พิชิตสวรรค์ ทะยานฟ้า – ตอนที่ 1196 ศัตรูเยอะจริงๆ

ทุกคนยังคงเหลียวซ้ายแลขวา สภาพอากาศกลับไม่เป็นใจ เมฆครึ้มผืนหนึ่งพัดเข้ามาแล้ว มีบางคนบ่นว่า “มารดาเจ้าเถอะ ฝนจะตกแล้ว อีกประเดี๋ยวพื้นจะต้องเต็มไปด้วยโคลนแน่ๆ  ที่อยู่ก็แย่ แม้แต่พื้นก็ไม่จัดให้ดีสักหน่อย ใครกันที่เลือกที่นี่?” เริ่มมีการร้องเรียนอย่างไม่พอใจ

ทุกคนมองดู ฝนจะตกแล้วจริงๆ คนสองพันคนแยกย้ายกันหาที่พักของตัวเองทันที ไม่ได้กำหนดด้วยว่าให้ใครไปอยู่ตรงไหน แต่เห็นได้ชัดว่าเหมียวอี้เป็นคนเดียวที่ถูกเบียดออก

ผู้บัญชาการใหญ่หนิวก็สำนึกตัวได้เหมือนกัน ไปหาตำแหน่งที่อยู่ในมุมของเขตตงหัว เขตนี้มีที่มากมาย เขาจึงไปเลือกจุดที่อยู่ไกลกับกลุ่มคนสักหน่อย

เขาไปเลือกจุดที่ห่างไกลจากฝั่งนี้ แต่กลับไปอยู่ใกล้กับคนอีกเขตหนึ่ง ข้างกันมีคนใช้ปลายเท้าเคาะเสาไม้แล้ว “นี่ ผู้น้อยถังซาน เจ้าคือหนิวโหย่วเต๋อใช่มั้ย?”

เมื่ออีกฝ่ายถามแบบนี้ ก็ทำให้คนไม่น้อยหันมามอง เหมียวอี้หันกลับไปมองแวบหนึ่ง เห็นเพียงชายคนหนึ่งกำลังใช้สองมือกุมหัวเอนกายอยู่บนไม้กระดาน หัวเคราะคิกคักพลางยกขาขึ้นไขว่ห้างมองสำรวจตน แต่หน้าตาไม่คุ้นเลย จึงถามว่า “เรารู้จักกันเหรอ?”

ผู้คนที่เรียกตัวเองว่าถังซานชักมือออกมาจากหมอนใบหนึ่ง ชี้ไปยังเกราะม่วงหนึ่งแถบบนตัวเขา แล้วก็ชี้ไปหาปี้เยว่ฮูหยินที่อยู่ไม่ไกล พร้อมพูดหยอกล้อว่า “เจ้าดูไม่เข้าพวกไง มิหนำซ้ำคนที่มาจากจวนแม่ทัพภาคตงหัว นอกจากแม่ทัพภาคของพวกเจ้าที่สามารถสวมเกราะรบแม่ทัพได้ อีกคนหนึ่งก็เหมือนจะเป็นเจ้าไง หนิวโหย่วเต๋อ ราชันสวรรค์แต่งตั้งเองให้”

ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้! เหมียวอี้นั่งอยู่บนไม้กระดาน นั่งขัดสมาธิ มองดูสายหน้ารอบข้างที่จ้องเข้ามา พร้อมพูดเย้ยตัวเอง “สายตาเจ้าไม่เลวเลยนี่”

เมื่อเห็นว่ายืนยันแล้ว ถังซานก็พลิกตัวนอนตะแคงทันที ใช้มือข้างเดียวหนุนศีรษะ พร้อมถามอย่างแปลกใจว่า “เจ้าคือหนิวโหย่วเต๋อจริงเหรอ?”

“ถ้าเป็นของปลอมก็ยินดีเปลี่ยนให้เจ้าใหม่เลย!” เหมียวอี้ใช้สองมือกุมเข่า

ถังซานเดาะลิ้นทันที “ผู้บัญชาการใหญ่หนิว ข้าว่าเจ้านี่ใจกล้าไม่เบาเลยนะ เจ้าไม่รู้ตัวเหรอว่าสถานการณ์ของเจ้าเป็นยังไง!”

“ไม่รู้สิ พี่ถัง พวกเรามาเป็นพันธมิตรร่วมรับมือกับการทดสอบดีมั้ย?” เหมียวอี้กล่าวเสียงเรียบ

“ลืมมันไปเถอะ! ข้ายังอยากมีชีวิตอยู่อีกหลายๆ ปี!” ถังซานหันตัวกลับไป หันก้นให้เขา ไม่อย่างสร้างปัญหาให้ตัวเอง

ในที่สุดข้างหูเหมียวอี้ก็สงบเงียบแล้ว ใครจะคิดว่าฝนเม็ดใหญ่จะกระหน่ำจั้กๆ ลงมากอีก ในชั่วพริบตาเดียวก็ทำให้ฟ้าดินพร่ามัวไปด้วยไอน้ำ แต่กลับยากที่จะปิดกั้นสายตารอบข้างที่มองมาหาตนอยู่เป็นระยะ

ตอนนี้ตรงจุดที่อยู่ใกล้ๆ มีแม่ทัพภาคมาอีกหลายคน ฝ่าฝนมาเยี่ยมคำนับปี้เยว่ฮูหยิน พวกเขาล้วนเป็นลูกน้องของท่านโหวเทียนหยวน ถึงอย่างไรเทียนหยวนก็ตักตวงตำแหน่งแม่ทัพภาคมาได้ไม่น้อย ถึงแม้แม่ทัพภาคเหล่านั้นจะอยู่ในระดับเดียวกัน แต่ฐานะของฮูหยินท่านโหวก็เห็นๆ กันอยู่ ย่อมต้องมาแสดงมารยาททักทายอยู่แล้ว

หลังจากทักทายปราศรัยกันไปสักพัก แม่ทัพภาคบางคนก็ถามว่า “ฮูหยิน ไม่ทราบว่าคนไหนคือหนิวโหย่วเต๋อ”

ปี้เยว่ฮูหยินแอบถอนหายใจ ยังมีคนที่ไม่อยากจะปล่อยหนิวโหย่วเต๋อไปจริงๆ ด้วย นางหันกลับมามองเหมียวอี้แวบหนึ่ง แต่ไม่ได้พูดอะไร

แม่ทัพภาคหลายคนมองตามไป สายตาไปหยุดอยู่บนตัวเหมียวอี้ที่สวมเกราะรบสีม่วง ดวงตาแต่ละคนฉายแววสำรวจประเมิน

เหมียวอี้สบตากับพวกเขาหลายครั้งด้วยสีหน้าเรียบเฉย จากนั้นหันกลับมาหลับตาลง นั่งสมาธิฝึกตน

นี่เพิ่งจะเริ่มต้น เห็นได้ชัดว่าคนที่สนใจผู้บัญชาการใหญ่หนิวไม่ได้มีแค่เท่านี้ พวกแม่ทัพภาคทางนี้ยังออกไปได้ไม่นาน ก็มีคนอีกกลุ่มเหาะฝ่าฝนลงมาแล้ว หัวหน้ากลุ่มที่สวมเกราะทองหนึ่งแถบตะโกนถามว่า “คนไหนคือหนิวโหย่วเต๋อ?” ข้างหลังทางซ้ายและขวากลับมีกลุ่มคนที่สวมเกราะทองสี่แถบ ห้าแถบและหกแถบตามมาด้วย

ผู้ที่มาไม่ใช่ใครที่ไหน จาเหรินจวิ้นนั่นเอง ที่จริงเขาไม่ได้อยู่ในฐานะขุนนาง การทดสอบที่นรกครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่คนของตำหนักสวรรค์เท่านั้น เพื่อที่จะลงชื่อสมัครเข้าร่วมทดสอบครั้งนี้ เขาจึงจงใจหายศเกราะทองหนึ่งแถบมาเพื่อใช้ลงสมัคร

เหมียวอี้ลืมตามองไป พบว่าตัวเองไม่รู้จักอีกฝ่าย แต่อีกฝ่ายกลับระบุชื่อแซ่เพื่อมาหาตน

“ใครมาตะโกนโหวกเหวกอยู่ที่นี่!” ปี้เยว่ฮูหยินที่นั่งขัดสมาธิอยู่กลางเขตตงหัวตะคอกถาม

จาเหรินจวิ้นกวาดสายตามองมา พอเห็นปี้ยศของเยว่ฮูหยินก็รู้ทันทีว่าเป็นแม่ทัพภาคที่คุมรักษาการณ์ที่นี่ จึงแอบถ่ายทอดเสียงตอบ่วา “ผู้น้อยจาเหรินจวิ้น จาหรูเยี่ยน ฮูหยินของเทพประจำดาวเถาะฟ้าคืออาหญิงของผู้น้อย” เขาไม่สะดวกจะเปิดเผยท่ามกลางฝูงชนว่ามีว่ามีอาเขยหนุนหลัง

ปี้เยว่ฮูหยินพูดไม่ออก คนคนนี้มีภูมิหลังยิ่งใหญ่กว่าสามีของตนเสียอีก จึงถ่ายทอดเสียงตอบทันทีว่า “อย่าก่อเรื่องที่นี่ ถ้ามีความขัดแย้งอะไรกัน พวกเจ้าค่อยไปแก้ไขกันในนรกเถอะ”

“ท่านแม่ทัพภาควางใจได้ เพียงมาถามหาตัวเฉยๆ ไม่ก่อเรื่องแน่นอน” จาเหรินจวิ้นแอบบอก แต่ภายนอกกลับกุมหมัดคารวะเอ่ยรับอย่างสุภาพเกรงใจ “ขอรับ!”

นัวว่าไว้หน้าปี้เยว่ฮูหยินแล้ว จากนั้นก็ใช้สายตากวาดมองหาจากกลุ่มคนอีก

เกราะรบของท่านขุนนางเหมียวสะดุดตาเกินไป ถ้าไม่อยากให้สังเกตเห็นก็คงยาก ในปีนั้นราชันสวรรค์แต่งตั้งให้อย่างมีหน้ามีตา แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นความยุ่งยากและภาระ

จาเหรินจวิ้นนำกลุ่มคนแทรกเข้ามาทันที มาอุดอยู่ตรงหน้าไม้กระดานที่เหมียวอี้นั่ง แล้วตะโกนถาม “เจ้าคือหนิวโหย่วเต๋อเหรอ?”

“เจ้าเป็นใคร?” เหมียวอี้ถามกลับ

“ข้าเป็นใครเจ้าไม่คู่ควรที่จะได้รับรู้หรอก” จาเหรินจวิ้นพูดเหยียด

เหมียวอี้ชี้ไปยังยศทหารเลวหนึ่งแถบของเขา แล้วชี้ยศแม่ทัพหนึ่งแถบของตัวเอง “ทหารเลวหนึ่งแถบต่ำต้อย แต่บังอาจมามาพูดกับแม่ทัพแบบนี้ หรือว่ามองไม่เห็นกฎของตำหนักสวรรค์อยู่ในสายตา?”

นี่เป็นปมด้อยของจาเหรินจวิ้นจริงๆ จึงกล่าวอย่างโมโหเพราะความอับอาย “ข้าถามว่าเจ้าใช่หนิวโหย่วเต๋อหรือเปล่า?”

“แล้วยังไงล่ะ?” เหมียวอี้ถาม

“เป็นเจ้าจริงๆ ด้วย!” จาเหรินจวิ้นทำสีหน้าจริงจังทันที “เจ้ายังจำเย่สวินเกาที่ตลาดสวรรค์ดาวเทียนหยวนได้หรือเปล่า?”

“ถ้าอยากจะล้างแค้นข้า ก็ยังไม่ถึงคราวของทหารเลวหนึ่งแถบต่ำต้อยอย่างเจ้าหรอก คนที่ยศสูงกว่าเจ้ามีตั้งเยอะ ไปต่อแถวก่อนไป ดูว่าเมื่อไรจะถึงคราวเจ้า” เหมียวอี้กล่าว

เมื่อกล่าวคำนี้ออกมา ก็ทำให้รอบข้างมีเสียงหัวเราะดังลั่นของกลุ่มคน

เห็นได้ชัดเจนว่าสีหน้าของจาเหรินจวิ้นกำลังข่มไฟโกรธเอาไว้

“บังอาจ!” ทหารเลวหกแถบคนหนึ่งที่อยู่ข้างกายยกมือตบบ่าเหมียวอี้ แล้วเตือนว่า “ทำปากให้มันสะอาดๆ หน่อย!”

เหมียวอี้เอียงหน้ามองดูบ่าตัวเอง “ถ้าเจ้าขยับปากอย่างเดียวก็ว่าไปอย่าง ยังกล้าขยับมือด้วยเหรอ? ถ้ายังไม่เอากรงเล็บของเจ้าออกไป เจ้าเชื่อมั้ยว่าข้าจะตัดหัวเจ้าทิ้งได้?”

เมื่อมาถึงที่นี่ ปี้เยว่ฮูหยินก็ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้แล้ว แต่เป็นเกาก้วน ทูตขวาของตำหนักสวรรค์ที่ควบคุม ความอดทนของเขาไม่ได้มีมากเหมือนตอนที่อยู่จวนแม่ทัพภาคตงหัว

คนคนนั้นถลึงตาสองข้าง แสยะยิ้มบอกว่า “เจ้ากล้าเหรอ!”

เหมียวอี้พลันเหลือบตาขึ้นจ้องเขา บนตัวมีกลิ่นอายสังหารลอยขึ้นจางๆ

“พวกเจ้าคิดจะทำอะไรกัน?” ปี้เยว่ฮูหยินพลันตะคอก ถลันตัวมายืนอยู่บนไม้กระดานข้างๆ ที่ว่างพร้อมจ้องทุกคน ถ้านางไม่ออกหน้ามาห้ามไว้จะต้องเกิดเรื่องแน่

ในขณะนี้เอง สตรีที่รูปร่างสูงสะโอดสะอง บุคลิกงดงามมีเสน่ห์ถลันตัวมายืนอยู่ข้างกายปี้เยว่ฮูหยิน สวมกระโปรงสีเขียวคราม ถึงแม้จะไม่ได้สวมเกราะรบ แต่ป้ายคำสั่งที่ปรึกษาที่ห้อยอยู่ตรงเอวก็เผยสถานะของนางแล้ว

ผู้ที่มาก็คือโค่วเหวินชิง นางถามเสียงต่ำว่า “มารวมตัวกันก่อเรื่องที่นี่ เบื่อหน่ายที่จะมีชีวิตอยู่แล้วใช่มั้ย?”

“เนี่ยกง!” จาเหรินจวิ้นตะโกนห้าม ยื่นมือไปปัดมือของสหายบนบ่าเหมียวอี้ออก แต่กลับชี้หน้าเหมียวพร้อมขู่ว่า “ชาติสุนัข เดี๋ยวถึงเวลาที่เจ้าจะได้ร้องไห้แน่ พวกเราไปกันเถอะ” พูดจบก็หันตัวไปพร้อมกับสีหน้าอึมครึม นำกลุ่มคนออกไปแล้ว

เมื่อเห็นเรื่องนี้สงบ ปี้เยว่ฮูหยินก็มองไปที่โค่วเหวินชิง แล้วก็มองไปที่เหมียวอี้ รู้ว่าโค่วเหวินชิงรู้จักเหมียวอี้ นางจึงพยักหน้าทักทายโค่วเหวินชิง แล้วหันตัวกลับไปอยู่ในที่ของตัวเอง ที่จริงแล้วในใจรู้สึกอับอายอยู่บ้าง

โค่วเหวินชิงสามารถปรากฏตัวอยู่ที่นี่ในเวลานี้ได้ เห็นได้ชัดว่าตั้งใจมาดูแลเหมียวอี้เป็นพิเศษ มีความเป็นไปได้สูงว่าเบื้องหลังมีโค่วเหวินหลานฝากฝังมา โค่วเหวินหลานเป็นผู้บังคับบัญชาของหนิวโหย่วเต๋อที่ออกไปจากที่นี่หลายปีแล้ว แต่ยังมีความตั้งใจมาดูแลได้ ลองย้อนกลับมามองผู้บังคับบัญชาในปัจจุบันอย่างนางสิ บางทีอาจจะจัดการเรื่องนี้ได้อย่างไม่เหมาะสม การที่หนิวโหย่วเต๋อตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ถึงอย่างไรก็เป็นผลจากการที่นางและสามีดึงดันกักตัวไว้ไม่ปล่อยให้โค่วเหวินหลานพาไป นางก็คิดว่าสามีของตัวเองทำเกินไปเช่นกัน แต่นางรู้ว่าตัวเองไม่ได้มองการณ์ไกลเท่าสามี จึงทำได้เพียงเชื่อฟัง

เหมียวอี้เองก็พยักหน้าเล็กน้อยให้โค่วเหวินชิง แสดงความขอบคุณโดยไม่ได้พูดอะไร

“คนไหนคือหนิวโหย่วเต๋อ?” ด้านนอกมีคนอีกกลุ่มโผล่มาถาม

ผลปรากฏว่าโดนโค่วเหวินชิงไล่ไปอีก

ทว่ามีเข้ามากลุ่มแล้วกลุ่มเล่า มีคนมาหาไม่ขาดสาย ใช้เวลาเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว โค่วเหวินชิงก็ไล่คนไปแล้วสิบกว่ากลุ่ม

ขณะมองดูเหมียวอี้หลับตานั่งสมาธิทำหูทวนลม โค่วเหวินชิงก็รู้สึกทอดถอนใจเช่นกัน ตอนเหมียวอี้ผ่านศึกเลือดด่านสุดท้ายของการทดสอบครั้งนั้น นางได้เห็นกับตาตัวเองแล้ว สมกับเป็นชายชาตรีจริงๆ แต่น่าเสียดายที่อ่านสถานการณ์ไม่ออกจนไปล่วงเกินคนไว้เยอะเกินไป ถึงขนาดทำให้ทุกคนสามารถฆ่าเขาได้ สิ่งนี้ทำให้คนอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ

พวกจางฮั่นฟางมองฉากนี้ด้วยความขบขัน พอมีคนวิ่งมาถามว่าใครคือหนิวโหย่วเต๋อ พวกเขาก็ยังชี้ไปทางเหมียวอี้ จะมีไมตรีของเพื่อนร่วมงานสักนิดเสียที่ไหนกัน และพอเห็นว่ามีคนมากมายต้องการจะหาเรื่องเหมียวอี้ ซูลี่ที่นั่งขัดสมาธิอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนก็โล่งใจแล้ว เขายังกังวลอยู่บ้างว่าเหมียวอี้จะมาคิดบัญชีกับเขาหรือเปล่า แต่ดูจากสถาการณ์ในตอนนี้ คาดว่าผู้บัญชาการใหญ่หนิวเองก็ยังดูแลตัวเองไม่ไหวเลย

ฝนกระหน่ำแรง แต่ก็หยุดเร็วเช่นกัน ขณะที่น้ำฝนหยดจากชายคาติ๋งๆ ด้านนอกก็มีสตรีรูปร่างสูงโปร่งที่สวมเกราะรบสีม่วงของแม่ทัพเหาะลงมา ใบหน้าที่อยู่ใต้เกราะรบงดงามดุจภาพวาด ลักษณะห้าวหาญ เหยียบโคลนเดินเข้ามาลำพังจนถึงใต้เพิง ดวงตางามกำลังกวาดมองทุกคน

จู่ๆ ก็มีแม่ทัพเกราะม่วงหนึ่งแถบโผล่มา ทุกคนไม่รู้ว่านางเป็นใคร กลับเป็นโค่วเหวินชิงที่ยืนบังฝนอยู่ข้างกายเหมียวอี้ที่ขมวดคิ้วถามว่า “จ้านหรูอี้ เจ้ามาทำอะไรตรงนี้?”

“จ้านหรูอี้?”

“เขาก็คือจ้านหรูอี้ที่ได้อันดับหนึ่งจากการทดสอบครั้งก่อน?”

กลุ่มคนที่อยู่ในเพิงเริ่มสุมหัวกระซิบกระซาบกันทันที ต่างก็มองสำรวจผู้หญิงคนนี้ แม้แต่ปี้เยว่ฮูหยินก็อดไม่ได้ที่จะมองหลายครั้ง

การปรากฏตัวของผู้หญิงคนนี้ทำให้คนกลุ่มใหญ่ที่อยู่รอบข้างรวมตัวกันหันมามองทันที

จ้านหรูอี้? ในหัวเหมียวอี้มีชื่อนี้แวบเข้ามา ทำให้ลืมตาเอียงหน้ามองทันที

สายตาของจ้านหรูอี้ไปหยุดอยู่บนเกราะรบบนตัวเขา บวกกับที่พวกจางฮั่นฟางชี้บอก นางจึงเอามือไขว้หลังเดินช้าๆ เข้ามา ถามว่า “เจ้าเองเหรอหนิวโหย่วเต๋อ?”

เหมียวอี้มองสำรวจนางศีรษะจดเท้าเท้า แล้วถามเสียงเรียบว่า “คำถามนี้ข้าตอบจนไม่อยากจะตอบอีกแล้ว”

จ้านหรูอี้พยักหน้าเบาๆ “คนเปิดเผยย่อมไม่ทำเรื่องลับๆ หนิวโหย่วเต๋อ เจ้าฟังข้าให้ดีนะ เมื่อเข้าไปในนรกแล้ว เข้าจะเอาชีวิตเจ้าให้ได้!”

“มีเจ้าเพิ่มมาอีกสักคนก็ไม่ได้เยอะขึ้นนักหรอก” เหมียวอี้กล่าว

จ้านหรูอี้ไม่ได้พูดอะไรมากอีก มาเพื่อทำความรู้จักเฉยๆ นางจ้องเหมียวอี้อย่างละเอียดครู่หนึ่ง แล้วหันตัวช้าๆ เดินจากไป

ส่วนเหมียวอี้ก็เงยหน้ามองไปทางโค่วเหวินชิง แล้วถ่ายทอดเสียงถามว่า “ท่านรู้จักมั้ย? คนของตระกูลโค่วรึเปล่า? อีกประเดี๋ยวเวลาลงมือข้าต้องปรานีนางมั้ย?”

โค่วเหวินชิงถ่ายทอดเสียงตอบว่า “ไม่ต้องปรานีหรอก เจ้าดูแลตัวเองให้ดีก็พอ นางเป็นหลานนอกของอ๋องสวรรค์อิ๋ง เป็นลูกพี่ลูกน้องของอิ๋งเหย้า ครั้งก่อนอิ๋งเหย้าพลาดโดนประหาร นางจึงเข้าร่วมการทดสอบครั้งที่สองแล้วคว้าอันดับหนึ่งมา กู้หน้ากลับมาให้ตระกูลอิ๋งได้ครั้งหนึ่ง ตอนนี้เจ้าน่าจะเข้าใจแล้วนะว่าทำไมนางถึงต้องการจะฆ่าเจ้า?”

เข้าใจแน่นอน เหมียวอี้แอบยิ้มเจื่อน ถ้าตัวเองไม่ฆ่าชิงอวี้หลางจนกดดันให้อิ๋งเหย้าขัดแย้งกับเกาก้วน อิ๋งเหย้าก็คงไม่โดนเกาก้วนประหารต่อหน้าฝูงชนเหมือนกัน จ้านหรูอี้มาเพื่อล้างแค้นให้พี่ชายของตัวเอง สงสัยศัตรูของเขาจะไม่ได้เยอะแบบธรรมดา

“หลีกไป หลีกไปให้หมด อย่างกับแมลงวันตอมขี้หมา มาเบียดกันอยู่ตรงนี้ทำไม? ว่ะฮ่าๆๆๆ ไม่ใช่ขี้หมา แต่เป็นน้องจ้านคนสวยนี่นา บังเอิญอะไรขนาดนี้!” จู่ๆ ด้านนอกก็มีเสียงดังลั่นดุจฆ้องที่ไม่เกรงกลัวใคร

…………………………

พิชิตสวรรค์ ทะยานฟ้า

พิชิตสวรรค์ ทะยานฟ้า

เหมียวอี้ เด็กหนุ่มธรรมดาแต่มีโชคชะตาที่ไม่ธรรมดา! เขาคือเด็กกำพร้าที่ถูกเพื่อนบ้านตราหน้าว่าเป็น ‘ตัวหายนะ’ เพราะพ่อแม่บุญธรรมที่รับเลี้ยงเขาล้วนมีจุดจบอยู่ในกองเพลิงทั้งสิ้น เขาจึงต้องเติบโตมากับน้องๆ ต่างสายเลือดอีกสองคนตามลำพัง ไร้เงิน ไร้อำนาจ ไร้ความสามารถ ซ้ำยังเป็นตัวซวย โลกนี้มันช่างอยู่ยากเสียจริง! หนทางที่จะลบคำครหาของชาวบ้านและก้าวพ้นชีวิตที่ยากไร้ไปได้ก็คือการสำเร็จเป็นเซียน แม้ความปรารถนาจะอยู่สูงเกินเอื้อม แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น ถึงจะลำบากและอันตรายเพียงใด ก็ขอทะยานไปให้สุดขอบฟ้า!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset