ภาพรักสีจางกลางสมุทร – ตอนที่ 187 ทำตามที่ฉันสั่ง

ซ่งเนี่ยนมู่ไม่ปริปากออกมาและจ้องมองตรงไปที่เขาอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด

 

 

“ถ้างั้นเรามาทำข้อตกลงกันก่อน ถ้าเธอไม่พอใจกับเงื่อนไขของฉัน ฉันส่งเธอกลับไปตอนนี้เลยก็ได้และเงินต้นที่พ่อเธอติดหนี้อยู่พร้อมดอกเบี้ยจะต้องถูกชดใช้ภายในวันนี้

 

 

“แต่ถ้าเธอยอมรับข้อเสนอของฉัน เราจะไม่คิดดอกเบี้ยที่พ่อเธอติดค้างอยู่ และใช้คืนแค่เงินต้นเท่านั้น เราจะยืดเวลาให้หาเงินมาชดใช้ภายในอาทิตย์นี้ สิ่งที่ฉันต้องการจากเธอคือการเชื่อฟังทุกคำพูดของฉันอย่างไม่มีเงื่อนไขเท่านั้น”

 

 

เขาเอ่ยต่อ “ลองคิดให้ดีแล้วกัน เธอจะไม่มีทางหันกลับได้แล้วถ้าตัดสินใจทำตามที่ฉันสั่ง”

 

 

เธอพยักหน้ารับก่อนที่นายน้อยสามจะยกยิ้มขึ้น รอยยิ้มที่เธออธิบายไม่ถูก รอยยิ้มในแบบที่เธอเฝ้าหวาดกลัวในช่วงปีแรกๆ รอยยิ้มที่เธอสลักไว้ในใจว่าเป็นรอยยิ้มของปีศาจ

 

 

มันเป็นรอยยิ้มที่ช่างหวาดกลัวเหลือเกินราวกับมาจากขุมนรก

 

 

เขาถอดเสื้อของตัวเองออกและลุกขึ้นยืน ก้มลงมองซ่งเนี่ยนมู่ที่ดูตัวเล็กไปถนัดตาเมื่ออยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขาขณะที่พับแขนเสื้อและว่าขึ้น “งั้น…ตอนนี้ฉันจะให้บทเรียนแรกกับเธอก่อน”

 

 

เขาเตะเข้าที่ท้องของเธอเต็มแรงจนร่างของเธอกระเด็นไปไกลถึงขาโต๊ะที่อยู่ตรงข้ามเธอ เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของเธอดังขึ้นเมื่อกระแทกเข้ากับมัน รู้สึกราวกับอวัยวะภายในของตัวเองแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เธอลุกไม่ขึ้นอีกต่อไป ชายที่อยู่ตรงข้ามเธอดึงเธอขึ้นมาเหมือนกับกำลังหยิบลูกไก่ตัวเล็กๆ และโยนลงบนพื้นอีกครั้ง “หลังเอาตัวรอดจากบทเรียนแรกได้ ต่อไปเธอต้องสามารถสู้กับฉันได้อย่างเปิดเผย ฉันจะสอนเธอเองว่าต้องทำยังไงถึงจะสู้กับฉันได้”

 

 

เขาพูดกับเธอขณะที่ทำร้ายเธอไปด้วย “อีกอย่าง เธอไม่ใช่ซ่งเนี่ยนมู่อีกต่อไป ฉันจะเรียกเธอว่าลิน่า เธอเคยเป็นเด็กหญิงที่อยู่ข้างๆ ฉัน แม้จะน่าเสียดายที่เธอทำมันไม่สำเร็จตอนอายุสิบห้าปี ตามหลักการแล้วเธอเป็นคนที่มาก่อนและเธอจะต้องเข้ามาแทนที่เธอในอนาคต ฉันหวังว่าเธอจะอยู่รอดจนถึงอายุสิบแปดปีนะ” ชายคนนั้นเตะเธออย่างแรงอีกครั้งจนกลิ้งไปบนพื้นไกลถึงอีกด้านพร้อมกับเลือดที่กระอักออกจากปาก

 

 

เธอรู้สึกว่าตัวเองคงไม่อาจมีชีวิตรอดแน่ หากไม่เป็นเช่นนั้นทำไมเธอถึงหายใจได้ยากลำบากถึงเพียงนี้ ไม่เหลือแม้เรี่ยวแรงที่จะป้องกันศีรษะของตัวเองในขณะที่ขดงอตัวบนพื้นเหมือนกุ้งที่กำลังจะตาย

 

 

เลือดที่พ่นออกมาเพิ่มขึ้นจนไหลลงไปตามคางและหยดลงบนชุดกระโปรงสีขาวของตัวเอง ก่อนจะไหลหยดลงบนพื้น เธอมองเลือดที่เจิ่งนองอยู่ใต้ร่างของตัวเองและขยายบริเวณออกไปเรื่อยๆ

 

 

สติของซ่งเนี่ยนมู่ดับวูบลง คิดว่าคงไม่มีทางที่จะได้ตื่นขึ้นมาอีกแล้ว ทว่าเธอก็ยังมีชีวิตรอด เธอตื่นขึ้นมาในห้องเล็กๆ ที่มืดมิด นอนอยู่บนพื้นเย็นๆ ไร้ซึ่งสิ่งรอบกาย บริเวณที่เธอได้รับบาดเจ็บถูกพันแผลเอาไว้แม้ว่ามันจะยังคงเจ็บอยู่ก็ตาม

 

 

เธอไม่ใช่ซ่งเนี่ยนมู่อีกต่อไป ตัวตนของเธอในตอนนี้คือลิน่า

 

 

ซ่งเนี่ยนมู่ไม่รู้ว่าเธอเอาตัวรอดมาได้อย่างไรในช่วงสองปีแรก การถูกทำร้ายดูเหมือนจะเป็นความทรงจำส่วนใหญ่ของเธอ ความเจ็บปวดเป็นสิ่งเดียวที่รู้สึกในสองปีนั้น เมื่อย่างเข้าอายุสิบสองปีเป็นครั้งแรก เธอก็ถูกทำร้ายในวันถัดมา บางครั้งเธอก็ถูกกระทำจากนายน้อยสาม และบางครั้งก็เกิดจากน้ำมือของคนอื่น พวกเขาทำให้เธอสู้กลับในขณะที่เข้าจู่โจมเธอ เธอต้องต่อยเขาด้วยหมัดเบาๆ ของตัวเองหลังจากที่ตื่นขึ้นมาแม้ว่าคนเหล่านั้นจะเตะกลับทันทีจนต้องคุกเข่าลงกับพื้น

 

 

เธอใช้เวลาสองปีเต็มในการเรียนรู้ทักษะการต่อสู้อย่างไร้ความปรานีในขณะที่สายตาของเธอแปรเปลี่ยนมาฉายแววแข็งกร้าวขึ้น เธอในอายุสิบสามปีไม่เพียงสามารถต่อสู้กับชายเหล่านั้นแต่ยังเรียนรู้วิธีที่รวดเร็วที่สุดที่จะเอาชนะพวกเขาได้

 

 

ค่อยๆ สามารถต่อกรกับทุกคนที่เคยทำร้ายเธอก่อนหน้านี้ได้ จนกระทั่งถึงวันที่สามารถต่อยเข้าที่ท้องของนายน้อยสาม ก่อนเห็นอีกฝ่ายงอตัวและกุมท้องของเขา ในตอนนั้นเองที่เธอรู้ว่าตัวเองได้เอาชีวิตรอดผ่านวันคืนมาเนิ่นนานเหลือเกิน

 

 

“ยินดีด้วย ตอนนี้เธอต้องเรียนรู้ทักษะที่สองแล้ว ต่อไปก็ทำให้ดีล่ะ” นายน้อยสามเอ่ยกับเธอก่อนเดินจากไป

 

 

จากนี้ต่อไปเธอต้องคอยอยู่เคียงข้างเขา

 

 

ทักษะที่สองที่เขากล่าวถึงคือการทำให้เธอเรียนรู้ที่จะรักษาท่าทีที่แตกต่างเมื่ออยู่ต่อหน้าคนมากหน้าหลายตา ร่างกายของเธอในอายุสิบสี่ปีเติบโตและเริ่มมีทรวดทรงองค์เอวเช่นผู้หญิงทั่วไป เขาซื้อสิ่งของให้เธอมากมายและให้เธอย้ายไปอยู่ที่บ้านใหญ่ จ้างคุณครูมาสอนเปียโนและวาดรูป จนในบางครั้งซ่งเนี่ยนมู่ก็รู้สึกราวกับว่าเขาเลี้ยงเธอเหมือนลูกคุณหนูในครอบครัวเศรษฐี

 

 

ทว่าเขากลับไม่ได้ทำเช่นนั้น ลูกคุณหนูคงไม่ถูกพาไปที่คลับ คงไม่ถูกบังคับให้ดื่มเหล้า และคงไม่ต้องทนฟังคนรอบตัวพูดใส่ว่า ‘เด็กสาวคนนี้ช่างสวยจริงๆ’ เธอแอบรู้สึกขยะแขยงเมื่อพวกเขาแตะเนื้อต้องตัวเธอ

 

 

ถ้าเธอเป็นลูกคุณหนูจริง คงไม่ถูกพาไปที่งานสังคมมากมาย คงไม่ต้องเรียนรู้รอยยิ้มแบบต่างๆ ที่ใช้บังหน้า และคงไม่ถูกทิ้งไว้ท่ามกลางชายอ้วนที่ถือแก้วไวน์อยู่ในมือเพื่อยั่วยวนและล้วงความลับของพวกเขาอยู่หลายปี

 

 

อายุของเธอกลายเป็นกลลวงที่แยบยลที่สุด ดูเหมือนรอยยิ้มบริสุทธิ์และไร้เดียงสาที่ประดับอยู่บนใบหน้าของเธอจะดึงดูดชายทุกคนให้เข้าหา ในขณะที่พวกเขาสัมผัสตัวเธอในที่ลับตาคน เธอก็จะล่อลวงพวกเขาให้ติดกับดัก ก่อนทำให้หลงเสน่ห์และทำตามที่เธอต้องการอย่างไม่มีเงื่อนไข

 

 

ฉากหน้าของพวกเขาคือนักธุรกิจธรรมดาท่าทางภูมิฐาน หากแต่ภายใต้แสงไฟสลัวที่งดงามยามค่ำคืนกลับกลายเป็นคนละคน พวกเขาชื่นชอบเหล่าเด็กสาว ยิ่งเด็กยิ่งดี ชื่นชอบกลิ่นแห่งความเยาว์วัยที่พวกเขาไม่ได้สัมผัสมานานแล้ว

 

 

เธอจัดการทำตามคำสั่งของนายน้อยสามได้สำเร็จเพราะชายเหล่านี้ แม้ว่าจะเป็นเพราะพวกเขาที่ทำให้เธอต้องแก้ผ้าจนต้องกลับมาอาบน้ำขัดล้างตัวอยู่พักใหญ่ทุกครั้งไปก็ตาม

 

 

นายน้อยสามเคยว่าไว้ “ถ้าเธอสามารถทำให้พวกเขาทำในสิ่งที่ฉันบอกเธออย่างเชื่อฟังโดยที่พวกเขาไม่ได้แตะต้องตัวเธอได้ หลังจากนี้เธอก็ทำทุกอย่างที่ต้องการได้ทั้งนั้นตราบใดที่ไม่ฆ่าพวกเขาก็พอ”

 

 

ไม่รู้ว่าเธอทำสิ่งเหล่านี้มาตลอดช่วงหลายปีนั้นได้อย่างไรเช่นกัน เธอไม่เคยยอมให้พวกเขาสัมผัสเธอจริงๆ เลยสักครั้ง ทั้งยังแสดงสีหน้าท่าทางทุกแบบได้อย่างแนบเนียนเพื่อทำตามคำสั่งให้สำเร็จ โดยเฉพาะรอยยิ้มของเธอ คนเหล่านั้นต่างยอมที่จะทำทุกอย่างเพียงแค่เธอส่งยิ้มให้

 

 

ผู้คนค่อยๆ รับรู้ว่านายน้อยสามมีสาวงามที่หาตัวจับยากอยู่ข้างกาย ใครก็ตามที่เห็นรอยยิ้มของเธอไม่พ้นต้องหลงรัก ทว่ามีเพียงไม่กี่คนที่กล้าแตะต้องเธอจริงๆ เพราะเธอเป็นของนายน้อยสาม

 

 

อย่างไรก็ตามซ่งเนี่ยนมู่รู้ว่ามันไม่เป็นอย่างที่ร่ำลือกัน เธอพูดกับเขาน้อยครั้งและมักก้มศีรษะลงเล็กน้อยในขณะที่ยืนอยู่ข้างขวาด้านหลังของเขาเสมอเมื่ออยู่กันตามลำพัง เขายังคงเป็นนายน้อยสามที่มอบหมายคำสั่งและบอกข้อมูลที่จำเป็นกับเธอเท่านั้น

 

 

เธอค่อยๆ ย่างเข้าวัยสิบห้าปี หากเป็นเด็กสาวทั่วไปคงกำลังอ้อนพ่อแม่ให้ซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ให้แต่เธอกลับคุ้นเคยกับการแสร้งยิ้มไร้เดียงสาต่อหน้าผู้ชายมากหน้าหลายตา เคยชินกับการไม่พูดและไม่กะพริบตาเมื่อต้องต่อสู้ นิ่งเฉยกับการบีบคอคนและมองใบหน้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงและหวาดกลัวต่อความตายที่จะได้รับก่อนที่จะปล่อยพวกเขาไป

 

 

หลังจากเธออายุสิบห้าปีเต็ม นายน้อยสามยังบอกออกมาเองด้วยซ้ำว่าความใจร้ายของลิน่าเริ่มโหดเหี้ยมขึ้นเรื่อยๆ จนยากที่จะคาดเดาได้

 

 

บางครั้งเธอยังคิดว่าจริงๆ แล้วต่อให้ตัวเองจะมีชีวิตอยู่เป็นร้อยปี ก็คงไม่มีทางเลือกทางอื่นในชีวิตเธออีกนอกจากจะอยู่แบบนี้ไปจนตาย

 

 

อาจเป็นเพราะว่าเธอรู้ตัวว่าเธอตกหลุมรักนายน้อยสามเข้าเสียแล้ว

 

 

เขาอายุมากกว่าเธอเพียงสิบเอ็ดปี ตอนที่เธอพบเขาครั้งแรก เธออายุสิบเอ็ดปีในขณะที่เขาอายุยี่สิบสอง แม้ว่าสายตาที่เขามองมาที่เธอจะเหมือนชายหนุ่มเต็มตัวในวัยสามสิบปีก็ตาม

 

 

เธอไม่รู้ว่าตกหลุมรักเขาเมื่อไหร่และไม่รู้ว่าเพราะอะไรเช่นกัน ความรักเป็นเรื่องแปลกประหลาดและไม่สามารถอธิบายได้

 

 

หลังจากนั้นเธอก็เฝ้าแอบคิดหาเหตุผลมาตลอดหลายคืนให้ต้องนอนไม่หลับ อาจเป็นเพราะรอยยิ้มของเขาที่ส่งมาให้หลังจากที่เธอต่อยเขาได้ครั้งแรกในวัยสิบสามปี อาจเป็นเพราะว่าเขาจับมือเธอไว้ทุกครั้งเมื่อไปงานสังคมด้วยกันเหมือนเธอเป็นเด็กๆ และอาจเป็นเพราะเขาเป็นคนเพียงคนเดียวที่อยู่เคียงข้างเธอมานาน

 

 

ตั้งแต่ที่รู้ว่าตัวเองตกหลุมรักเขา เธอก็ไม่กล้าที่จะสบตากับเขาอีกต่อไป เมื่ออยู่กับตามลำพังก็มักจะก้มศีรษะทุกครั้งที่เขามอบหมายคำสั่งกับเธอ ฟังเขาอย่างเชื่อฟังและพยายามหลบซ่อนความคิดของตัวเองไว้ข้างใน

 

 

เฝ้ามองผู้หญิงข้างกายเขาที่ผลัดเปลี่ยนหน้าตาไปทีละคน ได้ยินเสียงเขากำลังมีสัมพันธ์ทางกายกับพวกเธออย่างชัดเจน และยังเห็นท่าทีสงบนิ่งของเขาที่นั่งสูบบุหรี่ในขณะที่พวกหล่อนคุกเข่าและร่ำไห้ขอร้องเขาแทบเท้า

 

 

นับตั้งแต่วันที่รู้ว่าตัวเองชอบเขา เธอก็รู้ดีว่าจะเป็นการดีที่สุดหากไม่บอกและไม่ปล่อยให้เขาล่วงรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไร

 

 

เธอต้องกำจัดความรู้สึกนี้ออกไปอย่างไม่มีทางเลือกเงียบๆ

 

 

หากแต่การทำเช่นนั้นช่างเจ็บปวดไม่น้อย เธอรู้สึกสิ้นหวังที่ต้องทำเป็นไม่คิดถึงสิ่งที่ปรากฏขึ้นในใจ ทำทุกทางเพื่อกลับมาอยู่ในจุดที่พวกเขาสมควรอยู่แต่ก็ไม่สามารถทำได้ และลงเอยด้วยการคุกเข่ากลั้นเสียงร้องไห้อยู่บนพื้นในทุกคืน หยิกฝ่ามือตัวเองให้ตื่นขึ้นแต่เธอกลับยิ่งจมดิ่งลงไป

 

 

ในช่วงที่ทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดนี้ เธอก็ได้พบกับเสียวเหยี่ย เด็กหนุ่มที่อายุน้อยกว่าเธอสองปี

 

 

ตอนนั้นเธอเพิ่งจัดการเรื่องวุ่นวายข้างนอกเสร็จและกำลังจะเข้าไปรายงานให้นายน้อยสามทราบที่ห้องด้านหลังที่เขาพบเธอครั้งแรก เมื่อก้าวเข้าไปในห้อง เธอก็เห็นเด็กหนุ่มกำลังนอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น

 

 

เขาคือเสียวเหยี่ย เขาพยายามลุกขึ้นยืนแม้ว่าในตอนนั้นแทบจะเหลือเพียงลมหายใจสุดท้าย

 

 

“ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเหรอ” นายน้อยสามเอ่ยถามเธอ

 

 

เธอพยักหน้ารับและส่งเอกสารให้เขา “นี่คือสิ่งที่คุณต้องการค่ะ”

 

 

เขาดูไม่สนใจเด็กหนุ่มที่กำลังพยุงตัวลุกขึ้นมาอย่างสั่นระริก เปิดเอกสารที่เธอเอามาให้และอ่านมันอย่างละเอียด “เธอทำได้ดีนี่”

 

 

ลูกน้องที่อยู่ใกล้ๆ เด็กหนุ่มคนนั้นเริ่มทำร้ายเขาอีกครั้งเมื่อเห็นเขาลุกขึ้นยืนโงนเงน เสียงเนื้อตัวที่ถูกทุบตีเริ่มดังก้องไปทั่วห้อง นายน้อยสามค่อยๆ อธิบายขึ้นด้วยท่าทีเรียบเฉยจากอีกด้าน “เขาโชคร้ายที่ทำร้ายคนของเราจนตาย หัวหน้ารองบอกให้สั่งสอนเขาและตัดมือเขาทิ้งซะ”

 

 

เธอยังคงก้มหน้าพลางยื่นมือรับของที่เขาส่งให้ก่อนที่จะหันหลังเดินจากไป ทว่าระหว่างที่กำลังก้าวเดิน เธอก็ชะงักเท้าเมื่อเห็นดวงตาที่เปล่งประกายของเด็กหนุ่มคนนั้น ก่อนจะหันมาพูดกับนายน้อยสาม “กรุณาเก็บมือเขาไว้ด้วยเถอะค่ะ”

 

 

คนที่กำลังลงไม้ลงมือกับเขาหยุดมองเธอ นายน้อยสามเองก็เช่นกัน ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดขึ้นมานอกจากเสียงหอบหายใจของเด็กหนุ่มคนนั้นที่ดังมาจากพื้น

ภาพรักสีจางกลางสมุทร

ภาพรักสีจางกลางสมุทร

เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เธอกลับพบว่าเธออยู่ในสภาพบาดเจ็บสาหัสและจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง ชื่อ ที่อยู่ ครอบครัวและประวัติความเป็นมาล้วนถูกซัดหายไปจากความทรงจำทั้งหมด เบาะแสเดียวที่หลงเหลืออยู่มีเพียงชื่อ โม่หัน ทนายหนุ่มจากสำนักงานกฎหมายที่ลงท้ายไว้บนใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น เขาเป็นใครและเกี่ยวข้องอะไรกับเธอ ทำไมถึงดูแลค่าใช้จ่ายให้ทุกอย่างแต่ไม่เคยมาเยี่ยมเธอเลยสักครั้ง เมื่อถูกครอบงำด้วยความสงสัย เธอจึงตัดสินใจหนีออกจากโรงพยาบาลแล้วออกตามหากุญแจสุดท้ายที่จะไขความลับให้กับเธอ ทว่าเมื่อตามหาตัวโม่หันจนพบ เขากลับบอกเธอว่า “ขอโทษด้วยครับ ผมไม่รู้จักคุณ” เป็นไปได้ยังไงกัน เธอไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร เธอต้องไขปริศนาเรื่องนี้และเรียกคืนความทรงจำทั้งหมดที่หายไปกลับมาให้ได้!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset