ภาพรักสีจางกลางสมุทร – ตอนที่ 113 ริมทะเล / ตอนที่ 114 อย่าไปมอง

ตอนที่ 113 ริมทะเล

 

 

“ทำไมล่ะคะ” ซย่าชิงอีไม่เข้าใจ “เราไม่ได้จะไปเดินเล่นกันที่ริมทะเลเหรอคะ” เธอมองชุดของอีกฝ่าย เสื้อแขนสั้นลำลองสีเทากับกางเกงขายาวทรงหลวมสีดำ “แล้วพี่ล่ะ ทำไมถึงใส่กางเกงที่จะไปชายทะเลคะ พี่ก็จะไปริมทะเลไม่ใช่หรือ แถมยังใส่ชุดสบายๆ อีกต่างหาก”

 

 

“พี่เอากางเกงว่ายน้ำมาด้วย แค่ต้องเปลี่ยนก่อนที่จะลงทะเลเท่านั้น” ในใจโม่หันคิดว่าเธอใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นซึ่งเปิดเผยเนื้อตัวเกินไป อย่างไม่รู้ว่าเด็กสาวส่วนใหญ่ก็ใส่กันแบบนี้ทั้งๆ ที่บางครั้งก็ไม่ได้ใส่ไปชายหาดด้วยซ้ำ

 

 

“รีบไปเปลี่ยนเลย อย่าใส่ชุดเปิดไหล่อีกนะ” เขาเอ่ยด้วยใบหน้าบึ้งตึง

 

 

“ไม่ค่ะ! ฉันไม่ได้จะไปว่ายน้ำ และชุดที่ฉันใส่ก็ไม่ได้โป๊จนเห็นหน้าอกหรือก้นสักหน่อย ทำไมฉันต้องไปเปลี่ยนด้วยล่ะคะ”

 

 

เขาจ้องหน้าเธอพักหนึ่งและว่าขึ้นอย่างหงุดหงิด “เธอไม่ต้องไปเปลี่ยนก็ได้แต่ต้องใส่เสื้อคลุมทับไว้” เขาหันกลับไปและค้นเจอเสื้อเชิ้ต ก่อนส่งมันให้อีกฝ่าย “ใส่ทับไว้ด้านนอกซะ”

 

 

เธอก้มมองเสื้อ ยื่นมือไปรับและกางออกดู “มันใหญ่เกินไปนะคะพี่”

 

 

“ลมทะเลมันแรง ใส่คลุมไว้กันหนาว”

 

 

คนฟังมุ่ยหน้าแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เธอสวมเสื้อเชิ้ตนั้นอย่างเงียบๆ แต่ไม่ได้ติดกระดุมและปล่อยให้มันลู่ลงตามร่างของเธอ ทั้งสองเลิกเถียงกันเรื่องเสื้อผ้าและเปลี่ยนประเด็นไปคุยกันเรื่องอื่นก่อนที่จะออกจากโรงแรม โม่หันเรียกแท็กซี่ใกล้ๆ โรงแรมและมุ่งหน้าไปยังริมทะเลของเมือง F

 

 

รถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าขณะที่เด็กสาวปิดรอยยิ้มของตัวเองไว้ไม่มิดเมื่อเห็นชายทะเลอยู่ตรงหน้ารางๆ เธอเลื่อนกระจกลงก่อนยื่นศีรษะออกไปสัมผัสกับลมทะเลเย็นๆ ที่โชยมา

 

 

เส้นผมยุ่งเหยิงจากลมที่โบกโชยมา ได้กลิ่นอากาศเย็นชื้นและความเค็มจางๆ ลอยเข้ามาในจมูก เสียงลมพัดหวิวดังขึ้นแผ่วเบาในหู ชายฝั่งทะเลสีครามทอดยาวเลียบไปตามถนน ท้องฟ้าสดใสปกคลุมอยู่เบื้องบน เมื่อมองไกลๆ ก็รู้สึกราวกับว่าพวกมันห่างกันเพียงเส้นกั้น

 

 

ซย่าชิงอียิ่งรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้ยินเสียงคลื่นกระทบชายฝั่ง รอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าไม่ห่างพลางเอนตัวออกไปนอกหน้าต่าง เมื่อโม่หันเห็นว่าร่างของเธอยื่นออกไปนอกตัวรถเกือบครึ่งก็เอื้อมมือไปดึงเธอกลับมา “นั่งดีๆ สิ”

 

 

เธอทำตามที่เขาบอกได้ไม่นานก็ยื่นศีรษะออกไปอีกครั้ง เขาทำได้เพียงใช้มือดึงยึดตัวเธอไว้อย่างเหนื่อยใจ

 

 

พวกเขาลงมาจากรถและก็เป็นอย่างที่เธอบอกไว้ ที่นี่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมและอาจเป็นเพราะช่วงนี้ไม่ใช่วันหยุด จึงมีเพียงนักท่องเที่ยวที่ดูบางตาอยู่กระจัดกระจายไปตามชายหาด

 

 

บรรยากาศเงียบสงัดจนมีแต่เสียงคลื่นที่ลอยเข้ามาในโสตประสาท ทำให้เขารู้สึกสบายใจไม่น้อย

 

 

เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผ่อนคลาย ค่อยๆ เดินช้าๆ ตามหลังเด็กสาว มองซย่าชิงอีที่วิ่งไปทั่วอย่างเริงร่า

 

 

ในที่สุดเธอก็หยุดอยู่ในบริเวณที่ไม่ได้มีคนพลุกพล่าน หันกลับมามองโม่หันที่เดินตามหลังมาเงียบๆ ก่อนว่าขึ้น “เรานั่งพักกันตรงนี้กันนะคะ”

 

 

เขาก้าวมาหา วางกระเป๋าที่ถือมาลงบนชายหาด หยิบผ้าทรงสี่เหลี่ยมที่เธอเตรียมมาจากบ้านและกางมันลงบนผืนทราย

 

 

“ไปเล่นสิ พี่จะจัดการตรงนี้ก่อน” เขาเอ่ย

 

 

“พี่ไม่ไปว่ายน้ำเหรอคะ” เธอถาม

 

 

“เดี๋ยวตามไป เธอไปก่อนได้เลย” เขานั่งลงบนผ้าและหยิบของออกมาทีละชิ้น

 

 

“ก็ได้ค่ะ งั้นฉันไปก่อนนะคะ” พูดจบเจ้าตัวก็วิ่งเข้าหาคลื่นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

 

 

“อย่าไปไกลนักล่ะ” เขาตะโกนไล่หลังมา

 

 

เมื่อโม่หันจัดการทุกอย่างเสร็จก็หยิบแว่นกันแดดมาใส่ นั่งลงอย่างสบายอารมณ์พร้อมใช้มือยันตัวกับผืนทราย ปล่อยใจให้เพลิดเพลินไปกับลมทะเลอ่อนๆ ที่พัดมาและแสงอาทิตย์ที่ส่องสะท้อน

 

 

เขาไม่เคยรู้สึกผ่อนคลายขนาดนี้มาก่อน ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขามักจะเคร่งเครียดอยู่เสมอ ด้วยภาระงานที่ต้องจัดการกับรายงานกฎหมายมากมายหลายฉบับ ประชุมความคืบหน้าของคดีกับผู้คนนับไม่ถ้วน แม้แต่ตอนที่เขามาเที่ยว ก็ยังคำนวณเวลาที่ต้องใช้ในพักผ่อนในที่ใดที่หนึ่งและวางแผนสำหรับจุดหมายต่อไป

 

 

ทว่าในตอนนี้เมื่อเขามาถึงชายหาดเล็กๆ นี้และนั่งลงอาบแดดอยู่ที่นี่ เพลิดเพลินกับลมทะเลสดชื่น พร้อมมองดูซย่าชิงอีวิ่งเล่นไปกับคลื่นที่กระทบเข้าหาฝั่งอยู่ห่างๆ เขากลับรู้สึกว่าช่างเป็นการใช้เวลาที่คุ้มค่าเหลือเกิน

 

 

โทรศัพท์ของเขาวางอยู่บนผืนผ้า ปกติแล้วเขามักจะหยิบมันขึ้นมาดูเวลาเสมออย่างเป็นนิสัยแม้จะอยู่ระหว่างการเที่ยวก็ตาม ไม่ว่าจะไม่มีงานที่ค้างอยู่หรือไม่ แต่ในตอนนี้เขากลับปล่อยเวลาให้ไหลไปเรื่อยๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก ทำเพียงปิดเปลือกตาลงและยิ้มออกมาบางๆ ดื่มด่ำกับเวลาที่ผ่านไปอย่างเงียบๆ

 

 

 

 

 

 

ตอนที่ 114 อย่าไปมอง

 

 

ซย่าชิงอีกลับมาในสภาพเปียกโชก เส้นผมเปียกชื้นจากน้ำทะเลที่กระเซ็นมาตามคลื่น แนบลู่กับกรอบหน้า เธอถอดเสื้อเชิ้ตที่เขาให้เธอใส่ไว้เมื่อเช้าถือไว้ในมือ เหลือเพียงชุดกระโปรงที่เปียกชุ่มลู่ลงตามรูปร่างงดงามของเธอ

 

 

โม่หันทำสีหน้าถมึงทึงอีกครั้ง แต่ตัวต้นเหตุกลับยังส่งยิ้มมาให้อย่างมีความสุขขณะที่ก้าวเข้าไปหาเขา แม้จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนนั่งลงพักหายใจและทรุดตัวนอนลงดังตุบบนผ้าที่ปูไว้

 

 

“สบายจังเลยค่ะ” ท่าทางหอบเหนื่อยพร้อมหน้าอกที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจ

 

 

เขาเหลือบไปมองเธออีกครั้งก่อนเสหน้ามองไปทางอื่น และโยนเสื้อคลุมใกล้ตัวไปให้อีกฝ่ายอย่างแรง

 

 

“อะไรคะ” และมันตกลงกระแทกบนใบหน้าของเธอ

 

 

“พี่บอกเธอว่าไง”

 

 

“พี่บอกว่าอะไรล่ะคะ” เธอยกศีรษะขึ้นมามองโม่หันที่ใส่แว่นกันแดดและทำหน้าบึ้งตึงอยู่

 

 

“พี่บอกให้ใส่เสื้อเชิ้ตนั่นซะ เธอทำเป็นไม่ได้ยินพี่ใช่ไหมเนี่ย”

 

 

“พี่บอกให้ฉันใส่แต่ไม่ได้บอกให้ใส่ไว้ตลอดนี่คะ” เธอเอ่ยอย่างกระเง้ากระงอด “พี่บังคับฉันแม้แต่เรื่องเสื้อผ้าที่ฉันใส่…”

 

 

“ถ้าพูดอีกคำเดียวพี่จะกลับไปโยนเสื้อเปิดไหล่ทั้งหมดในตู้ของเธอทิ้ง” เขาว่าขึ้น

 

 

เธอนิ่งเงียบ ไม่ว่าจะเถียงเขาอย่างไรเธอก็ต้องเป็นฝ่ายที่ต้องยอมแพ้ให้เขาก่อนทุกครั้งไป

 

 

ในตอนนั้นเอง โม่หันเขาถอดแว่นกันแดดออก เขาลุกขึ้นยืนและถอดเสื้อก่อนโยนมันไปข้างๆ ตัวซย่าชิงอี เปลือยท่อนบนให้เห็น

 

 

ดวงตาของซย่าชิงอีเบิกกว้างเมื่อเห็นกล้ามเนื้อบนร่างกายของอีกฝ่าย เธอไม่รู้มาก่อนว่าเขารูปร่างดีขนาดนี้ เขาเอาแต่นั่งทำงานที่บริษัทไม่ใช่เหรอ เขาไม่ได้งานยุ่งอยู่ตลอดทั้งวันหรอกหรือ ไปมีเวลาออกกำลังกายตอนไหนกัน กล้ามหน้าท้องพวกนี้ของเขามาจากไหน แล้วไหนจะกล้ามแขนอีก ช่างเป็นเรื่องที่น่าฉงนไม่น้อย

 

 

ความคิดของเธอตีกันอยู่ในสมองและสงสัยว่าเธอควรถ่ายภาพที่เห็นตรงหน้าไปให้เลขาสาวของเขาดูสักหน่อย ถ้าทำแบบนั้น เธออาจได้ค่าตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ จากการแบ่งปันภาพหายากนี้ให้พวกเธอก็เป็นได้ ถ้าพนักงานสาวใบบริษัทของเขาได้เห็นทนายโม่ของพวกเธอเปลือยท่อนบนเช่นนี้ คงขวยเขินจนหน้าแทบระเบิดอย่างแน่นอน

 

 

“พี่จะไปว่ายน้ำ” เขาเอ่ยเบาๆ

 

 

ซย่าชิงอีมองตามหลังเขาไป เมื่อเห็นเขาถอดกางเกงและเดินออกไป เธอก็รีบหลับตาลงทันที

 

 

อย่าไปมอง อย่าไปมอง

 

 

“ดูเสื้อผ้าให้พี่ด้วย!” เสียงของเขาลอยมาจากที่ไกลๆ พร้อมกับกางเกงของเจ้าของเสียงที่ตกแหมะอยู่บนศีรษะของเธอ

 

 

เขาว่ายน้ำให้พอสดชื่นในทะเลไม่นานก็กลับขึ้นฝั่งและเห็นว่าเธอสวมเสื้อแจ็กเกตของเขาไว้และนอนคุยหน้าระรื่นกับใครบางคนอยู่บนชายหาด

 

 

“ไม่ ไม่ค่ะ ฉันยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ แค่มาเที่ยวเล่นเพราะช่วงนี้ไม่มีคาบเรียนน่ะค่ะ” เจ้าตัวไม่ทันรู้ว่าโม่หันเดินเข้ามาหาและยังคงพูดคุยกับคนข้างๆ อยู่

 

 

เมื่อคู่สนทนาของซย่าชิงอีหันมาเห็นหนุ่มหล่อที่มีหยดน้ำเกาะพราวเต็มตัวทรุดตัวลงนั่งข้างกายเธอ ดวงตาของพวกเธอก็เปล่งประกายสดใสขึ้นมา

 

 

“เขาเป็นแฟนของเธอเหรอ…” หนึ่งในกลุ่มเด็กสาวถามพลางจ้องโม่หันที่อยู่ด้านหลังเธอ

 

 

คนถูกถามถึงกับทำตาโตก่อนรีบส่ายหน้า “ไม่ใช่… ไม่ใช่ค่ะ… พี่ชายฉันเอง เรามาเที่ยวที่นี่ด้วยกันค่ะ”

 

 

เขาไม่ได้พูดอะไร ไม่แม้แต่จะมองพวกเธอ หยิบผ้าเช็ดตัวจากกระเป๋าขึ้นมาเช็ดผมตัวเอง

 

 

“โห หน้าตาเธอดูคล้ายกับพี่ชายมากเลยนะ”

 

 

เธอเบิกตากว้างอีกครั้งและหันไปมองหน้าโม่หัน “เราดูคล้ายกันเหรอคะ เป็นครั้งแรกที่มีคนบอกแบบนี้เลยนะคะ”

 

 

เขาจ้องเธอกลับ มุมปากยกยิ้มขึ้นอย่างไม่เห็นด้วยกับที่เด็กสาวแปลกหน้าพูดนัก

 

 

“แล้วห่างกันกี่ปีเหรอ”

 

 

ซย่าชิงอีไม่เคยถูกถามแบบนี้ เธอไม่รู้อายุที่แท้จริงของตัวเองแต่หากยึดตามปีเกิดบนบัตรประชาชนเธอก็ต้องอายุสิบเก้าปี แล้วโม่หันล่ะ เธอไม่เคยรู้อายุของเขามาก่อน

 

 

“พี่ชาย… พี่อายุเท่าไหร่แล้วคะ” เธอถามขึ้น

 

 

“สามสิบ” เขาตอบพร้อมวางผ้าขนหนูลง

 

 

พอคิดตามเธอก็เพิ่งมารู้ว่าอายุพวกเขาห่างกันตั้งสิบเอ็ดปี

ภาพรักสีจางกลางสมุทร

ภาพรักสีจางกลางสมุทร

เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เธอกลับพบว่าเธออยู่ในสภาพบาดเจ็บสาหัสและจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง ชื่อ ที่อยู่ ครอบครัวและประวัติความเป็นมาล้วนถูกซัดหายไปจากความทรงจำทั้งหมด เบาะแสเดียวที่หลงเหลืออยู่มีเพียงชื่อ โม่หัน ทนายหนุ่มจากสำนักงานกฎหมายที่ลงท้ายไว้บนใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น เขาเป็นใครและเกี่ยวข้องอะไรกับเธอ ทำไมถึงดูแลค่าใช้จ่ายให้ทุกอย่างแต่ไม่เคยมาเยี่ยมเธอเลยสักครั้ง เมื่อถูกครอบงำด้วยความสงสัย เธอจึงตัดสินใจหนีออกจากโรงพยาบาลแล้วออกตามหากุญแจสุดท้ายที่จะไขความลับให้กับเธอ ทว่าเมื่อตามหาตัวโม่หันจนพบ เขากลับบอกเธอว่า “ขอโทษด้วยครับ ผมไม่รู้จักคุณ” เป็นไปได้ยังไงกัน เธอไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร เธอต้องไขปริศนาเรื่องนี้และเรียกคืนความทรงจำทั้งหมดที่หายไปกลับมาให้ได้!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset