พิชิตสวรรค์ ทะยานฟ้า – ตอนที่ 1069 สอบสวนต่อหน้า

บทที่ 1069 สอบสวนต่อหน้า

เป่าเหลียนก้าวขึ้นมายยื่นมือส่งแขกทันที!

เย่สวินเกาที่ไม่ต่างอะไรกับการโดนตบบ้องหูแรงๆ พลันยืนขึ้น ในฐานะที่เป็นขุนนางของเทพประจำดาวฟ้าเถาะ เคยได้รับความอับอายขนาดนี้ต่อหน้าคนนอกเสียเมื่อไรกัน จึงเลิกเกรงใจทันที กล่าวด้วยสีหน้าดำมืดว่า “หนิวโหย่วเต๋อ ข้ามาหาเจ้าพร้อมความจริงใจ หวังว่าจะได้คุยกันดีๆ สุราคำนับมิยอมดื่ม ต้องดื่มสุราทัณฑ์ ถึงตอนนั้นถ้ามานึกเสียใจทีหลังก็ไม่ทันแล้ว!”

“ไสหัวไป!” เหมียวอี้พ่นคำนี้ออกมาอีกรอบ ในน้ำเสียงเผยเจตนาสังหารหลายส่วน ยื่นคำขาดสุดท้ายแล้ว ถ้ายังไม่ไสหัวไปก็เกรงว่าจะไม่ต้องเกรงใจกันแล้ว

“เฮอะ!” เย่สวินเกาทำเสียงฮึดฮัด สะบัดแขนเสื้อเดินออกไปแล้ว

ส่วนเหมียวอี้ก็เก็บกลั้นไฟโกรธเอาไว้ในใจเช่นกัน ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่ภูมิหลังของอีกฝ่าย ไม่สามารถทำซี้ซั้วโดยไร้เหตุผลได้ ตอนนี้เขาคงจะปลิดชีพอีกฝ่ายไปแล้ว

ตอนที่ลุกขึ้นเดินอ้อมไปที่โถงด้านหลังก็อึ้งนิดหน่อย เห็นอวิ๋นจือชิวกำลังยืนอยู่ที่โถงด้านหลังพร้อมมองเขาด้วยสีหน้ากังวล เห็นได้ชัดว่าได้ฟังบทสนทนาเมื่อครู่นี้แล้ว

นี่ไม่ใช่สถานที่ที่นางจะพูดอะไรได้ นางตามเหมียวอี้กลับไปที่ชัยภูมิถ้ำสวรรค์ หลังจากนั่งลงในศาลาถึงได้ถามว่า “มันเรื่องอะไรกัน? ทำไมเบื้องบนส่งคนมาตรวจสอบเจ้า?”

“จะมีเรื่องอะไรได้อีกล่ะ นอกเสียจากจะมีคนจับจ้องตำแหน่งผู้บัญชาการใต้สังกัดข้า…” เหมียวอี้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังรอบหนึ่ง

“เจ้า…” อวิ๋นจือชิวไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี  นางถามอย่างหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกว่า “ในเมื่อเจ้าไม่อยากช่วยพวกเขาจัดการธุระ แล้วเจ้าจะรับของขวัญของพวกเขาทำไม?”

เหมียวอี้ตอบว่า “ข้าจะรับของขวัญจากพวกเขาหรือไม่ก็ไม่สำคัญหรอก ที่สำคัญคือถ้าแม่แต่กลุ่มผู้จัดการร้านพวกนั้นยังวิ่งมาขู่คุกคามข้าที่นี่ได้ ถ้าข้าก้มหัวให้ ต่อไปจะเป็นผู้บัญชาการใหญ่ของตลาดสวรรค์นี้ได้ยังไง? อย่าบอกนะว่าผู้บัญชาการใหญ่อย่างข้าต้องโดนผู้จัดการร้านพวกนั้นบงการ?”

อวิ๋นจือชิวถอนหายใจ “พยายามเอาชนะเรื่องแบบนี้มีความหมายเหรอ? เจ้าเองก็ไม่ได้รับประโยชน์อะไรอยู่ดี มีแต่จะสร้างความยุ่งยากให้ตัวเอง ทำไมไม่ลองเปลี่ยนมุมมองความคิดดูบ้าง ว่าหลังจากรับลูกหลานของตระกูลพวกนั้นไว้แล้ว เวลาเจ้าจัดการเรื่องต่างๆ จะสะดวกขนาดไหน ให้พวกฝูชิงหลีกทางตำแหน่งผู้บัญชาการให้ชั่วคราวก็ไม่เป็นอะไรเสียหน่อย ยอมถอยก้าวหนึ่ง เรื่องทุกอย่างก็จะราบรื่น รอให้เจ้าได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นอีก ยังจะกลัวว่าใต้บังคับบัญชาจะไม่มีตำแหน่งดีๆ จัดให้พวกเขาอีกเหรอ? คุยกับพวกฝูชิงให้ชัดเจน พวกเขาก็จะเข้าใจได้เหมือนกัน!”

ขณะที่พูดก็ถือโอกาสรินน้ำชาให้เหมียวอี้ “หนิวเอ้อร์ ขอพูดสิ่งที่ไม่น่าฟังสักหน่อยนะ ก็เป็นอย่างที่บอก เจ้าน่ะมีความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ก็ยังมีจุดอ่อน เวลาทำอะไรมักจะไม่คิดถึงผลระยะยาว ตอนนี้เจ้าไปทำให้กลุ่มคนที่มีภูมิหลังไม่พอใจ ถ้าต่อไปมีคนมาหาเรื่องเจ้า เจ้าจะทำยังไง?”

เป็นคำพูดที่ฟังไม่เข้าหูจริงๆ เหมียวอี้ทำสีหน้าเคร่งขรึม โบกมือบอกว่า “การวางแผนรอบคอบคิดการณ์ไกลเป็นเรื่องสำหรับคนอย่างหยางชิ่ง ข้าเองก็ไม่มีความสามารถนั้น เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก ข้ามีวิธีการรับมือของข้าเอง!”

เพล้ง! ถ้วยน้ำชาในมืออวิ๋นจือชิวตบลงบนโต๊ะ “เจ้าทำสีหน้าอะไรใส่ข้า? สิ่งที่ข้าพูดไปก็เพราะหวังดีกับเจ้าไม่ใช่เหรอ!”

ไฟโกรธสุมในอกเหมียวอี้แล้ว เขายกมือสองข้าง แล้วกล่าวอย่างค่อนข้างตรงไปตรงมาว่า “งั้นเจ้าจะให้ข้าทำยังไง? จะให้ข้าเชิญเย่สวินเกากลับมาแล้วขอโทษ ก้มหัวยอมรับผิด แล้วแสดงออกว่าข้ายินดีเชื่อฟังเขางั้นเหรอ? ข้าจะบอกเจ้าให้นะ นี่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เรื่องพวกนี้ข้าสามารถประนีประนอมได้ แต่ข้าไม่ยอมให้เกิดเรื่องจาบจ้วงเบื้องบนกับข้าเด็ดขาด!”

อวิ๋นจือชิวโมโหจนลุกขึ้นยืน เบิกตาโพลงมองเขา แต่จะพูดอะไรตอนนี้ก็สายไปแล้ว เพราะเหมียวอี้ได้ทำไปแล้ว ถ้าตอนนี้ก้มหน้าให้เย่สวินเกาอีกก็ไม่ต่างอะไรกับการสร้างความอัปยศให้ตัวเอง  แบบนั้นก็ไม่มีทางเป็นผู้บัญชาการใหญ่ได้แล้วจริงๆ

โดนเหมียวอี้ทำท่าดุใส่ นางเองก็โมโหเหมือนกัน หันตัวเดินจากไปทันที

เหมียวอี้ที่กระดกน้ำชากรอกปากไปคำหนึ่งชะงักงัน ตะโกนถามว่า “เจ้าจะไปไหน?”

“ไปดูตัวสักหน่อยว่าผู้ชายบ้านไหนดี ถ้าเจ้าโดนเล่นงานจนตายขึ้นมา ข้าจะได้พาพวกอนุภรรยาของเจ้าไปแต่งงานใหม่ได้สะดวก!” อวิ๋นจือชิวหันหลังให้และโบกมือตอบเขา

“…” เหมียวอี้หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกทันที รู้ว่านางพูดไปเพราะอารมณ์โกรธ

กำลังพลที่ได้รับร้องเรียนให้มาตรวจสอบ หลังจากนั้นไม่กี่วันมาถึงแล้วเช่นกัน พวกเขามากันทั้งหมดสามสิบกว่าคน กระบวนทัพไม่ใช่เล็กๆ เป็นช่วงเวลาที่ตำหนักสวรรค์เปลี่ยนแปลงทิศทางการพัฒนาพอดี การกระทำแบบนี้ของท่านโหวเทียนหยวนก็เพื่อแสดงการเอาจริงเอาจังเช่นกัน

เมื่อกำลังพลมาถึง ติงกุ้ยที่เป็นหัวหน้ากลุ่มก็ไปคำนับฮูหยินของท่านโหวที่ตำหนักคุ้มเมืองก่อน ยังไม่ต้องพูดถึงว่ามาสืบคดีบนอาณาเขตของฮูหยินท่านโหว อย่างน้อยสถานะของฮูหยินของท่านโหวก็เห็นๆ กันอยู่

ที่สวนดอกไม้ด้านหลังของตำหนักคุ้มเมือง เป็นสถานที่ที่ปี้เยว่ฮูหยินมักใช้พบปะแขก ติงกุ้ยกำลังยืนเงียบๆ อยู่ที่นั่น

ผ่านไปครู่เดียว ปี้เยว่ฮูหยินก็อุ้มปีศาจจิ้งจอกสีชมพูออกมา เดินเนิบนาบออกมาโดยมีผู้การสองหลันเซียงและหญิงรับใช้สองคนคอยติดตาม

“ติงกุ้ยคำนับฮูหยิน!” ติงกุ้ยก้มหน้ากุมหมัดคำนับ

“ไม่ต้องมากพิธี!” ปี้เยว่ฮูหยินขานรับพลางนั่งลง จากนั้นหรี่ตายิ้มถามว่า “ติงกุ้ย เจ้ามาไกลขนาดนี้ด้วยธุระอะไร?”

เจ้าเข้าใจดีอยู่แล้วแต่ยังแกล้งโง่ไม่ใช่เหรอ! ติงกุ้ยพำพำในใจ เขาไม่เชื่อหรอกว่าปี้เยว่ฮูหยินจะไม่รู้

แน่นอน ภายนอกเขาก็ยังต้องสุภาพนอบน้อมและอธิบายเรื่องราวให้ฟังอย่างละเอียด

“มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ!” ปี้เยว่ฮูหยินทำท่าประหลาดใจ “เป็นไปไม่ได้มั้ง! ข้ารู้จักการวางตัวของผู้บัญชาการใหญ่หนิวดี ไม่ถึงขั้นทำเรื่องแบบนี้หรอก มีอะไรเข้าใจผิดกันหรือเปล่า?”

ติงกุ้ยยิ้มสู้ “ในเมื่อมีคนร้องเรียนแล้ว ท่านโหวก็กำชับลงมาด้วย ตรวจสอบสักหน่อยก็ดีเหมือนกันขอรับ ถ้าไม่มีเรื่องอะไรจะได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้สะดวก”

“พูดจามีเหตุผล!” ปี้เยว่ฮูหยินพยักหน้า “ข้าเดาว่าคงไม่มีเรื่องอะไรหรอก ไม่ต้องทำให้เป็นเรื่องราวใหญ่โต ป้องกันไม่ให้เรื่องนี้แพร่ออกไปแล้วเกิดผลกระทบไม่ดี ผู้บัญชาการใหญ่หนิวคนนี้เดิมทีควรจะพักอยู่ที่ตำหนักหน้าของตำหนักคุ้มเมือง แต่หญิงชายมิควรอยู่ใกล้ชิดกัน ถึงอย่างไรข้าก็พักอยู่ที่นี่ เพื่อไม่ให้ตกเป็นที่ต้องสงสัย เขาจึงพักอยู่ที่จวนผู้บัญชาการเขตเมืองตะวันออกมาโดยตลอด…ถ้าพวกเจ้าไม่มีเรื่องอะไรก็ไม่ต้องไปที่จวนผู้บัญชาการเขตมืองตะวันออกแล้ว ไปหาพยานคำพูดจากร้านค้าที่ร้องเรียนให้ชัดเจนก่อน แล้วค่อยสืบสวนหนิวโหย่วเต๋ออีกที ถึงตอนนั้นข้าจะเรียกหนิวโหย่วเต๋อมาที่นี่ พวกเจ้าคิดว่ายังไง?”

เจ้าพูดถึงขนาดนี้แล้วว ข้ายังจะพูดอะไรได้อีก? ติงกุ้ยค่อนข้างพูดไม่ออก ดูจากท่าทีของฮูหยินท่านโหว ชัดเจนมากว่าต้องการจะเข้าข้างลูกน้องตัวเอง! จึงตอบพร้อมรอยยิ้มแห้งๆ ทันทีว่า “ค่ะ! จัดการตามความประสงค์ของฮูหยินแล้วกัน”

“ดูพูดเข้าสิ จะเรียกว่าจัดการตามความประสงค์ของข้าได้อย่างไร? พวกเจ้าควรจะตรวจสอบอย่างไรก็ตรวจสอบไปเถอะ เรื่องนี้ข้าไม่ไปก้าวก่าย เอาตามนี้แล้วกัน!” ปี้เยว่ฮูหยินพูดจบแล้วยืนขึ้นเดินออกไป

ติงกุ้ยกุมหมัดน้อมส่ง…

ดังนั้น พนักงานสืบคดีจึงรีบไปค้นหาหลักฐานจากร้านค้าที่ร้องเรียน งานยุ่งติดต่อกันหลายวัน ทว่าแม้แต่ประตูบ้านของเป้าหมายหลักที่จะมาสอบสวนลงโทษก็ไม่ได้เข้าไปเลย

ทว่าเรื่องแบบนี้ ต่อให้อยากจะปิดบังก็ปิดบังไม่ไหวเหมือนกัน ภายใต้การจงใจแพร่ข่าวของใครบางคน ข่าวที่ผู้บัญชาการใหญ่ตลาดสวรรค์โดนเบื้องบนตรวจสอบเพราะรับสินบนก็แพร่กระจายไปทั่วเมืองราวกับพายุฝน ทำให้เกิดข่าวลือต่างๆ ขึ้นมาทันที มีคนไม่น้อยที่จับจ้องที่นี่ รอให้เหมียวอี้ลงจากตำแหน่ง

แม้แต่ในบรรดาทหารสวรรค์ใต้สังกัดเหมียวอี้เอง ก็ยังมีคนไม่น้อยที่ทอดถอนใจด้วยความปลง ถ้าไม่มีอำนาจและภูมิหลังอะไร ก็เป็นเรื่องยากที่จะนั่งตำแหน่งผู้บัญชาการใหญ่ของตลาดสวรรค์ได้อย่างมั่นคง เกรงว่าผู้บัญชาการใหญ่หนิวคงจะพ้นภัยครั้งนี้ไปได้ยาก

ข่าวลือแพร่ไปถึงหูของสองพี่น้องโอวหยางแล้ว พวกนางก็กังวลมากเช่นกัน วิ่งไปหาอวิ๋นจือชิวอยู่บ่อยครั้ง

แต่เหมียวอี้กลับหลบอยู่ในจวนผู้บัญชาการเขตมืองตะวันออก ไม่ออกนอกประตูใหญ่ ไม่ล่วงข้ามประตูสอง ไม่พบหน้าใครทั้งนั้น

มู่หรงซิงหัวกับสวีถังหรานที่ร้อนรนกระวนกระวายมาขอเข้าพบหลายครั้ง แต่ก็ถูกปฏิเสธให้อยู่นอกประตูทั้งคู่

หวงฝู่จวินโหรวมาหาหลายครั้ง แต่ก็ถูกกันไว้เช่นกัน

หลังจากนั้นหลายวัน จนกระทั่งตำหนักคุ้มเมืองเรียกพบ เหมียวอี้ถึงได้สวมเกราะรบเหมือนจะไปมีเรื่องกับใคร สวมเกราะม่วงหนึ่งแถบที่ตำหนักสวรรค์มอบให้อย่างดี แต่งเนื้อแต่งตัวเป็นพิเศษ ก้าวออกจากประตูอย่างน่าเกรงขามเพื่อไปที่ตำหนักคุ้มเมือง

พอเข้ามาในตำหนัก แค่มองปราดเดียวเหมียวอี้ก็เห็นเย่สวินเกาที่กำลังจ้องตนด้วยสีหน้าแสยะยิ้ม ทั้งยังมีกลุ่มผู้จัดการร้านคนอื่นๆ ที่ทำท่าเหมือนมาดูตัวตลกด้วย

เหมียวอี้เพียงกวาดมองคนกลุ่มนี้ด้วยสายตาเย็นเยียบ นับจำนวนคนพวกนี้เอาไว้คร่าวๆ แล้วร่างที่สวมเกราะรบสีม่วงทั้งตัวก็ก้าวยาวเข้าไปที่ตำหนักหลังอย่างมั่นใจในตัวเอง

ในสวนดอกไม้ด้านหลังที่ปี้เยว่ฮูหยินชอบใช้รับแขก เจ้านายกำลังนั่งอุ้มจิ้งจอกสีชมพูอยู่ในศาลา มือข้างหนึ่งกำลังถือพยานคำพูดที่พวกติงกุ้ยไปสืบค้นมา

ส่วนติงกุ้ยก็นำลูกน้องหลายคนยืนอย่างเคร่งขรึมอยู่ด้านข้าง สายเหลือบมองคนที่เดินดุจพยัคฆ์ดุจมังกรมาจากด้านนอก  ถึงแม้จะไม่เคยเห็นหน้ากัน แต่กลับเดาออกแล้วว่าผู้ที่มาเป็นใคร ในใจแอบชื่นชม องอาจผึ่งผาย สมกับเป็นบุคคลที่ได้อันดับหนึ่งจากการทดสอบ ท่วงท่างดงามจริงๆ!

เหมียวอี้ที่เดินก้าวยาวมาถึงนอกศาลาพลันหยุดเดิน แล้วกุมหมัดคำนับ “ผู้บัญชาการใหญ่ตลาดสวรรค์ของดางเทียนหยวนคำนับท่านแม่ทัพภาค!”

ปี้เยว่ฮูหยินเหลือบตาขึ้นเล็กน้อย สายตาที่เหลือบลงเหลือบขึ้นอีกครั้ง นางมองเหมียวอี้อีกครั้งด้วยความตะลึงงัน นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นเหมียวอี้ตั้งใจแต่งตัวเต็มยศ ช่างสง่าโดดเด่นจริงๆ เผยพลังอำนาจของผู้บัญชาการใหญ่ออกมาจนหมดอย่างไม่ต้องสงสัย!

แม้แต่จิ้งจอกสีชมพูในอ้อมกอดนางก็ยังเงยหน้าจ้องตาไม่กะพริบ

“แค่กๆ!” ปี้เยว่ฮูหยินไอแห้งๆ “ไม่ต้องมากพิธี! ผู้บัญชาการใหญ่ มีคนฟ้องว่าเจ้าอาศัยอำนาจข่มขู่ขอสินบนกับร้านค้าใหญ่ๆ เจ้ามาดูเองแล้วกัน!”

“ขอรับ!” เหมียวอี้ก้าวยาวเข้ามาในศาลาทันที ใช้สองมือรับแผ่นหยก ร่ายอิทธิฤทธิ์ตรวจอ่าน ขณะที่ดูคำให้การแต่ละฉบับคร่าวๆ ก็จดจำชื่อร้านค้าต่างๆ เอาไว้เช่นกัน มีทั้งหมดสิบหกร้าน!

ติงกุ้ยที่อยู่ข้างๆ พูดไม่ออกมาก มีอย่างที่ไหนกันที่เอาคำให้การของพยานมาให้ผู้ต้องสงสัยที่ต้องโดนสอบสวนอ่านล่วงหน้า ตอนหลังยังจะสอบสวนอะไรได้อีก? แต่ปี้เยว่ฮูหยินดึงดันจะทำอย่างนี้ เขาจะทำอย่างไรได้อีก?

หลังจากอ่านเสร็จ เหมียวอี้ก็ใช้สองมือวางแผ่นหยกลงบนโต๊ะ แล้วกล่าวเสียงต่ำว่า “เป็นการใส่ร้ายทั้งนั้น ไม่มีเรื่องแบบนี้เลยจริงๆ!”

ตอนนี้ปี้เยว่ฮูหยินถึงได้บอกติงกุ้ยว่า “เจ้าต้องการจะซักถามแบบต่อหน้าไม่ใช่เหรอ? เรียกผู้จัดการของร้านค้าเหล่านั้นมาสิ ข้าจะคอยดูอยู่ตรงนี้ จะไม่พูดอะไรทั้งนั้น”

“รัขอรับ!” ติงกุ้ยเอ่ยรับ หลังจากเก็บแผ่นหยกที่อยู่บนโต๊ะ ก็เอียงศีรษะให้สัญญาณลูกน้องที่ยืนอยู่ข้างๆ ทันที

ผ่านไปไม่นาน เย่สวินเการวมทั้งผู้จัดการทั้งสิบหกร้านก็เข้ามาพร้อมกัน มายืนคำนับพร้อมกัน “ผู้น้อยคำนับท่านแม่ทัพภาค คำนับผู้ตรวจสอบติง!”

ปี้เยว่ฮูหยินหรี่ตายิ้มพลางโบกมือ “ไม่ต้องมากพิธี! ติงกุ้ย เริ่มเลยสิ”

ติงกุ้ยพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็ถือแผ่นหยกพร้อมจ้องเหมียวอี้ “ผู้บัญชาการใหญ่หนิว! ร้านค้าในสังกัดของเจ้าร้องเรียน ว่าหลังจากเจ้าได้ขึ้นรับตำแหน่ง ก็ข่มขู่กดดันให้ร้านค้าใหญ่ๆ ติดสินบนเจ้า มีเรื่องแบบนี้หรือเปล่า?”

“ไม่มีเรื่องแบบนี้จริงๆ เป็นการใส่ร้ายป้ายสีทั้งนั้น!” เหมียวอี้ตอบเสียงเรียบ

เขาถูกใส่ร้ายอย่างไม่เป็นธรรมจริงๆ ถึงแม้เขาจะรับของขวัญไว้ แต่ไม่ได้กดดันให้ร้านค้าใหญ่ๆ ติดสินบนแน่นอน

ติงกุ้ยอ่านเนื้อหาในแผ่นหยก แล้วเอียงหน้ามองผู้จัดการร้านทุกคนที่ยืนอยู่นอกศาลา “ผู้จัดการร้านหวง หวงลี่สิ้ง ผู้บัญชาการใหญ่หนิวไม่ยอมรับเรื่องนี้ เจ้ามีอะไรจะพูดมั้ย?”

ชายชราอ้วนที่สวมชุดสีเหลืองทั้งตัวลุกขึ้นยืน กุมหมัดคารวะกล่าว่า “ท่านผู้ตรวจสอบ ผู้บัญชาการใหญ่หนิวกำลังแก้ตัวน้ำขุ่นๆ…”

ยังพูดไม่ทันจบ เหมียวอี้ก็ตะคอกตัดบทแล้วว่า “โจรเฒ่า! อย่ามาพูดจาซี้ซั้วเรื่อยเปื่อย ถ้าอยากจะใส่ร้ายข้าก็ต้องหาหลักฐานมา ข้าจะยอมให้เจ้าใส่ร้ายป้ายสีปากเปล่าตามอำเภอใจได้อย่างไร!”

เขาอ่านคำให้การล่วงหน้าแล้ว รู้ว่าคนพวกนี้ไม่มีหลักฐาน ส่วนของที่นำมามอบให้เขา เขาก็เอาไปซ่อนไว้ตั้งนานแล้วด้วย ในเมื่อหาหลักฐานไม่ได้ เขาก็ย่อมมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม

ติงกุ้ยกวาดสายตาเย็นเยียบ แอบด่าในใจว่า นี่เจ้าหรือข้ากันแน่ที่เป็นคนสอบสวน?

แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่มีปี้เยว่ฮูหยินอยู่ด้วย ทั้งยังแสดงออกชัดเจนว่าลำเอียง เขาจึงไม่สะดวกจะพูดอะไร ทำได้เพียงถามตามไปว่า “หวงลี่สิ้ง เจ้ามีหลักฐานหรือเปล่า?”

…………………………

พิชิตสวรรค์ ทะยานฟ้า

พิชิตสวรรค์ ทะยานฟ้า

เหมียวอี้ เด็กหนุ่มธรรมดาแต่มีโชคชะตาที่ไม่ธรรมดา! เขาคือเด็กกำพร้าที่ถูกเพื่อนบ้านตราหน้าว่าเป็น ‘ตัวหายนะ’ เพราะพ่อแม่บุญธรรมที่รับเลี้ยงเขาล้วนมีจุดจบอยู่ในกองเพลิงทั้งสิ้น เขาจึงต้องเติบโตมากับน้องๆ ต่างสายเลือดอีกสองคนตามลำพัง ไร้เงิน ไร้อำนาจ ไร้ความสามารถ ซ้ำยังเป็นตัวซวย โลกนี้มันช่างอยู่ยากเสียจริง! หนทางที่จะลบคำครหาของชาวบ้านและก้าวพ้นชีวิตที่ยากไร้ไปได้ก็คือการสำเร็จเป็นเซียน แม้ความปรารถนาจะอยู่สูงเกินเอื้อม แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น ถึงจะลำบากและอันตรายเพียงใด ก็ขอทะยานไปให้สุดขอบฟ้า!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset