พิชิตสวรรค์ ทะยานฟ้า – ตอนที่ 1349 ข้าต้องการคืนความยุติธรรมให้สำนักหกนิ้ว

พอสังเกตสีหน้าของคนที่เหลือแล้ว เหมียวอี้ที่นั่งอยู่เบื้องบนก็ถามว่า “สวีถังหราน ทัพกลางเกี่ยวโยงกับเรื่องสำคัญ เจ้ามีความั่นใจที่จะคุมทัพกลางหรือเปล่า?”

“ข้า…” สวีถังหรานยืดคอ เขาเองก็อยากจะเอาชนะเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ยังกล่าวอย่างสูญเสียความมมั่นใจ “ข้าน้อยไร้ความสามารถ ทำไมไหว ผู้บัญชาการใหญ่เปลี่ยนคนเถอะ” เรื่องนี้จะดันทุรังไม่ได้ เขารู้ว่าถ้าทำเรื่องนี้พังจริงๆ ดีไม่ดีก็อาจจะก่อปัญหาใหญ่ ถึงตอนนั้นเกรงว่าแม้แต่เหมียวอี้ก็จะไม่ปล่อยเขาไป

เหมียวอี้ก็ไม่ทำให้เขาลำบากใจเช่นกัน รู้ว่าสวีถังหรานมีความสามารถจำกัดในด้านนี้ เรื่องนี้ต้องให้ตนลงมือจัดการเอง จึงมองไปที่หยางชิ่งอีก “เจ้าคิดว่ายังไง?”

หยางชิ่งกวาดหางตามองเฟยหง ไม่รู้ว่าทำไมเหมียวอี้ถึงปรึกษาเรื่องแบบนี้ต่อหน้าสายลับ แต่ก็รู้ว่าการที่เหมียวอี้ทำแบบนี้จะต้องมีเหตุผลแน่นอน จึงทำท่าครุ่นคิด แล้วตอบว่า “จะรีบร้อนไม่ได้เด็ดขาด ต้องวางแผนอย่างช้าๆ”

“อ้อ!” เหมียวอี้ถามอีกว่า “วางแผนช้าๆ ยังไง?”

หยางชิ่งตอบว่า “พวกเขาต้องให้บทเรียนกับพวกเราสักหน่อยอย่างเลี่ยงไม่ได้ เกรงว่าพวกเราจะต้องเตรียมตัวทนรับความอัปยศ รอให้พวกเราสืบเบื้องลึกของพวกเขาให้รู้ชัดก่อน ถึงจะเป็นเวลาที่พวกเราสามารถเปลี่ยนแปลงแล้วได้ผล”

“วางแผนช้า! ทนรับความอัปยศ!” เหมียวอี้กล่าวกลั้วหัวเราะ แล้วยืนขึ้นถามว่า “เป็นคำพูดที่รอบคอบมากประสบการณ์ เพียงแต่จะเห็นผลช้าเกินไปหน่อยรึเปล่า?”

หยางชิ่งรู้จักนิสัยของเขา กลัวว่าเขาจะบุ่มบ่ามทำซี้ซั้ว จึงรีบเกลี้ยกล่อม “นายท่าน เบื้องล่างมีกำลังแข็งแกร่งมาก พวกเราอยู่ในวงล้อมของพวกเขาแล้ว จะวู่วามไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นถ้ายั่วให้อีกฝ่ายใช้กำลังทหารตักเตือน เกรงว่าพวกเราจะกลายเป็นคนแกว่งเท้าหาเสี้ยนเสียเอง!”

เหมียวอี้ก็รู้จักนิสัยของเขาเช่นเดียวกัน ไม่มีทางทำเรื่องเสี่ยงอันตรายที่ตัวเองไม่มั่นใจ จึงขี้เกียจจะเถียงกับเขาแล้ว พยักหน้าแสดงออกว่ารู้แล้ว วางประเด็นนี้ไว้ก่อนชั่วคราว แล้วบอกกับทุกคนว่า “ทุกคนมาเป็นครั้งแรก ไปพักผ่อนก่อนแล้วค่อยว่ากัน สวีถังหราน เจ้าประสานงานเรื่องนี้กับลูกน้องหน่อย ตอนนี้สถานการณ์ยังไม่ราบรื่น อย่าแยกกันพักอาศัย พยายามอยู่ใกล้กันเข้าไว้”

คังจือลวี่ เหยาหย่วนชูค่อนข้างน่าสนใจ ผู้บัญชาการใหญ่มาเป็นครั้งแรก แต่พวกขาไม่แม้แต่จะเอ่ยถึงเลยว่าจะให้เหมียวอี้พักที่ไหน เตรียมจะให้เขานอนพักในตำหนักประชุมเหรอ? ดังนั้นตอนที่พูดประโยคนี้ออกมา ในดวงตาเหมียวอี้จึงฉายแววเย็นเยียบเล็กน้อย

“ขอรับ!” สวีถังหรานกุมหมัดรับคำสั่ง ในใจรู้สึกโล่งอก โชคดีที่เหมียวอี้ไม่ให้เขาฝืนทำสิ่งไม่ถนัด

เหมียวอี้เอียงหน้าบอกอีกว่า “ก่อนหน้านี้ได้ยินพวกเขาบอกว่าคนของสำนักหกนิ้วไปอาศัยอยู่ที่ปลายน้ำหมด ในเมื่อมาถึงอาณาเขตของอีกฝ่ายแล้ว จะไม่ไปพบเจ้าถิ่นของที่นี่สักหน่อยได้ยังไง เจาชิง เจ้าไปติดต่อด้วย ให้บุคคลระดับสูงของสำนักหกนิ้วมาพบข้า แล้วอีกอย่าง บอกว่ายังมีเทพแห่งภูผากับเทพคงคาที่มากินอยู่ที่นี่ด้วยไม่ใช่เหรอ? เรียกมาพร้อมกันเลย”

พวกหยางชิ่งแปลกใจอยู่บ้าง การพบเจ้าถิ่นของที่นี่ก็ยังฟังขึ้นอยู่ แต่เทพแห่งภูผากับเทพคงคาอยู่ในระดับผู้บังคับการกองห้าเท่านั้น ผู้บัญชาการใหญ่ผู้สง่าผ่าเผยจะตั้งใจเรียกพวกเขามาพบทำไม? แต่พอลองเลี่ยนมุมมองความคิดใหม่ ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะทำความเข้าใจสถานการณ์

“หยางชิ่ง เจ้าไปบอกรองผู้บัญชาการใหญ่คังจือลวี่กับเหยาหย่วนชู ให้พวกเขาไปแจ้งให้ผู้บัญชาการทั้งสิบสายใต้บังคับบัญชารู้ ว่าให้มาที่นี่ก่อนบ่ายวันพรุ่งนี้ ข้าต้องการจะจัดการกิจธุระตามระเบียบปฏิบัติ”

“ขอรับ!” หยางชิ่งเอ่ยรับ

หลังจากเหมียวอี้กำชับแล้ว ก็โบกมือบอกใบ้ว่าให้รีบไปจัดการ

หลังจากทุกคนแยกย้ายกันไปแล้ว ในที่สุดเฟยหงกับเสวี่ยหลิงหลงก็ถอดหมวกมุ้งลงมา เผยใบหน้าที่งามหยาดเยิ้มแล้ว

เมื่อเห็นว่าตอนนี้ยังไม่มีงานอะไร ไห่ผิงซินก็ตาเป็นประกายเล็กน้อย อยู่ที่ตำหนักคุ้มเมืองมานานขนาดนั้น แต่นางไม่ค่อยมีโอกาสได้เข้าใกล้เฟยหงเลย ถึงได้ฉวยโอกาสนี้เข้าใกล้เฟยหงอย่างช้าๆ ถามเอาใจว่า “หรูฮูหยิน เดินทางมาไกลขนาดนี้ เหนื่อยหรือเปล่าคะ?”

เฟยหงยิ้มบางๆ “ยังพอไหว!”

แต่ใครจะคิดว่าเหมียวอี้จะชำเลืองสายตามองมาทางนี้ แล้วจู่ๆ ก็บอกว่า “ตอนนี้ยังไม่รู้สถานการณ์ชัดเจน ไห่ผิงซิน เจ้ามายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้ ยังไม่รีบไปเฝ้าประตูข้างนอกอีก?”

ไห่ผิงซินได้ยินแล้วโมโห ถามอย่างไม่ยอมแพ้ว่า “นี่ท่านให้ข้าไปเฝ้าประตูงั้นเหรอ?”

เฟยหงมองนางอย่างตกตะลึงแวบหนึ่ง ไม่น่าเชื่อว่านางจะพูดแบบนี้กับเหมียวอี้

เหมียวอี้หน้าบึ้งเล็กน้อย “ตรงนี้ก็มีคนอยู่ไม่กี่คน อย่าบอกนะว่าจะให้ข้าไปเฝ้าประตู หรือเจ้าอยากจะให้หรูฮูหยินไปเฝ้าประตูล่ะ? เฟยหง งั้นก็รบกวนเจ้า…”

“เอ่อ…” ไห่ผิงซินมองเฟยหงที่อยู่ข้างกายแวบหนึ่ง มีหรือที่จะยอมให้คนที่ตัวเองเคารพบูชาที่สุดไปเฝ้าประตู รีบพูดตัดบทว่า “มิบังอาจ มิบังอาจ ข้าไปเอง ข้าเอง” พูดจบก็รีบส่ายก้นวิ่งออกไป ทั้งยังทำท่าเหมือนเต็มใจอุทิศตนรับใช้ด้วย การได้อุทิศตนรับใช้หรูฮูหยิน นางเต็มใจมากจริงๆ

ขณะมองดูไห่ผิงซินที่สวมเกราะรบสีทองเดินไปเดินมาอย่างห้าวหาญเกรียงไกรอยู่ตรงประตูนอกตำหนัก เหมียวอี้ก็กลอกตามองบน พบว่านางหนูคนนี้เป็นบ้าไปแล้ว เยียวยาไม่ไหวแล้ว สงสัยจะต้องหาโอกาสไปเข้าร่วมทดสอบเพื่อส่งนางกลับนรก ส่งให้นางไปอยู่ข้างกายบิดาตัวเอง

สวีถังหรานจัดหาที่พักได้อย่างรวดเร็ว เลือกเรือนพักบนยอดเขาหลักที่มีปัจจัยพร้อมที่สุดให้กับพวกเขา คนระดับล่างไม่ได้นำเรื่องนี้มากลั่นแกล้งซึ่งๆ หน้า ถึงอย่างไรก็ยังต้องหาข้อแก้ตัวอีกว่าทำไมก่อนหน้านี้ถึงปล่อยให้เหมียวอี้รออยู่หน้าประตูตั้งนาน เพียงแต่สีหน้าของสวีถังหรานค่อนข้างฝืนใจ เห็นได้ชัดว่าการติดต่อประสานงานครั้งนี้ทำให้เขาอารมณ์ไม่ดี

เหมียวอี้ก็มองออกเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้พูดออกมา มารู้ตอนนี้แล้วจะทำยังไงได้ล่ะ? จึงสั่งให้ทุกคนแยกย้ายกันไปจัดระเบียบที่พัก

ทว่าเฟยหงมองคนที่หยางเจาชิงพามาแวบหนึ่ง แล้วหันกลับมาบอกว่า “ซิงเอ๋อร์ เยว่เอ๋อร์ พวกเจ้าไปจัดเตรียมที่พักเถอะ ข้าจะอยู่ปรนนิบัตินายท่านที่นี่”

“เจ้าค่ะ!” สาวใช้ทั้งสองเดินตามกลุ่มคนออกไป  ส่วนเฟยหงก็ไปยกน้ำชาที่เพิ่งต้มเสร็จจากตำหนักด้านข้าง เหมียวอี้เหล่ตามองแวบหนึ่งแต่ไม่ได้ห้าม เหยียนซิวที่ยืนเงียบไม่สะทสะท้านอยู่ตลอดก็เหล่ตามองเงาร่างของเฟยหงที่เดินเข้าไปในตำหนักด้านข้างเช่นกัน

หยางเจาชิงที่เดินก้าวยาวเข้ามาเหลือบมองไห่ผิงซินที่เฝ้าประตูอยู่ข้างนอกอย่างงุนงงนิดหน่อย แต่ไห่ผิงซินก็ไม่ได้ห้าม ปล่อยพวกเขาเข้าไป

พอเข้ามาข้างในแล้ว หยางเจาชิงก็รีบกระซิบพึมพำอยู่ข้างกายเหมียวอี้ จากนั้นก็แนะนำให้เก้าคนที่ยืนอยู่ข้างล่างรู้ “ท่านนี้คือผู้บัญชาการใหญ่คนใหม่ของธงพยัคฆ์ดำ”

ชายสองหญิงสองที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่แสดงท่าทีนอบน้อมหรือว่าแข็งกร้าว กุมหมัดคารวะพร้อมกันว่า “ซาจินเปียว เทพแห่งภูผาเหอตง จืออู๋หลี่ เทพแห่งภูผาเหอซี อ้าวโม่ชิง เทพคงคาซ่างจิ่ววาน ปู้เหลียนหรง เทพคงคาเซี่ยลิ่ววาน คารวะผู้บัญชาการใหญ่”

จากนั้นชายสี่หญิงหนึ่งที่อยู่ข้างหลังก็กุมหมัดคารวะ ผู้หญิงเอ่ยก่อนว่า “ไป๋หลัน เจ้าสำนักสำนักหกนิ้ว นำเคอโส่วอี้ ฉูอิ้น ฉวนฉงไจ้ ชางจื่อเยว่ ผู้อาวุโสทั้งสี่ของสำนักมาเยี่ยมคารวะผู้บัญชาการใหญ่ค่ะ” จากนั้นชายสี่คนข้างหลังก็กล่าวตาม “คารวะผู้บัญชาการใหญ่”

เหมียวอี้กดมือลง บอกใบ้ว่าไม่ต้องมากพิธี ตอนนี้เฟยหงถือถาดน้ำชาเดินเนิบนาบออกมาจากตำหนักด้านข้างแล้ว ถ้ำชาถ้วยหนึ่งส่งมาตรงหน้าเหมียวอี้ เหมียวอี้รับไว้อย่างไม่ใส่ใจ เปิดฝาดื่มแล้ววางกลับไปเหมือนเดิม

ตอนนี้หยางเจาชิงแนะนำเฟยหงอีก “ท่านนี้คือหรูฮูหยินของผู้บัญชาการใหญ่”

“คารวะหรูฮูหยิน” คนด้านล่างกล่าวทำความเคารพอีกครั้ง พวกเขาอดไม่ได้ที่จะมองเฟยหงหลายครั้ง ต่างก็ตกตะลึงในความงามเลิศล้ำของเฟยหง ผู้หญิงที่หน้าตางดงามแบบนี้ เกรงว่าท่ามกลางผู้หญิงหลายร้อยล้านคนคงยากที่จะมีแบบนี้สักคน ไม่รู้จริงๆ ว่าพิถีพิถันคัดเลือกมาได้อย่างไร

พวกเขาเองก็ได้ยินชื่อเสียงอันโด่งดังของหนิวโหย่วเต๋อมานานมากเช่นกัน เรื่องที่หนิวโหย่วเต๋อจะต้องมารับตำแหน่งผู้บัญชาการใหญ่ธงพยัคฆ์ดำที่นี่ พวกเขาก็ได้ยินมาแล้วเช่นกัน ดังนั้นในใจจึงแอบคิดว่า ที่แท้ก็งามเลิศล้ำแบบนี้นี่เอง ไม่แปลกใจที่ทำให้หนิวโหย่วเต๋อหลงใหลจนเสียตำแหน่งผู้บัญชาการใหญ่ตลาดสวรรค์ วีรบุรุษยากจะฝ่าด่านหญิงงาม สิ้นชีพอยู่ภายใต้ดอกโบตั๋น ต่อให้กลายเป็นผีก็เจ้าชู้อยู่ดี!

เหมียวอี้เดินลงมาจากบันได เฟยหงที่ถือถาดก็เดินตามเขาไปเช่นกัน

เมื่อเดินมาถึงตรงหน้าเทพแห่งภูผาและเทพคงคาสี่คนที่สวมเกราะดำสามแถบ เหมียวอี้ก็ถามด้วยรอยยิ้มว่า “ถูกโยนมารับตำแหน่งในสถานที่แบบนี้ได้ก็นับว่าชีวิตไม่ง่ายเลยจริงๆ พวกเจ้ามีวรยุทธ์เท่าไรกันบ้าง?”

ทั้งสี่ไม่ได้ตอบอะไรเหมือนกัน เผยสัญลักษณ์อิทธิฤทธิ์ตรงหว่างคิ้ว เป็นบงกชทองขั้นสองทั้งหมด เมื่อเทียบกับเกราะรบสีดำสามแถบบนตัวพวกเขา ก็นับว่าสะดุดตาพอสมควร

พอเหมียวอี้เห็นว่าทั้งสี่คนไม่ได้มีท่าทีแข็งกร้าวหรือถ่อมตัวเกินไป แล้วเห็นว่าผู้หญิงทั้งสองก็หน้าตางดงามไม่ธรรมดาเหมือนกัน น่าจะมีคนรักชอบไม่ขาด เขาก็รู้แล้วว่าตัวเองเดาผิด ที่ทั้งสี่คนมีชีวิตแบบในวันนี้ก็สมควรแล้ว จึงถามอีกว่า “อยู่ที่นี่มากี่ปีแล้ว?”

“สามหมื่นกว่าปีแล้ว” ทั้งสี่ตอบ

เหมียวอี้คำนวณครู่หนึ่ง แล้วบอกว่า “สามหมื่นกว่าปี เฝ้าอยู่ที่นี่ไปไหนไม่ได้ อาศัยค่าจ้างสามหมื่นปีของพวกเจ้า การเพิ่มวรยุทธ์ให้ได้ถึงบงกชทองขั้นสองก็ไม่ง่ายเลยจริงๆ”

อาศัยค่าจ้างก็ย่อมไม่ได้วรยุทธ์จนเท่าทุกวันนี้อยู่แล้ว อาศัยความสัมพันธ์อันดีกับสำนักหกนิ้ว ยื่นหมูยื่นแมวกันจนได้ผลประโยชน์มานิดหน่อยก็เท่านั้นเอง สิ่งนี้ทั้งสี่ย่อมไม่พูดออกมาอยู่แล้ว

เหมียวอี้มองดูปฏิกิริยาที่ไม่สะทกสะท้านของทั้งสี่ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรมากอีก

ตอนนี้หยางชิ่งก็เดินออกมาจากด้านนอกเหมือนกัน พยักหน้าเบาๆ ให้เหมียวอี้ บอกใบ้ว่าจัดการธุระเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็มองดูคนในตำหนักแวบหนึ่ง รู้ว่าน่าจะเป็นคนที่หยางเจาชิงได้รับคำสั่งให้พามาก่อนหน้านี้

เหมียวอี้เดินมาตรงหน้าไป๋หลันเจ้าสำนักหกนิ้วอีก มองสำรวจศีรษะจดเท้า ผู้หญิงคนนี้หน้าตาความสวยยังไม่ผ่าน จึงถามว่า “ได้ยินว่าเจ้าสำนักไป๋คือหลานสาวของปรมาจารย์ที่บุกเบิกสำนักหกนิ้วเหรอ?”

“ใช่แล้วค่ะ!” ไป๋หลันกุมหมัดตอบ ฝ่ามือที่มีนิ้วก้อยเพิ่มมาอีกนิ้วนั้นเด่นชัดมาก เมื่อเห็นเหมียวอี้กำลังจ้อง ก็ตอบอีกว่า “พ่อข้าก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน เป็นกรรมพันธุ์ค่ะ”

เหมียวอี้พยักหน้า ถามอีกว่า “สำนักนี้มีนักพรตบงกชทองเท่าไร?”

“ถ้ารวมข้าด้วย ก็มีทั้งหมดสิบแปดคนค่ะ” ไป๋หลันตอบ

เยอะกว่าสำนักลมปราณในปีนั้นไม่น้อยเลย แต่ไม่มีทางเทียบกับสำนักลมปราณในตอนนี้ได้ เหมียวอี้ยิ้มพลางมองซ้ายมองขวาในตำหนัก ถอนหายใจแล้วบอกว่า “หนิวคนนี้เพิ่งจะมารับตำแหน่ง ได้ทราบว่าธงพยัคฆ์ดำมายึดครองใช้งานสำนักหกนิ้ว ก็เลยรู้สึกผิด มีแขกที่ไหนให้เจ้าบ้านย้ายไปกินดื่มน้ำที่ปลายน้ำ แต่จนใจที่หนิวคนนี้เพิ่งมาถึง อำนาจบารมีมีไม่พอ ยากที่จะควบคุมลุกน้องได้อย่างอิสระ เอาอย่างนี้แล้วกัน ข้าอยากจะคืนความยุติธรรมให้สำนักหกนิ้ว เพียงแต่ต้องให้สำนักหกนิ้วให้ความร่วมมือสักหน่อย…”

เป้าหมายของเขาเรียบง่ายมาก และไม่ปิดบังด้วย ทำแบบนี้เพราะจะให้สำนักหกนิ้วมาฟ้องร้องต่อผู้บัญชาการใหญ่คนใหม่อย่างเขา ต้องการจะเอาศาลบรรพบุรุษของตัวเองกลับมา จากนั้นเขาก็จะผลักเรือไปตามน้ำ

พวกหยางชิ่งส่งสายตาให้กันเล็กน้อย เข้าใจเจตนาของเหมียวอี้แล้ว กำลังคิดจะกำจัดกำลังพลของธงพยัคฆ์ดำให้พ้นจากข้างกายตัวเอง ไม่อย่างนั้นถ้าโดนกลุ่มทหารที่เข้มแข็งเกรียงไกรล้อมอยู่ ก็จะกินนอนย่างไม่สงบแล้วจริงๆ กลัวว่าถ้าทำให้ลูกน้องไม่สมปรารถนาเพียงเล็กน้อย แล้วจะทำให้เกิดสถานการณ์ที่ใช้กำลังทหารคุกคาม จะให้คนพวกนั้นออกจากค่ายกลป้องกันไปก่อน ถึงทำได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจยิ่งขึ้น

เพียงแต่พวกลูกน้องอดไม่ได้ที่จะแอบถอนหายใจ ผู้บัญชาการใหญ่กำลังอ่อนแอ คนในสังกัดธงพยัคฆ์ดำมีกำลังเข้มแข็ง เกรงว่าสำนักหกนิ้วคงจะไม่หาเรื่องใส่ตัว จะต้องยืนอยู่ฝั่งผู้ที่แข็งแกร่งกว่าแน่นอน แล้วอีกอย่าง คนของธงพยัคฆ์ดำจะเชื่อฟังและออกไปเหรอ?

เป็นอย่างที่คาดไว้ ไป๋หลันกับบรรดาผู้อาวุโสมองหน้ากันเลิกลั่ก ทำสีหน้าลังเลลำบากใจ

ในตอนนี้เอง จู่ๆ ซาจินเปียว เทพแห่งภูผาเหอตงก็บอกว่า “ทำไมผู้บัญชาการใหญ่ต้องทำให้สำนักหกนิ้วเล็กๆ ลำบากด้วย”

เหมียวอี้ขานรับ แล้วถามอีกว่า “ข้าเจตนาดีอยากจะช่วยคืนศาลบรรพบุรุษให้พวกเจ้า ทำไมกลายเป็นทำให้ลำบากใจแล้วล่ะ?”

อ้าวโม่ชิง เทพคงคาซ่างจิ่ววานพูดต่อว่า “ผู้บัญชาการใหญ่รู้แล้วแต่แกล้งถาม ผู้บัญชาการใหญ่รู้อยู่แจ่มแจ้งว่าพวกเขายังเอาตัวเองไม่รอด แต่กลับจะมาใช้ประโยชน์สำนักหกนิ้ว ผู้บัญชาการใหญ่น่าจะทราบนะ ว่าถ้าสำนักหกนิ้วทำแบบนี้ แล้วยั่วโมโหทหารผู้แข็งแกร่งเกรียงไกรที่ควบคุมได้ยากของผู้บัญชาการใหญ่ขึ้นมา สำนักหกนิ้วก็ไม่มีกำลังที่จะต้านทานเลย เกรงว่าเมื่อถึงตอนนั้น ทั้งสำนักคงจะไม่มีใครหนีพ้นสักคน ใครจะต้านทานหายนะของการฆ่าล้างสำนักไหว? ขออภัยที่ข้าน้อยพูดตรงๆ ผู้บัญชาการใหญ่ไม่จำเป็นต้องลากสำนักหกนิ้วลงไปลำบากทำเรื่องที่ไร้ประโยชน์แบบนี้หรอก!”

…………………………

พิชิตสวรรค์ ทะยานฟ้า

พิชิตสวรรค์ ทะยานฟ้า

เหมียวอี้ เด็กหนุ่มธรรมดาแต่มีโชคชะตาที่ไม่ธรรมดา! เขาคือเด็กกำพร้าที่ถูกเพื่อนบ้านตราหน้าว่าเป็น ‘ตัวหายนะ’ เพราะพ่อแม่บุญธรรมที่รับเลี้ยงเขาล้วนมีจุดจบอยู่ในกองเพลิงทั้งสิ้น เขาจึงต้องเติบโตมากับน้องๆ ต่างสายเลือดอีกสองคนตามลำพัง ไร้เงิน ไร้อำนาจ ไร้ความสามารถ ซ้ำยังเป็นตัวซวย โลกนี้มันช่างอยู่ยากเสียจริง! หนทางที่จะลบคำครหาของชาวบ้านและก้าวพ้นชีวิตที่ยากไร้ไปได้ก็คือการสำเร็จเป็นเซียน แม้ความปรารถนาจะอยู่สูงเกินเอื้อม แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น ถึงจะลำบากและอันตรายเพียงใด ก็ขอทะยานไปให้สุดขอบฟ้า!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset