักสังหาร ก็อาจจะสังหารได้ไม่กี่คน คนที่ฆ่าได้ก็อาจจะไม่มีนักโทษอยู่ในมือ อาจจะไม่เยอะเท่าที่ได้จากมือของฮุ่ยชิงเหยียน ถ้าไปดักฆ่าคนอื่นก็อาจจะทำให้ฝานอวี้เฟยได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ตรงนี้คนเดียว

ถ้าไม่ดักฆ่าแล้วปล่อยให้คนหนีรอดไปเยอะ เขาก็รู้สึกไม่ยอมอีก ว้ายก็อยากขวาก็อยาก ร้อนใจจะตายอยู่แล้ว

อย่าว่าแต่พวกเขาที่ร้อนใจ โค่วเหวินหวงและคนอื่นๆ ที่กำลังดูเอาสนุกก็ร้อนใจเช่นกัน เวลาได้เห็นคะแนนเป็นกองแต่ไขว้คว้ามาไว้ในมือไม่ได้ ความรู้สึกแบบนั้นทรมานเกินไป

แส้หนามหมุนวนด้วยความเร็วสูง ในกรงหนามที่หดเล็กลงอย่างรวดเร็ว มีเสียงร้องแหลมของค้างคาวขาวอเวจีดังมา ฟังดูน่าเวทนา รูปร่างใหญ่เกินไปจะประสบหายนะก่อน

“สาวงามผมแหว่ง เร็วๆ หน่อย!” ผังลิ่งกงตะโกนอย่างร้อนใจ

เดิมทีฝานอวี้เฟยต้องการจะจบชีวิตฮุ่ยชิงเหยียน แต่พอได้ยินเสียงเรียกก็มองดูสภานการณ์รอบๆ อีก นางกลอกตาแล้วแอบร่ายอิทธิฤทธิ์ควบคุม กรงหนามที่หดลงอย่างรวดเร็วขณะที่หมุนวนไม่หดลงอีกแล้ว

ความคิดของนางก็คือสิ่งที่พวกโฉวตั้งไห่กังวลใจพอดี ถ่วงเวลา ถ่วงจนพวกโฉวตั้งไห่ไปดักฆ่าคนอื่น แล้วนางค่อยฮุบกินประโยชน์จากฮุ่ยชิงเหยียนไว้คนเดียว

ทว่าการชักช้าถ่วงเวลานี้ ก็ทำให้ฮุ่ยชิงเหยียนมีโอกาสหนีเอาตัวรอดทันที

ถึงแม้กรงหนามที่หมุนวนด้วยความเร็วสูงนี้จะตีฝ่าได้ยาก แต่ฮุ่ยชิงเหยียนเป็นใครกันล่ะ?นางคือนักพรตผีนะ!

เมื่อหาช่องว่างเจอ จับจังหวะการหมุนวนสังหารของแส้หนามได้แล้ว ฮุ่ยชิงเหยียนมีหรือจะลังเล กลายร่างเป็นปราณหยินสลายหายไปทันที

ฝานอวี้เฟยกำลังจับแส้หนามอยู่อีกฝั่ง เมื่อเห็นปราณหยินระเบิดออกมาจากกรงที่กำลังหมุนวนด้วยความเร็วสูง สีหน้าก็เปลี่ยนทันที แอบร้องว่าแย่แล้ว ตอนที่ร่ายอิทธิฤทธิ์รวบให้แส้ยาวรีบโจมตีอีกครั้ง ก็สายไปเสียแล้ว

วูบ! ยาหยินเม็ดหนึ่งยิงออกมาจากซอกร่องที่กำลังพันสังหาร ปราณหยินม้วนออกมาพักหนึ่ง พุ่งตรงไปที่ฝานอวี้เฟย ระหว่างทางปราณหยินห่อหุ้มยาหยินให้ก่อตัวอย่างรวดเร็ว ปรากฏเป็นร่างจริงของฮุ่ยชิงเหยียน ฮุ่ยชิงเหยียนแสยะยิ้มอย่างเย็นเยียบพิศวง พอสะบัดแขนเสื้อใหญ่โคร่งหนึ่งครั้ง กระสวยสามมุมสีแดงจำนวนหนึ่งร้อยแปดอันก็แบ่งกันล้อมอยู่รอบกาย มันระเบิดแสงสีทองพร้อมกัน แล้วเริ่มหมุนรอบตัวนางด้วยความเร็วสูง ทั้งตัวราวกับพกฟันที่หมุนวนด้วยความเร็วสูงหมุนฟันไปทางฝานอวี้เฟย

ฝานอวี้เฟยตกใจมาก ดึงแส้หนามในมือมาม้วนให้เป็นวงหลายวง หมุนแส้ด้วยความเร็วสูงเพื่อครอบตัวเองเอาไว้

พอฮุ่ยชิงเหยียนโบกมือชี้ กระสวยสามมุมที่หมุนวนอยู่รอบกายก็ยิงออกไปหลายสิบอันราวกับผีพุ่งใต้ทันที ระหว่างทางที่ยิงออกไปก็ขยายใหญ่กลายเป็นแท่นโม่ หมุนโจมตีฝานอวี้เฟยที่หลบอยู่ในแส้หนามไม่หยุด

ทว่าของวิเศษในมือฝานอวี้เฟยก็ร้ายกาจเหมือนกัน ถ้าฮุ่ยชิงเหยียนคิดจะตีฝ่าได้ในทันทีก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ ทั้งสองต่างก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้กันอยู่อย่างนั้น

นึกไม่ถึงว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ พวกโฉวตั้งไห่สีหน้าคร่ำเคร่งทันที เห็นทุกคนนำของวิเศษที่เป็นสมบัติประจำบ้านออกมาแล้ว รู้ว่าค่อนข้างลำบากที่จะจัดการให้ได้ภายในทันที

ปล่อยให้ทั้งสองสู้กันอย่างสูสีต่อไปก็ดีเหมือนกัน ไปกอบโกยที่อื่นก่อนสักหน่อย แล้วค่อยกลับมาจัดการทางนี้…พอโฉวตั้งไห่โบกมือ ก็นำกำลังคนไปดักสังหารกลุ่มคนที่กรูกันเข้ามาทันที ผังลิ่งกงเองก็เข้าใจเจตนาของเขาเช่นกัน นำคนออกไปจากตรงนี้ชั่วคราว

ฝานอวี้เฟยที่ใช้แส้หนามปกป้องตัวเองแค้นจนกัดฟันกรอดทันที เจ้าสองคนนั้นหนีไปไม่ยอมช่วย ที่บอกว่าร่วมมือกันก่อนหน้านี้หายไปเหมือนผายลม

เห็นฮุ่ยชิงเหยียนมีกระสวยสามมุมคุ้มกันร่างกาย เพื่อนร่วมงานยากที่จะเข้าใกล้ไปโจมตีได้ มิหนำซ้ำต่อให้เข้าใกล้ได้ก็อาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย ฝานอวี้เฟยจึงตะโกนบอกทันที “พวกเจ้ายังไม่ต้องสนใจข้า รีบไปดักสังหารทหารเล็กๆ พวกนั้นเร็วเข้า!”

เพื่อร่วมงานหกคนทิ้งนางไปทันที ไปร่วมมือกันดักสังหาร เมื่อไม่มีสัตว์พาหนะก็ทำได้เพียงร่วมมือกัน ไม่อย่างนั้นตัวเองก็จะเสี่ยงอันตรายมาก

พวกเหมียวอี้นำบุกเข้ามาก่อนใคร เห็นอยู่ตำตาว่ากำลังจะเข้าใกล้จุดหมายสุดท้าย กำลังดีใจที่ไม่มีการดักซุ่ม แต่ใครจะคิดว่าแหวนเก็บสมบัติวงหนึ่งที่ลอยนิ่งอยู่กลางอากาศจะพลันระเบิดออกมาเป็นวัตถุสีเขียว เถาไม้ไหลหลากพรั่งหรูอออกมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน

ทั้งสามตกใจทันที อยากจะเบี่ยงเส้นทางอ้อมออกไป แต่กลับพบว่าบนฟ้ารอบๆ จุดหมายสุดท้ายมีเถาไม้ระเบิดออกมาเต็มไปหมด พวกเศษก้อนหินที่ลอยนิ่งอยู่กลางอากาศมีแหวนเก็บสมบัติเด้งออกมาปล่อยเถาไม้จำนวนมากวงแล้ววงเล่า

คนที่ดูการต่อสู้อยู่ตรงจุดหมายสุดท้ายมองหน้ากันเลิกลั่ก ได้แต่มองมองดูจุดหมายสุดท้ายโดนเถาไม้ที่แผ่ขยายอย่างรวดเร็วคลุมปิดไว้จนเกือบมิด ตอนนี้ทุกคนถึงได้พบว่าชิงอวี้หลางได้วางกับดักไว้รอบๆ ตั้งนานแล้ว ผ่านไปไม่นาน ทั้งจุดหมายสุดท้ายก็ถูกปิดทางไปหมด คนที่อยู่ข้างในมองไม่เห็นเลยว่าข้างนอกมีความเคลื่อนไหวอะไร ได้ยินแค่เสียงต่อสู้เข่นฆ่ากันดังเป็นพักๆ

ผู้บัญชาการใหญ่อิ๋งเหย้ามองดูผลงานของลูกน้องตัวเอง พลางหัวเราะออกมาอย่างร่าเริง

ผู้บัญชาการหลายร้อยที่ฉวยโอกาสพุ่งกลับมาพากันงุนงง ได้แต่มองชิงอวี้หลางนำกำลังคนแฝงตัวเข้ามาในทะเลเถาไม้

ชั่วพริบตาเดียว ในเถาไม้ที่ปิดล้อมจุดหมายสุดท้ายเอาไว้ก็เริ่มมีหมอกสีดำอบอวลอย่างช้าๆ ไม่รู้ว่าชิงอวี้หลางกำลังทำอะไรอยู่ในนั้น สรุปว่าจะต้องไม่ได้ทำเรื่องดีแน่นอน นี่คือสิ่งที่ประจักษ์ชัดแจ้ง

“น้องหนิว จะทำยังไงดี?” พวกเหมียวอี้หยุดอยู่กับที่ สวีถังหรานถามอย่างกังวลสุดๆ ว่า

เหมียวอี้มองซ้ายมองขวา แล้วบอกว่า “รอก่อน ให้คนอื่นลองบุกเข้าไปดูก่อน!”

เขาเองก็ใช่ว่าจะฆ่าไม่ตาย เขาก็รักถนอมชีวิตเหมือนกัน ไม่มีใครชอบรนหาที่ตายหรอก มิหนำซ้ำตอนนี้พวกเขาก็ไม่ได้ช่วงชิงอะไร เมื่อไม่รู้สถานการณ์ชัดเจน ก็ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงทดลอง

“ข้างหลังมีคนมาแล้ว!” มู่หรงซิงหัวรีบเตือน

เหมียวอี้กับสวีถังหรานที่นั่งบนสัตว์พาหนะตัวเดียวกันหันกลับไปมองพร้อมกัน เห็นคนหลายสิบคนพุ่งมาที่พวกเขา ทำให้สวีถังหรานเครียดทันที “ทำยังไงดี?”

เหมียวอี้ถลันตัวขึ้นมา โบกทวนชี้ด้วยสีหน้าท่าทางจริงจัง พร้อมตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด “หนิวโหย่วเต๋ออยู่นี่แล้ว ใครกล้าสู้กับข้า!”

เจตจำนงของนักรบเต็มเปี่ยม เสียงดังลั่น แฝงด้วยเจตนาสังหาร!

เมื่อกล่าวคำนี้ออกมา โค่วเหวินหลานที่โดนปิดล้อมอยู่ในจุดหมายสุดท้ายก็หัวใจกระตุกวูบ มองไม่เห็นเหตุการณ์ข้างนอก หูผึ่งตั้งใจฟังแล้ว  โค่วเหวินหวงกับโค่วเหวินชิงก็หูผึ่งเช่นกันเช่นกัน

คนหลายสิบคนที่พุ่งเข้ามาแทบจะแบ่งเป็นสองกลุ่มในทันที เหาะผ่านไปทางซ้ายและขวาของพวกเหมียวอี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่มีใครกล้ามาขวางคมของเขาสักคน พร้อมใจกันหลีกเป็นสองฝั่ง แม้แต่แสดงเจตนาอันเป็นศัตรูก็ไม่มีเลยสักคน

เมื่อเห็นสถานการณ์แบบนี้ สวีถังหรานก็เรียกได้ว่าตกตะลึงอ้าปากค้าง เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า แบบนี้ก็ได้เหรอ?

ชั่วพริบตาเดียวก็ดีใจแทบบ้า สำหรับเขา แบบนี้ดีเกินไปแล้ว มีคนโหดแบบนี้อยู่ข้างกาย ต่อให้ไม่ต้องลงมือก็สามารถขู่ให้คนกลัวได้!

มู่หรงซิงหัวก็ตื่นเต้นดีใจเช่นกัน หันกลับมามองเหมียวอี้ด้วยแววตาเป็นประกายแวววับ พร้อมชมว่า “น้องหนิวช่างมีพลังอำนาจ เพียงพอที่จะสยบคนทราม!”

แต่ในใจก็รู้สึกปลงอนิจจังมากเช่นกัน ถ้าตอนแรกดึงดันจะติดตามพวกเยี่ยนจื่อเกอ เกรงว่าจุดจบคงจะคาดเดาได้ยาก ตอนนี้พอเห็นแบบนี้แล้ว ก็ถือว่าตัวเองตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดเช่นกัน

“ใช่ที่สุด! ใช่ที่สุด!” สวีถังหรานหัวเราะเสียงดังพลางพยักหน้าซ้ำๆ ดีใจแทบแย่แล้วจริงๆ

มู่หรงซิงหัวบอกเขาว่า “พี่สวี เอาสัตว์พาหนะไปน้องหนิวไปเถอะ เจ้ามานั่งกับข้าก็ได้ ถ้าน้องหนิวมีสัตว์พาหนะจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม จะได้รักษาความปลอดภัยให้เราได้สะดวก!”

ครั้งนี้สวีถังหรานเพียงลังเลครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก รีบส่งมอบเดรัจฉานสับปลับให้เชื่อฟังการควบคุมของเหมียวอี้ จากนั้นก็เหาะไปนั่งข้างหลังมู่หรงซิงหัว

เหมียวอี้เองก็ไม่เกรงใจ ถลันตัวไปเหยียบบนตัวเดรัจฉานสับปลับของสวีถังหรานแล้ว หลังจากทดลองสื่อสารกันนิดหน่อย เห็นว่ามันยอมให้ควบคุมแล้วถึงได้วางใจ

คนอื่นๆ ไม่ได้ใจเย็นเหมือนกับพวกเขา จุดหมายสุดท้ายอยู่ตรงหน้านี้แล้ว การล่าสังหารขนาดใหญ่เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เพื่อที่จะเอาชีวิตรอด ผู้บัญชาการพวกนั้นทำได้เพียงโจมตีเถาไม้อย่างบ้าคลั่ง หวังว่าจะตีฝ่าการปิดทางออกไป รักษาชีวิตไปให้ถึงจุดหมายสุดท้าย

เมื่อเผชิญกับการปิดล้อมเถาไม้แบบนี้ ความคิดแรกของคนส่วนใหญ่ก็คือใช้ไฟโจมตี มีคนไม่น้อยที่พอเข้าไปใกล้ก็นำหินผลึกไขมันเพลิงมาฝนบนเกราะรบให้เกิดไฟแล้วโยนออกไปทันที

ทว่าเมื่ออยู่ในอวกาศ หินผลึกไขมันเพลิงก็แสดงอานุภาพได้ไม่เท่าไรเลย เพียงเผาไหม้เล็กน้อย จากนั้นก็ดับไปเอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะสามารถเผาการปิดล้อมที่หนาแน่นของเถาไม้ให้พังได้ แต่ก็ยังมีคนที่ไม่ตัดใจและอยากจะทดลอง

ถึงขั้นมีคนถือหินผลึกไขมันเพลิงพร้อมร่ายอิทธิฤทธิ์ควบคุมเปลวเพลิงเดือด แล้วบุกเข้าไปโดยตรง ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ บางคนดันทุรังใช้ดาบและกระบี่ฟันตัดฝ่าเข้าไป

คนที่ไม่สามารถบุกเข้าไปได้พบความผิดปกติอย่างรวดเร็ว หมอกดำที่หนาแน่นอยู่ในเถาไม้สามารถกัดกร่อนเกราะพลังอิทธิฤทธิ์ได้

มีบางคนพบความผิดปกติแล้วอยากจะหนีกลับ แต่กลับถูกหนวดของเถาไม้นับไม่ถ้วนพันไว้อย่างหนาแน่นแล้วดึงกลับมา ภายใต้การกรัดกร่อนของหมอกดำ คนคนนั้นสั่นหัวดิกๆ พลางส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนออกมา แต่กลับถูกหนวดเถาไม้อีกเส้นแหย่เข้าปากอุดเสียงร้องเอาไว้

พวกเหมียวอี้เห็นฉากคนถูกหมอกดำกัดกร่อนจนเนื้อหนังและกระดูกหลอมละลายหายไปกับตา เหลือไว้เพียงเกราะรบชุดหนึ่งที่ถูกพันและถูกดึงเข้าไปในทะเลเถาไม้ ฉากแบบนี้ทำให้คนที่เห็นขนพองสยองเกล้า

คนนอกไม่รู้ว่าเถาไม้ที่ถักทอออกมามีความหนาเท่าไรกันแน่ สรุปว่าจะเจ้าทำลายจนเกิดช่องโหว่ เถาไม้พวกนั้นก็จะงอกออกมาอุดใหม่อย่างรวดเร็ว เหมือนทำลายเท่าไรก็ไม่หมด

สภาพการณ์แบบนี้ไม่เป็นประโยชน์กับคนอื่น แต่กลับเป็นประโยชน์กับการดักสังหารของพวกโฉวตั้งไห่ พวกเขายังไม่รีบกลับ การสกัดของเถาไม้กลับช่วยขวางทางคนอื่นๆ ให้พวกเขา

“คนที่สามสิบสอง!”

ชิงอวี้หลางทำตัวเหมือนปลาได้น้ำอยู่ในทะเลเถาไม้ เกราะรบอันที่สามสิบสองถูกเถาไม้ดึงเข้ามาอย่างรวดเร็ว เขาแค่ต้องนั่งตรวจนับสมบัติและนักโทษที่ได้มาก็พอ

เพื่อนร่วมงานที่อยู่ข้างๆ มองจนอิจฉาตาร้อน เดาะลิ้นกล่าวด้วยความทึ่งว่า “ครั้งนี้ผู้บัญชาการชิงร่ำรวยใหญ่แล้วจริงๆ!” ต้องทราบไว้ว่าผู้บัญชาการส่วนใหญ่ล้วนใช้เกราะรบผลึกแดง ได้มาไว้ในมือหลายสิบชุด ถ้าไม่รวยก็แปลกแล้ว

“พวกเจ้าไม่ต้องห่วง ข้าไม่ฮุบผลประโยชน์ไว้คนเดียวหรอก” ชิงอวี้หลางหันกลับมากล่าวด้วยรอยยิ้ม ส่วนจะแบ่งให้ทุกคนมากน้อยเท่าไร นั่นก็เป็นเรื่องในภายหลังแล้ว ตอนนี้เขาคว้ากระเป๋าสัตว์ใบหนึ่งมาตรวจดู จากนั้นก็เลิกคิ้ว หลังจากดึงตัวนักโทษคนหนึ่งออกมาเทียบ ก็ถืออวดทุกคนพร้อมบอกว่า “คนที่หก!”

พวกเพื่อรร่วมงานฮึกเหิมมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที ได้ตัวนักโทษหลบหนีมาไว้ในมืออีกหกคนแล้ว เมื่อบวกกับของเดิมที่มีอยู่ คะแนนในครั้งนี้จะต้องไม่แย่แน่นอน ถึงอย่างไรถ้าพบว่าสถานการณ์ไม่ชอบมาพากล ถ้าพวกเขาคิดจะอยากจะกลับจุดหมายสุดท้าย ก็สามารถกลับได้ทุกเมื่อ จะไม่ให้ดีใจได้อย่างไร

ชิงอวี้หลางเพิ่งจะเก็บนักโทษหลบหนีเอาไว้ แต่จู่ๆ ก็กระตุกคิ้ว แล้วโบกมือชี้ ตาข่ายเถาวัลย์ที่ถักทอแน่นหนาตรงหน้าเปิดช่องทางทันที “มีตัวละครที่ร้ายกาจกำลังต่อต้าน พวกเจ้ารีบไปปราบให้สิ้น ที่นี่คือโลกของข้า มีข้านั่งคุมที่นี่อยู่ พวกเจ้าไม่ต้องกลัว!”

บรรดาเพื่อนร่วมงานรีบไปล้อมปราบทันที

ที่ด้านนอก พอเหมียวอี้เห็นสถานการณ์ของพวกโฉวตั้งไห่ ก็คิดว่าถ้ารอแบบนี้ต่อไปคงไม่ใช่วิธีการที่ดี ถ้ารอให้อีกฝ่ายได้หยุดพัก ก็จะมาลงมือกับพวกเขาสามคนอย่างเลี่ยงไม่ได้ แล้วเขาก็เห็นว่าในเถาไม้มีแค่หมอกพิษเท่านั้น ไม่ได้มีผลที่ร้ายแรงอย่างอื่น จึงบอกมู่หรงซิงหัวกับสวีถังหรานว่า “พวกเจ้ารออยู่ที่นี่ ข้าจะไปทดสอบหยั่งเชิงสักหน่อย ถ้าไม่มีปัญหาอะไร ข้าจะกลับมาเก็บพวกเจ้าเข้ากระเป๋าสัตว์ทันที พาพวกเจ้ากลับไปรายงานผลการปฏิบัติงาน”

…………………………

พิชิตสวรรค์ ทะยานฟ้า

พิชิตสวรรค์ ทะยานฟ้า

เหมียวอี้ เด็กหนุ่มธรรมดาแต่มีโชคชะตาที่ไม่ธรรมดา! เขาคือเด็กกำพร้าที่ถูกเพื่อนบ้านตราหน้าว่าเป็น ‘ตัวหายนะ’ เพราะพ่อแม่บุญธรรมที่รับเลี้ยงเขาล้วนมีจุดจบอยู่ในกองเพลิงทั้งสิ้น เขาจึงต้องเติบโตมากับน้องๆ ต่างสายเลือดอีกสองคนตามลำพัง ไร้เงิน ไร้อำนาจ ไร้ความสามารถ ซ้ำยังเป็นตัวซวย โลกนี้มันช่างอยู่ยากเสียจริง! หนทางที่จะลบคำครหาของชาวบ้านและก้าวพ้นชีวิตที่ยากไร้ไปได้ก็คือการสำเร็จเป็นเซียน แม้ความปรารถนาจะอยู่สูงเกินเอื้อม แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น ถึงจะลำบากและอันตรายเพียงใด ก็ขอทะยานไปให้สุดขอบฟ้า!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset