พิชิตสวรรค์ ทะยานฟ้า – ตอนที่ 935

ฮูหยินเจอชู้

เหมียวอี้เองก็อยู่พักที่สำนักลมปราณชั่วคราวระยะหนึ่ง หลังจากจัดที่อยู่ให้เยารั่วเซียนเข้าที่เข้าทาง คุยกับอวี้หลิงเจินเหรินได้สักพัก เขาก็กล่าวอำลาแล้ว

หลังจากออกจากสำนักลมปราณ มาเจอกับอวิ๋นจือชิวและศีลแปดที่ซ่อนตัวอยู่ในภูเขา ทั้งสามก็ฝ่าชั้นบรรยากาศออกไปอีกครั้ง มุ่งตรงสู่ดาวเทียนหยวน

ขณะที่มาถึงดาวเทียนหยวน เหมียวอี้ก็กำชับทั้งสองอีกครั้ง หวังว่าจะแกล้งทำเป็นไม่รู้จักเขา เพราะเขามีศัตรูอยู่ที่นี่ เขาไม่อยากวางไข่ไก่ไว้ในตะกร้าใบเดียวกัน

และแน่นอน ยังมีสาเหตุที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือกลัวอวิ๋นจือชิวจะเปิดโปงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหวงฝู่จวินโหรว

ด้วยเหตุนี้เอง ตอนที่เข้ามาในตลาดสวรรค์ เหมียวอี้จึงแต่งหน้าปลอมตัวก่อน

เมื่อเข้ามาในเมือง ความเจริญเฟื่องฟูของตลาดสวรรค์ก็ดึงดูดความสนใจของอวิ๋นจือชิวกับศีลแปดทันที ความเจริญของที่นี่ไม่ใช่สิ่งที่กำลังของมนุษย์ธรรมดาจะสร้างขึ้นมาได้ วัสดุหินก้อนใหญ่ที่ใช้สร้างตึกมากมาย อาศัยกำลังของมนุษย์ธรรมดาไม่อาจเคลื่อนย้ายได้

ที่นี่คือคู่เมืองขนาดใหญ่ที่มีกลุ่มนักพรตอยู่อาศัย ทั้งสองไม่เคยเห็นมาก่อน ในดวงตาเอาแต่ฉายแววตกตะลึง เหมือนกับตอนที่เหมียวอี้มาครั้งแรก

“ไม่ต้องรีบเดินดูตอนนี้หรอก ยังมีเวลาเหลือเฟือให้พวกเจ้าเอ้อระเหยลอยชาย หาที่พักให้พวกเจ้าก่อนดีกว่า” เหมียวอี้เตือนทั้งสองให้รีบเดิน อย่าแวะหยุดดูนั่นดูนี่ ทำเหมือนไม่เคยเห็นของอย่างนั้นแหละ

ที่พักอยู่ไม่ไกล เป็นโรงเตี๊ยมที่อยู่เยื้องกับร้านขายของชำซื่อตรง ค่าใช้จ่ายในการเข้าพักโรงเตี๊ยมที่ตลาดสวรรค์สูงไม่เบา แต่สำหรับเหมียวอี้แล้ว ราคานี้ใช่ว่าจะจ่ายไม่ไหว

เช่าห้องไว้สองห้อง พวกเขาเดินขึ้นมาชั้นบน หลังจากผลักเปิดหน้าต่างออก เหมียวอี้ก็ชี้ไปยังร้านขายของชำซื่อตรงที่เยื้องอยู่ตรงข้ามพลางอธิบายให้ฟัง บอกว่าเขาคือหนึ่งในผู้ถือหุ้นของร้านนั้น

“จุจุ พี่ใหญ่ ที่แท้ท่านก็คลี่คลายสถานการณ์ที่พิภพใหญ่ไว้แล้วนี่เอง ใช้ได้เลยนะ!” ศีลแปดรู้สึกอัศจรรย์ใจไม่หาย ยื่นศีรษะโล้นออกนอกหน้าต่าง เหลียวซ้ายแลขวาไปทั่ว

อวิ๋นจือชิวกลับอดใจไม่ไหวอยากจะไปดูร้านขายของชำซื่อตรงสักหน่อย ทั้งสามถึงได้ออกจากโรงเตี๊ยม เมื่อมาถึงด้านนอกของร้านขายของชำซื่อตรง พวกเขาก็สังเกตการณ์และเรียนรู้พักหนึ่ง

อวิ๋นจือชิวชื่นชมวิธีการบริหารที่เหมียวอี้สร้างขึ้นมา เพียงแต่อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียดาย ช่องทางทำเงินมากมายขนาดนี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะให้คนอื่นครอบครองผลประโยชน์ส่วนใหญ่ไป แต่นางก็รู้เหมือนกันว่าถ้าไม่มีอำนาจหนุนหลังก็ไม่อาจฮุบไว้คนเดียวได้ เหมียวอี้คนเดียวได้ผลประโยชน์มาสองส่วนก็นับว่ายากแล้ว

อุตส่าห์มาถึงที่นี่ จะมัวเยี่ยมชมแต่ร้านนี้ไม่ได้อยู่แล้ว เหมียวอี้พาทั้งสองไปเดินเล่นทั่วตลาดสวรรค์ พาทั้งสองไปเปิดหูเปิดตาบริเวณที่เจริญเฟื่องฟูที่สุดก่อน

สำหรับพวกผู้หญิง ตลาดสวรรค์นับว่าเป็นสวรรค์ของการจับจ่ายจริงๆ มีแต่สิ่งที่เจ้านึกไม่ถึง ไม่มีสิ่งที่เจ้าหาซื้อไม่ได้ ไฟปรารถนาในการจับจ่ายของอวิ๋นจือชิวถูกจุดให้ลุกโชน นี่คือธรรมชาติที่ผู้หญิงแก้ไม่หาย

ทว่าหลังจากเข้าไปสำรวจดูหลายๆ ร้าน อวิ๋นจือชิวก็ค้นพบอย่างเศร้าใจว่าเศรษฐีนีที่พิภพเล็กอย่างนาง เมื่ออยู่ที่นี่ก็เป็นแค่คนจนคนหนึ่งเท่านั้น สินค้าที่ดีจริงๆ นางก็ซื้อไม่ไหวเลยสักชิ้น เอะอะก็หนึ่งพันล้าน หนึ่งหมื่นล้าน หนึ่งแสนล้าน หนึ่งล้านล้านผลึกแดงแล้ว คงเป็นไปไม่ได้ที่จะผลาญสมบัติในครอบครัวเพื่อซื้อของที่ตัวเองชอบชิ้นเดียว ทำได้เพียงดูแล้วจินตนาการเอา ใช้สายตามองนิดหน่อยแล้วปล่อยผ่าน หลายครั้งที่มองเหมียวอี้อย่างคับแค้นใจ

ท่านขุนนางเหมียวรู้สึกกดดันหนักมาก ได้นอนกับผู้หญิงอาจจะเป็นการเสพสุข แต่การเลี้ยงดูผู้หญิงคือความกดดัน สิ่งที่เรียกว่าความกดดันก็คือแรงผลักดัน ผู้ชายที่มีกำลังทรัพย์มากถึงจะมีผู้หญิงเยอะได้ คนจนก็อย่าคิดเพ้อฝันเลย เพราะเลี้ยงดูไม่ไหว

ร้านค้าสมาคมวีรชนตั้งอยู่บริเวณที่เจริญที่สุดของตลาดสวรรค์ เมื่อมาถึงที่นี่แล้วก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าประตูร้าน เหมียวอี้อยากจะมองข้ามร้านนี้ไป อยากจะพาทั้งสองเดินผ่านไปโดยตรง แต่หน้าร้านของร้านค้าสมาคมวีรชนใหญ่โตขนาดนั้น อวิ๋นจือชิวไม่ใช่คนตาบอด เข้ามาคล้องแขนเหมียวอี้ทันที “หนิวเอ้อร์ ดูร้านนี้สิ เหมือนจะเป็นร้านค้าสมาคมวีรชนที่เจ้าเคยพูดถึงใช่มั้ย?”

เหมียวอี้เกิดความกลัวในใจ พูดจาคลุมเครือทันทีว่า “ข้ากับผู้จัดการร้านของร้านนี้เป็นสหายกัน เข้าไปแล้วคนจะจำได้ง่ายมาก”

“ไม่เป็นไร งั้นเจ้าไม่ต้องเข้าไป ข้ากับศีลแปดจะเข้าไปดูสักหน่อย” อวิ๋นจือชิวปล่อยแขนเขา กวักมือเรียกศีลแปด แล้วน้องชายของสามีก็เดินส่ายก้นเข้าไปทันที

เหมียวอี้พูดไม่ออก รีบไปยืนชิดขอบถนน หลบอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง แอบมองมาทางนี้อยู่เป็นระยะ

เมื่อเข้ามาในร้านค้า ก็ย่อมมีพนักงานเข้ามาทักทาย โดยเฉพาะอวิ๋นจือชิวกับศีลแปด ทั้งคู่ล้วนมีสง่าราศีที่ไม่ธรรมดา พนักงานยิ่งต้อนรับอย่างอบอุ่น นำทั้งสองเดินดูและแนะนำ ตอนที่เห็นยาเจี๋ยตันขั้นห้าและยาเจี๋ยตันขั้นหก ศีลแปดที่ภายนอกวางมาดสง่าภูมิฐาน แต่ในใจอยากได้จนน้ำลายแทบไหลอยู่แล้ว

ยาเจี๋ยตันขั้นห้า อวิ๋นจือชิวก็เคยเห็นมาแล้วเช่นกัน ส่วนยาเจี๋ยตันขั้นหก นางเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกจริงๆ ของสิ่งนี้มีมูลค่าสูงมาก นางตาเป็นประกายลุกวาวขณะจ้องมองยาเจี๋ยตันสีรุ้งที่อยู่ในตู้จัดแสดง

ทำได้แค่ดูเฉยๆ เหมือนกัน ถ้าจะให้ซื้อคงซื้อไม่ไหว อวิ๋นจือชิวแอบเสียดายในใจ หันไปถามพนักงานว่า “ได้ยินว่าผู้จัดการร้านที่นี่แซ่หวงฝู่เหรอ?”

ผู้ชายไงล่ะ เมื่อเจอผู้หญิงสวยก็ย่อมคุยง่ายอยู่แล้ว นางดูสินค้าแล้วเจริญตา พนักงานดูนางก็เจริญตาเช่นกัน ต่อให้ไม่ซื้อ พนักงานก็ยังดูแลต้อนรับด้วยรอยยิ้มอยู่ดี พยักหน้าตอบทันทีว่า “ใช่แล้วขอรับ! ผู้จัดการร้านหวงฝู่อยู่บ้านข้างๆ นี้เอง!” ขณะที่พูดก็ชี้ไปยังห้องหรูหราที่มีเถาดอกไม้สีม่วงห้อยระย้า

คงเป็นเพราะได้ยินคนพูดถึงตัวเอง หวงฝู่จวินโหรวแหวกม่านเดินเนิบนาบออกมาแล้ว ดวงหน้างามดุจดอกพุดตาน เรือนร่างอรชรปานต้นหลิว เอวบางหน้าอกอิ่ม ผมดำขลับเกล้าม้วนขึ้น สวยสดใสราวกับหิมะในฤดูใบไม้ผลิ ดวงตาแวววาวดุจดวงดาว บนใบหน้ามีรอยยิ้มที่เย็นสดชื่นราวกับสายลมโชย เป็นรอยยิ้มปกติยามต้อนรับลูกค้า

เมื่อผู้หญิงทั้งสองพบหน้ากัน ก็ต่างกันต่างมองประเมินกันทันที ต่างก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายทั้งสวยทั้งมีสง่าราศีไม่ธรรมดา อดไม่ได้ที่จะมองกันและกันหลายรอบ

ตอนที่เห็นศีลแปดประนมมืออย่างบริสุทธิ์ผุดผ่องดุจดอกบัวขาวในน้ำใส นัยน์ตาหวงฝู่จวินโหรวก็ฉายแววทึ่ง ชมในใจว่าช่างเป็นลูกศิษย์พุทธะที่สง่าราวกับหยกงาม

หนิวเอ้อร์เป็นสหายกับสาวงามคนนี้เหรอ? อวิ๋นจือชิวเอียงหน้ามองไปด้านนอกโดยจิตใต้สำนึก แต่ไม่เห็นเงาของเหมียวอี้แล้ว การที่ผู้ชายของตัวเองไปเป็น ‘เพื่อน’ กับสาวงาม ผู้หญิงค่อนข้างอ่อนไหวกับเรื่องนี้ โดยทั่วไปความคิดแรกที่แวบเข้ามาจะเป็นความเข้าใจผิด หรือไม่ก็เกิดความระแวงใจ นี่คือธรรมชาติของผู้หญิง

“ลูกค้าท่านนี้ต้องการพบข้าหรือคะ?” หวงฝู่จวินโหรวถามด้วยรอยยิ้ม

อวิ๋นจือชิวกวาดมองเรือนร่างที่แช่มช้อยของอีกฝ่าย จากนั้นย้ายสายตาขึ้นไปบนใบหน้างดงามละเอียดอ่อน แล้วถามด้วยรอยยิ้ม “ท่านคือผู้จัดการร้านหวงฝู่จวินโหรวหรือคะ?”

“ใช่แล้วค่ะ!” หวงฝู่จวินโหรวพยักหน้า “ไม่ทราบว่ามีอะไรจะกำชับหรือเปล่าคะ?”

“มิบังอาจหรอกค่ะ เพียงได้ยินนามของผู้จัดการร้านหวงฝู่มานานแล้ว ตั้งใจจะมาชื่นชมสักหน่อย”

ทั้งสองฝ่ายไม่ได้รู้จักกัน หลังจากทักทายตามมารยาทสองสามคำ อวิ๋นจือชิวก็ออกจากร้านค้าสมาคมวีรชนไปโดยไม่ได้ซื้ออะไร

หลังจากเดินออกประตูมาพบเหมียวอี้ ขณะที่กำลังเดินไปร้านอื่นต่อ อวิ๋นจือชิวก็ยิ้มอย่างสนิทสนม พลางพูดหยอกว่า “หนิวเอ้อร์ เพื่อของเจ้าคนนั้นสวยไม่เบาเลยนะ”

“สวยเหรอ? เพื่อนคนไหนสวย?” เหมียวอี้แกล้งทำเป็นไม่รู้ ถามเหมือนงุนงง

อวิ๋นจือชิวตอบว่า “ผู้จัดการร้านหวงฝู่จวินโหรวของร้านค้าสมาคมวีรชนไง เมื่อครู่อยู่ในร้านพอดี ข้าเพิ่งเห็นมา นางสวยมาก ได้คนแบบนี้มาเป็นเพื่อน เจ้าไม่ได้แอบคิดอะไรบ้างเลยเหรอ?”

เหมียวอี้พูดเหยียดหยามว่า “นางน่ะเหรอ? แบบนางนับว่าสวยด้วยเหรอ? ถ้าเทียบกับฮูหยินแล้วคนละชั้นกันเลย สู้ฮูหยินของข้าไม่ได้หรอก เป็นความงามที่หาได้ยากมาก”

อวิ๋นจือชิวพูดหยอกว่า “สวยก็สวยสิ ข้าไม่จำเป็นต้องไปอิจฉานางหรอก ทำไมเจ้าต้องพูดลดคุณค่านางขนาดนั้นล่ะ หรือว่ากินปูนร้อนท้อง ไปนอนกับนางมาแล้วเหรอ?”

เหมียวอี้หัวใจกระตุกวูบ ตอบด้วยสีหน้าราบเรียบว่า “พูดจาเหลวไหลให้มันน้อยๆ หน่อย ใช่ว่าข้าจะไม่เคยคุยกับเจ้าเรื่องนี้ คำว่า ‘เพื่อน’ ระหว่างข้ากับนางเป็นเพียงการเสแสร้ง ความจริงทำการค้าสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย เกือบจะเอาชีวิตไปทิ้งในมือนางแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะนางมีภูมิหลังยิ่งใหญ่ ข้าเล่นงานนางตายไปนานแล้ว”

อวิ๋นจือชิวคิดไปคิดมาแล้วก็เห็นด้วย ด้วยนิสัยของสามีตัวเอง เป็นไปไม่ได้ที่จะไปทำเรื่องแบบนั้นกับอีกฝ่าย นางจึงยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ เมื่อหายกังวลแล้วก็เดินซื้อของต่อไป

เหมียวอี้แอบปาดเหงื่อ ด้วยนิสัยชอบชวนทะเลาะของผู้หญิงคนนี้ หากรู้ว่าตนแอบไปมีสัมพันธ์กับคนอื่น แบบนี้จะต่างอะไรกับการถล่มให้ฟ้าเป็นรู[1]…

ตลาดสวรรค์ใหญ่ขนาดนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะเดินให้หมดภายในวันเดียว เดินเล่นจนดึกดื่น กอปรกับเหาะมาเป็นระยะทางไกล มีการสูญเสียพลังอิทธิฤทธิ์ไปบ้าง ทั้งสามจึงกลับไปพักผ่อนผ่อนที่โรงเตี๊ยม

ถึงแม้ค่าเข้าพักโรงเตี๊ยมที่ตลาดสวรรค์จะไม่ใช่ถูกๆ แต่ก็นับว่าคุ้มค่าคุ้มราคา สภาพแวดล้อมไม่เลว หลังจากสองสามีภรรยาฟื้นฟูพลังอิทธิฤทธิ์และอาบน้ำด้วยกัน พวกเขาก็ไม่รีบร้อนที่จะฝึกตน แต่นอนกอดกันบนเตียงและคุยกันถึงสิ่งที่พบเจอมาเมื่อตอนกลางวัน

เหมียวอี้ค่อนข้างเหม่อลอย ในใจครุ่นคิดถึงคำพูดของอวิ๋นจือชิวเมื่อตอนกลางวันอยู่ตลอด กังวลว่าผู้หญิงคนนี้พูดจาคลุมเครือเพราะมองอะไรออกหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่เรียกว่ากินปูนร้อนท้อง

ส่วนอวิ๋นจือชิวที่ได้มาพิภพใหญ่เป็นครั้งแรกก็ตื่นเต้นจนท่วมท้น ดูค่อนข้างมีชีวิตชีวา บรรยายความรู้สึกและสิ่งที่เจอมาเป็นคำพูดได้ไม่หมด ประกอบกับอารมณ์และบรรยากาศที่ไม่เลว ทำให้นางถอดเสื้อผ้าออกอีกครั้ง เป็นฝ่ายรุกขอทำเรื่องสนุกบนเตียง นางรู้สึกถึงอกถึงใจเต็มที่ ทำสีหน้าผ่อนคลายสบายใจ

วันต่อมา อวิ๋นจือชิวกับศีลแปดยังอยากจะไปเดินเล่นที่ตลาดอีก แต่เหมียวอี้ไม่ไปเป็นเพื่อนแล้ว ปล่อยให้พวกเขาใช้ชีวิตที่นี่ตามสะดวก ด้วยสถานการณ์ทั่วไปของตลาดสวรรค์ ตราบใดที่ไม่ก่อเรื่องก็ไม่มีปัญหาอะไร เขาอยากจะกลับไปดูที่ร้านขายของชำซื่อตรงสักหน่อย จึงไปหาที่ลับตาแล้วถอดหน้ากากออก จากนั้นกลับไปที่ร้านขายของชำซื่อตรง

สำหรับครั้งนี้ เหมียวอี้จากไปไม่นานแล้วสามารถกลับมาได้ ทำให้อวี้ซวีเจินเหรินดีใจมาก ทั้งสองย่อมพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องบริหารร้านขายของชำซื่อตรง

หลังจากคุยจบแล้ว อวี้ซวีเจินเหรินก็เตือนว่า “ผู้จัดการร้านหวงฝู่ของร้านค้าสมาคมวีรชนติดต่อมาทางนี้ บอกว่าถ้าท่านกลับมาแล้วให้ไปหานางสักเที่ยว มีเรื่องจะคุยกับเจ้า”

เหมียวอี้พยักหน้าอย่างเลอะเลือน คิดในใจว่า ตอนนี้อย่าเพิ่งเจอกันดีกว่า รอให้อวิ๋นจือชิวไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน จะได้ไม่ก่อปัญหาอะไรขึ้น ถึงอย่างไรครั้งนี้อวิ๋นจือชิวก็มาอยู่ไม่นาน แค่มาทำความรู้เส้นทางเท่านั้น

เมื่อกลับมาห้องตัวเอง เหมียวอี้ก็ผลักหน้าต่างมองไปยังหน้าต่างบานหนึ่งของโรงเตี๊ยมที่อยู่เยื้องกัน เขากับอวิ๋นจือชิวนัดกันไว้แล้ว ถ้ามีเรื่องอะไรให้อวิ๋นจือชิวแขวนสิ่งของไว้บนหน้าต่าง แล้วเขาจะไปหาเอง

ทว่าเพิ่งจะกลับมาได้ไม่กี่วัน ต่อให้เหมียวอี้เก็บตัวฝึกฝน ไม่ก้าวออกจากประตูไปไหน ไม่กล้าโผล่หน้าออกไปตามอำเภอใจ แต่ฝั่งร้านค้าสมาคมวีรชนก็ยังรู้ข่าว จึงส่งคนมาเชิญทันที ยังคงเป็นผู้จัดการร้านหวงที่มีธุระจะคุยกับเขา

หวงฝู่จวินโหรวเป็นฝ่ายมาเกาะติดอย่างชัดเจน เหมียวอี้เรียกได้ว่าปวดหัวมาก อยากจะหลบก็หลบไม่ได้ แต่ถ้าไปพบก็กลัวจะยั่วโมโหผู้หญิงคนนั้น ตอนนี้ถึงได้พบว่าถ้าทั้งสองอยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้ต่อไป สักวันหนึ่งก็จะเกิดปัญหา เขาต้องเด็ดขาดกับเรื่องนี้ อยู่แบบหวาดระแวงต่อไปไม่ใช่เรื่องดี

ถึงแม้อวิ๋นจือชิวจะทำให้เขาเดือดดาลอยู่บ่อยๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าผู้หญิงที่เขารักที่สุดคืออวิ๋นจือชิว หลายสิ่งหลายอย่างที่อวิ๋นจือชิวทำไป เขาเองก็เข้าใจว่านางหวังดีกับเขา ลำพังแค่เรื่องอนุภรรยาก็ทำให้นางได้รับความไม่เป็นธรรมมากพอแล้ว เหมียวอี้รู้สึกผิดจริงๆ ไม่อยากให้ผู้หญิงคนอื่นมาทำให้เกิดเหตุไม่คาดคิดระหว่างตัวเองกับอวิ๋นจือชิว

หรือจะพูดแบบนี้ก็ได้ว่า ตำแหน่งของอวิ๋นจือชิวในใจของเหมียวอี้ ในโลกนี้ยังไม่มีผู้หญิงคนไหนมาแทนที่ได้ นี่คือความรักระหว่างสามีภรรยาที่แท้จริง!

…………………………

[1] ถล่มให้ฟ้าเป็นรู 把天给捅个窟窿 อุปมาว่าทำผิดใหญ่หลวง เหมือนไปทำลายที่อยู่อาศัยของท่านเซียน

พิชิตสวรรค์ ทะยานฟ้า

พิชิตสวรรค์ ทะยานฟ้า

เหมียวอี้ เด็กหนุ่มธรรมดาแต่มีโชคชะตาที่ไม่ธรรมดา! เขาคือเด็กกำพร้าที่ถูกเพื่อนบ้านตราหน้าว่าเป็น ‘ตัวหายนะ’ เพราะพ่อแม่บุญธรรมที่รับเลี้ยงเขาล้วนมีจุดจบอยู่ในกองเพลิงทั้งสิ้น เขาจึงต้องเติบโตมากับน้องๆ ต่างสายเลือดอีกสองคนตามลำพัง ไร้เงิน ไร้อำนาจ ไร้ความสามารถ ซ้ำยังเป็นตัวซวย โลกนี้มันช่างอยู่ยากเสียจริง! หนทางที่จะลบคำครหาของชาวบ้านและก้าวพ้นชีวิตที่ยากไร้ไปได้ก็คือการสำเร็จเป็นเซียน แม้ความปรารถนาจะอยู่สูงเกินเอื้อม แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น ถึงจะลำบากและอันตรายเพียงใด ก็ขอทะยานไปให้สุดขอบฟ้า!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset